News

L2D Page (38)

ส่งออกลำไยสะดุด จีนเข้มตรวจสารซัลเฟอร์

ลำไยจันทบุรีเดือดร้อนหนัก หลังจีนเข้มงวดตรวจสารซัลเฟอร์ ชาวสวนวอนรัฐเร่งเจรจาช่วยเหลือ

สถานการณ์การส่งออกลำไยไทยกำลังส่อเค้าปัญหา เมื่อทางการจีนออกมาตรการยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสารซัลเฟอร์ตกค้างในลำไยนำเข้า ส่งผลให้ชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านการค้าขายและราคาตกต่ำ

นายอำนาจ จันทรส นายกสมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้จีนจะตรวจสอบสารซัลเฟอร์เฉพาะในเนื้อลำไยเท่านั้น แต่ล่าสุดได้เปลี่ยนขั้นตอนใหม่ โดยนำทั้งเปลือกและเนื้อลำไยมาปั่นรวมกันเพื่อตรวจหาสารตกค้าง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการส่งออก เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้กำมะถันหรือซัลเฟอร์ในการรมควันลำไยเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทำให้ลำไยแทบทุกล็อตที่ส่งออกมีโอกาสถูกปฏิเสธมากขึ้นทันที มาตรการใหม่นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ราคาลำไยเริ่มร่วงลง ผู้ส่งออกหลายราย รวมถึงล้งรับซื้อลำไยในพื้นที่ เริ่มชะลอหรือหยุดการรับซื้อ เพราะกังวลว่าจะไม่สามารถผ่านการตรวจสอบจากฝั่งจีนได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากขณะนี้ลำไยในจังหวัดจันทบุรีมีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วกว่า 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท หากไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ ย่อมทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ และกระทบต่อรายได้เกษตรกรในวงกว้าง

ด้านสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย–กัมพูชา ระบุว่า รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงทูตเกษตรไทยประจำกรุงปักกิ่ง จำเป็นต้องเร่งเจรจากับทางการจีนอย่างเร่งด่วน เพื่อขอผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวในฤดูกาลนี้ มิฉะนั้นเกษตรกรจำนวนมหาศาลในภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบโดยตรง และอาจลุกลามไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่ในระยะยาว

ในขณะที่จีนให้เหตุผลว่ามาตรการตรวจเข้มดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารและสุขภาพของผู้บริโภค แต่สำหรับเกษตรกรไทย การปรับเปลี่ยนวิธีตรวจสอบแบบเข้มข้นนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน และยังไม่ทันมีมาตรการรองรับหรือการปรับตัวที่ชัดเจน

L2D Page (37)

คมนาคมเร่งพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ใช้ระบบดิจิทัลลดต้นทุนโลจิสติกส์

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศให้ทันสมัย สอดรับกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดยมุ่งผลักดันให้หน่วยงานในสังกัดนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อปรับปรุงการให้บริการของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ล่าสุด การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เริ่มนำระบบใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (NSW e-D/O) มาให้บริการนำร่องที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นแห่งแรก

การนำระบบดังกล่าวมาใช้ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ต้องใช้เวลารอคอยนานถึง 3 วัน เหลือเพียง 1 วันเท่านั้น อีกทั้งยังลดการใช้กระดาษและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ ทำให้สามารถเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปรับโฉมระบบโลจิสติกส์ของไทยให้ทันสมัย และเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพไปสู่การเป็น Smart Port อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

เรือโท ภูมิ แสงคำ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ กล่าวว่า กทท. ได้ร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) และกรมศุลกากร ในการพัฒนาระบบ NSW e-D/O ให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยอาศัยแพลตฟอร์ม THAI NSW ของ NT ที่เชื่อมโยงการทำงานกับระบบปฏิบัติการของท่าเรือได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งในด้านการชำระค่าภาระ ค่าบริการ และกระบวนการปล่อยสินค้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยยกระดับการให้บริการจากระบบเอกสารแบบเดิมเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่ครบวงจร

นอกจากนี้ การพัฒนาระบบดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาด้านดิจิทัลของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2566 – 2570 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการส่งเสริม Smart Port และ Digital Logistics เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อ ลดขั้นตอนการดำเนินงาน และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างแท้จริง

L2D Page (36)

วิกฤติไทย–กัมพูชาปะทุรุนแรงสุดรอบ 75 ปี เสี่ยงฉุดส่งออกสูญ 2.4 ล้านล้าน ปิด 5 ด่านใหญ่กระทบ 1.1 หมื่นล้าน/เดือน

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลไทยประกาศปิดด่านชายแดนทุกจุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ยกเว้นเพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 แต่บรรยากาศความไม่ไว้วางใจยังคงกดทับ การค้าชายแดนที่เคยคึกคักแทบหยุดชะงัก ขนส่งสินค้าทางบกลดเหลือศูนย์ ขณะที่การส่งออกทางเรือก็ชะลอตัว กัมพูชาเดินหน้าแคมเปญลดการพึ่งพาสินค้าไทยและหันไปหาคู่ค้ารายใหม่อย่างจีนและเวียดนาม ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจึงยังไม่กลับมา

