admin 2

L2D Page (270)

ลุ้นแรงส่งเศรษฐกิจปี’69 จี้รัฐบาลแก้โจทย์ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ปี’69 กับโจทย์ใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจไทย จาก “พักฟื้น” สู่การเติบโตยั่งยืน
ภาพเศรษฐกิจไทยยังถูกตั้งคำถาม หลังสื่อต่างประเทศกลับมาใช้คำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนความกังวลต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว ขณะที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการปี 2569 ดีขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโตในช่วง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% สูงกว่าคาดการณ์เดิม สะท้อนแรงส่งจากปลายปี 2568 ที่เศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวโดดเด่น การส่งออกสินค้า และภาคก่อสร้าง ขณะที่ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% แม้ชะลอลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังถือว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐที่เร่งตัว รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เช่น Thailand Fast Pass และ BOI Fast Pass ที่ช่วยลดขั้นตอนอนุมัติโครงการ ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น การส่งออกไปสหรัฐยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร สอดรับกระแสการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI ทั่วโลก

สำหรับปี 2569 สศช.มองแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนเอกชน รายจ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7-8% การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และภาคเกษตรที่ได้อานิสงส์จากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังมีทั้งความไม่แน่นอนภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือนที่สูง ความผันผวนของสภาพอากาศ และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่กระทบสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ และไฟฟ้า

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบการจัดทำงบประมาณปี 2570 หากงบประมาณล่าช้าอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบช้าลง แม้จะยังมีงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกจ่ายได้ช่วงปลายปีเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน

ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นจากหล่ม” แล้ว โดยมูลค่า Nominal GDP ใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สะท้อนรายได้ในระบบที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปรียบเทียบว่าไทยเหมือนผู้ป่วยที่ออกจาก ICU แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือการฟื้นฟูให้แข็งแรงพอจะ “วิ่งได้เต็มศักยภาพ”

ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าการเติบโตระดับ 2% แม้ดีขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอ หากครึ่งปีแรกชะลอจากปัจจัยการเมือง แล้วไปเร่งในครึ่งปีหลัง สุดท้ายทั้งปีอาจโตเพียง 2.5% ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ระดับ 3-4% ขึ้นไป

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การ “หลุดพ้นจากหล่ม” เท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยี สนับสนุนเอสเอ็มอีให้เข้าถึงทุน ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงลึกควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองได้ การเติบโตปี 2569 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวจริง ไม่ใช่แค่ช่วงพักฟื้นของ “คนป่วยแห่งเอเชีย” เท่านั้น

L2D Page (269)

ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

ตัวเลขจีดีพีที่ “ดูดี” กับโจทย์ใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ขยายตัวระดับกว่า 2% อาจช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และผู้นำด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นจากหล่ม” และกำลังฟื้นตัวจากภาวะเปราะบางก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเพียงผิวเผิน แต่อยู่ที่คุณภาพของการเติบโตนั้นต่างหาก เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายในจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังพึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวแบบระมัดระวัง และกำลังซื้อของครัวเรือนถูกจำกัดจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่าจะสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนเชิงนโยบายสามารถประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ แต่ความยั่งยืนในระยะยาวขึ้นอยู่กับศักยภาพของทีมเศรษฐกิจมากกว่าจำนวนเสียงสนับสนุนในสภา โจทย์จึงตกอยู่กับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน ความสามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว

แม้จะได้ทีมงานที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ การปฏิรูปเชิงลึกก็ยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์และกลไกการเมืองแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การเติบโตเชิงปริมาณจึงไม่เพียงพอ หากไม่สามารถยกระดับคุณภาพของเศรษฐกิจให้กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด หากจีดีพีขยายตัวแต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก และคนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นอนาคตในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็อาจเป็นเพียงสถิติบนกระดาษ มากกว่าจะเป็นความหวังที่ประชาชนสัมผัสได้จริง การฟื้นตัวที่แท้จริงจึงต้องสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิต ความสามารถแข่งขัน และโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกกลุ่มในสังคม ไม่ใช่แค่กราฟการเติบโตที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น.

L2D Page (268)

ศักยภาพในการพัฒนาจากเส้นทางคมนาคมตะวันออก-ตะวันตก

กวางตรีเร่งยกระดับระเบียงตะวันออก–ตะวันตก สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดน
จังหวัดกวางตรี กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเวียดนามบนแนว ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ซึ่งเชื่อมโยงเวียดนามกับลาว ไทย และเมียนมาร์ ก่อนออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียผ่านระบบท่าเรือชายฝั่ง จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทำให้จังหวัดมีศักยภาพเปลี่ยน “ระเบียงขนส่ง” ให้เป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งด้านโลจิสติกส์ การค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

