One Belt, One Road กำลัง “เปลี่ยนโลก”

ปิดท้ายสุดสัปดาห์นี้...ด้วยการเปิดเล้า เปิดเข่งไก่ ไปดูอะไรต่อมิอะไรในระดับโลกน่าจะเข้าท่ากว่า เพราะสำหรับบ้านเรา น่าจะไม่มีอะไรที่มาแรงแซงโค้งเกินไปกว่าเรื่อง “คุณป้าทุบรถ”

อยู่แล้วแน่ๆ ส่วนเรื่องระดับโลกที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ในช่วงนี้ ก็น่าจะไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นสง่า ยิ่งไปกว่าเรื่องของอภิมหาโครงการที่ถูกเรียกขานกันในนาม “One Belt, One Road-OBOR” หรือ “Belt and Road Initiative-BRI” หรือเรียกง่ายๆ แบบบ้านเราว่า “หนึ่งแถบ-หนึ่งเส้นทาง” ของคุณพี่จีน ที่นับวันยิ่งได้แสดงลักษณะอาการแบบที่นักคิด นักยุทธศาสตร์จำนวนไม่น้อย ได้ให้คำนิยามเอาไว้ประมาณว่า “โครงการเปลี่ยนโลก” อะไรทำนองนั้น

โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา...ใครที่มีโอกาสเข้าไปดู-ไปอ่าน ข้อเขียนบทความในเว็บไซต์นิตยสาร “The Diplomat” เรื่อง “One Belt, One Road, One Korea” ที่เขียนโดยนักคิด นักวิชาการ ชาวเยอรมัน ซึ่งเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ชื่อว่า “นายMaximilian Romero” แม้จะไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดอะไรมากมายนัก แต่ต้องยอมรับว่าได้หยิบเอาสภาพแวดล้อมต่างๆ มาตั้งเป็นข้อคิด ข้อสังเกต ที่ออกจะเข้าท่ามิใช่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นไปได้ ที่โครงการ “หนึ่งแถบ-หนึ่งเส้นทาง” ของคุณพี่จีน อาจนำไปสู่ความเป็น “หนึ่งเกาหลี” แบบที่ไม่ต้องแบ่งแยกความเป็นเหนือ-เป็นใต้ เอาเลยก็ไม่แน่!!!

สิ่งที่ “นายMaximilian Romero” แกหยิบเอามาเทียบเคียง จนกลายเป็นจุดที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือว่า โครงการ “One Belt, One Road” หรือ “Belt and Road Initiative” (BRI) ของจีนซึ่งได้รับการป่าวประกาศในปี ค.ศ. 2013 และได้วางแนวทางเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หรือระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจในแถบมณฑล Liaoning, Jilin, Heilongjiang กับบรรดาพื้นที่เศรษฐกิจในแถบรัสเซีย มองโกเลีย และโดยเฉพาะในคาบสมุทรเกาหลีนั้น แทบเรียกได้ว่าเป็นแนวคิด แนวทางที่แทบไม่ต่างอะไรไปจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเกาหลีใต้โครงการหนึ่ง ซึ่งได้รับการประกาศในปีเดียวกัน ช่วงจังหวะเดียวกันกับโครงการของจีนนั่นแหละ คือโครงการ “ความคิดริเริ่มยูเรเชีย” หรือ “Eurasia Initiative” (EAI) ที่ได้วางแผน วาดจินตนาการ ว่าจะต้องหาทางก่อสร้างระบบขนส่ง คมนาคม เช่น เส้นทางรถไฟสายสำคัญ ระดับ “Tran-Korea” จากเกาหลีใต้พาดผ่านเกาหลีเหนือ ขึ้นไปเชื่อมต่อกับภูมิภาคยูเรเชีย ก่อนมุ่งเข้าสู่ยุโรป เพื่อที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างเกาหลีใต้ไปยังยุโรป ได้ไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป...

