มะกันขึ้นภาษี ส่งออกติดลบ สินค้าจีนทะลัก

ทรัมป์” กดปุ่มขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ ลามไทยระสํ่า ม.หอการค้าฯฟันธงส่งออกทั้งปีติดลบ 1% ถึงบวก 1% ฉุดจีดีพีโตตํ่ากว่า 3.5% สภาอุตฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่เตรียมแผนสกัดสินค้าจีนทะลัก
“วิกรม” สั่งจับตากระทบจีนเที่ยว-ลงทุนไทยวูบ คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯได้ตัดสินใจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 10% สู่ 25% แล้ว (รวมกว่า 5,700 รายการ) มีผลเวลา 00.01 น. ของวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 (เวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 11.01 น. ตามเวลาไทย ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าที่สูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯและจีน 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก โดยฝ่ายจีนได้ประกาศไว้แล้วว่าหากสหรัฐฯขึ้นภาษี จีนก็จะตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกันในทันทีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าการที่ผู้นำสหรัฐฯ สั่งให้ขึ้นภาษีสินค้าจีนครั้งนี้
ทั้งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาทางการค้าระหว่างกัน ถือผิดมารยาททางการทูต ทั้งนี้ทรัมป์คงเพื่อต้องการเอาชนะและบีบจีนให้ยอมรับในสิ่งที่สหรัฐฯต้องการ และหวังสร้างผลงานสู่การเลือกตั้งปี 2563 การขึ้นภาษีสินค้าจีนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัวอยู่แล้วแย่ลงไปอีกในส่วนของไทยซึ่งเศรษฐกิจ (จีดีพี) พึ่งพารายได้จากภาคการส่งออกและภาคท่องเที่ยวเกือบ 70% หากบรรยากาศค้าโลกไม่ดี มูลค่าการส่งออกของไทยปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2.5-3% บนพื้นฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.50-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และสหรัฐฯจะไม่เรียกเก็บภาษีสินค้าจีนวงเงินอีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อัตรา 25% ตามคำขู่ของทรัมป์
แต่หากสหรัฐฯขึ้นภาษีจีนล็อตใหม่จะกระทบส่งออกไทยลดตํ่าลงกว่าที่คาด“ฝากถึงว่าที่รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาเอฟทีเอกับหลายประเทศที่ค้างอยู่ให้เสร็จ การแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อชดเชยตลาดจีนและสหรัฐฯที่จะขยายตัวลดลง และที่สำคัญสินค้า 5,700 รายการที่สหรัฐฯขึ้นภาษีจีนในครั้งนี้ต้องเฝ้าระวังและหามาตรการสกัดกั้นสินค้าจีนจะทะลักเข้ามาขายในไทยและอาเซียนในราคาตํ่า หลายอุตสาห กรรมหากสู้ราคาจีนไม่ได้ อาจต้องปิดกิจการ”นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐ ศาสตร์และการเมือง วิเคราะห์ ว่า สหรัฐฯ และจีนจะเจรจาประนีประนอมเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ คาดจะตกลงกันได้อย่างช้าในครึ่งหลังปีนี้ เพราะทุกอย่างมีต้นทุนจะทำให้ทั้งเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯชะลอตัว ผลพวงสงครามการค้าหากปีนี้ส่งออกไทยขยายตัวได้ 2-3% ก็นับว่าเก่งแล้ว ฝากถึงผู้ส่งออกต้องทำการบ้านหนักทั้งการขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทย การหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มสินค้าใหม่ๆ เน้นเรื่องคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เป็นข่าวช็อกโลก กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเศรษฐกิจโลก คาดการณ์ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเหลือ 2.5% จากเดิม 3%
ขณะที่เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวตํ่ากว่า 3.5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.7-3.8% และการส่งออกไทยทั้งปีน่าจะขยายตัวติดลบ 1% ถึงขยายตัว 1% จากเดิมที่คาดการณ์ทั้งปีไว้ที่ 2-3% เชื่อว่าสงครามการค้าจะยืดเยื้อ เพราะทั้ง2ประเทศจะขยายฐานการลงทุนไปในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในเอเชียและอาเซียนมากขึ้นนางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังมั่นใจว่าการส่งออกไทยจะไม่ขยายตัวติดลบ พร้อมยืนยันมีแผนผลักดันการส่งออกรองรับไว้แล้ว โดยการประชุมทูตพาณิชย์ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้อาจมีการทบทวนเป้าส่งออกใหม่ (เดิมตั้งไว้ 8%)ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานสภาธุรกิจไทย-จีน ให้ความคิดเห็นผ่านแฟนเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 สรุปใจความสำคัญว่าการเปิดศึกการค้าอีกครั้งระหว่างจีน-สหรัฐฯ 1. จะทำให้กำลังซื้อของจีนลดลง 2. ในแง่ของธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจจีนไม่ดี นักท่องเที่ยวจีนที่จะมาเที่ยวเมืองไทยก็อาจจะลดน้อยลง และกำลังซื้อที่ลดลงก็จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายเงินน้อยลงด้วย และ 3.ในแง่การลงทุนจากจีนก็อาจจะชะลอตัวหรือลดลง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้สหรัฐฯขาดดุล การค้าเพิ่มขึ้น เพราะก่อนที่การประกาศขึ้นภาษีจะมีผลบังคับใช้บรรดาผู้นำเข้าก็เร่งสั่งซื้อสินค้าไปสต๊อกไว้ปลายทาง (ในสหรัฐฯ) ก่อนแล้วโดยยอมเสียค่าจัดเก็บสินค้าในโกดังซึ่งยังมีต้นทุนถูกกว่าค่าภาษีที่จะถูกเรียกเก็บเพิ่ม
ที่มา : http://www.thansettakij.com