Puk Chayanan

pic3_1

ตั้งศูนย์บริหารจัดการตู้-ขบวนรถไฟจีน-ลาว รองรับฤดูกาลผลไม้ ปี 2566

“ฟรุ้ทบอร์ด” เห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ และจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการตู้และขบวนรถไฟจีน-ลาว รองรับฤดูกาลผลไม้ ปี 2566 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ (ฟรุ้ทบอร์ด-Fruit Board)เปิดเผยภายหลังการประชุมวันนี้ว่าที่ประชุมได้รับทราบ  1.รายงานความก้าวหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565 รอบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี   2.รายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาลำไยอย่างยั่งยืน ปี 2566 – 2568 จากการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2565 มีมติมอบกรมส่งเสริมการเกษตรฝ่ายเลขาฯ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแนวทางหรือโครงการนำร่องการแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยอย่างยั่งยืนระยะยาว โดยการปรับโครงสร้างการผลิตลำไยในฤดู และนอกฤดู ให้เท่ากับร้อยละ 60 : 40 ภายในปี 2567 เพื่อให้ลำไยมีการกระจายการผลิตได้ทั้งปี ผลผลิตในฤดูไม่ซ้อนทับกันมาก เป็นทางเลือกให้แก่ตลาดได้ทุกฤดูกาล/ทุกเทศกาล ที่ต้องการลำไย โดยในฤดูกาลปกติจะลดภาวะ over supply ลงได้ร้อยละ 10 แต่ประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรไม่ลดลง 3.รายงานสถานการณ์การผลิตไม้ผล ปี 2566 โดยคณะทำงานพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 4.รายงานผลการประชุมคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรี ครั้งที่ 1/2565 โดยใช้แนวทางการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership หรือ PPP)
  1. รายงานผลการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
  2. รายงานสรุปผลการประชุมเฉพาะกิจการเตรียมความพร้อมในการใช้เส้นทางรถไฟจีน – ลาว ซึ่งเป็นโอกาสของฝ่ายไทยและขยายเส้นทางการขนส่งทางรางเพื่อเพิ่มศักยภาพการนำเข้า - ส่งออกสินค้าไปจีนและผ่านจีนไปยังสหภาพยุโรปผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง มีการดำเนินการ ดังนี้
(1) การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการตู้และขบวนรถไฟ มีหน้าที่ในการรับจองตู้และขบวนรถไฟ เพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ ปี 2566 โดยความร่วมมือภาคีเครือข่ายภาคเอกชน โดยประสานงานกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (2) การปรังปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟ ไทย - จีน -ลาว รวมไปถึงการขยายเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านจีนไปสู่ภูมิภาคอื่น (3) เร่งรัดการเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนสำหรับระบบตรวจสอบ รวมไปถึงอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และโครงการพื้นฐานของด่านส่งออกที่สำคัญ เช่น ด่านมุกดาหาร ด่านนครพนม และด่านหนองคาย (4) ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การขนส่งสินค้าเกษตรจากประเทศไทยสร้างการรับรู้ ข้อปฏิบัติ ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟไทย - จีน - ลาว ในระดับพื้นที่ควบคู่ไปด้วย นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการ ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ปี 2566” ที่นำเสนอโดยคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทย  ซึ่ง”โครงการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ปี 2566”  เป็นนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนทุเรียนด้อยคุณภาพเพื่อให้ผลผลิตทุเรียนที่จะทำการส่งออกต้องได้คุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออกที่กำหนด โดยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 904/2565 แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทย มีหน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และได้จัดทำแผนงานการขับเคลื่อนคณะทำงานฯ ด้วยงบประมาณรวม 71.44 ล้านบาท โดยมอบหมาย กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการในพื้นที่สวนทุเรียน จัดตั้งจุดบริการตรวจเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ในพื้นที่ 5 จังหวัด รวม 68 จุด ได้แก่ จันทบุรี(40 จุด) ตราด(7 จุด) ระยอง(6จุด) ชุมพร(10 จุด) นครศรีธรรมราช (5 จุด) สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากกรมประมงและกรมปศุสัตว์ รวม 100 ท่าน ลงพื้นที่ตรวจรายแปลง และกรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ ตรวจสอบ โรงคัดบรรจุ (ล้ง) ทุเรียนที่นำมาส่งที่ล้งจะต้องมีใบรับรองผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ก่อนจะส่งไปตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ ในการส่งออกไปยังประเทศจีน นั้น กรมวิชาการเกษตร จะตรวจสอบทุเรียน - สวนทุเรียนต้องได้รับการรับรอง GAP - โรงคัดบรรจุต้องได้รับการรับรอง GMP - ผลผลิตทุเรียนต้องเป็นไปตาม มกษ 3-2556 ก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร จะได้มีการปรับปรุงการตรวจสอบมาตรฐานGAP และ GMP และแจ้งให้ทางตลาด จีน ให้ทราบในทุกไตรมาสของปีการส่งออก นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ประธานการประชุมได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จัดประชุมผู้เกี่ยวข้อง (นอกรอบ) เพื่อหารือราคาค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP และ GMP เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ในการประชุมฟรุ้ทบอร์ดครั้งที่1/2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้มอบหมาย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ Fruit Board ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) Application ZOOM Cloud Meetings พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้แทน อาทิ นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายวินิต อธิสุข รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ นายณฤทธิ์ บุญชัย ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สป.กษ. ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้แทนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร ผู้แทนภาคเอกชน โดยมี นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ ผอ.สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร และนางสาวเพ็ญระพี ทองอินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมไม้ผล เป็นฝ่ายเลขานุการ การประชุม Cr: thansettakij
pic2_1

“พาณิชย์”กางแผนเร่งรัดส่งออกปี66ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

“เศรษฐกิจโลก -ราคาพลังงาน-สงคราม" พาณิชย์กางแผนเร่งรัดส่งออกปี66 อักกิจกรรมกว่า450ครั้ง รุกหนัก3ตลาด ตะวันออกกลาง-เอเชียใต้-อาเซียน ภายใต้แผนWar Room เป้าโต2ล้านล้านบาท ส่วนทั้งปีโต1-2% ไตรมาส1คาดติดลบ3.7% ได้เห็นตัวเลขส่งออกปี2565กันไปแล้วถือว่าเป็นการปิดตัวเลขที่สวยงามเพราะขยายตัวเกินเป้าที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว4%  โดยภาพรวมส่งออกทั้งปี (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่า 287,067.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 9,944,317 ล้านบาท หรือเกือบ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าการส่งออกยังทำได้ดี ส่วนปี2566 กระทรวงพาณิชย์ร่วมหารือกับภาคเอกชนได้กำหนดเป้าส่งออกไทยไว้ที่1-2% ท่ามกลางปัจจัยที่ยังรอบด้านทั้งเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นตัวเลขส่งออกของปีนี้ที่ตั้งต้ำไว้ก็สมเหตุสมผลและทั้งภาครัฐและเอกชนเองก็มั่นใจว่าจะช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้การส่งออกไทยปีนี้ไปถึงฝั่งฝัน นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนส่งเสริมการส่งออก โดยสินค้าเป้าหมายของปีนี้ คือ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ธุรกิจบริการ BGC และสินค้าHalal  โดยยังคงเน้นรุกทั้งตลาดหลักและตลาดรอง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ ยุโรป จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาเซียน ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา ลาติน อเมริกา โดยจะแบ่งเป็นแผนปกติ 190แผนงานหรือมีกิจกกรมกว่า450กิจกรรม ทั้งในตลาดหลักอย่าง สหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น อาเซียน ส่วนตลาดรองเช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา  ซึ่งจะเป็นการเร่งรัดแบบยุคNormal คือการรักษาและขยายตลาดเดิมเปิดตลาดใหม่รวมถึงฟื้นฟูตลาดเก่า  มีการผลักดันการใช้Soft Power ในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเท้นต์ สุขภาพและความงาม อาหารและร้านอาหารไทย และสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์อย่างสินค้าGI เป็นต้น    ซึ่งสินค้ากลุ่มป้าหมายยังคงเป็นกลุ่มเกษตรและอาการ ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม BCG ไลฟ์สไตล์และแฟชั่น และสินค้าฮาลาล นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้ปรับแผนการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้การทำงานมีความชัดเจนและตรงจุดที่เอกชนต้องการมากที่สุด เรียกว่าWar Room3ตลาด ใน90กิจกรรม เป้าหมาย2ล้านล้านบาท คือตะวันออกกลาง  เช่น ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี