ชิงผู้นำท่าเรืออาเซียน

"ไพรินทร์" เทงบแสนล้าน ตั้งเป้ายกเครื่องท่าเรือไทยติดท็อปทรีอาเซียนใน 5 ปี กระตุ้นยอดขนส่ง ซีแอลเอ็มวี-จีเอ็มเอส นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าทางน้ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาค

โดยตั้งเป้ายกระดับท่าเรือแหลมฉบังด้วยการลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ให้เป็นท่าเทียบเรือชั้นนำติดอันดับ 1 ใน 3 ของภูมิภาคและสูงกว่าอันดับที่ 20 ของโลกด้วยปริมาณขนส่งสินค้าเกือบ 20 ล้านทีอียู/ปี ช่วงชิงตลาดกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งนี้ จะออกแบบท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและเชื่อมต่อโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพื่อให้รองรับการขนส่งตู้สินค้าผ่านทางรถไฟและเพิ่มระบบจัดการขนตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ (Automation) โดยตั้งเป้าเน้นการเชื่อมโยงสินค้าในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ตลอดจนเส้นทางเดินเรือหลักอย่างจีนตอนใต้-ญี่ปุ่นคาบสมุทรเกาหลี

นายไพรินทร์ กล่าวว่า ศูนย์กลางท่าเรืออีอีซีจะมีการลงทุนติดตั้งงานระบบขนถ่ายและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียนทั้งระบบจัดการขนตู้สินค้าแบบอัตโนมัติควบคู่ไปกับพัฒนาระบบการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop e-Port Service) และระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบบูรณาการ ควบคู่กับการพัฒนาเป็นท่าเรือสีเขียว (Green Port) ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการ สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการแข่งขัน ดึงดูดความสนใจจากสายการเดินเรือชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก

ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการแหลมฉบังเฟส 3 เต็มรูปแบบ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนสินค้าผ่านท่าโดยรถไฟทั้งหมดของท่าเรือแหลมฉบังจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30 ลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศ (Logistics Cost) จากร้อยละ 14 ของ GDP เหลือร้อยละ 12 ของ GDP ประหยัดเงินค่าขนส่งได้ถึง 2.5 แสนล้านบาท สามารถเชื่อมต่อการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ภายในพื้นที่ท่าเรือ สนับสนุนพื้นที่อุตสาหกรรมหลังท่าเรือที่เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีและประเทศไทยในการเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศแบบไร้รอยต่อ ทั้งทางด้านการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือ (Transshipment) จากเรือขนสินค้าขนาดเล็ก (Feeder) ไปยังเรือแม่ขนาดใหญ่ หรือการเปลี่ยนการขนส่งสินค้าไปสู่ระบบราง ซึ่งเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ซีแอลเอ็มวี

นายมนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ในอนาคตจะเน้นเพิ่มสัดส่วนขนส่งสินค้ากับกลุ่มซีแอลเอ็มวีโดยเฉพาะตลาด Transshipment ที่ต้องเร่งรัดเพิ่มปริมาณเพื่อแบ่งสัดส่วนตลาดจากมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งมีปริมาณหลายล้านทีอียู/ปี ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ราว 1 แสนทีอียู/ปี คู่กับการเน้นแผนขนส่งสินค้าตามแนวชายฝั่งเชื่อมสามประเทศ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

ที่มา : www.posttoday.com