“กรมสรรพากร” โกยรายได้หลัก “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” และ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ส่ง AI ตรวจจับเลี่ยงภาษี ตั้งทีมพิเศษไล่ต้อน “ธุรกิจนอกระบบ” ล็อกเป้า “ขายของออนไลน์” ดึงเข้าระบบเพิ่มต่อเนื่อง จับตา “ภาษี e-Service” หนุนเงินเข้าคลังพุ่ง กรมสรรพากร ภายใต้การนำทัพของ  นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร เร่งเครื่องจัดเก็บภาษีเข้าคลัง ซึ่งที่ผ่านมาได้นำระบบ Big Data พัฒนาระบบ AI เข้ามาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษี ทำให้การประเมินความเสี่ยงและจัดเก็บแม่นยำ ตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งตั้งทีมพิเศษไล่ต้อนธุรกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง ส่งผลทำให้ตัวเลขภาษีหลักของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้น ทั้งจาก 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจและธุรกิจเริ่มฟื้นตัว โดยธุรกิจกลับมามีกำไรและเสียภาษีได้มากขึ้น และ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการบริโภคที่ขยายตัวได้ดีขึ้น สำหรับในปี 2566 นี้ กรมสรรพากรเล็งหรือล็อกเป้าไปที่  “ธุรกิจนอกระบบ” เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าไปสู่โลกออนไลน์และขายของออนไลน์มากขึ้นเพราะไม่ต้องหน้าร้าน ทำธุรกิจง่ายขึ้น แต่มีช่องว่างช่องโหว่ในการจัดเก็บภาษี กรมสรรพากรจึงตั้งกองสำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ ตรวจสอบให้คนหรือธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาอยู่ในระบบ อีกทั้ง การเข้าระบบภาษีจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เข้าระบบเสียภาษี โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางการเงิน สินเชื่อต่าง ๆ เพราะวันนี้ทุกธนาคารจะดูงบการเงินของบริษัทจากที่ยื่นกรมสรรพากร เป็นต้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองติดตามธุรกิจนอกระบบ ปีงบประมาณ 2564 กรมสรรพากรดึงผู้เสียภาษีเข้าสู่ระบบเพิ่มได้กว่า 1.42 แสนราย คิดเป็นเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้กว่า 1,600 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2565 ที่ผ่านมา ดึงผู้เสียภาษีเข้าสู่ระบบได้อีกกว่า 1.68 แสนราย คิดเป็นเม็ดเงินภาษีกว่า 2,200 ล้านบาท   ขณะเดียวกันก็เตรียมดึงผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้อง กรมฯ ได้แก้กฎหมายให้สามารถนำที่อยู่ที่เป็นคอนโดมิเนียม มาจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการได้ จากเดิมที่ทำไม่ได้ ทำได้เฉพาะบ้าน นายลวรณเปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจขายของออนไลน์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่พักอาศัยในอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม และใช้เป็นสถานประกอบการ ซึ่งถ้ามีรายได้ทั้งปีเกินกว่า 1.8 ล้านบาท ผู้ประกอบการ มีหน้าที่จดทะเบียน VAT ต่อกรมสรรพากร โดยที่ผ่านมาไม่สามารถใช้อาคารชุดเป็นสถานประกอบการเพื่อจดทะเบียน VAT ได้ ทางกรมสรรพากรจึงได้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ในปัจจุบัน โดยให้นำอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมมาเป็นสถานประกอบการ ในการจดทะเบียน VAT ได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด   “การปรับปรุงรูปแบบการจดทะเบียน VAT ให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และระยะเวลา ให้สามารถยื่นจดทะเบียน VAT ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเป็นการทำธุรกรรม บนระบบออนไลน์ในทุกขั้นตอน ตอบโจทย์นโยบายตรงกลุ่ม บริการตรงใจ สนับสนุนรูปแบบการประกอบกิจการที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากร ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร”อธิบดีกรมสรรพากรแจกแจง ขณะที่  “ภาษีมูลค่าเพิ่มแพลตฟอร์มต่างประเทศ (ภาษี e-Service)” ซึ่งมีการจัดเก็บตั้งแต่ 1 กันยายน 2564 อัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากได้ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ พฤติกรรมการใช้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ของประชาชนเพิ่มขึ้นยังส่งผลให้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น สำหรับแพลตฟอร์มรายใหญ่เข้ามาจดทะเบียนเรียบร้อย อาทิ Google, Facebook, Netflix ฯลฯ ปัจจุบัน แพลตฟอร์มต่างประเทศที่เข้าระบบภาษีมีจำนวนกว่า 127 ราย ซึ่งกรมฯ จัดเก็บได้มากกว่าที่คาด จากช่วงแรกประเมินว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี แต่ปีงบประมาณที่ผ่านมาจัดเก็บได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท   นอกจากนี้ กรมสรรพากรประเมินว่าว่าธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์เป็นดาวรุ่งในปี 2566 เป็นตัวแปรสำคัญให้กรมสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย โดยยอดการจัดเก็บรายได้ใน 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2565 สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการหลบภาษีก็ทำได้ยากขึ้น ทั้งเนื่องจากเทคโนโลยีและการตั้งทีมพิเศษในการตรวจสอบ ซึ่งปลายเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ลงนามความตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร ตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ส่งผลให้คนไทยมีบัญชี มีทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ รายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประทศ ข้อมูลจะถูกส่งแบบอัตโนมัติ ขณะที่ส่วนคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ก็ถูกส่งข้อมูลกลับไปด้วย ตลอดจนประเทศ หรือเกาะต่างๆ ที่เป็น tax haven ทั้งบริติชเวอร์จิน, เคย์แมน ซึ่งป็นสมาชิกหมดแล้ว ที่ผ่านมาสรรพากรไม่สามารถตรวจสอบได้เลย แต่นับจากนี้ข้อมูลต่อไปนี้สรรพากรจะเห็นหมด ทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว นับเป็นการขยายฐานภาษีทั่วโลก การหลบเลี่ยงภาษีจะยากขึ้น และเม็ดเงินภาษีก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน   สำหรับปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้สุทธิที่ 2.49 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 9 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้า 3.75% ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ ของ 3 กรมภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร รวมอยู่ที่ 188,542 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 10,581 ล้านบาท หรือ 5.9% และสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน 22,838 ล้านบาท หรือ 13.8% กรมสรรพากร สามารถจัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 135,256 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 8,717 ล้านบาท หรือ 6.9% และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 14,632 ล้านบาท หรือ 12.1% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่าประมาณการตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ กรมสรรพสามิต สามารถจัดเก็บรายได้รวมในเดือน ต.ค. 2565 อยู่ที่ 36,316 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,306 ล้านบาท หรือ 14.8% และต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 827 ล้านบาท หรือ 2.2% เนื่องจากมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเป็นการชั่วคราว จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวมอยู่ที่ 16,970 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 8,170ล้านบาท หรือ 92.8% และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 9,033 ล้านบาท หรือ 113% Cr: mgronline