โอมาน ทั้งนี้มีการคาดการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจะขยายตัวที่4% ซึ่งหระทรวงฯได้ตั้งเป้าส่งออกยังตลาดตะวันออกลาง20% หรือ420,000ล้านบาท   ตลาดเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ตั้งแส่งออกไว้ที่10% หรือมีมูลค่า5แสนล้านบาท  และตลาดอาเซียนในกลุ่มCLMV โดยตั้งเป้าโตที่15% หรือ1.2ล้านล้านบาท ซึ่งสินค้ากลุ่มเป้าหมายของ3ตลาดนี้คือ อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมหนัก เช่นรถยนต์ และชิ้นส่วนประกอบ กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น และธุรกิจบริการ นอกจากนี้ ยังมีแผนจะรุกตลาดจีนเพิ่มขึ้นหลังจากที่จีนมีการเปิดประเทศมากขึ้นในปีนี้ซึ่งคาดการ์ว่าจีดีพีจีนน่าจะขยายตัวที่4.3%  โดยจะอัด34กิจกรรม โยตั้งเป้าส่งออกไปตลาดที่1%หรือ1.2ล้านล้านบาท ในกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่าง อาหาร ผลไม้ ข้าว ฮาลาล สุขภาพและความงาม สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าไลฟ์สไตล์ และดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน และมีความเห็นสอดคล้องกันในการกำหนดเป้าหมายการส่งออกปี 2566 ว่าจะขยายตัว 1-2%หรือมีมูลค่า289,938-292,809ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันที่80-90ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล และค่าเงินบาทอยู่ที่34-35บาทต่อดอลลาร์สรัฐ สาเหตุที่ตั้งเป้าต่ำกว่าปีก่อนเพราะมีปัจจัยที่เป็นแรงเสียดทานทางลบหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยคากดว่าในไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกยังคงติดลบที่3.7%หรือมีมูลค่า7หมื่นล้านดอลลารสหรัฐและไตรมาส2 ติดลบ0.7%หรือมีมูลค่า7.5หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไตรมาส3-4จะกลับมาเป็นบวกแต่จะบวกเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมในขณะนั้นด้วย Cr: thansettakij
pic1_2

ทำความรู้จัก “FTAไทย-อียู” โอกาสการค้าสำคัญของไทยในตลาดยุโรป

“FTAไทย-อียู” เครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในยุโรป 27 ประเทศ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีกำลังซื้อสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก “เราใช้ความพยายามในการทำ FTA กับสหภาพยุโรปเกือบ 10 ปีมาแล้วแต่ยังไม่สามารถนับหนึ่งในลักษณะนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นี้คือคำกล่าวของนายจุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังหารือทวิภาคีกับ นายวัลดิส โดมโบรฟสกิสรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจและกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า หรือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหภาพยุโรปในช่วงเย็นวันที่ 25 มกราคม 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ที่ Le Berlaymont กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม การรื้อฟื้นการเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่หยุดชะงักไปเกือบ10 ปี จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ภาวะการเงินโลก   การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อกดเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยภายในของไทยเองที่ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ความสำเร็จในการตั้งโต๊ะเจรจารอบนี้น่าจะเริ่มเห็นโอกาสในการค้ามากขึ้นกับ27ประเทศ โดยเมื่อช่วงกลางปี 2562 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (ไอเอฟดี) ศึกษาประโยชน์และผลกระทบจากการฟื้นเจรจาความตกลง FTA ไทย-อียู ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้ว  ผลการศึกษาประเมินว่า หากไทยและอียู (27 ประเทศ) ไม่รวมสหราชอาณาจักร ยกเลิกภาษีนำเข้าระหว่างกันหมดแล้ว จะช่วยให้ GDP ของไทยขยายตัวในระยะยาว 1.28% คิดเป็นมูลค่า 2.05 แสนล้านบาทต่อปี การส่งออกของไทยไปอียูเพิ่มขึ้น 2.83% (2.16 แสนล้านบาท) ต่อปี และการนำเข้าจากอียูเพิ่มขึ้น 2.81%  (2.09 แสนล้านบาท) ต่อปี โดยสินค้าส่งออกของไทยที่มีโอกาสขยายตัวและเข้าถึงตลาดอียูได้ง่ายขึ้น เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์อาหาร เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ การเปิดเสรีภาคบริการในสาขาสำคัญ เช่น สิ่งแวดล้อม การจัดส่งสินค้า การเงินและประกันภัย และการขนส่งทางทะเล จะช่วยลดต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 5% (8.01 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ จากการประเมินผลมิติด้านสังคมในภาพรวม พบว่า เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้จำนวนคนจนลดลง 