จัดอันดับรัฐอาเซียน ใต้พลังยุทธศาสตร์ “One Belt One Road” (1)

โครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road-OBOR) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีรากฐานมาจากเส้นทางสายไหมในอดีต กำลังคืบคลานเลาะเลียบไปตามพื้นผิวอธิปไตยรัฐต่าง ๆ ในเอเชีย ยุโรป หรือแม้กระทั่งบางส่วนของแอฟริกา

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศต่าง ๆ เริ่มแสดงท่าทีปรับตัวขานรับต่อยุทธศาสตร์นี้ของจีน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่า คำถามสำคัญที่ยังไม่มีการพูดถึงนัก คือ ประเทศใดในอาเซียนที่น่าจะต้องเข้าไปพัวพันหรือเผชิญหน้ากับอิทธิพลจีน ผ่านโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ในระดับที่เข้มข้นไปจนถึงระดับที่เบาบางที่สุด

ต่อกรณีดังกล่าว ขอเสนอให้มองภาพยุทธศาสตร์จีนในเอเชียอาคเนย์ผ่าน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.เส้นทางสายไหมทางบก (silk road economic belt) ซึ่งเน้นขยายโครงข่ายโลจิสติกส์ผ่านระเบียงเศรษฐกิจทางบก โดยเน้นหนักไปที่เวียดนาม เมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชา

2.เส้นทางสายไหมทางทะเล (maritime silk road) ซึ่งเน้นขยายโครงข่ายโลจิสติกส์ทางทะเล โดยเฉพาะเวียดนาม สิงคโปร์-มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบางส่วนของไทยกับเมียนมา เพื่อคลุมพลังการค้าทั้งในเขตทะเลจีนใต้ ช่องแคบมะละกาและทะเลอันดามัน

3.เส้นรอยต่อสร้อยไข่มุก (string of pearls) ซึ่งหมายถึงยุทธศาสตร์ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนให้ครอบคลุมท่าเรือสำคัญในเขตมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย โดยมีเวียดนามและเมียนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก

4.เส้นปะทะในทะเลจีนใต้ ซึ่งหมายถึงพื้นที่ความขัดแย้งเรื่องดินแดนในย่านทะเลจีนใต้ ระหว่างจีนกับบางรัฐในอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

การปะติดปะต่อกันของภาพภูมิทัศน์ยุทธศาสตร์จีนทั้ง 4 ส่วนหลัก ส่งผลให้เกิดการจัดแบ่งรัฐเอเชียอาคเนย์ออกเป็น 3 กลุ่มหลักคร่าว ๆ ดังนี้ 1.กลุ่มประเทศที่อาจเข้าไปเกี่ยวพันหรือเผชิญหน้ากับอิทธิพลจีนแบบเข้มข้นหนักหน่วง ได้แก่ เวียดนามและเมียนมา 2.กลุ่มประเทศที่อาจเข้าไปเกี่ยวพันหรือเผชิญหน้ากับอิทธิพลจีนแบบพอประมาณ ได้แก่ สิงคโปร์-มาเลเซียไทย-ลาว-กัมพูชา และอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ 3.กลุ่มประเทศที่อาจเข้าไปเกี่ยวพันหรือเผชิญหน้ากับอิทธิพลจีนแบบเบาบาง ได้แก่ บรูไนและติมอร์ตะวันออก

สำหรับกลุ่มแรก พบว่าเวียดนาม คือ รัฐที่ถูกทั้งถนนบกและถนนทะเลของจีนตัดผ่าน เพื่อโยงเข้าหาเขตเศรษฐกิจจีนในมณฑลกว่างซีและอ่าวเป่ยปู้ นอกจากนั้น เวียดนามถูกจัดวางให้เข้าไปอยู่ในวงยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกจีน ประจำย่านมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ขณะเดียวกัน เวียดนามเองก็เป็นรัฐที่มีข้อพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้กับจีนในระดับที่เข้มข้น ดังนั้น เวียดนาม จึงจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรัฐที่มีผลประโยชน์ได้เสียกับจีนในระดับสูง

ส่วนเมียนมา จัดเป็นรัฐที่ค่อย ๆ ถูกแนวท่อก๊าซ ตลอดจนถนน ทางรถไฟและท่าเรือจีนพาดผ่าน เพื่อเชื่อมมณฑลยูนนานเข้ากับอ่าวเบงกอล โดยถึงแม้ว่าเมียนมาจะไม่มีข้อขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้กับจีน หากแต่ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ของเมียนมาเอง ที่เชื่อมโยงกับเอเชียใต้ เมียนมาจึงกลายเป็นพื้นที่หลักในยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกจีน (ซึ่งส่วนหนึ่ง เป็นไปเพื่อปิดล้อมอินเดียและโยงพลังเศรษฐกิจจีนในการบุกตลาดเอเชียใต้)

ในกลุ่มที่สอง พบว่า การผนึกท่าเรือและเมืองมหานครทางแถบช่องแคบมะละกา ได้ทำให้กลุ่มรัฐสิงคโปร์-มาเลเซีย กลายเป็นแกนเศรษฐกิจหลัก ที่ส่งผลต่อการขยายตัวของเส้นทางสายไหมทางทะเล หากแต่ว่าทั้ง 2 รัฐ ยังคงขาดแนวเชื่อมต่อทางบก จึงจำเป็นต้องพึ่งไทย-ลาว-กัมพูชา ในการผนึกพลังโลจิสติกส์ร่วมกับจีน ขณะที่กลุ่มรัฐไทย-ลาว-กัมพูชา ได้แปลงสภาพเป็นศูนย์กลางคมนาคมหลักประจำย่านอินโดจีนพื้นทวีป โดยมีไทยเป็นพื้นที่หลักที่รองรับนโยบายมองลงใต้ของจีน ซึ่งพุ่งทะยานลงจากมณฑลยูนนานเข้าคาบสมุทรมลายู

อย่างไรก็ตาม จีนเริ่มขยายพลังโลจิสติกส์ในลาวและกัมพูชาควบคู่กันไป เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในลุ่มน้ำโขง พร้อมใช้ฐานยุทธศาสตร์จากทั้ง 2 รัฐเข้าตีประกบฐานตลาดในไทยและเวียดนาม กระนั้นก็ดี ทั้งไทย ลาว และกัมพูชา อาจไม่ต้องเผชิญความขัดแย้งทางทหารกับจีนแบบเข้มข้น เนื่องจากไม่ใช่คู่พิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้ (เมื่อเทียบกับเวียดนาม) และก็ไม่ถูกจีนสำแดงอิทธิพลขนานใหญ่ผ่านยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกตรงแถบเบงกอล (เมื่อเทียบกับเมียนมา)

สำหรับกลุ่มที่สามและสี่จะเป็นอย่างไรในการจัดอันดับความสำคัญ ติดตามฉบับหน้าครับ

ที่มา : www.prachachat.net