admin 2

L2D-Page-296

รัฐบาลปรับแผนรับมือวิกฤตพลังงาน! เลิกเพดานดีเซล 33 บาท หันใช้นโยบาย "พุ่งเป้า" เติมเงินกลุ่มเปราะบาง-แจกคูปองช่วยขนส่ง

ในที่สุดรัฐบาลไทยต้องตัดสินใจยอมรับความจริงของกลไกตลาดด้วยการ ยกเลิกเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท หลังจากแบกรับภาระอุดหนุนอย่างหนัก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐต้องควักเงินชดเชยสูงถึงลิตรละ 26.99 บาท ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบพุ่งไปกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท สถานการณ์นี้บีบให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการ "อุ้มทุกคน" มาเป็นการช่วยเหลือแบบ "Targeted Subsidy" หรือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประหยัดงบประมาณและส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานเศรษฐกิจจัดทำแผนรับมือสงครามในตะวันออกกลางที่อาจลากยาว พร้อมมอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งเคาะรายละเอียดมาตรการเยียวยา 5 กลุ่มหลัก เพื่อเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติงบประมาณทันที โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การดูแลผู้มีรายได้น้อยและฟันเฟืองด้านโลจิสติกส์

5 มาตรการพุ่งเป้า สู้วิกฤตน้ำมันแพง
มาตรการแรกมุ่งไปที่ กลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการเติมเงินเข้าบัตรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าอาหารและค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีการอุดหนุนวงเงินพื้นฐานอยู่แล้วประมาณ 4,700 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ กลุ่มภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทางของราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่าน "คูปองหรือบัตรเติมน้ำมัน" ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกกว่า 3.6 แสนราย รถโดยสารประจำทาง แท็กซี่ ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยจะเน้นการโอนเงินตรงผ่านระบบพร้อมเพย์เพื่อให้เข้าถึงผู้ขับขี่อิสระอย่างทั่วถึง

สำหรับ กลุ่มเกษตรกรและชาวประมง รัฐจะเร่งจัดหาปุ๋ยราคาถูกเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่พุ่งตามราคาก๊าซและน้ำมัน ส่วนชาวประมงจะได้รับการส่งเสริมให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 แทนน้ำมันเขียว ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันหน้าปั๊มถึง 5 บาทต่อลิตร ช่วยพยุงต้นทุนการออกเรือและยังช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปในตัว นอกจากนี้ ในส่วนของ กลุ่มผู้รับเหมางานรัฐ จะมีการปรับ "ค่า K" หรือดัชนีราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนวัสดุที่แพงขึ้นตามกลไกสัญญาปกติ

ทางเลือก "ดีเซล B20" และวิกฤตต้นทุนการผลิต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยแผนการนำน้ำมันดีเซล B20 ออกสู่ตลาดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นทางเลือกราคาประหยัดสำหรับรถบรรทุก รถไฟ และเรือโดยสาร โดยมีส่วนต่างราคาต่ำกว่าดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อแลกกับการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้คงอัตราค่าโดยสารไว้ไม่ให้กระทบประชาชน อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้ลามไปถึงภาคการผลิตต้นน้ำแล้ว โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคากระโดดขึ้นไปกว่า 50-70% จนเริ่มมีโรงงานบางแห่งหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากยอดการใช้ดีเซลในประเทศที่พุ่งสูงผิดปกติจาก 67 ล้านลิตร เป็นเกือบ 100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าไม่ได้เกิดจากการกักตุนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีการ "ลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ" เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 33 บาท ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาพุ่งไปถึง 55 บาท และลาวสูงเกือบ 60 บาท ทำให้ส่วนต่างราคากลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบค้าของเถื่อนข้ามพรมแดน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งสกัดกั้นเพื่อรักษาทรัพยากรที่ใช้อุดหนุนไว้ให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์สูงสุด

L2D-Page-295

ส่งออกไทย ก.พ. ยังโต 9.9% แต่เริ่มแผ่ว นำเข้าพุ่งรอบ 50 เดือน กดดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง

ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยัง “ไปต่อได้” แต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้น โดยมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยังเติบโตในระดับสูง แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนก่อนหน้าที่พุ่งถึง 24.4% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้พอสมควร