2.7 แสนคน รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 1.1% และช่องว่างความยากจนลดลง 0.07%   แต่ก็มีผลการศึกษายังพบประเด็นท้าทายสำคัญของ FTA ที่อียูทำกับประเทศคู่ค้า เช่น เวียดนาม และสิงคโปร์ โดยเฉพาะเรื่องการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรจากความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนวางตลาดยา การผูกขาดข้อมูลเพื่อขออนุมัติวางตลาดยา การให้ความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามแนวทาง UPOV 1991 และการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามแนวทางของแรงงานโลก (ILO) ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยารักษาโรค และเมล็ดพันธุ์พืชสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ต้องนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปประเมินหักลบกับประโยชน์ที่จะเกิดกับรายได้ของเกษตรกร ปริมาณผลผลิตภาคเกษตร และทางเลือกในการซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น สำหรับเรื่องการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ จะทำให้ภาครัฐได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีตัวเลือกมากขึ้น ราคาถูกลง ถึงแม้ว่าธุรกิจภายในประเทศอาจต้องเผชิญการแข่งขันมากขึ้น แต่คาดว่าไม่กระทบต่อ SMEs มากนัก เนื่องจากโครงการที่ SMEs เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเปิดให้มีการแข่งขันประมูล “โอกาสของไทยจากความตกลงไทย-สหภาพยุโรป จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดสหภาพยุโรปที่มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีกำลังซื้อสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก” โดยปัจจุบันที่สหภาพยุโรปมีการจัดทำความตกลงการค้าเสรีครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย อาทิ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลวัตทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต   ประโยชน์อันดับแรกของความตกลง FTA ฉบับนี้ คือ การลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ที่ปัจจุบันไม่มีแต้มต่อทางการค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางประเทศ เช่น เวียดนาม หลังไทยถูกตัดสิทธิ GSP ไปเมื่อปี 2558 นอกจากนี้ จะช่วยลดมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ ทั้งในกลุ่มอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์    และยานยนต์ โดยหากการเจรจาสำเร็จจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะจากประเทศที่มีโครงสร้างสินค้าคล้ายคลึงกับไทยและมี FTA กับสหภาพยุโรป เช่น เวียดนาม รวมไปถึงการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ know-how ต่าง ๆ จากการเข้ามาลงทุนของบริษัทสหภาพยุโรปในไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการภายในประเทศในสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสหภาพยุโรปมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ นวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเป็น แม่เหล็กที่ช่วยเหนี่ยวรั้งนักลงทุนรายเดิมที่มีความเสี่ยงจะย้ายการลงทุนไปที่อื่น และดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนรายใหม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก เพื่อจับตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอย่างสหภาพยุโรปได้อีกด้วย ข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยรองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอียู ปี 2565 มีมูลค่า 41,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 2.87% สัดส่วนการค้าที่ไทยค้ากับสหภาพยุโรป ประมาณ 7% ของการค้ากับโลก ถือว่าเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญ และไทยส่งออกไปอียูปี 2565 คิดเป็น 22,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (843,378 ล้านบาท)เพิ่มขึ้น 5.17% สินค้าที่ไทยส่งออกไปอียูส่วนใหญ่ คือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถยนต์และอุปกรณ์ แอร์และอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ยางพารา อัญมณีและเครื่องประดับ ไก่แปรรูป เป็นต้น สินค้าที่นำเข้าจากอียูสำคัญ เช่น เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ และยาเป็นต้น ปัจจุบันอียูมี FTA กับประเทศอาเซียน 2 ประเทศคือ เวียดนามและสิงคโปร์ ถ้ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามเป้าหมายประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ถ้าประสบความสำเร็จ และไทยจะมีตลาดการค้าเพิ่มขึ้น 27 ประเทศ เป็นแต้มต่อสำหรับประเทศไทยต่อไปในอนาคต Cr: thansettakij
