เจาะลึกปฏิรูปเศรษฐกิจ พลังงาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมไทย

สถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมในไทย ขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะล่าสุด มีพระบรมราชโองการให้มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ในวันที่ 6 เมษายน 2560 เวลา 15.00 น. ณ. พระที่นั่งอนันตสมาคม

ทำให้ภาพการเมืองในไทยกำลังเดินเข้าสู่ Road Map เพื่อนำไปสู่ "การเลือกตั้งทั่วไป" ครั้งใหม่ ซึ่งคงจะเกิดขึ้นประมาณปลายปี 2561 ค่อนข้างแน่นอนเมื่อสถานการณ์ของประเทศไทย กำลังจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ย่อมจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของไทยในสายตาของชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวทางการปฏิรูปประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ, พลังงาน, โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ดังนี้

การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ

เสนอโดย 7 องค์กรภาคธุรกิจ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), สมาคมธนาคารไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) มีการสรุปแนวคิดทางปฏิรูปเศรษฐกิจออกมาเสนอ คสช. 7 มาตรการ ดังนี้ 

1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เริ่มตั้งแต่การเจรจาเขตการค้าเสรี FTA ว่าจะทำอันไหนก่อนหลัง, บูรณาการการทำงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การร่วมกันทำงานของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ, เร่งการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อรองรับการหมดอายุของสิทธิพิเศษทางภาษีของสหภาพยุโรป GSP ที่จะสิ้นสุดลงเร็ว ๆ นี้ 

2.ปฏิรูปกรอบการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ยกระดับฐานะเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้นอีกขั้น พ้นกับดักชนชั้นกลางโดยเร็ว ซึ่งได้แก่ ส่งเสริมการใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และลดภาระของภาครัฐ และเอกชน, เพิ่มทางเลือกในการออมให้มีผลตอบแทนสูงขึ้น, ปฏิรูประบบส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศ, แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะมาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ, แก้ไขกฎหมายการนำเงินผลกำไรกลับประเทศ ไม่ให้มีการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน, เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และเร่งรัดให้มีการศึกษาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือน้ำลึกปากบารา, โรงไฟฟ้าเพิ่มเติม หรือโครงการขุดคลองกระ ฯลฯ

3.ปฏิรูปการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ที่เข้มแข็ง เริ่มด้วยส่งเสริมการจัดการศึกษาในระบบทวิภาคี เร่งเพิ่มคนภาคอาชีวศึกษาควบคู่ไปกับสายสามัญ, สร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการภาษีให้กับภาคเอกชน ในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา จัดให้มีการฝึกงาน On the Job Training ตามโรงงานอุตสาหกรรม และบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น, ส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น 

4.แก้ไขปัญหาสังคมเกษตรที่ล้าหลัง และลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้ภาครัฐออกมาตรการประกันภัยธรรมชาติภาคการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร มีรายได้ที่แน่นอน สม่ำเสมอ แก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมเรื้อรัง, สร้างระบบการออมระยะยาวให้เกษตรกรและแรงงานทั้งในและนอกระบบ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ, สำหรับแรงงานทั้งในและนอกระบบ, ส่งเสริมให้มีการออมของแรงงานทั้งในและนอกระบบ

5.ส่งเสริมการใช้ธรรมาภิบาล และการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ได้แก่ กำหนดให้คดีคอร์รัปชั่นไม่มีอายุความ และเป็นคดีร้ายแรงที่ไม่มีรอลงอาญา ให้มีการลงโทษ และประหารชีวิต, เพิ่มความโปร่งใสของระบบเปิดเผยและตรวจสอบได้ กำหนดให้ประชาชนผู้เสียหายในคดีคอร์รัปชั่น สามารถฟ้องร้องเองได้ และกวดขันการทำงานของ ป.ป.ช., สตง., ผู้ตรวจการแผ่นดิน

6.การแก้ไขและลดกฎระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ (De-Regulation) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเพิ่มขึ้น โดยแนะปรับปรุงกฎระเบียบของกรมศุลกากร เช่น พิกัด, คำปรับ, ทบทวนสินบนนำจับของเจ้าหน้าที่ศุลกากร, กรมที่ดิน, การท่าเรือ, ตำรวจ ให้แยกความผิดทางเทคนิคออกจากความผิดเจตนาหนีภาษี หรือขนของเถื่อน ของผิดกฎหมาย โดยให้มีบทลงโทษที่เหมาะสม, แก้ไขเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐให้มีความเป็นธรรม ลดการผูกขาด ล็อกสเป็ก ปรับปรุงกระบวนการออก หรือต่ออายุ Work Permit ของนักธุรกิจชาวต่างชาติให้เหมาะสม ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกความคิดเห็นในการออกมาตรการใด ๆ ที่จะกระทบต่อภาคเอกชน เช่น กฎหมายผังเมือง, การเวนคืน, กำหนดแนวนโยบายระยะยาวด้านแรงงานต่างด้าวให้ชัดเจน เป็นธรรม 