เมื่อปรับฤดูกาลแล้ว มูลค่าส่งออกกลับหดตัวแรงถึง -11.1% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงส่งที่เริ่มอ่อนลง ขณะที่ภาพรวม 2 เดือนแรกของปี การส่งออกไทยยังคงขยายตัวได้ดีถึง 17% ก่อนที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มปะทุในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกในช่วงนี้ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเติบโตโดดเด่นกว่า 56% โดยเฉพาะสินค้าอย่างคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และส่วนประกอบต่างๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการลงทุน Data Center ทั่วโลก สินค้ากลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกเกือบทั้งหมด

ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นพระเอกสำคัญ โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 40.5% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีนำเข้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มสามารถเติบโตได้เกือบ 100% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นก็ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนว่าความต้องการสินค้าไทยในตลาดหลักยังคงแข็งแกร่ง

ในทางกลับกัน การส่งออกทองคำเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน โดยขยายตัวเพียง 18.2% จากที่เคยพุ่งแรงในเดือนก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาทองคำที่ปรับลดลง ทำให้บทบาทในการหนุนการส่งออกลดลงไปมาก

ขณะที่ฝั่งนำเข้า กลับเร่งตัวแรงสวนทาง โดยมูลค่านำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 31.8% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 50 เดือน ปัจจัยหลักมาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตในระดับสูงมาก

การนำเข้าสินค้าทุน เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็ขยายตัวแรงเช่นกัน สะท้อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ยังเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ Data Center ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรขั้นสูงจากต่างประเทศ

ภาพรวมดังกล่าวทำให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนนี้ต่อเนื่องที่ -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวม 2 เดือนแรกของปี ขาดดุลสะสมไปแล้วกว่า -6,137 ล้านดอลลาร์

ในระยะถัดไป ความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจดันราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งให้สูงขึ้น รวมถึงนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ปัจจุบันจะปรับลดลงเหลือ 10% ชั่วคราว แต่ก็มีความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกสอบสวนและเผชิญมาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

สถานการณ์นี้ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับมุมมองการส่งออกปี 2026 ใหม่ โดยในกรณีดีที่สุดคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.1% ขณะที่กรณีฐานอาจติดลบ 1% และในสถานการณ์เลวร้ายอาจหดตัวถึง -3%

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า แม้การส่งออกไทยยังมีแรงส่งในช่วงต้นปี แต่แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

L2D-Page-294

ฝันร้ายซ้ำเติมเศรษฐกิจ! น้ำมันดีดพุ่ง 6 บาท/ลิตร ค้าปลีก-เครื่องดื่มอ่วม ต้นทุนขนส่งพุ่งกระทบปากท้อง

กลายเป็นเช้าที่หนักอึ้งสำหรับคนไทยและผู้ประกอบการ เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดประกาศปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป การขยับราคาครั้งใหญ่นี้เป็นผลมาจากมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน. หรือ OFFO) ที่ต้องลดภาระการชดเชย หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นักวิเคราะห์จาก บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ชี้ว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระการชดเชยสูงถึงวันละ 2,600 ล้านบาท จนสถานะกองทุนล่าสุด (25 มี.ค. 2569) ติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท การลดการแทรกแซงราคาจึงเป็นทางเลือกเพื่อรักษาสภาพคล่องในระยะยาว แม้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรมก็ตาม

อุตสาหกรรมที่รับศึกหนัก: ค้าปลีก-เครื่องดื่ม-ท่องเที่ยว

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์อย่างหนัก ดังนี้:

กลุ่มค้าปลีก (Commerce): ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติคิดเป็นสัดส่วน 2-3% ของยอดขาย คาดว่าผู้บริโภคจะชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและลดการเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้า (Foot Traffic ลดลง) แต่ในระยะสั้นอาจเห็นยอดขายพุ่งจากการ "กักตุนสินค้า" และพฤติกรรมการซื้อยกแพ็คเพื่อความคุ้มค่า (CPAXT) หรือเน้นซื้อใกล้บ้าน (CPALL) แทน
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG): กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าใช้ในบ้าน (เช่น OSP, CBG, SAPPE, NEO) จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็น 2-3% ของต้นทุนขาย (COGS) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในอนาคต
กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเดินทางท่องเที่ยวที่จะลดลงตามกำลังซื้อที่หดตัว โดยเฉพาะโรงแรมที่มีสัดส่วนในประเทศสูง (ERW, CENTEL) รวมถึงกลุ่มขนส่งอย่าง SJWD ที่แม้จะส่งผ่านต้นทุนไปให้ลูกค้าได้บางส่วน แต่ก็ยังต้องเผชิญกับภาวะตลาดที่ซบเซา