pic3_0

“พาณิชย์” แนะไทยลุยลงทุนอินเดียใน 14 อุตสาหกรรม และร่วมมือสตาร์ทอัพทำธุรกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยรัฐบาลอินเดียเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใน 14 สาขาอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง สั่งแต่ละรัฐกระตุ้นการลงทุนจริงจัง ชี้เป็นโอกาสไทยเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลาง ระบุยังมีโอกาสร่วมมือกับสตาร์ทอัพอินเดียในการทำธุรกิจด้วย หลังอินเดียหนุนสตาร์ทอัพเต็มสูบ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ถึงโอกาสการเข้าไปลงทุนในอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลอินเดียได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนใน 14 สาขาอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง และการลงทุนร่วมกับสตาร์ทอัพเพื่อขยายตลาดในอินเดีย โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายใน (DPIIT) ได้ทบทวนและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจูงใจและอำนวยความสะดวกในการลงทุนใน 14 สาขา เช่น อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลางต่างๆ ในปี 2566 มากขึ้น ภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง โดยเน้นให้แต่ละรัฐในอินเดียเร่งกระตุ้นการลงทุนอย่างจริงจัง   ทั้งนี้ อินเดียยังได้ใช้สตาร์ทอัพเป็นกลไกหนึ่งในการระดมทุนและขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว และเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในอินเดีย โดยปัจจุบันอินเดียมีสตาร์ทอัพแล้วประมาณ 84,000 ราย ที่ผ่านการคัดกรองและขึ้นทะเบียนโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายใน DPIIT โดยในช่วงปี 2564-2565 มีสตาร์ทอัพได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนเงินเริ่มต้นสำหรับสตาร์ทอัพ (SISFS) แล้ว มูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านบาท และอินเดียยังเร่งพัฒนาระบบนวัตกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมรองรับการเติบโตของสตาร์ทอัพ ซึ่งดัชนีนวัตกรรมโลก 2022 (Global Innovation.Index 2022) ประเมินว่าอินเดียได้พัฒนาระบบนิเวศเพื่อสตาร์ทอัพให้ดีขึ้นจากอันดับที่ 81 ในปี 2558 เป็นอันดับที่ 40 ในปี 2565 โดยสามารถยกระดับได้ถึง 41 อันดับภายใน 7 ปี ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของอินเดียที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้ในไม่ช้า “จากนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่ออกมาเพื่อดึงดูดการลงทุน ทั้งการลงทุนใน 14 สาขา และการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพ จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนของไทยจะพิจารณาเข้าไปลงทุนในอินเดีย เพราะรัฐบาลอินเดียเปิดกว้าง และถือเป็นช่องทางลัดอีกทางหนึ่งในการบุกเจาะขยายตลาดอินเดีย” นายภูสิตกล่าว นายภูสิตกล่าวว่า ที่ผ่านมามีธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยหลายรายเข้าไปลงทุนในอินเดียแล้ว ทั้งกลุ่มสินค้าอาหาร แปรรูป สัตว์น้ำ นม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง วัสดุก่อสร้าง เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ในครัวและในสำนักงาน ชิ้นส่วนยานยนต์และพลังงานแสงอาทิตย์ และภาคบริการ เช่น ธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการทางธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพ รวมทั้งธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งทางเรือและศูนย์กระจายสินค้า แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับสาขาที่ไทยมีศักยภาพอีกหลายสาขา เช่น โรงแรม บริการสุขภาพและความงาม บริการก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งสามารถนำสินค้าจากไทยมาใช้และจัดแสดงในกิจการเหล่านี้ได้ด้วย   นอกจากนี้ ยังมีช่องทางลัดในการขยายธุรกิจไทยในอินเดีย คือ การจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อช่วยบุกเบิกและควบคุมกิจการในอินเดีย โดยเข้าไปถือหุ้นเพื่อควบคุมทิศทางและการบริหาร แต่อาศัยคนท้องถิ่นในการจัดการและดูแลบุคลากร ส่วนธุรกิจบริการ อาจพิจารณาใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นกลไกในการขยายสาขาในอินเดียได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญ ควรจะหาผู้ร่วมลงทุนในอินเดีย โดยสามารถหาได้จากการเข้าร่วมงาน เช่น Global.Investors Summit 2023 ในแต่ละรัฐ โดยรัฐมัธยประเทศ และรัฐอุตตรประเทศ กำหนดจัดเดือนมกราคม 2566 และรัฐอานธรประเทศ เดือนมีนาคม 2566 เป็นต้น Cr: mgronline
Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info