admin 2

L2D Page (210)

จีนส่งออกแร่หายากปี 68 พุ่ง 12.9% เทียบรายปี แม้มีมาตรการควบคุมการส่งออก

ส่งออกแร่หายากจีนปี 2568 ยังขยายตัว แม้มาตรการคุมเข้มกดตลาดปลายปี ชาติอุตสาหกรรมเร่งลดพึ่งพา

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในปี 2568 จีนส่งออกแร่หายาก 17 ชนิด รวมปริมาณทั้งสิ้น 62,585 ตัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการแร่ธาตุสำคัญในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกในบางช่วงของปี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม จีนส่งออกแร่หายากลดลงมาอยู่ที่ 4,392 ตัน ลดลง 20% จากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัว หลังมีการเร่งนำเข้าก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงในเชิงรายเดือน แต่ยังเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3,326 ตัน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2568 กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากชนิดกลางและหนัก 7 ประเภท รวมถึงแม่เหล็ก เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกแม่เหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

ในปัจจุบัน จีนยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดแร่หายากโลก โดยครองสัดส่วนประมาณ 70% ของการผลิต และราว 90% ของกระบวนการถลุงแร่ ซึ่งแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศพัฒนาแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม รัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ได้เห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นในการเร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรมีแผนร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศของตนเองมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก

ต่อมาในวันอังคารที่ 13 มกราคม เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความเห็นว่า จุดยืนของจีนในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่าทุกประเทศควรมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลเสถียรภาพของระบบการค้าโลก

L2D Page (209)

ระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำซาก 2 วันติด จ่อแบล็กลิสต์

คมนาคมสั่งระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำ 2 วันติด นายกฯ เรียกประชุมด่วน จ่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

วันนี้ (15 มกราคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพานร่วงหล่นบนถนนพระราม 2 บริเวณโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว (ตอน 7) หลักกิโลเมตรที่ 30 ส่งผลให้ต้องปิดการจราจรช่องทางหลักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง พร้อมระดมเครนและเครื่องจักรหนักเข้ากู้สถานการณ์ รวมถึงกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากโครงเหล็กติดตั้งสะพาน หรือ Launching Gantry (LG) ร่วงลงมาทับพื้นที่การจราจร ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยนายพิพัฒน์ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุให้ครบถ้วนโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำร่างออกมาได้ 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันถัดไป ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญคือแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ ขณะที่การคืนสภาพพื้นผิวการจราจรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงสร้างลอยฟ้าอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นเหตุซ้ำจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา แม้กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงจะกำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวดแล้ว โดยเฉพาะกรณีการซับงานให้ผู้รับเหมาช่วง แต่ยังเกิดเหตุซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง

ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม ภายหลังเกิดเหตุเครนถล่มถึง 2 จุดภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้มีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวปล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมทางหลวง พร้อมสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเกิดจากบุคคลหรือกระบวนการใด โดยสำหรับไซต์งานที่เกิดเหตุ นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงพักการก่อสร้าง ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว แต่กลับยังเกิดอุบัติเหตุขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเชิงลึกอย่างรอบด้าน

เมื่อสอบถามถึงการรายงานข้อมูลจากตัวแทนบริษัทผู้รับเหมา นายพิพัฒน์ระบุว่า บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ควบคุมงานในช่วงเกิดเหตุ การตรวจทดสอบหลังการประกอบงาน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมแม้จะมีการตรวจสอบแล้ว โครงสร้างจึงยังพังถล่มลงมา โดยบริษัทต้องเป็นผู้หาข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างครบถ้วน

ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาคู่ขนาน โดยจะไม่ยึดถือข้อมูลจากบริษัทผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลอย่างเป็นธรรม สามารถสืบย้อนกระบวนการทำงานตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ การประกอบชิ้นงาน การควบคุมงานของโฟร์แมน ไปจนถึงการกำกับดูแลของบริษัทควบคุมงานอีกชั้นหนึ่ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงบทลงโทษผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำว่า กระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว และกรณีนี้อาจเข้าข่ายใช้มาตรการขั้นรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสถึงขั้นขึ้นบัญชีดำหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า “ใกล้เคียง แต่ต้องมีมาตรการออกมาแน่นอน เพราะเกิดเหตุซ้ำถึง 2 วัน”

