News

L2D Page (63)

ไปรษณีย์ไทยคว้าคะแนนความเชื่อมั่น 97.92% ตอกย้ำบทบาทผู้นำโลจิสติกส์

ไปรษณีย์ไทยครองความเชื่อมั่นเกือบ 98% เดินหน้าเสริมศักยภาพรับพีกซีซั่นปลายปี ตอกย้ำผู้นำโลจิสติกส์ไทย

ไปรษณีย์ไทยตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านโลจิสติกส์ของประเทศ หลังได้รับคะแนนความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการสูงถึง 97.92% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นกว่า 6% จากปีก่อน สะท้อนความไว้วางใจที่มีต่อคุณภาพการให้บริการ ระบบงาน และศักยภาพเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณชิ้นงานในช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนของอีคอมเมิร์ซและการใช้บริการขนส่งทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยนอกจากคะแนนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังได้รับคะแนนความไว้วางใจ 98.26% และคะแนนภาพลักษณ์องค์กร 95.76% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเป็นองค์กรโลจิสติกส์ที่ผู้ใช้บริการหลากหลายกลุ่มเลือกใช้เป็นอันดับหนึ่ง ทั้งในด้านคุณภาพการให้บริการ การพัฒนาระบบดิจิทัล และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Parcel Defined Logistics ที่ออกแบบระบบขนส่งให้เหมาะสมกับพัสดุทุกประเภท

ไปรษณีย์ไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้และความผูกพันกับผู้ใช้บริการ ผ่านการสื่อสารเชิงคุณค่า เช่น การส่งต่อ “พัสดุใจ” ที่เชื่อมโยงความรู้สึก ความห่วงใย และความหมายดี ๆ ไปถึงผู้รับปลายทาง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่รองรับการจัดส่งตั้งแต่ขั้นตอนรับฝากจนถึงการนำจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

จากศักยภาพเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไปรษณีย์ไทยประเมินว่าปริมาณชิ้นงานในช่วงพีกซีซั่นปลายปีและช่วงปีใหม่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคธุรกิจและตลาดอีคอมเมิร์ซ พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงเทศกาล รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เลือกใช้บริการส่งด่วนพิเศษ EMS และบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ซึ่งล่าสุดได้ขยายบริการไปยัง สปป.ลาว นอกจากนี้ ยังมีบริการเฉพาะทางเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Travel Lite และ Travel Lite World สำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึง EMS Jumbo สำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก หรือพัสดุที่มีลักษณะพิเศษ

ในด้านการเตรียมความพร้อมเชิงปฏิบัติการ ไปรษณีย์ไทยได้ใช้ศักยภาพของศูนย์ไปรษณีย์ 19 แห่งทั่วประเทศ และเครื่องคัดแยกพัสดุระบบ Cross Belt Sorter ที่สามารถคัดแยกพัสดุได้สูงสุดถึง 240,000 ชิ้นต่อวัน ช่วยให้การเตรียมนำจ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็วตลอด 365 วัน ขณะเดียวกัน ยังมีเครือข่ายพนักงานไปรษณีย์กว่า 25,000 คน ที่ให้บริการรับฝากและนำจ่ายโดยไม่มีวันหยุด

ไปรษณีย์ไทยยังเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainovation ผ่านการใช้ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบติดตามพัสดุ บริการส่วนบุคคล กล่องจดหมายดิจิทัล Prompt Post และ Digital Post ID (D/ID) ซึ่งเป็นมาตรฐานการยืนยันตัวตนดิจิทัลระดับประเทศ ช่วยลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล รองรับปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ดนันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า ไปรษณีย์ไทยขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกคนที่ให้ความเชื่อมั่นมาโดยตลอด และในปี 2569 ยังคงพร้อมส่งมอบบริการที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์และส่งต่อความสำเร็จให้กับคนไทยทุกกลุ่ม พร้อมใช้ศักยภาพผู้นำด้านโลจิสติกส์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

L2D Page (167)

ผ่านฉลุย EIA 7 โครงการสำคัญ คมนาคม–น้ำ ช่วยลดจราจร รับมือภัยแล้ง–น้ำหลาก

ไฟเขียว EIA 7 โครงการคมนาคม–น้ำ หนุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดรถติด เสริมความมั่นคงรับภัยแล้ง–น้ำท่วม