โครงข่ายคมนาคมของกวางตรีมีความหลากหลาย ครอบคลุมถนนสายหลัก รถไฟ ท่าเรือ ทางน้ำ และทางอากาศ โดยมีเส้นทางสำคัญอย่างทางหลวงหมายเลข 1 ทางหลวงโฮจิมินห์ ทางหลวงหมายเลข 9, 12A และ 15D รวมถึงทางด่วนสายเหนือ–ใต้และถนนเลียบชายฝั่ง เส้นทางเหล่านี้เชื่อมต่อพื้นที่ภาคกลางของเวียดนามกับประเทศในอาเซียน และเป็นฐานรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

โครงการยุทธศาสตร์ที่ถูกเร่งผลักดันคือทางหลวงหมายเลข 15D ซึ่งจะเชื่อมท่าเรือหมี่ถุยกับด่านชายแดนลาเลย์ และต่อเนื่องไปยังแขวงสาละวันของลาว รวมถึงจังหวัดอุบลราชธานีของไทย เมื่อแล้วเสร็จ เส้นทางดังกล่าวจะบูรณาการเข้ากับทางด่วนสายหลัก ทางรถไฟเหนือ–ใต้ และระบบถนนชายฝั่ง เกิดโครงข่ายคมนาคมครบวงจรที่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาขนส่งสินค้า

จังหวัดยังประสานความร่วมมือกับลาวเพื่อพัฒนาเส้นทางเชื่อมแขวงสาละวันและสะหวันนะเขต หวังลดระยะทางขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าถ่านหินที่เป็นหนึ่งในสินค้านำเข้าหลัก ด่านชายแดนนานาชาติ เช่น ลาวบาว ลาเลย์ และชะโล มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างเวียดนาม–ลาว ซึ่งสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะรายได้จากการนำเข้าถ่านหินมีส่วนช่วยงบประมาณราว 300 พันล้านดองต่อปี

ข้อมูลจากหน่วยงานศุลกากรท้องถิ่นระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ปริมาณสินค้าส่งออกผ่านด่านชายแดนของจังหวัดอยู่ที่กว่า 2.26 ล้านตัน และสินค้านำเข้ากว่า 5.73 ล้านตัน รวมมูลค่าการค้ากว่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของกวางตรีในฐานะประตูการค้าสำคัญของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

เพื่อยกระดับการค้าชายแดนให้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ จังหวัดกำลังเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจและการค้าข้ามพรมแดนลาวบาว–เดนสะวันให้เป็นพื้นที่นโยบายเปิด รองรับการลงทุนใหม่และอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร ควบคู่กับการดึงดูดภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการทางด่วนกัมโล–ลาวบาว และระบบสายพานลำเลียงถ่านหินจากลาวเข้าสู่เวียดนาม

นอกจากโครงข่ายถนน กวางตรียังมีท่าเรือฮอนลาและหมี่ถุย รวมถึงสนามบินดงฮอยและสนามบินกวางตรี ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ครบวงจรในภูมิภาค การเชื่อมต่อทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้จังหวัดสามารถรองรับทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางการพัฒนาในช่วงปี 2025–2030 จึงมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้สอดรับกันทั้งระบบ เพื่อผลักดันกวางตรีสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่บนแนวระเบียงตะวันออก–ตะวันตก และเป็นประตูเชื่อมเวียดนามกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว.

L2D Page (267)

คมนาคม สั่งทำแผนพัฒนาที่ดิน รฟท. ย่านบางซื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สาธารณสุข

คมนาคมดันแผนใช้ที่ดิน รฟท. บางซื่อ ผุดศูนย์การแพทย์ เชื่อมระบบราง-พัฒนาแนวดิ่งตามผังเมือง
กระทรวงคมนาคมเดินหน้าทบทวนแผนใช้ประโยชน์ที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในย่านบางซื่อ เพื่อรองรับโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยย้ำหลักเกณฑ์สำคัญต้องเชื่อมต่อโครงข่ายระบบราง พัฒนาอาคารในแนวดิ่ง และสอดคล้องแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่

นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดแนวทางคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดภายใต้การดูแลของ รฟท. สำหรับจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์

การพิจารณาพื้นที่ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้าถึงโดยต้องอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนทางราง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดผ่านการพัฒนาอาคารแนวดิ่ง รองรับแนวคิดการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่ง หรือ TOD และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะขั้นตอนภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

เบื้องต้น กรมการแพทย์มีความประสงค์ขอเช่าพื้นที่ รฟท. บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (แปลง D) ใกล้ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่แปลง D ถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2557 ให้เป็นพื้นที่พัฒนาแปลงใหญ่และเน้นอาคารแนวดิ่งเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด จึงต้องพิจารณารูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับแผนเดิม

ในส่วนรูปแบบการร่วมลงทุน กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ รฟท. และ SRTA ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโครงสร้างการดำเนินงานที่เหมาะสม ทั้งด้านผลตอบแทน การบริหารทรัพย์สิน และความคุ้มค่า ก่อนเสนอรายละเอียดต่อ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาตามกระบวนการ PPP

กระทรวงคมนาคมยืนยันพร้อมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขเต็มที่ โดยตั้งเป้าให้โครงการศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการเดินทางสมัยใหม่ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่งอย่างเป็นระบบ โดยไม่กระทบต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่บางซื่อในภาพรวม.

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us