7.การสร้างโครงสร้างใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ยุค 4.0 โดยการจัดให้มีหน่วยงานที่ส่งเสริม SME ให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับรายใหม่ได้อย่างยุติธรรม กำจัดการผูกขาดทุกรูปแบบ, ให้มีการปฏิรูปพลังงาน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมอย่างแท้จริง ขจัดการผูกขาดด้านพลังงาน, ค้าปลีกค้าส่ง, ด้านโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม, ส่งเสริมให้เกิดการค้า และการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรมในอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ, ให้มีกองทุนสนับสนุนธุรกิจ และอุตสาหกรรม SME ที่เข้มแข็ง หนุน Startups, Social Enterprises และ Creative Economy เพื่อถ่วงดุล มิให้รายใหญ่ผูกขาด หรือครอบครองตลาด

ปฏิรูปโลจิสติกส์-อุตสาหกรรม

การพัฒนาโลจิสติกส์ไทยเพื่อก้าวสู่ประเทศไทย4.0คือนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยน โครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เป็นนโยบายที่วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนแบบ "ประชารัฐ" (ลักษณะของคณะทำงานร่วม รัฐ-เอกชน-ประชาชน)

มีเป้าหมายจะผลักดันให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจนทำให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางโดยโมเดลนี้มีตัวอย่างคือประเทศเกาหลีใต้ 

โมเดลประเทศไทย 4.0 เป็นการพัฒนาแบบ Value-Added Economy ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (แทนที่จะเป็นสินค้าแบบ Commodity) เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรม และเน้นการบริการมากกว่าขายสินค้า

เป้าหมายหลักอยู่ที่ 5 อุตสาหกรรมที่พัฒนาต่อยอดได้ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเกษตร กลุ่ม Health, Wellness+ Bio-Medical กลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะ และหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Smart Device Robotics and Mechatronics) กลุ่มอุตสาหกรรม (Digital+Embedded Technology และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าการบริการ (Creative, Culture, High Value Service)

รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนประชารัฐ มี 12 กลุ่ม มีกรรมการมาจากภาคเอกชนถึง 73% แบ่งเป็น คณะทำงานขับเคลื่อน 

7 ด้าน (กลุ่ม Value Driven 7D) ได้แก่ 1) ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ 2) ด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และStart ups 3) ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ Mice 4) ด้านการส่งเสริมการส่งออก และด้านการลงทุนในต่างประเทศ 5) ด้านการพัฒนา Cluster ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต (New S-Curve) 6) ด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ 7) ด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ 

และยังตั้ง "คณะทำงานปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน" (กลุ่ม Enable Driver 5E) คือ 1) ด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2) ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ 3) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจรากฐาน และประชารัฐ 4) ด้านการปรับแก้กฎหมาย และกลไกภาครัฐ 

5) ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยตั้งกลุ่มทุนยักษ์ของไทย CP, SCC ไทยเบฟ เข้าไปรวมทุกชุด

ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

มีการตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve Reform) ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่ทันสมัย เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการพึ่งการผลิตไปเป็นการผลิตสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้การผลิตขั้นสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ

คณะทำงานนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนา10อุตสาหกรรมใหม่ได้แก่ 1) หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม 2) การแพทย์ครบวงจร 3) ขนส่งและการบิน 4) เชื้อเพลิงชีวิต 5) เคมีชีวภาพ รวม 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพเป็น S-Curve ได้แก่ 1) ยานยนต์สมัยใหม่ EV 2) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ AI 3) ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี 4) ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 5) การเกษตรและเทคโนโลยี ชีวภาพแปรรูปอาหาร

ยิ่งกว่านั้น รัฐยังเน้นโครงการใหม่ที่สำคัญคือ โครงการพัฒนา EEC (Eastern Economic Corridor) เพื่อเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งด้านอุตสาหกรรม, ท่องเที่ยว, โลจิสติกส์, เขตเศรษฐกิจพิเศษ, เมืองใหม่, Disney-land เมืองไทย โดยพัฒนาฉะเชิงเทราเป็นเมืองน่าอยู่, ศรีราชา-แหลมฉบัง เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ 

คณะทำงานได้จัดกรอบการดำเนินงาน EEC เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมต่อยอดในพื้นที่เดิม ในเขตชายฝั่งทะเลตะวันออก 2) Bio-Economy เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร, การแปรรูป, เกษตรชีวภาพ 3) Digital Economy เน้นพัฒนา E-Commerce, ส่งเสริม SME แก้ไขกฎหมายให้สะดวกรวดเร็วขึ้น 4) Robot Economy ส่งเสริมการใช้หุ่นยนต์และสร้างหุ่นยนต์ในไทย 5) Logistic Economy ส่งเสริมการขนส่ง, การบริการโกดัง, การบริหารส่งสินค้า บก-เรือ-อากาศ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของแผนงานของรัฐบาลไทย ที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และพลังงานไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น หวังว่าจะเห็นความสำเร็จก่อนเลือกตั้งใหญ่ปลายปี 2561

ที่มา : www.prachachat.net