ค้าปลีกสหรัฐฯยุค5.0 ผสานโลกเก่าโลกใหม่อย่างลงตัว

ค้าปลีกสหรัฐฯยุค5.0 ผสานโลกเก่าโลกใหม่อย่างลงตัว

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จัดว่าเป็นยุคเสื่อมถอยของวงการค้าปลีกสหรัฐฯ หรือจะเรียกว่า กลียุคก็คงไม่ผิดนัก อัตราการปิดตัวลง ล้มละลาย และเลิกจ้างพุ่งขึ้นตลอด จากสถิติที่ผ่านมา 1 ใน 10 ของบริษัทค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปิดตัวลงและล้มละลายนับตั้งแต่ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติการเงินครั้งสำคัญ และมูลค่าตลาดของบริษัทค้าปลีกแบบห้างสรรพสินค้าลดลง 30% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 50% มีการคาดการณ์ว่า จำนวนห้างสรรพสินค้าจะปิดตัวลงครึ่งหนึ่ง และต้องเลิกจ้างแรงงานราว 500,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2025 ตัวเลขเหล่านี้นับว่าเป็นสถิติที่น่าตกใจพอสมควรที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้เพราะว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี? หรือผู้บริโภคชาวอเมริกันกำลังรัดเข็มขัดและบริโภคน้อยลงหรือ? คำตอบคงไม่ใช่ทั้งคู่แน่ๆ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงแข็งแกร่งแบบไม่มีใครเทียบได้ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกโดนกัดกร่อนไม่หยุด

มาจากการที่ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าปลีกกล่าวไว้ว่า การเติบโตขึ้นของธุรกิจ e-commerce ส่งผลประโยชน์ต่อบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง แต่ส่งผลลบต่อบริษัทมากมายในหลายอุตสาหกรรม

ล่าสุดบริษัทค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯและโลกใบนี้อย่าง Amazon ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2019 ออกมาแบบ “ดีที่สุด ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา” อีกครั้ง มาดูกันว่าเป็นอย่างไร

กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6.47 ดอลลาร์ มากกว่าที่คาดไว้ที่ 4.03 ดอลลาร์ แบบเกิน 50%รายได้อยู่ที่ 87,440 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 2.71 ล้านล้านบาท ยํ้านะครับว่านี่คือยอดขายแค่ไตรมาสเดียว เติบโตขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 21%

มาที่ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมบ้าง จากสถิติที่ผ่านมาบริษัทค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 40% มีอัตราการทำกำไรลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และผู้ประกอบการ 10 รายถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว ความถดถอยของธุรกิจค้าปลีกไม่ได้กระทบแค่ในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบไปที่อุตสาหกรรมอย่างอสังหา ริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน ถ้าธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่ดี ความต้องการเช่าพื้นที่ เพื่อขายสินค้าก็จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบนี้เราเรียกว่า “วงจรแห่งความวิบัติ” หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Death Spiral”Amazon เป็นบริษัทที่ไม่เคยหยุดพัฒนาและคิดนอกกรอบอยู่เสมอ ยามที่บริษัทค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนตัวเอง โดยมาที่ออนไลน์มากขึ้น แต่ Amazon กลับเร่งขยายสาขาของร้านค้าแบบดั้งเดิมที่ชื่อว่า Amazon Go ที่ลูกค้าไม่ต้องเข้าคิวจ่ายเงิน เข้าร้าน หยิบสินค้า และกลับบ้าน เดี๋ยวทางบริษัทจะตัดเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้เอง และ Amazon 4-star ร้านค้าที่นำเอาสินค้าที่ขายและได้รับเรตติ้งจากการรีวิวมาวางขายในร้าน นับเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีโลกใหม่กับช่องทางการขายในโลกเก่าได้อย่างลงตัว

ส่วนหุ้นค้าปลีกแบบดั้งเดิมเป็นอย่างไรมาดูกัน 3 ปีที่ผ่านมา Macy’s ปรับลดลง 55% JC Penny ลดลงถึง 91% Walmart ค้าปลีกรายใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 71% ขณะที่หุ้น Amazon เพิ่มขึ้นถึง 168%ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart ไม่ได้นิ่งเฉย จับมือกับ Google เปิดให้บริการสั่งสินค้าด้วยเสียงผ่านอุปกรณ์ที่มี Google Assistant เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าทั้งประจำและไม่ประจำ รวมไปถึงเพิ่มบริการ Next Day Delivery ส่งของในวันรุ่งขึ้นแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อซื้อครบ 35 ดอลลาร์ขึ้นไป การปรับตัวของ Walmart ทำให้บริษัทรอดพ้นจากการถูกกวาดและเติบโตได้ต่อ“ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งหรือฉลาดที่สุดหรอกถึงจะอยู่รอด แต่เป็นสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะอยู่รอดได้”คำคำนี้ สามารถนำมาใช้ได้กับการดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกันครับ

ที่มา : thansettakij.com

Leave a comment



The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us

     

Copyright 2020 logistics2day.com ©  All Rights Reserved 

Online Marketing & Web Design by i2u communication