admin 2

L2D Page (264)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท นักลงทุนกังวลผลกระทบ AI

ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตามวอลล์สตรีท ท่ามกลางแรงกดดันจาก AI และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียช่วงเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงในคืนก่อนหน้า ความกังวลหลักของนักลงทุนอยู่ที่ผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโลจิสติกส์เร็วกว่าที่คาด รวมถึงแรงกดดันด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ที่ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei เปิดตลาดลดลงราว 0.77% สะท้อนแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงอ่อนตัวกว่า 1.4% และดัชนี Shanghai Composite ของจีนปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดออสเตรเลียปรับลดลงมากกว่า 1% ขณะที่เกาหลีใต้สวนทางด้วยแรงซื้อบางส่วนในหุ้นรายตัว

แรงกดดันสำคัญมาจากการร่วงลงของตลาดวอลล์สตรีทเมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 600 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงมากกว่า 2% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและขนส่ง นักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งสินค้าและซัพพลายเชนอย่างก้าวกระโดด จนอาจลดความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการบางกลุ่ม ส่งผลให้หุ้นบริษัทโลจิสติกส์และรถบรรทุกเผชิญแรงขายเด่นชัด

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าประมาณการที่ 66,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีแรงส่ง

ในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังรอการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย นักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมจะชะลอลงเมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการคงดอกเบี้ยในระดับสูงได้ แต่หากสูงกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่อง

ภาพรวมจึงสะท้อนความเปราะบางของตลาดการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการเร่งพัฒนา AI ที่อาจพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรม และจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินทุนทั่วโลกในเวลานี้

L2D Page (263)

นครโฮจิมินห์ประสบความสำเร็จในการขนส่งสินค้าข้ามทะเลเป็นครั้งแรกโดยใช้ยานบินไร้คนขับ (โดรน)

นครโฮจิมินห์เปิดศักราชใหม่โลจิสติกส์ทางอากาศ ด้วยโดรนขนส่งข้ามทะเลครั้งแรก
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นครโฮจิมินห์ ได้จารึกอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่ง ด้วยการเปิดเส้นทางขนส่งไปรษณีย์ข้ามทะเลโดยใช้ยานบินไร้คนขับเป็นครั้งแรกของประเทศ พิธีเปิดจัดขึ้นที่ท่าเรือเฟอร์รี่กันจอ โดยความร่วมมือระหว่างกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนครโฮจิมินห์ ไปรษณีย์เวียดนาม และ UAV Corporation นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการประยุกต์ใช้โดรนในระบบโลจิสติกส์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางใหม่นี้เชื่อมพื้นที่กันจอกับเขตหวุงเตา ครอบคลุมระยะทางบินกว่า 12 กิโลเมตรต่อเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการขนส่งพัสดุน้ำหนัก 2 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการลดเวลาขนส่งลงอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเดินทางทางถนนและเรือ บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีประเมินว่าสามารถลดระยะเวลาโดยรวมได้มากถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนศักยภาพของโดรนในการแก้โจทย์พื้นที่ชายฝั่งและเส้นทางที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2568 โครงการได้ผ่านการทดสอบบินระยะจำกัด ซึ่งผลลัพธ์เป็นบวกและยืนยันความพร้อมด้านเทคโนโลยี ครั้งนี้จึงถือเป็นการก้าวสู่การปฏิบัติการจริงภายใต้เงื่อนไขที่ท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการบินเหนือทะเลท่ามกลางสภาพลมแรง ระบบควบคุมการบิน CT-Nexus Flight Control System ถูกออกแบบให้ทนต่อสภาพอากาศชายฝั่ง และรักษาเสถียรภาพการบินในระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตร ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวดของหน่วยงานด้านการบินและกองทัพเวียดนาม

