News

L2D Page (257)

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก้าวข้ามจากประเด็นสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้น อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของทรัพยากร กำลังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ปรับรูปแบบการเติบโตจากการใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความมั่นคงระยะยาว

ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจโลก โดยภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่งผลต่อภาคเกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่นักลงทุนมองโลกรวนเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบศักยภาพการแข่งขันของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว เงินลงทุนจึงไหลไปสู่ธุรกิจที่ลดการปล่อยคาร์บอน ใช้พลังงานสะอาด และมีห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าและเติบโตได้ภายใต้กติกาโลกใหม่

ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสภาพอากาศถูกยกระดับเป็นเครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก ผ่านมาตรการอย่างภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนและข้อกำหนดด้าน ESG ที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงการค้าแบบใหม่ การแข่งขันทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนแรงงานหรือราคา แต่เป็นเรื่องต้นทุนคาร์บอน คุณภาพกระบวนการผลิต และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงเป็นโจทย์เร่งด่วน อุตสาหกรรมสำคัญถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น หากไม่ปรับโครงสร้างการผลิต ไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีลดคาร์บอน สะท้อนทิศทางการตั้งหลักของเศรษฐกิจไทยในโลกการลงทุนยุคใหม่

ท้ายที่สุด โลกรวนกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลือกระหว่างการปรับตัวหรือการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สำหรับไทย คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าโลกรวนจะกระทบหรือไม่ แต่คือจะใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสยกระดับเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้แข่งขันได้ในระยะยาวอย่างไร

L2D Page (256)

‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์ กับ โลจิสติกส์ยุคใหม่’ ลดต้นทุนขนส่ง ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ พลิกเกมโลจิสติกส์ไทย สู่การลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดหลักสูตร “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง (Carbon Footprint for Organization: CFO for Transportation)” ภายใต้แนวคิด “คาร์บอนฟุตพริ้นท์กับโลจิสติกส์ยุคใหม่” เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์สามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ควบคู่กับการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

ภาคโลจิสติกส์และการขนส่งถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจไทย การปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าและผู้บริโภค รวมถึงรองรับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแคนทารี อมตะ บางปะกง จังหวัดชลบุรี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการโลจิสติกส์จากบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ พร้อมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานขององค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

เนื้อหาการอบรมมุ่งเน้นตั้งแต่การสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร วิธีการคำนวณและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง ตลอดจนแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวสรุปว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการขนส่งไทย ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลกว่า 37,166 ราย ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่โลจิสติกส์ยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

L2D Page (255)

ภาพรวมด้านคมนาคมขนส่งปี 2026: ให้ความสำคัญกับทางด่วนและการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค

คมนาคมปี 2026 เดินเกมโครงสร้างพื้นฐาน เร่งทางด่วน–เชื่อมภูมิภาค วางฐานพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เนื่องจากเป็นปีแรกของการเดินหน้าตามมติสมัชชาพรรคระดับจังหวัด วาระปี 2025–2030 ซึ่งกำหนดให้ระบบขนส่งทำหน้าที่เป็น “เส้นชีวิต” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเชื่อมโยงภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

จากการสัมภาษณ์นายเลอ ง็อก เทียน ผู้อำนวยการกรมก่อสร้าง เปิดเผยว่า หน่วยงานได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงานตั้งแต่ต้นปี เพื่อสร้างแรงส่งให้กับการพัฒนาในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ควบคู่ไปกับการวางแผนการลงทุนระยะยาว

ในปี 2026 กรมก่อสร้างจะเร่งผลักดันโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ–ใต้ โครงการทางด่วนสายเหนือ–ใต้ฝั่งตะวันตก รวมถึงทางด่วนสายบาวล็อก–เลียนควง และเส้นทางตันฟู–บาวล็อก นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงและยกระดับโครงข่ายถนนสายหลักหลายเส้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

