ในที่สุดรัฐบาลไทยต้องตัดสินใจยอมรับความจริงของกลไกตลาดด้วยการ ยกเลิกเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท หลังจากแบกรับภาระอุดหนุนอย่างหนัก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐต้องควักเงินชดเชยสูงถึงลิตรละ 26.99 บาท ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบพุ่งไปกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท สถานการณ์นี้บีบให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการ "อุ้มทุกคน" มาเป็นการช่วยเหลือแบบ "Targeted Subsidy" หรือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประหยัดงบประมาณและส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานเศรษฐกิจจัดทำแผนรับมือสงครามในตะวันออกกลางที่อาจลากยาว พร้อมมอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งเคาะรายละเอียดมาตรการเยียวยา 5 กลุ่มหลัก เพื่อเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติงบประมาณทันที โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การดูแลผู้มีรายได้น้อยและฟันเฟืองด้านโลจิสติกส์
5 มาตรการพุ่งเป้า สู้วิกฤตน้ำมันแพง
มาตรการแรกมุ่งไปที่ กลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการเติมเงินเข้าบัตรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าอาหารและค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีการอุดหนุนวงเงินพื้นฐานอยู่แล้วประมาณ 4,700 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ กลุ่มภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทางของราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่าน "คูปองหรือบัตรเติมน้ำมัน" ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกกว่า 3.6 แสนราย รถโดยสารประจำทาง แท็กซี่ ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยจะเน้นการโอนเงินตรงผ่านระบบพร้อมเพย์เพื่อให้เข้าถึงผู้ขับขี่อิสระอย่างทั่วถึง
สำหรับ กลุ่มเกษตรกรและชาวประมง รัฐจะเร่งจัดหาปุ๋ยราคาถูกเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่พุ่งตามราคาก๊าซและน้ำมัน ส่วนชาวประมงจะได้รับการส่งเสริมให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 แทนน้ำมันเขียว ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันหน้าปั๊มถึง 5 บาทต่อลิตร ช่วยพยุงต้นทุนการออกเรือและยังช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปในตัว นอกจากนี้ ในส่วนของ กลุ่มผู้รับเหมางานรัฐ จะมีการปรับ "ค่า K" หรือดัชนีราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนวัสดุที่แพงขึ้นตามกลไกสัญญาปกติ
ทางเลือก "ดีเซล B20" และวิกฤตต้นทุนการผลิต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยแผนการนำน้ำมันดีเซล B20 ออกสู่ตลาดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นทางเลือกราคาประหยัดสำหรับรถบรรทุก รถไฟ และเรือโดยสาร โดยมีส่วนต่างราคาต่ำกว่าดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อแลกกับการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้คงอัตราค่าโดยสารไว้ไม่ให้กระทบประชาชน อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้ลามไปถึงภาคการผลิตต้นน้ำแล้ว โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคากระโดดขึ้นไปกว่า 50-70% จนเริ่มมีโรงงานบางแห่งหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้
ด้านความมั่นคงทางพลังงาน มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากยอดการใช้ดีเซลในประเทศที่พุ่งสูงผิดปกติจาก 67 ล้านลิตร เป็นเกือบ 100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าไม่ได้เกิดจากการกักตุนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีการ "ลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ" เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 33 บาท ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาพุ่งไปถึง 55 บาท และลาวสูงเกือบ 60 บาท ทำให้ส่วนต่างราคากลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบค้าของเถื่อนข้ามพรมแดน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งสกัดกั้นเพื่อรักษาทรัพยากรที่ใช้อุดหนุนไว้ให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์สูงสุด




