เอกชนไทยฟันธงส่งออกปี 66 โต 3-4% ส่วนไตรมาส 4 ปี 65 คาดตัวเลขติดลบ 3% เป็นครั้งแรกจากสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจนของ ศก.โลกที่ถดถอย ด้านสภาพัฒน์ฯ-ธสน.มองส่งออกไทยปี 66 โตแค่ 1-2% จาก IMF ปรับลดลงประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 2.7% อ่อนแอสุดในรอบ 21 ปี

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าส่งออกไทยในปี 2565 สรท.มั่นใจว่าจะขยายตัวที่ 7-8% ส่วนปี 2566 จะขยายตัวเพียง 2-3% หรือคิดเป็นมูลค่า 303,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีระดับความเสี่ยงเพิ่มเป็นเสี่ยงสูงจากปีนี้ที่อยู่ในระดับเสี่ยงปานกลาง ปัญหาเงินเฟ้อที่หลายประเทศยังคงเจอภาวะเงินเฟ้อที่สูงรวมถึงค่าเงินบาทที่มีความผัวผวนมากในขณะนี้

นอกจากนี้ราคาสินค้าและพลังงานที่ยังแพงต่อเนื่อง ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายส่งผลให้ปัญหาขาดแคลนชิปยังคงมีต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลการระบาดโรคโควิด-19 ระลอกใหม่กลับมา รวมทั้งปีหน้าประเทศต่าง ๆ จะนำกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และแรงงาน มาใช้ในการกีดกันทางการค้ามากขึ้นด้วย

“ไตรมาสที่ 4 ปีนี้คาดว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตติดลบ 3% เป็นครั้งแรก เป็นเพราะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย เห็นได้จากดัชนีภาคการผลิตของประเทศคู่ค้าหลักในเดือนต.ค.ทั้ง ตลาดยุโรปและสหรัฐฯอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ส่วนการส่งออกไทยปีหน้ายืนยันว่ายังไม่ทรุด ยังโตได้ 2-3% แต่โตแบบหน่วงๆ เพราะมีลมต้านจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอ”

ดังนั้นการส่งออกไทยปี 2566 แม้ว่าจะยังมีโอกาสขยายตัวจากการที่ค่าระวางเรือปีหน้าจะปรับลดลง 37% ตามราคาน้ำมันที่ลดตามความต้องการใช้ที่หดตัวจากเศรษฐกิจโลกถดถอย ขณะที่ปัญหาขาดแคลนคอนเทนเนอร์เริ่มคลี่คลาย แต่ผู้ส่งออกยังคงต้องปรับปรุงสินค้ามีให้มีนวัตกรรมมากขึ้น เร่งเจาะตลาดเกิดใหม่ๆ และกลุ่ม BIMSTEC ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ด้านนางสาว อานันท์ชนก สกนธวัฒน์ผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองเศรษฐกิจ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% จากการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีนี้โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคและลงทุนเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นมาก

ส่วนเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงเพราะประเทศพัฒนาแล้วมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อโลกยังสูง โดยในเดือน ต.ค. ประเทศยูโรโซนอยู่ที่ 10.6% สหรัฐฯอยู่ที่ 7.8% ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่าสหรัฐฯอาจปรับขึ้นอีก 1-2 ครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 รวมทั้งอาจเกิดปัญหาวิกฤติพลังงานในอียูจากความขัดแย้งสงคราม ขณะที่จีนอาจจะฟื้นตัวช้าจากการระบาดของโรคโควิด-19 รวมทั้งปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาฯของจีน ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันปีหน้าคาดว่าจะปรับลดลงเหลือ 85-95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลจากเศรษฐกิจโลกหด ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง 35.5-36.5บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

“ปีหน้าเศรษฐกิโลกชะลอ สภาพัฒฯมองว่าการส่งออกปี2566 จะเติบโตได้ 1% ลดลงจากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 7.5% ภายใต้จีดีพีที่ 3-4% อัตราเงินเฟ้อ 2.5-3.5% แต่มั่นใจว่าปีหน้าการลงทุนภาครัฐจะปรับตัวดีขึ้น “

ขณะที่นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรีรองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) กล่าวว่าส่งออกไทยปี 2566จะชะลอลงเหลือ2% เนื่องจากไอเอ็มเอฟปรับลดลงประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ2.7%ถือว่าอ่อนแอที่สุดในรอบ21ปี  แต่แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอแต่การส่งออกไทยยังโตได้เพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ เป็นผลมาจากการใช้มาตรการบริหารนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางของแต่ละประเทศเศรษฐกิจโลกไม่ได้ชะลอตัวจากปัญหาวิกฤติ นอกจากนี้ เศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะ อินเดียและอาเซียน เช่น  กัมพูชา เวียดนาม ยังเติบโตแบบโดดเด่น ซึ่งยังเป็นโอกาสส่งออกของไทย

Cr : thansettakij