ควบคู่กันนั้น จังหวัดยังอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน โดยเฉพาะการคัดเลือกนักลงทุนสำหรับโครงการการบินพลเรือนที่สนามบินฟานเถียต รวมถึงการยกระดับสนามบินเลียนควงให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ในอนาคต

นายเลอ ง็อก เทียน ระบุว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญในปีนี้คือการวางแผนขั้นสุดท้ายและเตรียมความพร้อมด้านการลงทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ โดยกรมก่อสร้างจะทำงานร่วมกับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมการวางแผนและประสานการส่งเสริมการลงทุนในโครงการเชื่อมต่อภูมิภาค เช่น เส้นทางดาลัด–ญาตรัง ฟานเถียต–บาวล็อก–จาเงีย และแนวเส้นทางเชื่อมภาคกลางกับที่ราบสูงตอนกลาง

ในขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการปฏิรูปกระบวนการบริหารจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อลดอุปสรรคและย่นระยะเวลาดำเนินการของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เมื่อถูกถามถึงความท้าทายด้านเงินทุน นายเลอ ง็อก เทียน ยอมรับว่าความต้องการงบประมาณยังคงสูง แต่จังหวัดได้เตรียมกลไกระดมทุนที่หลากหลายและยืดหยุ่น โดยยึดหลักให้การลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำและเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการ

จังหวัดยังให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรจากส่วนกลาง โดยประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเกินขีดความสามารถด้านงบประมาณของท้องถิ่น พร้อมทั้งเดินหน้าปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุน ผ่านการพัฒนาระบบการวางแผนและการบริหารให้มีความโปร่งใสและคล่องตัวมากขึ้น

สำหรับแผนการก่อสร้างใหม่ โครงการที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและภาคธุรกิจล้วนมุ่งตอบโจทย์การเชื่อมโยงภูมิภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟรองรับรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ–ใต้ ทางด่วนเดาเจย์–เลียนควง ทางด่วนญาตรัง–เลียนควง ทางด่วนเกียเงีย–ฟานเถียต รวมถึงการปรับปรุงถนนสายหลักระดับประเทศและระดับจังหวัด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงข่ายคมนาคมโดยรวม

ในช่วงต้นปี 2026 คณะกรรมการประชาชนจังหวัดได้มอบหมายให้หน่วยงานด้านการคลังร่วมกับกรมก่อสร้างทบทวนและปรับสมดุลแหล่งเงินทุน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนจะพร้อมก่อนการเริ่มโครงการ แทนที่จะให้โครงการต้องรอการจัดสรรงบประมาณ พร้อมยืนยันว่ารายชื่อโครงการจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องภายหลังการอนุมัติแผนพัฒนาจังหวัดฉบับปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาว

เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์คมนาคมปี 2026 คือการวางรากฐานระบบขนส่งที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

L2D Page (254)

เขย่าวงการขนส่ง ฝ่าคลื่น AI “วราพรรณ วัชรพล” นำทัพ พลิกโฉม ‘ไทยรัฐโลจิสติคส์’ ผู้นำ 3PL ครบวงจร

ฝ่าคลื่น AI พลิกเกมโลจิสติกส์ “วราพรรณ วัชรพล” ปั้นไทยรัฐโลจิสติคส์ สู่ผู้นำ 3PL ครบวงจร

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หนึ่งในองค์กรที่น่าจับตามองคือ “ไทยรัฐ โลจิสติคส์” หรือ TRL ธุรกิจโลจิสติกส์ในเครือไทยรัฐกรุ๊ป ที่ต่อยอดจากจุดแข็งด้านเครือข่ายการขนส่งและกระจายหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศมากว่า 70 ปี สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร หรือ Third Party Logistics (3PL)

การขับเคลื่อนองค์กรอยู่ภายใต้การนำของ คุณวราพรรณ วัชรพล หรือ “คุณมัดหมี่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรัฐ โลจิสติกส์ จำกัด ผู้วางบทบาท TRL ให้เป็น “เรือธงใหม่” ของกลุ่มไทยรัฐ ในโลกธุรกิจโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล

ล่าสุด TRL จัดงานประชุมพันธมิตรประจำปี 2568 เปิดพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการขนส่ง โดยมีผู้ประกอบการขนส่งหรือซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นกำลังหลักของกองทัพรถขนส่ง เข้าร่วมมากกว่า 30 ราย สะท้อนความร่วมมือเชิงระบบที่ TRL ต้องการสร้างกับพันธมิตรในระยะยาว

คุณวราพรรณกล่าวถึงเส้นทางการเติบโตของ TRL ว่า บริษัทเริ่มต้นในช่วงปี 2564 จากการให้บริการลูกค้ากลุ่ม Express เพียงไม่กี่ราย ก่อนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2–3 ปีถัดมา ครอบคลุมงานคลังสินค้าและการบริหารจัดการซัพพลายเชนภายในประเทศอย่างครบวงจร ปัจจุบัน TRL มุ่งเน้นการให้บริการ Domestic Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมการจัดเก็บสินค้า การบริหารคลัง การขนส่ง และการกระจายสินค้าไปยังผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สำหรับทิศทางการเติบโตในปี 2569 TRL ตั้งเป้าขยายการให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวางเป้าการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี ควบคู่กับการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน ผ่านการร่วมกันแก้ปัญหาและออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

กลยุทธ์หลักในปี 2569 ของ TRL คือการให้ความสำคัญกับการทำกำไรควบคู่กับการขยายฐานลูกค้า โดยเน้นการดูแลและต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม ซึ่งมีความเข้าใจในรูปแบบบริการอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับงานและบริหารจัดการการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านศักยภาพการให้บริการ บริษัทต้องการขยายความหลากหลายของประเภทรถขนส่ง และพัฒนาโครงสร้าง Hub and Spoke เพื่อรองรับงานขนส่งแบบ LTL หรือการขนส่งสินค้าขนาดเล็ก เช่น สินค้ากล่องและพัสดุ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเครือข่ายพื้นที่และแรงงานที่พร้อมรองรับ

ขณะเดียวกัน TRL ให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการ โดยมองว่าพนักงานขับรถคือด่านหน้าที่สะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัท การบริการที่ดี ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหา คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “AI for Logistics” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งเห็นตรงกันว่า AI คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดจากการทำงานซ้ำ ๆ แต่ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในธุรกิจบริการที่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจและความเข้าใจเชิงบริบท

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันยางรถยนต์ชี้ว่า AI จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและพร้อมใช้งาน พร้อมเน้นว่าต้นทุนยางเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งรองจากน้ำมัน การนำระบบดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการยางและดูแลแรงดันลมอย่างเหมาะสมสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเน้นย้ำถึงการบริหารต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานรถ หรือ Total Cost of Ownership (TCO) มากกว่าการพิจารณาเฉพาะราคารถ พร้อมทั้งกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน Euro 5 และต้นทุนแฝงจากการใช้สาร AdBlue ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ

ขณะที่โซลูชันเทคโนโลยีโลจิสติกส์ได้แสดงให้เห็นบทบาทของ AI ในการวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ การควบคุมและสั่งการรถขนส่งแบบเรียลไทม์ การใช้ระบบ Geo-fencing และ CCTV AI เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของธุรกิจขนส่ง

อีกหนึ่งมุมสำคัญคือการใช้ระบบ ERP สัญชาติไทยที่ผสาน AI เข้ากับการบริหารจัดการข้อมูล ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุน กำไร และผลประกอบการของแต่ละเที่ยววิ่งได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การรับงาน การจัดเที่ยววิ่ง การจัดการเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง ไปจนถึงบัญชีและการเงิน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า AI และข้อมูล ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องนำมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

สำหรับไฮไลต์ของงานพันธมิตรประจำปี 2568 TRL ได้ประกาศรางวัลผู้ประกอบการขนส่งที่มีผลงานโดดเด่นเป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องความร่วมมือและคุณภาพการให้บริการ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งและเติบโตไปด้วยกัน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us