admin 2

L2D Page (249)

กระทรวงคมนาคม เตรียมใช้ระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI

คมนาคมชี้แจง ยังไม่ใช้ระบบจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI ย้ำตำรวจทางหลวงตรวจจับความเร็วเฉพาะจุดตามมาตรฐานสากล

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมนำระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ยด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานนั้น ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยังไม่มีมาตรการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

ตำรวจทางหลวงยืนยันว่า ปัจจุบันยังคงใช้มาตรการตรวจจับความเร็วเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนตามแนวทางมาตรฐานสากล โดยเป็นการตรวจจับความเร็วเฉพาะจุดในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่การตรวจวัดความเร็วเฉลี่ยตลอดเส้นทางตามที่มีการเข้าใจผิด

สำหรับการตรวจจับความเร็วที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เป็นการใช้กล้องระบบ ASE หรือ Automatic Speed Enforcement ซึ่งเป็นระบบกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเรดาร์ เพื่อตรวจวัดความเร็วของยานพาหนะตลอดเวลา หากพบว่ารถคันใดใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ระบบจะทำการบันทึกภาพรถและป้ายทะเบียนโดยอัตโนมัติ ก่อนส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประกอบการออกใบสั่งได้ทันที

ทั้งนี้ การติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วจะดำเนินการในจุดที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงหรือเป็นพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดพฤติกรรมการขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกฎหมาย และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ตำรวจทางหลวงย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายด้านการจราจรและความปลอดภัย

L2D Page (248)

ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

เศรษฐกิจไทยในทางตัน จากยุคเติบโตพุ่งแรงสู่กับดักโครงสร้าง เมื่อเครื่องยนต์หลักไม่ตอบสนอง

รายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะชะลอตัวเชิงลึก จนถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ท่ามกลางการอ่อนแรงพร้อมกันของภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะเทือนถึงรายได้ประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพในระยะยาวของประเทศ

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ที่อัตราการเติบโตเคยพุ่งสูงถึงระดับสองหลัก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่จำนวนประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ และอัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าเจ็ดทศวรรษ ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดลงควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP ยังบั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถในการบริโภคของภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นเรือธงของภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายตัดสินใจปิดโรงงานหรือปรับลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้

ภาพสะท้อนของความอ่อนแอยังปรากฏในตลาดทุน โดยตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเอเชีย ในปี 2568 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงราว 10% ในสกุลเงินท้องถิ่น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ถดถอย และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักเริ่มแสดงสัญญาณสะดุด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะอยู่ที่เกือบ 33 ล้านคน แต่ยังลดลงจากปีก่อนหน้า และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดได้เต็มที่ ปัจจัยด้านความกังวลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อศักยภาพการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้งยังส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า และการขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า การที่ไทยเปลี่ยนจากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น “เสือของเอเชีย” มาเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ภายในระยะเวลาเพียงสิบปี เป็นสัญญาณเตือนที่น่าตกใจและไม่อาจมองข้ามได้

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผลของวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การขาดเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนบทบาทของอุตสาหกรรมเดิม

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแรงงาน อุตสาหกรรม การลงทุน และธรรมาภิบาล หากไม่สามารถสร้างทิศทางการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืนได้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำอย่างยาวนาน และสูญเสียบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างถาวร

L2D Page (247)

ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ เปิดประตูโลจิสติกส์ใหม่ หนุนสินค้าไทยบุกตลาดจีนตอนกลาง

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างไทยและจีน หลังจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เที่ยวบินบรรทุกสินค้าปฐมฤกษ์ของ JD Airlines ได้ทำการบินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอ มณฑลหูเป่ย์ สู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ถือเป็นการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในรอบ 4 ปี และสะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้าโดยเฉพาะ รองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมาก โดยเฉพาะพัสดุอีคอมเมิร์ซและสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงจากจีน ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะมุ่งเน้นการขนส่งผลไม้สดจากไทย อาทิ ทุเรียนและผลไม้เขตร้อนอื่น ๆ เพื่อส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นและจีนตอนกลางอย่างรวดเร็ว คงไว้ซึ่งความสดใหม่และคุณภาพของสินค้า

ฝ่ายบริหารของกลุ่มสนามบินหูเป่ยเปิดเผยว่า การวางแผนเส้นทางบินดังกล่าวออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน และเพิ่มเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลพีคของการค้าข้ามพรมแดน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ และลดข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งสินค้า

ความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน แต่ยังช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิหรือ Cold Chain ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสินค้าเกษตรและอาหารสด การมีเส้นทางบินตรงช่วยให้สินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยไม่ต้องผ่านศูนย์กระจายสินค้าในจีนตอนใต้เหมือนที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สดอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ซึ่งสามารถรักษาคุณภาพ รสชาติ และความสดใหม่ได้ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยให้สินค้าไทยกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยจึงควรเร่งพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าอย่างมาก ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้าและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้โครงสร้างการค้าของไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

L2D Page (246)

รฟท. ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษ ขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง-สุไหงโกลก

รฟท.ต่ออายุขบวนรถพิเศษขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง–สุไหงโกลก อีก 1 ปี หนุนเอสเอ็มอี–เกษตรกร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าสนับสนุนการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุน และเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รฟท.ได้มีมติขยายการให้บริการขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วน หมายเลข 985/986 ในเส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในปริมาณมาก โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2569

สำหรับขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนหมายเลข 985 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก จะออกจากต้นทางเวลา 11.00 น. และถึงสถานีปลายทางเวลา 12.35 น. ของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ขบวนรถหมายเลข 986 เส้นทางสุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากต้นทางเวลา 13.25 น. และถึงปลายทางเวลา 13.15 น. ของวันถัดไป

ขบวนรถดังกล่าวจะจอดรับและส่งสินค้าตามสถานีรายทางรวม 33 สถานี ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตั้งแต่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง จนถึงปลายทางสุไหงโกลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับสินค้าได้ภายในระยะเวลาเพียง 1–2 วัน โดยเปิดให้บริการขนส่งสินค้าทุกวันอย่างต่อเนื่อง

รฟท.ระบุว่า การขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งที่สะดวกและประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรและตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปสู่ผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้สนใจใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us