ปตท.ผนึกบริษัทลูก กทม.บูมสมาร์ทซิตี้ ผุด 40 ปั๊มทั่วกรุง

ปตท.ลุยสมาร์ทซิตี้เต็มสูบ ผนึกกรุงเทพธนาคมประเดิม 40 ปั๊มน้ำมันทั่วกรุง เป้าต่อไปยึดบางซื่อ 2.3 พันไร่ ร่วมญี่ปุ่นลงทุนระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ขนส่งมวลชนขนาดรอง ต่อยอดโปรเจ็กต์ “เอ็นเนอร์ยี คอมเพล็กซ์” ขึ้นฮับเมืองอัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน

นายกิติศักดิ์ อร่ามเรือง ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2561 บริษัทได้เซ็นบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมทางด้านพลังงานและดิจิทัลเทคโนโลยี พัฒนาไปสู่กรุงเทพฯเมืองอัจฉริยะ มุ่งยกระดับสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ (Smart City) เชื่อมโยงคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดียิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมทางด้านพลังงานและดิจิทัลเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ โดยใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีมาเป็นพื้นฐานในการให้บริการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาไปสู่ สมาร์ทซิตี้ โดย ปตท.และกรุงเทพธนาคมจะร่วมกันส่งเสริมผลักดันการพัฒนานวัตกรรม และการใช้ประโยชน์บนพื้นที่ทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาเมืองทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการขนส่งมวลชน

“การที่เราจับมือกับ ปตท.เพื่อพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ซึ่ง ปตท.จะเริ่มพัฒนาในปั๊ม ปตท.ในพื้นที่เขต กทม.กว่า 40 ปั๊มก่อน หลัง MOU จะลงรายละเอียดทันทีและจะนำร่องที่ไหนก่อน จากนั้นจะร่วมมือกันหลังพอ ปตท.ลงเรื่องงาน IOT แล้ว ความร่วมมือเป็นเรื่อการแชร์ใช้ network ต่าง ๆ เช่น กทม.อยากรู้คุณภาพอากาศในปั๊มก็ขอข้อมูลจากเขาได้ หรือแม้แต่การจราจรก็สามารถขอใช้ข้อมูลจากปั๊มน้ำมันได้” นายกิติศักดิ์กล่าวและว่า

ทั้งนี้ การพัฒนาสมาร์ทซิตี้แบบเต็มโครงการร่วมกับ ปตท.มีหลายเรื่องที่หารือร่วมกัน เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เรื่องการจัดการขยะ ด้านสิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง โดยจะเริ่มจากการจัดทำข้อเสนอร่วมกัน มีกำหนดจะสรุปภายในเดือน ต.ค. 2561 นี้ ซึ่ง ปตท.จะเริ่มดำเนินการบริเวณศูนย์เอ็นเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ ย่านบางซื่อ ถนนวิภาวดีรังสิตที่ ปตท.มีแผนจะพัฒนาร่วมกับพันธมิตรต่างชาติคือญี่ปุ่น

“การทำงานร่วมกับเอกชนเพราะ กทม.เป็นเจ้าของพื้นที่ที่ต้องดูเรื่องกฎระเบียบ ใบอนุญาต จริง ๆ ก็เกี่ยวกับเขาหมด ทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ ระบบสาธารณูปโภค ส่วนจะร่วมพัฒนาสมาร์ทซิตี้กับ ปตท.ด้วยไหมก็ดูเป็นเฉพาะเรื่องอีกทีหนึ่ง สมมุติเขาอยากทำระบบรถไฟฟ้าสายรองแบบที่ไอคอนสยามทำก็เป็นเรื่องที่ร่วมมือกันได้ในอนาคต”

แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทาง ปตท.สนใจจะลงทุนสมาร์ทซิตี้ย่านบางซื่อ ซึ่งเป็นที่ดินของ ร.ฟ.ท.และได้ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ศึกษารูปแบบการพัฒนาโครงการครอบคลุมพื้นที่ 2,325 ไร่ รูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุน PPP 30-50 ปี หรือรายบุคคลแบบเฉพาะเจาะจง ใน 15 ปีแรกใช้เงินลงทุน 358,700 ล้านบาท