ด้านสว่างท่ามกลางวิกฤต: โอกาสของหุ้นกลุ่มน้ำมัน
ในมุมมองของการลงทุน สถานการณ์นี้ถือเป็น "บวก" ต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมันอย่าง OR และ PTG เนื่องจากแรงกดดันต่อค่าการตลาด (Marketing Margin) ลดลงจากการที่ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ลดภาระจากการถูกภาครัฐแทรกแซงกลไกตลาดมาอย่างยาวนาน

ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Work from Home กลับมาอีกครั้ง?
วิกฤตน้ำมันรอบนี้อาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมเร็วขึ้น ทั้งการหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อหนีต้นทุนพลังงานฟอสซิล รวมถึงการที่องค์กรต่างๆ อาจกลับมาประกาศนโยบาย Work from Home เพื่อช่วยพนักงานลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อปริมาณผู้ใช้ทางด่วนที่อาจลดลงในระยะนี้

สถานการณ์น้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาที่หัวจ่าย แต่คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และค้าปลีกที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากฝันร้ายในครั้งนี้

L2D-Page-293

สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ! "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" หั่น GDP ไทยจ่อลด 0.7% จับตาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำต้นทุนพุ่ง-ส่งออกอัมพาต

สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ! "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" หั่น GDP ไทยจ่อลด 0.7% จับตาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำต้นทุนพุ่ง-ส่งออกอัมพาต

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นมรสุมใหญ่ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า ตัวเลข GDP ปี 2569 ที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.9% กำลังเผชิญกับความเสี่ยงขาลงอย่างหนัก และมีโอกาสถูกหั่นทิ้งลงไปอีกราว -0.2% ถึง -0.7% หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน จนฉุดราคาน้ำมันโลกทะยานแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์ว่า จุดเปราะบางที่สุดของไทยคือโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่สูงถึง 70% และในจำนวนนี้กว่า 60% ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเส้นทางยุทธศาสตร์ถูกปิดกั้น แรงกระแทกจึงส่งผ่านมายัง "เงินเฟ้อ" อย่างรวดเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 แม้รัฐจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ แต่ต้นทุนที่แฝงอยู่ในภาคการผลิตไฟฟ้า โรงแรม ประมง และอุตสาหกรรมหนัก จะกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฟากของภาคการผลิต "อุตสาหกรรมยานยนต์" และ "อิเล็กทรอนิกส์" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการส่งออกไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางครองสัดส่วนถึง 20% ของยอดส่งออกรถยนต์ไทย สถานการณ์นี้อาจทำให้ยอดขายหายไปถึง 15,000 คันต่อเดือน ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยรุ่งโรจน์ก็เริ่มสะดุดจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่แพงขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อทั่วโลกที่เริ่มอ่อนแรงลงตามภาวะสงคราม

นอกจากนี้ "วิกฤตโลจิสติกส์" ยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ซ้ำเติมผู้ส่งออก แม้การค้าโดยตรงกับตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการต้องปรับเส้นทางเดินเรืออ้อมแอฟริกาไปยุโรปที่ต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 10-15 วัน ได้กลายเป็นกำแพงภาษีทางอ้อมที่กดดันคำสั่งซื้อสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักสุดท้ายของไทย แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) แต่ตะวันออกกลางคือจุดเชื่อมต่อทางการบิน (Aviation Hub) ที่สำคัญระหว่างยุโรปและเอเชีย หากน่านฟ้าไม่ปลอดภัยหรือต้นทุนตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เข้าประเทศย่อมสั่นคลอน ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้จะสะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะกดดันฐานะทางการเงินของประเทศลงราว 0.6-0.7% ของ GDP ถือเป็นแรงกดทับแบบลูกโซ่ที่กำลังดึงรั้งเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อได้ยากลำบากยิ่งขึ้นในขณะนี้

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us