'สมคิด' หนุนเร่งเพิ่มศักยภาพท่าเรือ สั่งเดินหน้าแผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์

รองนายกฯสมคิด หนุน กทท. เร่งสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ พัฒนาท่าเรือให้ทันสมัย ครบวงจร เร่งอีก 3 ปีข้างหน้า พัฒนาเป็นระบบ AI ด้าน ผอ.การท่าเรือคนใหม่ ยัน! พร้อมเร่งสานต่อ เผย ประมูลแหลมฉบัง เฟส 3 ได้ตัวผู้รับจ้าง 11 เม.ย. นี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมกิจการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และรับฟังความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาที่สำคัญ โอกาสเดียวกันนี้ ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานภายในเขตรั้วศุลกากร กทท. ด้วย

ในการนี้ ร.ท.กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ กทท. ได้บรรยายสรุปผลการดำเนินการตั้งแต่ปี 2559-2562 (คาดการณ์ทั้งปี) ทั้งปริมาณเรือเทียบท่า ตู้สินค้า และปริมาณสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาที่สำคัญ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2556 ท่าเทียบเรือ B2 B3 B4, การพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฝั่งตะวันตก (Smart Port) การปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G, แผนการพัฒนาการใช้ประโยชน์พื้นที่ (บริหารสินทรัพย์), โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนโดยรอบ กทท. (Smart Community), โครงการเชื่อมโยง Data Logistic Chain ด้วยระบบ Port Community System, แผนการพัฒนาท่าเรือระนอง และโครงการพัฒนาการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าในกรอบความร่วมมือในกลุ่มประเทศ BIMSTEC

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้กำลังใจฝ่ายบริหารและแนวคิดในการพัฒนา 3 โครงการใหญ่ ให้กับ กทท. ซึ่งเริ่มที่การบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยศึกษาแนวทางการพัฒนาจากท่าเรือปูซาน ซึ่งเป็นทั้งท่าเทียบเรือ แหล่งท่องเที่ยว และคอมมูนิตี้คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ รวมทั้งการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง โดยให้ฝ่ายบริหารหาแนวทางพัฒนาโครงการต่าง ๆ และวางเป้าหมายให้เป็นระบบ ครบวงจร หากทำได้จะก่อให้เกิดประโยชน์มูลค่ามหาศาลกับองค์กรและประเทศชาติ

"การตรวจเยี่ยมเพื่อต้องการให้การท่าเรือฯ เดินหน้าโครงการต่าง ๆ ต่อไป ไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ แต่ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้บริหารการท่าเรือฯ กล้าคิดและตัดสินใจที่จะใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือฯ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศ มาพัฒนาเพื่อเพิ่มรายได้ขององค์กรให้มากขึ้น ซึ่งการท่าเรือฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีหนี้สิน"

ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ควรมีแนวร่วม (Consortium) กลุ่มทุนด้านโลจิสติส์จากต่างประเทศมาร่วมด้วย เนื่องจากเป็นโครงการทุกประเทศยอมรับและผลักดันให้เกิด และเมื่อได้บริษัทที่ผ่านการประมูลรอบ 2 ในเดือน เม.ย. นี้แล้ว ขอให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความราบรื่นและทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส

"การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้สนับสนุน EEC และอยากให้ผู้ที่ชนะการประมูลโครงการดังกล่าวนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่างเอกชนไทยและต่างประเทศ ส่วนการดำเนินการบริหารท่าเรือแหลมฉบังเดิม คือ ท่าเทียบเรือ B2 B3 และ B4 ขณะที่ รอการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2556 นั้น ให้หารือกับกระทรวงคมนาคม ว่า ในระยะก่อนได้ภาคเอกชนมาบริหาร ควรจะจ้างเอกชน หรือ ให้เอกชนเช่าดำเนินการตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร. ) แนะนำ"

สำหรับโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนโดยรอบ กทท. (Smart Community) ได้เร่งให้เริ่มก่อสร้างภายในปี 2563 โดยต้องมีเป้าหมายให้ชาวชุมชนอยู่สบาย สามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ อาจจะไม่ต้องหรูหรามาก แต่อยู่แล้วสบายใจ คิดว่าชาวชุมชนทุกคนน่าจะเห็นด้วยและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

"โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยให้เป็น Smart Community อยากให้ดึงธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้ามาร่วม และให้เอกชนที่ชนะการประมูลต้องจัดสรรที่อยู่อาศัยให้ประชาชนในชุมชนคลองเตยด้วย อีกทั้งควรเร่งก่อสร้างโครงการให้เร็วขึ้น จากปี 2564 เป็นปี 2563"

ส่วนแผนการพัฒนาท่าเรือระนอง (ทรน.) อยากให้เป็นโครงการที่เร่งด่วน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางเรือจากจีน ในเบื้องต้น ให้พัฒนาเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกพัฒนา ทรน. ให้ทันสมัย เชื่อมโยงรถไฟรางคู่ที่ชุมพร ระยะที่ 2 ให้พิจารณาบริเวณทะเลน้ำลึกทางใต้ ทรน. ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้พัฒนาบุคลากรควบคู่ไปกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยกล่าวว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระบบทุกอย่างจะขับเคลื่อนด้วย AI จึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาระบบต่าง ๆ ของ กทท. ให้ทัดเทียมท่าเรือชั้นนำระดับโลก

"ท่าเรือระนองจำเป็นต้องเกิดเพื่อพัฒนาสู่ประเทศในแถบอันดามันและเชื่อมโยงไปสู่ภาคใต้ และเร่งดำเนินการโครงการออกเป็นระยะ เพื่อความชัดเจน รวมถึงการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนและเชียงของ จะต้องปรับปรุงเพื่อรองรับจำนวนเรือที่จะเพิ่มขึ้น"

 

ที่มา: thansettakij.com