ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตามวอลล์สตรีท ท่ามกลางแรงกดดันจาก AI และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียช่วงเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงในคืนก่อนหน้า ความกังวลหลักของนักลงทุนอยู่ที่ผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโลจิสติกส์เร็วกว่าที่คาด รวมถึงแรงกดดันด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
ที่ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei เปิดตลาดลดลงราว 0.77% สะท้อนแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงอ่อนตัวกว่า 1.4% และดัชนี Shanghai Composite ของจีนปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดออสเตรเลียปรับลดลงมากกว่า 1% ขณะที่เกาหลีใต้สวนทางด้วยแรงซื้อบางส่วนในหุ้นรายตัว
แรงกดดันสำคัญมาจากการร่วงลงของตลาดวอลล์สตรีทเมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 600 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงมากกว่า 2% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและขนส่ง นักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งสินค้าและซัพพลายเชนอย่างก้าวกระโดด จนอาจลดความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการบางกลุ่ม ส่งผลให้หุ้นบริษัทโลจิสติกส์และรถบรรทุกเผชิญแรงขายเด่นชัด
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าประมาณการที่ 66,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีแรงส่ง
ในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังรอการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย นักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมจะชะลอลงเมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการคงดอกเบี้ยในระดับสูงได้ แต่หากสูงกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่อง
ภาพรวมจึงสะท้อนความเปราะบางของตลาดการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการเร่งพัฒนา AI ที่อาจพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรม และจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินทุนทั่วโลกในเวลานี้





