SALE

L2D Page (201)

"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดบวก รับคาดการณ์เศรษฐกิจฟื้น-การเมืองญี่ปุ่น

หุ้นเอเชียเปิดแดนบวก นักลงทุนรับมุมมองเศรษฐกิจฟื้น ญี่ปุ่นเด่นจากกระแสการเมืองหนุนตลาด

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายเช้าวันที่ 13 มกราคม 2569 ในแดนบวกเกือบทั่วทั้งภูมิภาค โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย แม้ยังมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา รวมถึงกระแสข่าวการเมืองในสหรัฐฯ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงเปิดตลาด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 52,808.29 จุด เพิ่มขึ้น 868.40 จุด หรือราว 1.67 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนเปิดที่ระดับ 4,169.70 จุด ปรับขึ้นเล็กน้อย 4.41 จุด ส่วนดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,958.52 จุด เพิ่มขึ้น 350.04 จุด สะท้อนแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินอย่างต่อเนื่อง

ในภูมิภาคเดียวกัน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น โดยดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.62 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียขยับขึ้นราว 0.68 เปอร์เซ็นต์ ตามทิศทางเชิงบวกของตลาดหุ้นโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่ปรับตัวโดดเด่นที่สุดในเช้าวันนี้ หลังนักลงทุนตอบรับกระแสคาดการณ์ด้านการเมือง โดยมีรายงานว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อาจพิจารณายุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนมกราคม เพื่อเปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป

กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานของสื่อญี่ปุ่นที่ระบุว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กำลังใช้จังหวะที่คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยผลสำรวจล่าสุดของสำนักข่าวนิกเกอิชี้ว่า คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 75 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่คะแนนนิยมอยู่เหนือระดับ 70 เปอร์เซ็นต์

นักลงทุนมองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้นำและทิศทางการบริหารประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน และช่วยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียในระยะสั้นถึงกลาง

L2D Page (200)

ยุโรปอัมพาต คลื่นความหนาวจัดคร่าชีวิต คมนาคมพัง สัญญาณสภาพอากาศแปรปรวน

ยุโรปเผชิญคลื่นหนาวรุนแรง เมืองใหญ่ชะงัก ระบบคมนาคมปั่นป่วน สะท้อนความผันผวนภูมิอากาศโลก

ยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะชะงักงันจากคลื่นความหนาวจัดรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ สภาพอากาศเยือกแข็งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อการเดินทาง ระบบสาธารณูปโภค และความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความผิดปกติชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณชัดของความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มวลอากาศเย็นจัดจากแถบอาร์กติกได้แผ่ปกคลุมยุโรปตอนกลางและตะวันตก ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่ในฟินแลนด์และภูมิภาคสแกนดิเนเวียเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่า –30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าต่ำผิดปกติสำหรับช่วงเวลานี้ของปี ขณะที่ประเทศในยุโรปเหนือและยุโรปกลางจำนวนมากมีอุณหภูมิติดลบหลายองศา พร้อมกับหิมะตกหนักและน้ำแข็งเกาะพื้นผิวถนนอย่างกว้างขวาง

สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานต้องรับแรงกดดันอย่างหนัก หลายพื้นที่เผชิญไฟฟ้าดับ ระบบประปาขัดข้อง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคบอลข่านที่ได้รับผลกระทบจากหิมะและลมหนาวอย่างรุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายทั่วทวีป ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุบนถนนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ รวมถึงเหตุการณ์กิ่งไม้และสิ่งปลูกสร้างพังถล่มจากน้ำหนักของหิมะ

ระบบคมนาคมยุโรปได้รับผลกระทบอย่างหนัก สนามบินหลักหลายแห่งต้องยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้โดยสารนับพันติดค้างอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร สนามบินชาร์ล เดอ โกล ในกรุงปารีส และสนามบินสคิปโฮล ของเนเธอร์แลนด์ เป็นจุดที่ได้รับผลกระทบชัดเจน โดยมีเที่ยวบินถูกยกเลิกหลายร้อยเที่ยว ขณะที่ระบบรถไฟและรถไฟความเร็วสูง รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศอย่างยูโรสตาร์ ต้องชะลอหรือหยุดให้บริการชั่วคราว ถนนสายหลักในหลายเมืองถูกปิดเนื่องจากความลื่นและทัศนวิสัยต่ำ เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า คลื่นความหนาวครั้งนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบบรรยากาศหลายปัจจัยร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือการอ่อนตัวและแยกตัวของกระแสลมวนขั้วโลกหรือ Polar Vortex ซึ่งเปิดทางให้มวลอากาศเย็นจัดจากอาร์กติกเคลื่อนตัวลงสู่ละติจูดกลางของโลกได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการเกิดบล็อกอากาศเหนือกรีนแลนด์ที่เปลี่ยนทิศทางกระแสลมเจ็ตสตรีม ทำให้อากาศหนาวไหลลงสู่ยุโรปกลางและตอนใต้ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เชื่อมโยงระหว่างระบบภูมิอากาศโลก หรือ teleconnections เช่น ลานีญาที่กำลังอ่อนกำลัง ยังมีส่วนเสริมให้ฤดูหนาวปีนี้มีความสุดขั้วมากขึ้น