“ปตท.ร่วมกับญี่ปุ่นจะพัฒนาย่านบางซื่อเป็นสมาร์ทซิตี้ต่อยอดกับโครงการเอ็นเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ โดยจะเริ่มจากลงทุนด้านอินฟราสตรักเจอร์อุปโภคบริโภค เช่น ระบบน้ำร้อน-น้ำเย็น ทดแทนการใช้แอร์ ช่วยประหยัดพลังงาน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต และพลังงาน ขายในโครงการรองรับคนทำงานและอยู่อาศัยย่านบางซื่อ จากนั้นถึงจะเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ ซึ่ง ปตท.เสนอการร่วมทุนกับ ร.ฟ.ท.เป็นรูปแบบรัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจ”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ไจก้าได้นำโครงการสมาร์ทซิตี้ของ ปตท.ที่ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้มารวมกับของ ร.ฟ.ท.เพื่อให้การพัฒนาที่ดินมีศักยภาพมากขึ้นใช้เวลาดำเนินการ 30 ปี แบ่งพัฒนา 3 เฟส เฟสละ 5 ปี พัฒนา 9 โซน จากเดิม 4 โซน ระยะสั้นลงทุน 40,100 ล้านบาท ระยะกลาง 167,100 ล้านบาท และระยะยาว 151,500 ล้านบาท

ในแต่ละเฟสมีการลงทุน 5 ส่วน 1.เชิงพาณิชย์ เช่น ออฟฟิศให้เช่า ร้านค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม ศูนย์ประชุม 2.สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ระบบสมาร์ทซิตี้ 3.โครงข่ายคมนาคม เช่น บีอาร์ที 4.โครงข่ายการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น สวนสาธารณะ ระบบกักเก็บน้ำ และ 5.โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ

โดย 5 ปีแรกเริ่มพัฒนาโซน A 35 ไร่ ติดสถานีกลางบางซื่อ ขณะนี้ผ่านคณะกรรมการ PPP ไปแล้ว ให้สัมปทานเอกชนบริหาร 30 ปี ลงทุน 11,573 ล้านบาท จากนั้นเป็นโซน D บางส่วนที่จะพัฒนาเป็นทางเดินลอยฟ้าเชื่อมระหว่างบางซื่อกับหมอชิตเก่า และโซน D ย่านตึกแดง 119 ไร่ รูปแบบพัฒนาจะเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีศูนย์การค้า โรงแรม สำนักงาน รองรับรถไฟฟ้าสายสีแดงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต จะเปิดกลางปี 2563

อีก 5 ปีต่อมาจะพัฒนาโซน B (จตุจักร) โซน G ย่าน กม.11 และโซน C ตรง บขส.เป็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม ขณะที่ 5 ปีสุดท้ายจะพัฒนาโซนที่เหลือเช่น โซน D อยู่ติดโรงซ่อม

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่ผลศึกษาของ ปตท.ที่เสนอมาเมื่อปี 2559 ใช้เงินลงทุน 52,361 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่เป็นเมืองใหม่รอบสถานีรถไฟ โดยมีการออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และพัฒนาพื้นที่ติดสถานีรถไฟฟ้าให้เป็นย่านธุรกิจการค้าและบริการ โดยใช้ระบบการขนส่งขนาดรอง เช่น รถบีอาร์ทีที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุนมารองรับการเดินทางภายในพื้นที่โครงการ มีทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำนักงาน และที่อยู่อาศัย

ในแผนแม่บทการพัฒนา กำหนดให้ย่านบางซื่อเป็นประตูสู่กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ เพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้านระบบราง มีทั้งรถไฟฟ้าในเมืองรถไฟชานเมือง รถไฟความเร็วสูง รถไฟขนส่งสินค้า รวมถึงเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ TOD และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ที่มา : www.prachachat.net