แต่ด้วยเหตุเพราะเจอกับ “การแซงชั่น” ของคุณพ่ออเมริกา ที่พยายามกดๆ บีบๆ เกาหลีเหนือในแทบทุกทิศทุกทาง โครงการ “EAI” ของเกาหลีใต้ ที่แทบไม่ต่างอะไรไปจากโครงการ “BRI” ของจีน จึงถูกเก็บ ถูกดอง ถูกหมักเอาไว้ในไหกิมจิซะเป็นหลัก แต่หลังจากมหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาว ได้กลายเป็นตัวเชื่อมสายใยระหว่างพี่ๆ-น้องๆ ตระกูลคิม ให้ดีวัน-ดีคืนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โครงการ “EAI” ของเกาหลีใต้และโครงการ “BRI” ของจีนที่แทบจะเป็นโครงการเดียวกัน แถมคุณพี่จีนท่านยังเคยส่งเทียบไปเชิญทั้งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ให้มาร่วมประชุม “BRI Summit” เมื่อปีที่ผ่านมาแบบสดๆ ร้อนๆ ถ้าหากไม่โดน “สมาชิกสมาคมเสือกกิตติมศักดิ์” อย่างคุณพ่ออเมริกา ยื่นหน้า ยื่นแขน ยื่นขา เข้ามาเสือกได้อย่างเป็นระบบ เป็นกิจการเหมือนก่อนๆ โอกาสที่โครงการ “One Belt, One Road” ของจีน อาจนำไปสู่ความเป็น “One Korea”ขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่ง ย่อมเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย...

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เรื่อง “One Belt, One Road” ถูกหยิบมาพูดถึง จนกลายเป็นข่าวคราวในช่วงระยะนี้ ก็คือกรณีที่ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารภาคกลางและภาคใต้ของอเมริกา ที่เรียกว่า “U.S.-Southcom” “พลเรือเอกเคิร์ต ทิดด์” (Kurt W. Tidd) ได้ไปให้การกับคณะกรรมาธิการทหาร วุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า เมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ อภิมหาโครงการ “หนึ่งแถบ-หนึ่งเส้นทาง” ของจีน ได้กลายเป็น “ภัยคุกคามสหรัฐฯ” ตลอดพื้นที่ทั่วทั้งละตินอเมริกาและแคริเบียน ชนิดใกล้จะ “เรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนจีน” เข้าไปทุกที โดยเฉพาะในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ แม้ยังไม่ถึงกับแสดงออกถึงภัยคุกคามทางทหารแบบชัดๆจะจะ...

ตามข้อมูลรายละเอียดของ “Southcom” สรุปเอาไว้ประมาณว่า การทุ่มเงินไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ของจีนให้กับการสนับสนุนเครือข่ายการค้าในละตินอเมริกา รวมทั้งเงินลงทุนโดยตรง (Direct Investment) จำนวนไม่น้อยกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้ตลอดช่วงทศวรรษหน้า ไม่เพียงแต่เป็นการขยายบทบาททางการค้าและเศรษฐกิจของจีน ตามแนวทางโครงการ “One Belt, One Road” จนอาจครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียน เกิดการดึงเอาบรรดาประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของอเมริกาให้แยกตัวเหินห่างออกไปทุกที ความพยายามที่จะเข้าถึงกุญแจดอกสำคัญทางการค้าในภูมิภาคนี้ของจีน คือการเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นๆ ในจุดขนส่งสินค้า ณ ช่องแคบปานามา สุดท้าย...อาจส่งผลให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นำไปสู่การลดขีดความสามารถและศักยภาพโดยรวมของอเมริกาได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง...

แม้ “พลเรือเอกเคิร์ต ทิดด์” จะสรุปเอาไว้ว่า โครงการ “One Belt, One Road” ของจีน “ยังไม่ถือเป็นภัยคุกคามทางทหาร” ต่อสหรัฐอเมริกา แต่การที่ขีดความสามารถในด้านต่างๆ ของอเมริกากำลังถูกท้าทายและถูกลดทอนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ย่อมต้องส่งผลให้ “อำนาจทางทหาร” อันถือเป็นจุดแข็งของสหรัฐฯ ต้องอ่อนปวกเปียกตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า โครงการ “หนึ่งแถบ-หนึ่งเส้นทาง” ของจีนนั้น กำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้สหรัฐฯ สามารถใช้ “จุดแข็ง” หรือใช้ “อำนาจทางทหาร” ในการแข่งขันกับพวก “Revisionist Power” หรือพวกที่ต้องการ “เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในด้านตรงกันข้ามกับผลประโยชน์และคุณค่าของสหรัฐฯ” อย่างเช่นจีนและรัสเซียได้มากมายซักเท่าไหร่นัก เนื่องจากโครงการดังกล่าวมันได้แปรเปลี่ยน “การแข่งขันทางเศรษฐกิจ” ให้กลายเป็น “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ และด้วยพลังอำนาจแห่งความร่วมมือนั่นเอง ที่อาจทำให้ “พลังอำนาจทางทหาร” ของสหรัฐฯ มีโอกาสกลายสภาพเป็น “สากกะเบือ” ที่มีแต่ต้องเอาไว้ “อม” จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะ “เจ๊ง” กันไปตามสภาพ

ที่มา : www.thairath.co.th