ช่องแคบมะละกาเสี่ยง รุนแรงกว่าคลองสุเอซ “คลองไทย”ทางเลือกใหม่

ช่องแคบมะละกาเสี่ยง รุนแรงกว่าคลองสุเอซ “คลองไทย”ทางเลือกใหม่

นายสายัณห์  จันทร์วิภาสวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (อีบีซีไอ) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ชำนาญการด้านโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และสิทธิประโยชน์ภาษีอากร เขียนบทความเรื่อง “คลองสุเอซ VS คลองไทย”  มีใจความสำคัญว่า

ผลกระทบของการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศที่คลองสุเอซ จากอุบัติเหตุเรือ  Ever Given ของบริษัทเรือ Evergreen เกยตื้นเมื่อ 23 มีนาคม 2564 ทำให้เกิดความเสียหายต่อการค้าและการเดินเรือระหว่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลคลองสุเอซมีเรือผ่านเข้าออกในปี 2020(2563) ประมาณ 14,000 ลำ  เป็นทั้งเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ เรือสินค้าเทกอง เรือบรรทุกน้ำมันและเมื่อรวมเรืออื่น ๆ จะมีมากกว่าปีละ 18,000 ลำ ปริมาณสินค้าที่ผ่านคลองแห่งนี้คิดเป็น 12% ของการขนส่งสินค้าของโลก เรือบรรทุกน้ำมันของโลกประมาณ 30% แล่นผ่านเข้าออกคลองสุเอซ ซึ่งมีความยาว 193 กิโลเมตร กว้าง 300-350 เมตร ลึก 19.5-20.1 เมตร เชื่อมยุโรป (ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) กับเอเชีย (ทะเลแดง) ทำรายได้ให้แก่อียิปต์ปีละ 845,000 ล้านบาท

เมื่อเกิดอุบัติในคลองสุเอซ ทำให้ผมคิดว่า หากมีเรือใหญ่สักลำหรือเรือบรรทุกน้ำมัน (Oil Thanker) เกยตื้นชนกัน หรือลอยเท้งเต้งขวางช่องแคบมะละกา ประเทศในยุโรปและอเมริกาฝั่งตะวันออก รวมทั้งสามยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชียและอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งลงทุน (FDI) และแหล่งผลิตสินค้าใหญ่ของโลกจะประสบปัญหาทำนองเดียวกัน หรือหนักกว่าหลายเท่า เพราะมีเรือผ่านช่องแคบมะละกาในปี 2017 วันละ 232 ลำ หรือปีละ 84,680 ลำ ซึ่งมีความหนาแน่นและพลุกพล่านมากกว่าคลองสุเอซปี 1978-1994 เกิดอุบัติเหตุทางเรือในช่องแคบมะละกา 476 ครั้ง อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงเกิดในปี 1997  และ 2010 น้ำมันดิบ 18,000 และ 29,000 บาร์เรลกระจายไปในทะเล นอกจากความพลุกพล่านของการจราจรทางน้ำแล้ว ยังเป็นปัญหาเรื่องเรืออับปาง หมอก ตะกอน และบริเวณตื้นเขิน รวมทั้งโจรสลัดช่องแคบมะละกา เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นช่องแคบที่มีความสำคัญอันดับสองของโลกรองจากช่องแคบฮอร์มุช เกือบจะครึ่งหนึ่งของตู้คอนเทนเนอร์ในโลกผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งเชื่อมยุโรปและเอเชีย โดยการค้าโลกประมาณ 15-20% ผ่านช่องแคบนี้ในแต่ละปี

มีการประเมินว่า หากช่องแคบมะละกาใช้การไม่ได้จะเกิดผลกระทบมหาศาล เช่น ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งทะยานจนหยุดและฉุดไม่อยู่ สินค้าจำนวนมหาศาลจะอยู่ตามท่าเรือในหลายประเทศ (รวมทั้งอยู่บนเรือแต่ละลำ) บริษัทเรือ 400 กว่าบริษัทที่เชื่อมกับท่าเรือทั่วโลก รวมถึงจำนวนตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 250ล้าน TEU จะได้รับผลกระทบ มูลค่าการค้าจะหดหาย และเศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะหนักกว่ากรณีเรือ Ever Given เพราะการค้าระหว่างประเทศอาศัยการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

ทำไมต้องคลองไทยเพราะคลองไทยจะเป็นเส้นทางการขนส่งทางน้ำของอาเซียน ที่จะเป็นการเตรียมการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหากช่องแคบมะละกาใช้การไม่ได้ (โปรดสังเกตว่า ผมใช้ข้อความว่า “การขนส่งทางน้ำของอาเซียน”)เนื่องจากคลองไทยสร้างเป็นคลองคู่ขนานคือเป็นคลองเข้าหนึ่งคลอง คลองออกอีกหนึ่งคลอง มีความยาว 120-125 กิโลเมตร กว้าง 350 เมตร ลึก 30 เมตร ลดเวลาในการผ่านช่องแคบมะละกาได้ 3 วัน โดยเริ่มต้นที่ตรังไปออกที่สงขลา ไม่ตองกังวลทั้งเรื่องเรือจม เกยตื้น หมอก ตะกอน ความลึกและโจรสลัดดังนั้นหากจะหยิบยกเรื่อง “คลองไทย”มาอภิปรายแสดงความคิดเห็นจะน่าสนใจไม่น้อย โดยมองเรื่องสถานการณ์การค้าทางเรือของโลกเป็นประเด็นหลัก และให้คลองไทยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อเตรียมการรองรับเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ภาคใต้ 14 จังหวัดและประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ผมไม่ได้คัดค้านการขุดคลองไทย เพียงแต่ได้เคยนำเสนอประเด็นที่พึ่งต้องระมัดระวังอย่างยิ่งว่า หากจะขุดคลองไทยกันจริง ๆ (ไม่ใช่พวกมากลากไป) ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง หากประเด็นที่ผมนำเสนอตกผลึกเช่น เรื่องความมั่นคง สภาพแวดล้อม ผลประโยชน์ระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศ ฯลฯ โดยมีวิธีการป้องกันและแก้ไขได้ ก็ควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งต้องไม่แต่งตั้งข้าราชการประจำเป็นประธาน แต่ต้องเป็นนักบริหารมืออาชีพที่เห็นและเข้าใจประโยชน์ และความจำเป็นของการมีคลองไทยในอนาคต

Cr: thansettakij.com

Leave a comment



The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info