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการด้านเศรษฐกิจอาเซียน ระบุว่า หากยึดจากมูลค่าการส่งออกไทยไปกัมพูชาในปี 2567 ที่มีมูลค่า 324,136 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 27,000 ล้านบาท การปิดด่านเต็มรูปแบบจะทำให้การส่งออกครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.) หายไปราว 162,000 ล้านบาท และเมื่อหักสัดส่วนการส่งออกทางเรือ 25% แล้ว มูลค่าการสูญเสียจริงอยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อนานถึง 10 ปี การส่งออกทางบกอาจสูญมูลค่ามากกว่า 2.43 ล้านล้านบาท แม้จะมีความหวังว่าการเจรจาและการประชุมระดับคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) อาจช่วยปลดล็อก แต่บรรยากาศปัจจุบันบ่งชี้ว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปเหมือนเดิม

ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังโยงถึงข้อพิพาทด้านอธิปไตย การอ้างสิทธิ์โบราณสถาน รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่ายจนเกิดกระแสชาตินิยมที่แรงขึ้น นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เผยว่าผู้ประกอบการทั้งสองฝั่งต่างหวังให้เวทีเจรจาสามารถฟื้นการค้าชายแดน เพราะตั้งแต่การปิดด่าน 23 มิถุนายนที่ผ่านมา แม้บางจุดยังเปิดให้ผ่านได้แต่ก็ถูกจำกัดจนไม่ต่างจากปิดโดยสมบูรณ์ ทำให้มูลค่าการค้าลดลงอย่างหนัก ตัวเลขล่าสุดจากกรมการค้าต่างประเทศชี้ว่า การค้าชายแดนเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 10,908 ล้านบาท ลดลง 23% จากปีก่อน การส่งออกลดลง 24% เหลือเพียง 8,961 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องหันไปใช้เส้นทางเรือที่มีต้นทุนสูงและรองรับสินค้าได้น้อย

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ด่านศุลกากรถาวรหลักทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ อรัญประเทศ คลองใหญ่ จันทบุรี ช่องจอม และช่องสะงำ มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11,659 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 141,847 ล้านบาทต่อปี หากสถานการณ์ปิดด่านดำเนินไปตลอดปี 2568 จะกระทบ GDP ไทยราว 0.31% หรือคิดเป็น 69,952 ล้านบาท และแม้จะใช้เส้นทางทางเรือหรืออากาศแทน ก็ยังไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้เต็มที่

ผลกระทบในมิติห่วงโซ่อุปทานชัดเจนขึ้น สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังกัมพูชา เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ยานพาหนะและชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์รวมมูลค่ากว่า 66,619 ล้านบาทได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนการนำเข้าจากกัมพูชา เช่น โลหะ มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์โลหะ มูลค่ารวม 20,394 ล้านบาท ก็สะดุดเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝั่งได้รับแรงกระแทกพร้อมกัน

ในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะภาคอีสานใต้ ผลกระทบชัดเจนมาก นายมงคล จุลทัศน์ ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่า เหตุการณ์นี้มีลักษณะคล้ายภัยสงคราม ความเชื่อมั่นหายไป ความสัมพันธ์อาจต้องใช้เวลา 10-15 ปีจึงจะฟื้น ขณะที่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลง ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งซบเซา ประชาชนบางส่วนอพยพออกจากพื้นที่ และยอดขายต่ำที่สุดในรอบสามปี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจึงไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายทางการเมืองและความมั่นคง แต่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยิ่งยืดเยื้อ ความเสียหายก็จะลึกและยากต่อการฟื้นตัวมากขึ้น

L2D Page (35)

ครึ่งปีแรกส่งออกมันสำปะหลังไทยพุ่ง 5 ล้านตัน จีนกวาดซื้อเกินครึ่ง เดินหน้าบุกตลาดใหม่ทั่วโลก

การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยในเดือนมิถุนายน 2568 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ตลอดครึ่งแรกของปีนี้ (ม.ค.–มิ.ย.) ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวม 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.9 จากปีก่อนหน้าที่มีปริมาณ 3.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,634.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 54,648 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นประเทศจีนซึ่งครองสัดส่วนถึงร้อยละ 58.2 ของมูลค่าส่งออก รองลงมาคือญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

เฉพาะมันเส้นและมันอัดเม็ด ไทยส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกคิดเป็นมูลค่า 503.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 16,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.8 ขณะที่แป้งมันดิบมีมูลค่า 665.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 25.2 และแป้งมันดัดแปรมูลค่า 655.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 25.1 ความต้องการจากจีนยังเป็นแรงขับสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเอทานอลที่ขยายตัวมาก ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2568 จีนสั่งซื้อมันเส้นและมันอัดเม็ดจากไทยทะลุ 1 ล้านตันภายในเพียงสองเดือนแรก สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากที่ปีก่อนหน้านี้ตลาดซบเซา

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ราคามันเส้นไทยที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศยังเดินหน้าขยายตลาดใหม่ โดยล่าสุดได้ส่งผู้แทนการค้าไปยังซาอุดีอาระเบียและปิดดีลส่งออกมันอัดเม็ดล็อตทดลอง 20,000 ตัน สำหรับใช้ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ นอกจากนี้ ยังวางแผนเจาะตลาดเม็กซิโก ชิลี และฟิลิปปินส์ เพื่อนำเสนอการใช้มันสำปะหลังในด้านพลังงานทดแทนและพลาสติกชีวภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในหลายประเทศ

ในปีนี้ สนค. ยังร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เดินหน้าโครงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โครงการดังกล่าวอยู่ในระยะสุดท้าย และได้จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาแล้วที่จังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 และมีกำหนดจัดต่อที่จังหวัดนครราชสีมาในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถนำผลการศึกษาไปใช้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us