ปัจจุบัน รัฐบาลกว่างซีได้ประเมินว่าสถานการณ์โควิด-19 ในมณฑลเข้าสู่ภาวะที่ควบคุมได้แล้ว จึงได้เห็นชอบให้เปิดทำการ “ด่านพรมแดนทางบก” ทั้งด่านสากล และด่านทวิภาคีกับเวียดนาม ครบทั้ง 8 ด่าน ประกอบด้วยด่านทางบก 7 แห่ง และด่านทางรถไฟ 1 แห่ง นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ความเคลื่อนไหวข้างต้นเป็นการส่งสัญญาณบวกแก่การค้าต่างประเทศของเขตฯ กว่างซีจ้วง เพราะการที่กว่างซีเปิด ‘ประตูการค้า’ ครบทุกบานจะช่วยสร้าง ‘ทางเลือก’ ในการทำการค้า และช่วยระบายความแออัดของรถบรรทุกที่กระจุกตัวอยู่บริเวณด่านเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดทำการได้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออก(ผลไม้)ไทยด้วย

อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออก(ผลไม้)ไทยควรพิจารณาใช้ ‘ด่านทางเลือก’ แห่งอื่นด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการที่ผู้ค้าแห่ไปใช้ด่านทางบกเพื่อการนำเข้า-ส่งออกสินค้าอีกครั้งหลังจากที่กว่างซีประกาศเปิดด่านพรมแดนทุกด่านเพื่อทำการค้าต่างประเทศ เช่น การขนส่งทางเรือไปที่ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ (ท่าเรือชินโจว ท่าเรือฝางเฉิงก่าง ท่าเรือเป๋ยไห่) และด่านทางอากาศ (ด่านท่าอากาศยานนานาชาติอู๋ซวีหนานหนิง)

นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเปิดทำการ “ด่านพรมแดนทางบก” เพื่อการค้าครบทุกด่านแล้ว ประกอบด้วยด่านทางบก 7 แห่ง และด่านทางรถไฟ 1 แห่ง (ทั้งด่านสากล และด่านทวิภาคีกับเวียดนาม)

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มี 3 เมืองที่มีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม คือ เมืองฉงจั่ว (อำเภอระดับเมืองผิงเสียง อำเภอหลงโจว อำเภอหนิงหมิง) เมืองฝางเฉิงก่าง (เขตฝางเฉิง อำเภอระดับเมืองตงซิง) และเมืองไป่เซ่อ (อำเภอระดับเมืองจิ้งซี อำเภอน่าพัว อำเภอต้าซิน) เป็นที่ตั้งของด่านพรมแดนสำคัญที่เปรียบเสมือน ‘ประตูการค้า’ ที่สำคัญระหว่างจีนกับอาเซียน อาทิ ด่านโหย่วอี้กวาน ด่านตงซิง ด่านหลงปัง และด่านรถไฟผิงเสียง

นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น (โดยเฉพาะอำเภอระดับเมืองตงซิง และเมืองไป่เซ่อ) และในต่างประเทศ ส่งผลให้เขตฯ กว่างซีจ้วง จำเป็นต้องดำเนินมาตรการ “ปิดด่านทางบก” อยู่เป็นระยะ เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศมากพอสมควร

ปัจจุบัน รัฐบาลกว่างซีได้ประเมินว่าสถานการณ์โควิด-19 ในมณฑลเข้าสู่ภาวะที่ควบคุมได้แล้ว จึงได้เห็นชอบให้เปิดทำการ “ด่านพรมแดนทางบก” ทั้งด่านสากล และด่านทวิภาคีกับเวียดนาม ครบทั้ง 8 ด่าน ประกอบด้วยด่านทางบก 7 แห่ง และด่านทางรถไฟ 1 แห่ง นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

ตามรายงาน ในช่วงวันหยุดแรงงาน ด่านทางบกในเขตฯ กว่างซีจ้วง มีปริมาณรถบรรทุกผ่านเข้า-ออก รวม 3,344 คัน แบ่งเป็นขาออกนอกประเทศ 1,601 คัน และขาเข้าประเทศ 1,743 คัน

นอกจากนี้ รัฐบาลกว่างซีได้ประกาศ “แผนการดำเนินงานเสริมสร้างการควบคุมป้องกันโรคระบาดและสร้างหลักประกันให้คล่องตัวของด่านทั่วเขตฯ กว่างซีจ้วง” อาทิ

(1) การบริหารจัดการในด่านแบบแบ่งส่วนพื้นที่

(2) การบริหารจัดการแบบปิดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในด่านชายแดน โดยแบ่งตามกลุ่มงานรับผิดชอบ

(3) การขนส่งสินค้าแบบ ‘เปลี่ยนหัวรถลาก’ เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่และพนักงานขับรถบรรทุก

(4) การจัดตั้งกลไกการบริหารจัดการแบบทันท่วงทีเมื่อพบผลตรวจกรดนิวคลิกอิกเป็นบวก ทั้งบุคคล สินค้า และพนักงานขับรถ (เวียดนาม)

(5) การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบนอกของด่านอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ และสร้างหลักประกันความมีเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของจีน-อาเซียน

(6) การจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อระบายการจราจรระหว่างด่านต่างๆ ให้เกิดความคล่องตัว เพื่อให้การผ่านพิธีการศุลกากรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ รัฐบาลกว่างซียึดมั่นในหลักปฏิบัติ “เปิดได้ต้องเปิด” ในกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของด่าน หลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนให้เป็นศูนย์ตามนโยบาย zero-COVID ได้แล้ว จะต้องฟื้นฟูการให้บริการของด่านอย่างทันท่วงที เพื่อขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องเร่งจัดสรรอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยังขาดแคลน ยกระดับประสิทธิภาพการผ่านพิธีการศุลกากรของด่าน ลดผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อการผ่านพิธีการศุลกากรให้ได้มากที่สุด

บีไอซี เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ความเคลื่อนไหวข้างต้นเป็นการส่งสัญญาณบวกแก่การค้าต่างประเทศของเขตฯ กว่างซีจ้วง การที่กว่างซีเปิด ‘ประตูการค้า’ ครบทุกบานจะช่วยสร้าง ‘ทางเลือก’ ในการทำการค้า และช่วยระบายความแออัดของรถบรรทุกที่กระจุกตัวอยู่บริเวณด่านเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดทำการได้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออก(ผลไม้)ไทยด้วย

อย่างไรก็ดี ชาวสวนและผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการจัดการสวนผลไม้และโรงคัดบรรจุอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรฐานการควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ปริมาณสารตกค้าง และการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 รวมทั้งติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของด่านปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอย่างกะทันหันในระดับต่าง ๆ  ทั้งนี้ ศูนย์ BIC จะติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าให้ผู้ประกอบการทราบอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้ส่งออก(ผลไม้)ไทย ควรพิจารณาใช้ ‘ด่านทางเลือก’ แห่งอื่นด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการที่ผู้ค้าแห่ไปใช้ด่านทางบกเพื่อการนำเข้า-ส่งออกสินค้าอีกครั้งหลังจากที่กว่างซีประกาศเปิดด่านพรมแดนทุกด่านเพื่อทำการค้าต่างประเทศ เช่น การขนส่งทางเรือไปที่ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ (ท่าเรือชินโจว ท่าเรือฝางเฉิงก่าง ท่าเรือเป๋ยไห่) และด่านทางอากาศ (ด่านท่าอากาศยานนานาชาติอู๋ซวีหนานหนิง)

Cr: thaibizchina.com