admin 2

L2D Page (213)

เปิด 14 สัญญาคมนาคม”อิตาเลียนไทย”กวาดงานมูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท สั่งหยุดก่อสร้างหมด “ถนน ทางด่วน รถไฟ สนามบิน”

คมนาคมสั่งเบรกงานก่อสร้าง “อิตาเลียนไทย” 14 สัญญา มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท ตรวจเข้มความปลอดภัยทุกโหมด

กระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมา รวมทั้งสิ้น 14 สัญญา ครอบคลุมงานด้านถนน ทางด่วน รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านสนามบิน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 113,126 ล้านบาท เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด ภายหลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มหลายโครงการจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นภายหลังเกิดอุบัติเหตุเครนถล่มในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด รวมถึงเหตุเครนถล่มในโครงการทางยกระดับถนนพระราม 2 หรือมอเตอร์เวย์สาย M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว สัญญาที่ 7 ซึ่งล้วนมีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้รับเหมาหลัก ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมอย่างจริงจัง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการด้านความปลอดภัยด้านคมนาคม ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้ยกเลิกสัญญาจ้างบริษัทอิตาเลียนไทยใน 2 โครงการที่เกิดอุบัติเหตุ พร้อมให้ตรวจสอบสัญญาก่อสร้างทั้งหมดที่มีบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญา และให้หยุดการก่อสร้างเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้รับจ้าง ประสานงานเพื่อหยุดการก่อสร้างเป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยมีเป้าหมายให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นกลาง เข้าตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีคำสั่งให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง หยุดการก่อสร้างเป็นการชั่วคราวในกรอบเวลาเดียวกัน เพื่อเข้ารับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องในลำดับถัดไป

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นคู่สัญญา ประกอบด้วย กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ จำนวน 14 สัญญา โดยเป็นสัญญาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา และอยู่ในขั้นตอนรอการลงนามอีก 2 สัญญา ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานหลักแทบทุกระบบการคมนาคมของประเทศ

กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า การสั่งหยุดงานก่อสร้างในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งกระทบต่อความคืบหน้าโครงการในระยะยาว แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับความปลอดภัยสูงสุด ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศในอนาคต

L2D Page (212)

พาณิชย์ เผยค่าขนส่งทางถนนลดต่อเนื่อง รับอานิสงส์ดีเซลขาลง

พาณิชย์ชี้ค่าขนส่งทางถนนลดต่อเนื่อง ดีเซลขาลงหนุนต้นทุนโลจิสติกส์ผ่อนคลาย

กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยแนวโน้มค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนของไทยยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการปรับลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง สอดคล้องกับทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกและมาตรการภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 สะท้อนถึงต้นทุนการขนส่งที่ผ่อนคลายลงอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงตามสถานการณ์พลังงานโลก ขณะที่ในไตรมาสถัดไปคาดว่าดัชนีดังกล่าวจะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะอุปสงค์ของตลาด

เมื่อพิจารณาโครงสร้างดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนจำแนกตามกิจกรรมการผลิต พบว่าในไตรมาสที่ 4 ปรับลดลงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป็นการลดลงในทุกหมวดหลัก หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมงปรับลดลงจากราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองลดลงตามผลิตภัณฑ์จากการทำเหมืองและถ่านหิน ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมลดลงจากกลุ่มเครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมทั้งปี 2568 ดัชนีค่าบริการขนส่งตามกิจกรรมการผลิตยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในส่วนของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่จำแนกตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 4 ปรับลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยรถที่ให้บริการขนส่งสินค้าเกือบทุกประเภทมีการปรับลดลง ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถพ่วง ขณะที่รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาวมีดัชนีราคาเฉลี่ยทรงตัว ทั้งนี้ ภาพรวมเฉลี่ยทั้งปี 2568 ดัชนีค่าบริการขนส่งตามประเภทรถยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน

การปรับลดลงของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนเมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บสำหรับน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง จากการเปิดตลาดและการมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจขนส่งสินค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากความต้องการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี เพื่อรองรับเทศกาลและวันหยุดยาว รวมถึงการเร่งระบายสต๊อกและส่งมอบสินค้าให้ทันตามแผนของผู้ประกอบการและผู้ค้าปลีก

L2D Page (211)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกระดับ แฟรนไชส์ สู่สากล ช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเหนือ

พณ. เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์ไทยสู่สากล ดันเศรษฐกิจภาคเหนือ คาดสร้างมูลค่าธุรกิจกว่า 114 ล้านบาทใน 1 ปี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่มาตรฐานสากล หวังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างอาชีพให้ประชาชนในภูมิภาค ล่าสุดจัดงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปอย่างคึกคัก

นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงาน พร้อมระบุว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และสามารถเชื่อมโยงธุรกิจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาค ผ่านการนำเสนอแฟรนไชส์ชั้นนำมากกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงาม เพื่อให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเลือกลงทุนในแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพของตนเองได้โดยตรง

ภายในงานมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้สนใจลงทุนกับเจ้าของแฟรนไชส์ หรือ Business Matching พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์สูงสุดถึงร้อยละ 30 เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนและเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานหรือผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินชั้นนำเข้าร่วมให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ พร้อมแนะนำแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจอย่างรอบด้าน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า ผลจากการจัดกิจกรรมคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจและการซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ภายในระยะเวลา 1 ปี รวมกว่า 114,203,673 บาท และมียอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงานคิดเป็นมูลค่า 4,313,900 บาท สะท้อนถึงความสนใจและศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในการขยายตัวสู่ตลาดภูมิภาค

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีธุรกิจแฟรนไชส์รวมทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทยจำนวน 686 แบรนด์ และเป็นแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาและยกระดับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารวม 571 แบรนด์ ซึ่งกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันแฟรนไชส์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดสากล

L2D Page (210)

จีนส่งออกแร่หายากปี 68 พุ่ง 12.9% เทียบรายปี แม้มีมาตรการควบคุมการส่งออก

ส่งออกแร่หายากจีนปี 2568 ยังขยายตัว แม้มาตรการคุมเข้มกดตลาดปลายปี ชาติอุตสาหกรรมเร่งลดพึ่งพา

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในปี 2568 จีนส่งออกแร่หายาก 17 ชนิด รวมปริมาณทั้งสิ้น 62,585 ตัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการแร่ธาตุสำคัญในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกในบางช่วงของปี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม จีนส่งออกแร่หายากลดลงมาอยู่ที่ 4,392 ตัน ลดลง 20% จากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัว หลังมีการเร่งนำเข้าก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงในเชิงรายเดือน แต่ยังเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3,326 ตัน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2568 กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากชนิดกลางและหนัก 7 ประเภท รวมถึงแม่เหล็ก เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกแม่เหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

ในปัจจุบัน จีนยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดแร่หายากโลก โดยครองสัดส่วนประมาณ 70% ของการผลิต และราว 90% ของกระบวนการถลุงแร่ ซึ่งแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศพัฒนาแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม รัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ได้เห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นในการเร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรมีแผนร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศของตนเองมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก

ต่อมาในวันอังคารที่ 13 มกราคม เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความเห็นว่า จุดยืนของจีนในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่าทุกประเทศควรมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลเสถียรภาพของระบบการค้าโลก

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us