จับชีพจรส่งออกไทยครึ่งหลัง ฝ่าวิกฤตโลก…กูรูฟันธงยังโต

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจรวมทั้งการค้าโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกของไทย ไตรมาสแรก 2560 ขยายตัว 4.9% มีมูลค่ารวมกว่า 56,456 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี และยังมองอนาคตส่งออกที่สดใสอยู่ในครึ่งปีหลัง อ้างความต้องการในตลาดโลกฟื้นตัวแล้ว อีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาสินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน

จึงกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานทางเศรษฐกิจกลับมามีมุมมองบวกต่อการส่งออกปีนี้มากขึ้น เริ่มที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปรับประมาณการณ์ตัวเลขการ
ส่งออกทั้งปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จาก 2.5% ตามด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์จะมากกว่า 2.5% ที่ประเมินไว้เดิม พร้อมฟันธงส่งออกระยะสั้นเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีนี้จะยังขยายตัวดีต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานจะส่งสัญญาณถึงความกังวลต่อการส่งออกครึ่งหลังปี 2560 เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยภายในและภายนอก กดดันการส่งออก โดยนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐ การเมืองในยุโรป รวมทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลี ที่จะส่งผลต่อความไม่แน่นอนด้านการค้าและการลงทุนทั่วโลก!

ดังนั้น มติชน จึงได้สำรวจมุมมองความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและประเมินแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ความเสี่ยงภายนอกประเทศเป็นเรื่องที่ทุกคนติดตาม คือนโยบายการค้าสหรัฐที่อยู่ระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดสหรัฐขาดดุลการค้ากับประเทศต่างๆ ค่อนข้างมาก และควรมีมาตรการลดการขาดดุลการค้าอย่างไร ซึ่งไทยต้องพิจารณาหลายแง่มุม เช่น สหรัฐอาจพิจารณาว่าประเทศปลายทางมีมาตรการกีดกันสินค้าสหรัฐหรือไม่ ซึ่งไทยสินค้าที่ยังมีมาตรการกีดกันอยู่ อาทิ สินค้าที่มีลิขสิทธ์หรือสิทธิบัตร เช่น ยา ซอฟต์แวร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ สินค้าเกี่ยวกับอาหาร และเนื้อวัว เป็นต้น อาจได้รับผลกระทบหากสหรัฐผลักดันให้ไทยเปิดตลาดและเพิ่มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น กรณีที่สหรัฐเสียเปรียบจากการนำเข้าสินค้า อาจจะมีการเข้มงวดกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน (ดั้มปิ้ง) สินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบ คือ สินค้ารับสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) เช่น สิ่งทอ อาหารทะเลแช่แข็ง

หากสหรัฐมีมาตรการตอบโต้กับจีน จะกระทบทางอ้อมกับไทยได้ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการจีนย้ายฐานการผลิตมาในไทยหลายราย ทั้งเหล็ก ยางรถยนต์ และแผงโซลาร์เซลล์ เป็นต้น รวมทั้งไทยเป็นซัพพลายเชนของจีน รวมถึงประเทศอื่นที่สหรัฐจับตาด้วย เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นต้น

๐ทุกหน่วยงานปรับเพิ่มตัวเลข
ส่วนการเลือกตั้งในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดสัดส่วนเกือบ 10% ของส่งออกไทยทั้งหมด ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแต่เปราะบางมาก การส่งออกไปยุโรปยังไม่ดีมากนัก หากมีเหตุการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจยุโรป ยังต้องติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสรอบสองระหว่างนายเอ็มมานูเอล มาคง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และนางมารีน เลอเปน ว่าใครจะชนะ หากนางเลอเปนชนะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยุโรป เพราะนางเลอเปนจะทำประชามติของให้ฝรั่งเศสออกจากสหภาพยุโรป ยังมีกรณีกรีซจะสามารถจ่ายหนี้ได้หรือไม่ การเลือกตั้งอิตาลีที่กำลังจะตามมา รวมทั้งปัญหาด้านการธนาคาร การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย หากการเมืองยุโรปไม่นิ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปยิ่งมีความเปราะบางมากขึ้น

จากการส่งออกไตรมาสแรกเติบโตถึง 5% ดีกว่าที่คาดไว้ จะทำให้ตัวเลขการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้กว่า 1.5% แต่อีไอซีคงจะปรับประมาณการณ์ตัวเลขใหม่อีกครั้งช่วงกลางปีนี้Ž นายพชรพจน์กล่าว

