admin 2

L2D Page (231)

ส่งออกไทยผงาด! มีนาคมทุบสถิติใหม่ 1.1 ล้านล้านบาท อานิสงส์กระแส AI โลกบูม สวนทางวิกฤตฮอร์มุซ

การส่งออกของประเทศไทยสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2569 ด้วยมูลค่าสูงถึง 35,157.1 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.08 ล้านล้านบาท ขยายตัวพุ่งแรงถึง 18.7% นับเป็นการสร้างสถิติมูลค่าการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 21 เดือนติดต่อกัน โดย นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าหากหักสินค้ากลุ่มน้ำมันและทองคำออก การเติบโตที่แท้จริงจะสูงถึง 19.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตจริงของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขส่งออกพุ่งทะยาน มาจาก "คลื่นยักษ์แห่งเทคโนโลยี" โดยเฉพาะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับระบบ AI และการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่ดึงดูดสินค้าไฮเทคจากไทยออกสู่ตลาดโลกอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ยังได้แรงส่งจากการผ่อนคลายมาตรการภาษีชั่วคราวของสหรัฐฯ ช่วยให้สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นการประมวลผลอัจฉริยะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของประเทศ

ขณะที่ภาคเกษตรและอาหารก็ไม่น้อยหน้า ยังคงเป็น "ครัวของโลก" ที่แข็งแกร่งด้วยการขยายตัวของสินค้าศักยภาพสูงอย่างทุเรียนสด มังคุดสด รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีนี้ กลับเริ่มเห็นสัญญาณเตือนภัยจาก "วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ" ที่เริ่มพ่นพิษใส่ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่าง UAE ที่ยอดส่งออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากปัญหาความไม่สงบ ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้และมีความผันผวนสูงมากในขณะนี้

เมื่อมองภาพรวมในไตรมาสแรกของปี 2569 ไทยสามารถส่งออกไปแล้วกว่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือตัวเลขการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมีนาคมขาดดุลอยู่ที่ 3,339.5 ล้านดอลลาร์ ทาง สนค. จึงได้วางฉากทัศน์เป้าหมายการส่งออกทั้งปีไว้ 3 กรณี โดยกรณีที่ดีที่สุดคาดว่าจะโตได้ถึง 8% หากปัญหาความขัดแย้งเบาบางลงในไตรมาส 2 และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงรักษาแรงส่งไว้ได้ต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางในช่วงที่เหลือของปี 2569 สนค. มองว่าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และมือถือที่รองรับการทำงานของ AI จะยังเป็นพระเอกขี่ม้าขาวช่วยพยุงการส่งออกของไทย ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่นิ่ง ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้ออาจกลายเป็นอุปสรรคต่อระบบโลจิสติกส์และราคาพลังงาน ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังและปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา

L2D-Page-307

โฮจิมินห์รุกใหญ่! ทุ่มหมื่นล้านดอลลาร์ปั้นท่าเรือยักษ์ 2 แห่ง ยกระดับสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก

นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยถือฤกษ์ดีวันที่ 30 เมษายนนี้ เริ่มก่อสร้างอภิมหาโครงการท่าเรือ 2 แห่ง คือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ (Can Gio) และ ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา (Cai Mep Ha) ระยะที่ 1 ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือ แต่เป็นการวางรากฐาน "ห่วงโซ่อุปทานแบบปิด" ที่เชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และเขตการค้าเสรี (FTZs) เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเต็มตัว

โครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 แสนล้านดอง) โดยเป็นการร่วมทุนของยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือระดับโลก มีเป้าหมายเพื่อรองรับเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 250,000 ตัน ท่าเรือแห่งนี้ถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญในเส้นทางเดินเรือระยะไกล โดยคาดว่าภายในปี 2047 จะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 16.9 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมท่าเทียบเรือที่ยาวถึง 7.5 กิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่กันจิโอให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยงบลงทุนกว่า 50,820 พันล้านดอง บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 351 เฮกตาร์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น "ท่าเรือประตูสู่สากล" ที่รองรับทั้งการนำเข้า-ส่งออก และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ สำหรับเฟสแรกมีกำหนดเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2028 และเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2045 จะสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 11 ล้าน TEU ต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้มหาศาลให้กับเขตเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของเวียดนาม

นอกจากโครงการใหม่ทั้งสองแห่งแล้ว ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท Gemadept และพันธมิตรจากฝรั่งเศสก็ได้เริ่มก่อสร้างเฟส 2 ของ ท่าเรือน้ำลึก Gemalink ไปแล้วเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทุกโครงการเข้าด้วยกัน นครโฮจิมินห์จะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ที่ก้าวกระโดดอย่างมาก การที่รัฐบาลเวียดนามนำมติพิเศษว่าด้วยนโยบายเฉพาะสำหรับการพัฒนานครโฮจิมินห์มาใช้ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามให้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายพื้นที่เมืองแบบ "ศูนย์กลางหลายแห่ง" ของโฮจิมินห์ โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับศูนย์กระจายสินค้าและท่าเรือน้ำลึกในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าต่อเนื่องนี้ จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ท่าเรือเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงจุดพักสินค้า แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลระดับโลก และเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลระดับสากลของนครโฮจิมินห์ก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

L2D-Page-74

'การท่าเรือแห่งประเทศไทย' ยกระดับความปลอดภัยท่าเรือสู่มาตรฐานสากล เสริมความเชื่อมั่นโลจิสติกส์ไทยรับทุกสถานการณ์โลก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยท่าเรือสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการสายการเดินเรือ ผู้ใช้บริการ และภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบขนส่งทางน้ำของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลจิสติกส์โลกที่ยังคงมีความผันผวนทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า องค์กรได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริมการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเข้าร่วมโครงการ Global Ports Safety (GPS) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสหภาพยุโรปและประเทศฝรั่งเศส เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางทะเล การจัดการสินค้าอันตราย และการรับมือเหตุฉุกเฉินให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับนานาชาติ

ในด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กทท. ได้พัฒนาระบบ Emergency Management แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การสั่งการ ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีการทบทวนแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ และจัดการฝึกซ้อมทั้งในรูปแบบ Drill และ Tabletop Exercise เพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือกับสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในระดับปฏิบัติการ กทท. ยังดำเนินการฝึกซ้อมตามมาตรฐาน ISPS Code อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการฝึกซ้อมเสมือนจริง (Full Scale Exercise) ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ เพื่อทดสอบความพร้อมในการควบคุมสถานการณ์ การระงับเหตุฉุกเฉิน และการรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับเรือและพื้นที่ท่าเรือได้อย่างทันท่วงที

ความพร้อมในทุกมิตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ กทท. ในการดูแลและบริหารจัดการท่าเรือให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบงาน และความร่วมมือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเดินเรือ

ท้ายที่สุด กทท. ยังคงมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเสริมความเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “Empowering Thailand’s Future” ที่เน้นให้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก

L2D-Page-306

GDP จีนโตแกร่ง 5% ในไตรมาสแรก ได้ภาคการผลิต-ส่งออกอุ้มเศรษฐกิจ แม้มรสุมสงครามเริ่มฉุด

เศรษฐกิจจีนเปิดปี 2569 ด้วยสัญญาณเชิงบวก หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า GDP ไตรมาสแรกขยายตัว 5% สูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ สะท้อนแรงส่งของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดในช่วงต้นปี แม้จะยังอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงมาจาก “ภาคการส่งออก” ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรก การส่งออกของจีนขยายตัวถึง 14.7% ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ช่วยชดเชยการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง และกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีรอยร้าวให้เห็น โดยเฉพาะในฝั่งอุปสงค์ภายในประเทศ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ต่ำกว่าที่คาด ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องกว่า 11% ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนมีนาคมก็ขยายตัวเพียง 1.7% สะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยผลผลิตเพิ่มขึ้น 5.7% และหากมองในภาพรวมรายไตรมาสยังขยายตัวได้กว่า 6% แต่แนวโน้มเริ่มชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการค้าของจีนในระยะสั้น โดยในเดือนมีนาคม การเติบโตของการส่งออกชะลอลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2.5% จากที่เคยพุ่งสูงในช่วงต้นปี ขณะเดียวกันราคาหน้าโรงงานก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี บ่งชี้ว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ภาคการผลิต และอาจกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจในระยะถัดไป

แม้การเติบโตในช่วงต้นปีจะช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่ผู้กำหนดนโยบายของจีนยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาการส่งออกกับการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้ยั่งยืนมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวนและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจจีนในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us