แม้แนวโน้มระยะยาวของโลกจะยังคงอุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อน แต่ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานด้านภูมิอากาศระดับโลกชี้ว่า ความร้อนที่สะสมในระบบโลกไม่ได้ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หากกลับเพิ่มความผันผวนของสภาพอากาศในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ความไม่เสถียรของระบบไหลเวียนบรรยากาศระดับสูง ทำให้ทั้งมวลอากาศร้อนและหนาวสามารถเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยเผชิญสภาพสุดขั้วมาก่อน

ผลลัพธ์คือ โลกในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อนและคลื่นความหนาวรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งกับภาวะโลกร้อน แต่เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิจัยเตือนว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วลักษณะนี้จะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและเศรษฐกิจของโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา

L2D Page (199)

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับคน ‘Gen Z’ อบรมงานธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศฟรี-มีตำแหน่งรองรับ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดอบรมโลจิสติกส์ระหว่างประเทศฟรี ดัน Gen Z สู่ตลาดงานจริง

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเดินหน้าพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ เปิดรับเยาวชน Gen Z เข้าร่วมอบรมหลักสูตรธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมการันตีโอกาสเข้าทำงานจริงกับสถานประกอบการในเครือข่ายกว่า 300 แห่ง รองรับการขยายตัวของภาคขนส่งและการค้าระหว่างประเทศของไทย

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) กับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

การฝึกอบรมเปิดรับจำนวน 2 รุ่น ภายใต้หลักสูตร “การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ” โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับโอกาสเข้าทำงานจริงกับสถานประกอบการในเครือข่ายของสมาคม TIFFA ซึ่งช่วยลดปัญหาการว่างงาน และสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมโดยตรง

สำหรับการอบรม รุ่นที่ 1 จะจัดการเรียนภาคทฤษฎีระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ถึง 25 มีนาคม และฝึกภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 30 มีนาคมถึง 28 พฤษภาคม ขณะที่รุ่นที่ 2 เรียนภาคทฤษฎีระหว่างวันที่ 8 มิถุนายนถึง 10 กรกฎาคม และฝึกภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคมถึง 4 กันยายน ทั้งสองรุ่นมีระยะเวลาอบรมรวมภาคทฤษฎี 120 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 240 ชั่วโมง

ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 30 ปี เป็นผู้ว่างงาน สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ปวส. และสามารถเข้าอบรมได้ครบตามกำหนด โดยการอบรมจัดขึ้นแบบออนไซต์ ณ โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร วันจันทร์ถึงวันศุกร์ การคัดเลือกจะใช้การสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านระบบ Zoom

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จากนั้นสอบข้อเขียนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะรายงานตัวทางระบบออนไลน์ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ และเข้าร่วมปฐมนิเทศพร้อมเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์

นายสมาสภ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเยาวชนที่ต้องการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างมืออาชีพ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางแบบฟอร์มออนไลน์ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ “ITBS Logistics” หรือโทรศัพท์ 095-759-8058 และ 095-174-2589 รวมถึงไลน์บัญชีทางการ itbsadmin และ itbsteam

L2D Page (198)

วางศิลาฤกษ์โครงการโลจิสติกส์มูลค่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐในนครไฮฟอง

ไฮฟองเร่งบทบาทศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค เปิดตัวโครงการนิคมอุตสาหกรรม EHA มูลค่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นครไฮฟองของเวียดนามเดินหน้าเสริมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง เมื่อเช้าวันที่ 11 มกราคม ณ นิคมอุตสาหกรรมนามดิ่นห์วู ในเขตเศรษฐกิจดิ่นห์วู-ก๊าตหาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือของประเทศ

โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 900 พันล้านด่ง หรือเกือบ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ราว 9 เฮกเตอร์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ การออกแบบโครงการเน้นความยืดหยุ่นในการใช้งาน รองรับโรงงานขนาดเริ่มต้นประมาณ 2,500 ตารางเมตร ไปจนถึงโรงงานอเนกประสงค์ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 3,300 ตารางเมตรขึ้นไป เพื่อให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท

ในระยะเริ่มต้น โครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง มุ่งพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปในระดับที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลาสองปีข้างหน้า จะสามารถขยายพื้นที่พัฒนาโครงการให้ได้ไม่น้อยกว่า 100 เฮกเตอร์ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตและกระจายศูนย์โลจิสติกส์มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำเลที่ตั้งของโครงการในเขตเศรษฐกิจดิ่นห์วู-ก๊าตหาย ซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือน้ำลึกและโครงข่ายคมนาคมหลักของนครไฮฟอง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ ทั้งในมิติการขนส่งทางทะเล ทางบก และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ โครงการ EHA ไฮฟองจึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการยกระดับไฮฟองให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเวียดนามตอนเหนือ

ในภาพรวม การลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่ยังสะท้อนแนวโน้มการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้เวียดนามในฐานะจุดหมายใหม่ของการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในอนาคต

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us