อีกความเห็นจาก นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง มองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้มีทิศทางการขยายตัวที่ดี ดูจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกเป็น 3.5% จาก 3.4% เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.3-2.4% แม้ไตรมาสแรกขยายตัวต่ำ 0.9% แต่หากพิจารณาการนำเข้าและสั่งซื้อสินค้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตเติบโตขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐครึ่งปีหลังขยายตัวดีขึ้น ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดขยายตัว 1.6% ญี่ปุ่นอัตราการเติบโตดีขึ้นเล็กน้อย 1.2% ส่วนจีนเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นและจะขยายตัว 6.6%

เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวได้ดี ส่งผลดีต่อการค้าโลก คาดว่าการค้าโลกปีนี้จะขยายตัว 4% ทำให้การส่งออกไทยปีนี้จะขยายตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา ที่เริ่มเห็นการส่งออกเริ่มกลับมาดีช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 และยังทำให้ทั้งปีเป็นบวกได้จากที่ติดลบมา 3-4 ปี โดยการส่งออก

ไทยไตรมาสแรกโต 4.9% โดยเฉพาะเดือนมีนาคมโต 9.2% เชื่อว่าปีนี้การส่งออกจะขยายตัว 3-4% ถือว่าอยู่ในอัตราดี แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการส่งออก 10 ปีที่ผ่านมา ที่เติบโต 6-7% โดยส่วนที่หนุนส่งออกขยายตัวได้คือราคาพืชผลและราคาน้ำมันŽ นายสมชายกล่าว

๐เตือนผลกระทบนโยบายทรัมป์
นายสมชายกล่าวต่อว่า อีกปัจจัยเสี่ยงคือนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐอาจกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจและการค้าโลก จากมาตรการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐเต็มที่ ทั้งการลดภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และการลงทุนโครงสร้าง

พื้นฐาน แต่นโยบายเหล่านี้ผ่านสภาคองเกรสก่อน รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าที่สหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อลดขาดดุลการค้าโลก ส่วนที่จะกระทบต่อไทย ที่สหรัฐขาดดุล 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่จะส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ทางตรงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กรณีธุรกิจประมง ที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องแรงงานทาส เป็นต้น ขณะที่ทางอ้อม หากสหรัฐมีมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศต่างๆ เช่น จีน อาจส่งผลต่อการส่งออกของไทยไปยังจีนได้ เป็นต้น รวมถึงผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศส ที่ต้องติดตามการเลือกตั้งรอบสอง วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ว่าผลจะเป็นอย่างไร หากนายมาคงชนะเลือกตั้ง จะทำให้ความกังวลที่ฝรั่งเศส อาจลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปลดลง แต่หากพลิกโผนางเลอเปนชนะจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยุโรปได้ รวมทั้งต้องติดตามการเลือกตั้งของอิตาลี ซึ่งมีพรรคการเมืองหนุนออกจากสหภาพยุโรปเช่นกัน

โอกาสจะเกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีมีน้อย แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ทำให้โลกเกิดความตื่นตัว เชื่อว่าสหรัฐพยายามใช้จิตวิทยายับยั้งการผลิตขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ส่วนในพื้นที่อื่นอย่างตะวันออกกลาง เป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่แล้ว สามารถประเมินผลกระทบได้ คาดว่าไม่มีผลกระทบกับการค้ามากนักŽ นายสมชายกล่าว

สอดคล้องไปกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อภาคการส่งออกของเพิ่มขึ้นและมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการณ์ก่อนหน้านี้ไว้ที่ 2.0% แต่ต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศ อาทิ การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่ 2 การเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษเดือนมิถุนายน ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น หากสถานการณ์มีความวุ่นวาย อาจจะกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกได้ ขณะที่ผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐในด้านการปฏิรูปภาษีต่างๆ เชื่อว่าจะยังไม่ส่งผลในนี้ เพราะสหรัฐต้องหารือรายละเอียดและประเมินผลกระทบ จึงยังไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกมากนัก

๐ชี้ส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
สอดรับกับ นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ศูนย์วิเคราะห์อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขประมาณการณ์เศรษฐกิจใหม่ในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ แต่คาดว่าการส่งออกใหม่เติบโตได้ 2-5% จากคาดการณ์

เดิม 2% ซึ่งการส่งออกช่วงไตรมาสแรกมาจากด้านราคาเป็นหลัก ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่วนปัจจัยต้องติดตามคือผลกระทบนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ การเมืองในยุโรป และความไม่สงบบนคาบสมุทรเกาหลี และเชื่อว่าการส่งออกช่วงที่เหลือยังขยายตัว และไม่ติดลบเพราะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

แม้กูรูทางเศรษฐกิจยังมองทิศทางการส่งออกจากนี้ยังสดใสและต่างเตรียมขยับเพิ่มเป้าหมายการส่งออก แต่ก็ยังเบาใจไม่ได้ เมื่อสถานการณ์โลกยังร้อนผ่าว

ที่มา : www.matichon.co.th