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA สำหรับโครงการสำคัญรวม 7 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านคมนาคมขนส่งและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มุ่งแก้ปัญหาการจราจร ความเดือดร้อนด้านน้ำของประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2568 จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในส่วนของโครงการด้านคมนาคมขนส่งที่ได้รับความเห็นชอบ EIA ครอบคลุมระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีเขียว ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการยกระดับการเดินทางในเมืองหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ปัญหาการจราจร และมลพิษทางอากาศ ขณะที่โครงการทางพิเศษสายเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ จังหวัดภูเก็ต จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง รองรับการท่องเที่ยว และบรรเทาความแออัดในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด

นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง ช่วงบ้านบางเบ้า–บ้านสลักเพชร จังหวัดตราด ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงโครงการทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางเลี่ยงเมืองกระบี่ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน

ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะกรรมการฯ เห็นชอบโครงการอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งในภาคเกษตรและชุมชน ขณะเดียวกัน โครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนหนาแน่น

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคืออ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมุ่งสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงาน EIA สำหรับโครงการทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดมศิลา ในจังหวัดสระบุรี โดยย้ำให้ดำเนินการภายใต้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ในเชิงนโยบายพื้นที่ คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม 38 จังหวัด เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทและปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล

ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ และการเจรจาจัดทำมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยมลพิษจากพลาสติก ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

นายสุชาติ ชมกลิ่น เน้นย้ำว่า ทุกโครงการที่ได้รับความเห็นชอบต้องดำเนินการตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด มีความโปร่งใส และติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง พร้อมย้ำว่าการออกกฎหมายและนโยบายในอนาคตต้องคำนึงถึงมิติสิ่งแวดล้อมควบคู่เศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาประเทศเกิดความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

L2D Page (166)

เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตสูงสุดในรอบ 2 ปี GDP ไตรมาส 3 พุ่งขึ้น 4.3%

เศรษฐกิจสหรัฐเร่งตัวแรงสุดในรอบ 2 ปี GDP ไตรมาส 3 โต 4.3% รับแรงหนุนบริโภค–ลงทุนเอกชน

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบสองปี สะท้อนพลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังเดินหน้าได้ดี ท่ามกลางนโยบายการค้าที่ผ่อนคลายลง และการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รายงานจากสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ (BEA) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว เพิ่มขึ้นในอัตรา 4.3% ต่อปี สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และเร่งตัวจากระดับ 3.8% ในไตรมาสก่อนหน้า แม้รายงานจะล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล แต่ข้อมูลสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดีในช่วงกลางปี

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตรา 3.5% ต่อปี โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น การดูแลสุขภาพและการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายด้านยานยนต์ชะลอลงเล็กน้อย สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มระมัดระวังมากขึ้นในบางหมวด

ภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนโดยรวมขยายตัว 2.8% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยี AI และมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ภาคการผลิตโดยรวมยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสุทธิกลับมาเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ราว 1.6 จุดร้อยละ หลังจากผันผวนในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของดุลการค้าและสินค้าคงคลังทำให้ตัวเลข GDP โดยรวมอาจบิดเบือน นักเศรษฐศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด “ยอดขายขั้นสุดท้ายแก่ผู้ซื้อเอกชนในประเทศ” มากขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% ถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบหนึ่งปี และสะท้อนอุปสงค์ที่แท้จริงของภาคเอกชนได้ชัดเจนกว่า

แม้เศรษฐกิจจะเติบโตดี แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ รายงานระบุว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักของธนาคารกลางสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.9% ในไตรมาสที่ 3 ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เฟดมีความระมัดระวังในการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะปรับลดเพียงครั้งเดียวในปี 2026 หลังจากลดต่อเนื่องในช่วงปลายปีนี้

ธนาคารกลางสหรัฐมองว่า นโยบายการคลังที่ยังสนับสนุนเศรษฐกิจ การลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล AI และการบริโภคของครัวเรือนที่ยังไม่สะดุด จะช่วยพยุงการเติบโตในปีหน้า แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอาจกระทบกำลังซื้อของบางกลุ่ม โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ต่ำ

ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ห้าในเดือนธันวาคม ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ภาษี และความไม่แน่นอนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินยังตอบรับเชิงบวก ดัชนี S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงเล็กน้อย

ด้านผลประกอบการภาคธุรกิจ รายงานระบุว่ากำไรบริษัทเพิ่มขึ้น 4.2% ในไตรมาสที่ 3 ถือเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดของปี และแม้มาร์จิ้นจะเริ่มแคบลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะระบุว่าภาษีนำเข้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวในอัตรา 2.3% สะท้อนว่าผลกระทบจากภาษีและเงินเฟ้อยังจำกัดการเติบโตในระยะยาว

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า แม้การปิดหน่วยงานรัฐบาลอาจกระทบเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปี 2026 จากแรงหนุนด้านการคลัง การลงทุนเทคโนโลยี และการใช้จ่ายของภาคเอกชน

L2D Page (165)

เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังหนีไม่พ้นกับดัก‘วิกฤติ’

ปีมะเมียเศรษฐกิจไทย 2569 บนเส้นทางเปราะบาง ระหว่างการประคองตัวกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ปี 2569 ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ถูกขนานนามว่าเป็นปีแห่ง “ม้าไฟ” ปีที่ควรเต็มไปด้วยพลัง การเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากแต่มองผ่านเลนส์เศรษฐกิจไทยแล้ว ภาพที่ปรากฏกลับเต็มไปด้วยความเปราะบางและความไม่แน่นอน มากกว่าการทะยานไปข้างหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เศรษฐกิจไทยในปีหน้าดูจะยังต้องเผชิญกับเส้นทางที่ขรุขระ และยังห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน”

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะวางกรอบเงินเฟ้อปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1-3% สะท้อนความพยายามในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่ตัวเลขเป้าหมายดังกล่าวไม่อาจกลบความจริงที่ว่าปัจจัยเสี่ยงยังคงรายล้อมรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาอย่างยาวนาน ความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวอย่างราบรื่น จึงอาจเป็นเพียงภาพฝันที่ยังไปไม่ถึงความเป็นจริง

หนึ่งในความไม่แน่นอนสำคัญคือสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า ล้วนตั้งคำถามต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ หากกระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น ก็อาจช่วยประคองความเชื่อมั่นได้ แต่หากเกิดความล่าช้า ความขัดแย้ง หรือปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเชิงการเมือง หากแต่จะสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคธุรกิจ และต้นทุนการตัดสินใจของประชาชนทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่ม แม้ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง แต่ก็ยังแฝงความผันผวนจากราคาพลังงานและปัจจัยภายนอกประเทศ เป็นสัญญาณเตือนว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปไม่อาจพึ่งพามาตรการกระตุ้นแบบกว้างขวางหรือหว่านแหได้อีกต่อไป หากขาดการคำนึงถึงเสถียรภาพทางการคลังและผลกระทบในระยะกลางถึงระยะยาว ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพอาจย้อนกลับมาซ้ำเติมเศรษฐกิจมากกว่าการพยุงให้ฟื้นตัว

โจทย์ใหญ่ที่ยังคงเป็นแผลเรื้อรังของเศรษฐกิจไทย คือภาคเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจ แต่กลับเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภาวะการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ติดลบยาวนานสะท้อนให้เห็นว่ากลไกการเงินกำลังติดขัดอย่างจริงจัง แม้มาตรการลดต้นทุนสินเชื่อที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และภาคธนาคารเตรียมผลักดัน จะช่วยบรรเทาแรงกดดันในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากไม่ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถ การปรับตัว และการเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย คือ ปี 2569 อาจไม่ใช่เวลาของนโยบายประชานิยมระยะสั้น หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความชัดเจน ความต่อเนื่อง และความน่าเชื่อถือของนโยบายมากกว่าที่เคย รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากชุดใด จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งด้านแรงงาน การเงิน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะสามารถก้าวข้ามความเปราะบางในปีหน้าได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมือง ความพร้อมในการรับมือกับความผันผวน และความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว หากภาครัฐยังคงมองปัญหาในกรอบระยะสั้น เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจยังไม่พ้นจาก “กับดักวิกฤติ” และทำได้เพียงประคองตัวท่ามกลางความไม่แน่นอน มากกว่าการเดินหน้าไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us