ในระยะเริ่มต้น บริการจะมุ่งเน้นพัสดุขนาดเล็ก เช่น เอกสารและสินค้าอีคอมเมิร์ซที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม และเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ เส้นทางนี้คาดว่าจะรองรับพัสดุขนาดไม่เกิน 2 กิโลกรัมได้ประมาณ 3,000–5,000 ชิ้นต่อวัน การดำเนินงานทั้งหมดเชื่อมต่อกับระบบติดตามของไปรษณีย์เวียดนามผ่านโมเดล “หนึ่งรหัส – หนึ่งการเดินทาง” ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะได้แบบเรียลไทม์ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสาธิตเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานการบินระดับต่ำของเมือง เพื่อรองรับบริการด้านโลจิสติกส์นอกชายฝั่ง การแพทย์ฉุกเฉิน การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนภารกิจตรวจสอบทางทะเลในอนาคต แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนครโฮจิมินห์ที่ต้องการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์อัจฉริยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล

จากจุดเริ่มต้นของการขนส่งพัสดุหนัก 2 กิโลกรัมภายในเวลาเพียง 15 นาที วันนี้นครโฮจิมินห์กำลังค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ ที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้เมืองชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเวียดนามในฐานะหนึ่งในประเทศที่เร่งนำเทคโนโลยีโดรนมาประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์อย่างจริงจังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

L2D Page (262)

“แรร์เอิร์ธ” สมบัติล้ำค่าใต้พิภพที่โลกจับตา แหล่งพลังงานยุคใหม่ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย

แรร์เอิร์ธ: ขุมทรัพย์ใต้ดินไทย กับโจทย์ใหญ่สู่เศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดของโลก “แรร์เอิร์ธ” หรือธาตุหายาก กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเร่งช่วงชิงและสะสม เพราะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แม้ชื่อจะสื่อว่าหายาก แต่ในความเป็นจริงธาตุกลุ่มนี้ไม่ได้มีปริมาณน้อยในเปลือกโลก เพียงแต่การสกัดและแยกออกมาใช้ประโยชน์ทำได้ยากและต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง

ธาตุหายาก หรือ Rare Earth Elements ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม จุดเด่นของธาตุเหล่านี้คือคุณสมบัติทางแม่เหล็กและไฟฟ้าที่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กถาวรกำลังสูง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมถึงอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ จึงกล่าวได้ว่า หากขาดแรร์เอิร์ธ การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลย่อมสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเวทีโลก จีน คือผู้ผลิตธาตุหายากรายใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะจากแหล่งแบบไอออนดูดซับในดินซึ่งสกัดได้ง่าย ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินเดีย แคนาดา และ รัสเซีย ต่างก็มีนโยบายกำหนดให้ธาตุหายากเป็นแร่ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยทางธรณีวิทยาชี้ว่า ไทยมีศักยภาพด้านแรร์เอิร์ธครอบคลุมถึงสามรูปแบบสำคัญ รูปแบบแรกคือแหล่งปฐมภูมิในหินแกรนิต ซึ่งกระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ หินประเภทนี้สัมพันธ์กับการเกิดแร่ดีบุก ทังสเตน และลิเทียม โดยบางพื้นที่พบค่าธาตุหายากสูงกว่าองค์ประกอบเฉลี่ยของเปลือกโลกหลายเท่า

รูปแบบที่สองคือแหล่งลานแร่และแร่หนัก ซึ่งพบร่วมกับแหล่งดีบุก เช่น แร่โมนาไซต์ ซีโนไทม์ และแอลลาไนต์ แหล่งลักษณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีการสำรวจและรายงานปริมาณอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในไทยยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นระบบ แม้จะมีศักยภาพใกล้เคียงกันก็ตาม

รูปแบบที่สามคือแหล่งแบบไอออนดูดซับในดิน ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินต้นกำเนิดแล้วธาตุหายากถูกดูดซับไว้ในชั้นดิน ข้อได้เปรียบของแหล่งชนิดนี้คือกระบวนการทางธรรมชาติช่วยแยกธาตุไว้ระดับหนึ่ง ทำให้การสกัดง่ายกว่าการบดและแยกจากหินโดยตรง แหล่งประเภทนี้เองที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตแรร์เอิร์ธของโลก

แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทั้งสามรูปแบบ แต่โจทย์สำคัญคือ เรายังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด การขาดข้อมูลเชิงลึกทำให้ไม่สามารถวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการสำรอง การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรือการเจรจาทางเศรษฐกิจในอนาคต การเร่งสำรวจอย่างเป็นระบบจึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ใช่การคาดการณ์

อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพราะแรร์เอิร์ธเป็นทรัพยากรใช้แล้วหมดไป หากเร่งผลิตโดยขาดมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในระยะยาว ดังนั้น นโยบายที่ดีต้องสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน และโอกาสของคนรุ่นต่อไป

ในภาพใหญ่ แรร์เอิร์ธไม่ใช่เพียงแร่ธาตุธรรมดา แต่เป็นกุญแจของเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หากไทยสามารถสำรวจข้อมูลได้ชัดเจน พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีรองรับ และกำหนดทิศทางนโยบายที่โปร่งใสและยั่งยืน ขุมทรัพย์ใต้ผืนแผ่นดินนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกในอนาคต

L2D Page (261)

วงจรคอร์รัปชัน ‘ซื้อเสียง-ถอนทุนคืน’ ในช่วงเลือกตั้ง กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องคนไทยอย่างไร?

วงจรคอร์รัปชัน “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องคนไทย

ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องจริยธรรมหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมลึกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า กลไกการทุจริตสามารถบั่นทอนการเติบโตของประเทศได้หลายช่องทาง ตั้งแต่การลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ไปจนถึงการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่อาจเกิดวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่

นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมากกับระดับความโปร่งใสของประเทศปลายทาง หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป มีกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการต่อต้านการติดสินบน หากประเทศใดมีภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ไม่ดี ย่อมทำให้นักลงทุนลังเลหรือเลือกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีธรรมาภิบาลชัดเจนกว่า ผลที่ตามมาคือไทยอาจพลาดโอกาสในการดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานใหม่ๆ

ในระดับภาคธุรกิจภายในประเทศ ผลกระทบก็เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการหรือขอใบอนุญาตต่างๆ อาจเผชิญต้นทุนแฝงจากกระบวนการที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าและกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรง การผลักภาระต้นทุนเพิ่มไปยังผู้บริโภคทำได้ยาก ธุรกิจจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง ส่งผลให้กำไรลดลง การลงทุนใหม่ชะลอตัว และการจ้างงานไม่ขยายตัวตามที่ควร

วงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ในช่วงเลือกตั้งยิ่งทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น หากมีการใช้เงินเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอาจมุ่งเน้นการดึงผลประโยชน์กลับคืนในระยะสั้นผ่านโครงการรัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการลดคุณภาพงานเพื่อให้เกิดเงินทอน แทนที่จะมุ่งเน้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว วงจรเช่นนี้ทำให้ทรัพยากรของรัฐไม่ถูกใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือยกระดับศักยภาพประเทศอย่างแท้จริง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม

ผลลัพธ์ระยะยาวคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อผลประโยชน์กระจายไม่ทั่วถึง โอกาสทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ถูกจำกัด ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างจีนีมีแนวโน้มสะท้อนปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคะแนนภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของไทยที่ลดลงยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อสายตานานาชาติ ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าการลงคะแนนเสียง แต่รวมถึงการติดตามตรวจสอบนโยบายและการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการยืนหยัดไม่สนับสนุนการจ่ายสินบน เพราะแรงกดดันจากภาคธุรกิจสามารถเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบได้

ท้ายที่สุด คอร์รัปชันไม่ใช่เพียงต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่เป็นภาระที่สะท้อนออกมาในรูปของเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ โอกาสการทำมาหากินที่จำกัด และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไม่ก้าวหน้า หากวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ไม่ถูกตัดขาด เศรษฐกิจไทยก็อาจติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำและความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกต่อไปในระยะยาว

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us