พร้อมย้ำว่า การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทผู้รับเหมา หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป และหากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้การก่อสร้างมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

L2D Page (208)

LEO ตั้งเป้าปี 69 สดใส! รุกหนัก "อินเดีย-ตะวันออกกลาง" พร้อมเพิ่มราย ได้ Non-Logistics

LEO มองปี 2569 เติบโตสดใส เดินเกมรุกตลาดอินเดีย–ตะวันออกกลาง พร้อมดันรายได้ Non-Logistics แตะ 25%

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2569 มีทิศทางเติบโตดีกว่าปีก่อนหน้า จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเริ่มคลี่คลาย จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลเชิงบวกต่อคำสั่งซื้อและปริมาณการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม

ภายใต้บริบทดังกล่าว LEO ได้วางกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทได้เข้าไปพัฒนาฐานลูกค้าอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยตลาดอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท จากศักยภาพด้านการค้า การผลิต และการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขนส่งในตลาดอินเดียและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณการขนส่งสูง และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน LEO ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โลจิสติกส์ หรือ Non-Logistics เป็นประมาณ 20–25% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 15% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมบริการคลังสินค้าและบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และอัตรากำไรได้อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินงานตามแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนในการสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับฐานปี 2568 และเพิ่ม EBITDA เป็นไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาทภายในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมเป็นหลัก ควบคู่กับการลงทุนในระดับปานกลางที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายเกตติวิทย์กล่าว

L2D Page (207)

กกร.จี้รัฐบาลใหม่ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ ระบุแค่ปีเดียวเสียหาย2.5หมื่นล.

กกร. เตือนรัฐบาลใหม่เร่งสกัดทุนเทา–อาชญากรรมไซเบอร์ ชี้ความเสียหายปีเดียวพุ่งกว่า 2.5 หมื่นล้าน เขย่าฐานเศรษฐกิจไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และขบวนการนอมินีอย่างจริงจัง หลังตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงต่อเนื่อง จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กกร. ร่วมกับคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 โดยเชิญผู้แทนพรรคการเมือง หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน และนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เข้าร่วม เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลเร่งจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและทุนผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในปี 2568 ประเทศไทยได้รับความเสียหายจากคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 323,000 คดี คิดเป็นมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท แต่สามารถเยียวยาเหยื่อได้เพียงส่วนน้อย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้อาชญากรรมไซเบอร์และเงินผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายประเทศจากภายใน

กกร. ระบุว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง แต่ลุกลามไปถึงการที่ทุนเทาใช้โครงสร้างนอมินีเข้ามาฟอกเงินและยึดครองธุรกิจในไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งในด้านต้นทุนและอิทธิพลนอกระบบ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เครือข่ายเหล่านี้อาจแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างรัฐผ่านการติดสินบนเจ้าหน้าที่และนักการเมือง จนนำไปสู่การบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสถาบันของประเทศในระยะยาว

ผลกระทบจากทุนเทาและสแกมเมอร์ได้บิดเบือนกลไกตลาด ทำลายฐานผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง ความสูญเสียมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีได้เปลี่ยนความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำธุรกรรมออนไลน์ให้กลายเป็นความหวาดระแวง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐลงทุนมหาศาลเสี่ยงไร้ประสิทธิภาพ และทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตชะงักลง โดยเฉพาะธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ต้องพึ่งพาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจหลัก

ด้วยเหตุนี้ กกร. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 6 เดือนแรกของการบริหารประเทศ ตั้งแต่การอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดนอมินี การปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเสมอภาค ไม่ละเว้นแม้ผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อยุติวงจรคอร์รัปชันและฟื้นความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us