สภาอุตฯจับตาโควิดรอบใหม่ ลากยาว3เดือนฉุดจีดีพีไทยโต 0%

สภาอุตฯจับตาโควิดรอบใหม่ ลากยาว3เดือนฉุดจีดีพีไทยโต 0%

ส.อ.ท.เผยปิดสถานที่เสี่ยงจากโควิด-19 ระลอกสาม ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไม่มาก ระบุพฤติกรรมผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์มากขึ้น ชี้หากสถานการณ์ลากยาว 3 เดือนจีดีพีไทยอาจโต 0%

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังสงกรานต์เป็นต้นมา มีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยระดับ 1,000-2,000 คนต่อวัน นำมาซึ่งความกังวลใจของทุกฝ่ายถึงการระบาดโควิดระลอกใหม่จะทรงตัวหรือคลี่คลายลงได้เมื่อไร เพราะยิ่งลากยาวผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะยิ่งมากขึ้นตามลำดับ

นายเกรียงไกร  เธียรนุกุล  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากมาตรการปิดสถานที่เสี่ยง 31 แห่ง 14 วันถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2564  หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่เสี่ยงบางจังหวัดนั้น ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมแน่นอนแต่ไม่มาก  แม้ว่าจะมีการปรับระยะเวลาเปิด-ปิดร้านสะดวกซื้อ  และห้างสรรพสินค้าก็ตาม เนื่องจากในปัจจุบันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบแรกซึ่งได้มีการดำเนินมาตรการที่คล้ายคลึงกัน และได้มีการผ่อนคลาย ประชาชนก็ไม่ได้ออกมาเลือกซื้อสินค้าจากห้างฯ เหมือนที่ผ่านมา โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปสู่ออนไลน์มากขึ้น  “ผู้บริโภคมีการเดินห้างฯลดลงมาโดยตลอดตั้งการการระบาดครั้งที่ 1 และ 2 แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแต่ก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เช่น การไปรับประทานอาหาร ดูภาพยนตร์ แต่การไปซื้อสินค้ายังมีไม่มาก โดยการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะได้รับผลกระทบจากออนไลน์ โดยที่พฤติกรรมของผู้บริโภคถูกเร่งให้มีการปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมที่จะถูกผลกระทบมากที่สุดได้แก่  ภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ห้างฯ นวดแผนไทย โรงมหรสพ เป็นต้น และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งไม่สามารถให้บริการได้ สำหรับภาคอุตสาหกรรมได้มีการดำเนินการนำแผนรับมือกับเหตุการณ์ภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan : BCP) กลับมาใช้ เพื่อให้ภาคการผลิตยังสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การคัดกรอง การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และการตรวจวัดอุณหภูมิ ขณะที่กระบวนการผลิตในโรงงานก็ได้มีการเว้นระยะห่างมากกว่าปกติ  ซึ่งเห็นผลอย่างชัดเจนตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการระบาดระลอกสามส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยว เพราะเป็นช่วงที่ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนได้มีการเตรียมการไว้อย่างดี  โดยเมื่อการระบาดเกิดขึ้นก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่กี่วัน ทำให้ส่งผลต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศต้องชะงักงัน  รวมถึงทำให้ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่คาดการณ์ว่าจะมีอย่างมากจากการจัดโปรโมชั่นด้านต่างๆ ซึ่งมียอดการจองเป็นไปได้ด้วยดี แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกเป็นจำนวนมากจากความหวาดกลัวของประชาชน

ทั้งนี้อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ได้รับผลกระทบมาจากการปิดกิจการของโรงแรม เช่น เครื่องนอน, เฟอร์นิเจอร์, ผ้าขนหนู, ผ้าคลุมเตียง, สบู่ และแชมพู ที่ใช้ตามจำนวนนักท่องเที่ยว, อุตสาหกรรม เสื้อผ้าแฟชั่น อัญมณี หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ผู้บริโภคก็จะคิดมากขึ้น  และเลือกที่จะเก็บเงินไว้มากกว่า นายเกรียงไกร กล่าวถึง การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ที่มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ขยายตัวของการส่งออกเป็น 4-6% จากเดิม 3-5% นั้น มาจากการที่เศรษฐกิจโลก  โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีนฟื้นตัว จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการฉีดวัคซีนของสหรัฐที่ทำได้เกินเป้า  ซึ่งมีผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ  การบริโภคก็จะมากขึ้น  ขณะที่กกร.มีการปรับลดจีดีพีลงเหลือ 1.5- 3.0% จากเดิมคาด 1.5-3.5% มาจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ถึง 3 ล้านคนจากที่เคยคาดการณ์ ด้านการท่องเที่ยวในประเทศ และการบริโภคก็ลดลงจากโควิด-19  “หากสถานการณ์โควิดลากยาวไป 1 เดือนจะทำให้จีดีพีลดลง 0.5% ต่อเดือน ถ้า 2 เดือนก็จะลดลง 1% และ 3 เดือนเท่ากับ 1.5%  หากสถานการณ์ยาวไปถึง 3 เดือนจากกรอบจีดีพีสูงสุดที่ 3.5% ก็จะเหลือแค่ 2% หรือหากเทียบจากกรอบต่ำที่ 1.5% จีดีพีก็จะกลายเป็นไม่โตเลย หรือโต 0% หรือหากคิดจากค่าเฉลี่ยกลางที่ 2.5% จีดีพีก็จะเหลือแค่ 0-1% เท่านั้น”

Cr: thansettakij.com

Leave a comment



The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info