SALE

L2D Page (216)

คมนาคม ลั่นเลิกแน่สัญญา ITD จ่อฟ้องยับ เร่งซับน้ำตาเหยื่อรถไฟมรณะการันตีจ่ายศพละ 1.5 ล้าน

คมนาคมเดินหน้าบอกเลิกสัญญา ITD ฟ้องเรียกค่าเสียหายเต็มที่ เร่งเยียวยาเหยื่อโศกนาฏกรรมรถไฟ ยืนยันจ่ายไม่ต่ำกว่าศพละ 1.5 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมยืนยันเดินหน้าดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการก่อสร้างโครงการระบบราง 2 เหตุการณ์ซ้อน ทั้งกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเหตุเครนหล่นทับรถยนต์บนถนนพระราม 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเร่งรัดการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบเหตุ โดยย้ำชัดว่ารัฐมีความพร้อมในการบอกเลิกสัญญาก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ITD เนื่องจากเป็นสัญญาทางปกครองที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งได้รับคำแนะนำจากสำนักงานกฤษฎีกาว่าสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย

นายพิพัฒน์ระบุว่า แม้การบอกเลิกสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือข้อพิพาททางกฎหมายจากภาคเอกชน แต่รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบในฐานะผู้บอกเลิกสัญญา เพื่อให้งานโครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งสองกรณี และให้เวลาสรุปผลภายในหนึ่งสัปดาห์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในวันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้

สำหรับเหตุการณ์เครนถล่มทับขบวนรถไฟเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย ซึ่งสามารถยืนยันอัตลักษณ์ได้ครบถ้วนแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 69 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 54 ราย และยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 15 ราย โดยผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์และได้รับการรักษาอย่างเต็มที่

ด้านการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ให้ติดขัดด้วยขั้นตอนเอกสาร โดยเงินช่วยเหลือที่ได้รับการยืนยันแล้วประกอบด้วย เงินสงเคราะห์พระราชทานจำนวน 20,000 บาท เงินค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 340,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 150,000 บาท ซึ่งจ่ายเมื่อมีการรับร่างผู้เสียชีวิต รวมเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อราย

นอกจากนี้ ยังอาจมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น เช่น กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม รวมถึงการเคลมประกันชีวิตส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดและดำเนินการตามสิทธิ

นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการส่งมอบเงินเยียวยาในส่วนของค่าสินไหมจากกรมธรรม์ประกันภัย จำนวน 1 ล้านบาทต่อรายให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีเอกสารยังไม่ครบถ้วน บริษัทประกันจะนำเงินไปวางไว้ที่ศาล เพื่อให้ทายาทสามารถเบิกจ่ายได้ภายหลังเมื่อดำเนินการถูกต้องครบถ้วน ยืนยันว่าค่าชดเชยกรณีผู้เสียชีวิตจะไม่น้อยกว่า 1.51 ล้านบาทอย่างแน่นอน

สำหรับผู้บาดเจ็บ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอจนกว่าจะรักษาหายเป็นปกติ

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้ศึกษาการจัดทำประกันการเดินทางสำหรับผู้โดยสารระบบราง โดยมีแนวคิดบรรจุประกันภัยรวมอยู่ในค่าตั๋วรถไฟและรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการคุ้มครองอย่างชัดเจนและรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ และให้กรมการขนส่งทางรางทำหน้าที่กำกับดูแลในฐานะหน่วยงานกำกับ (Regulator)

นายพิพัฒน์ย้ำว่า เรื่องนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า หากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ผู้โดยสารจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร และได้รับการเยียวยาในระดับใดอย่างชัดเจน.

L2D Page (215)

เศรษฐกิจจีนปี2025โต5%ตามเป้าหมาย ส่งออกแข็งแกร่งแต่ดีมานด์ในปท.ยังแย่

เศรษฐกิจจีนปี 2025 โตตามเป้า 5% แรงส่งจากการส่งออกยังพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางดีมานด์ในประเทศที่ซบเซา

เศรษฐกิจจีนในปี 2025 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ระดับ 5% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปี 2025 อยู่ที่ 4.5% ลดลงจาก 4.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 หลังจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอลง แม้ภาพรวมทั้งปีจะยังรักษาเป้าหมายการเติบโตไว้ได้ก็ตาม

ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับวิกฤตตลาดอสังหาริมทรัพย์และผลกระทบตกค้างจากการแพร่ระบาด แต่การกระตุ้นดังกล่าวไม่ได้มีขนาดใหญ่ตามที่นักวิเคราะห์ตะวันตกคาดหวัง ส่งผลให้การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ชัดเจน

ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญคือการส่งออกที่ขยายตัวดี ผู้ประกอบการจีนเร่งขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลง ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 20% และสร้างสถิติสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ดี การส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2025 ยังคงลดลงราว 20% แม้ทั้งสองประเทศจะตกลงขยายการพักรบในสงครามการค้าช่วงปลายปีที่ผ่านมา

การเร่งส่งออกสินค้าจีนไปยังประเทศอื่น ๆ เริ่มสร้างแรงเสียดทานทางการค้าในบางภูมิภาค โดยหลายประเทศเริ่มพิจารณาหรือดำเนินมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจีตั้งคำถามว่า ภาคส่งออกจะยังสามารถเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีนได้นานเพียงใด หากแนวโน้มการกีดกันทางการค้ายังคงขยายตัว

ในด้านการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แม้รัฐบาลจีนจะเดินหน้าโครงการต่าง ๆ เช่น การนำรถยนต์เก่าไปแลกรถใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอุดหนุนการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน แต่กระแสตอบรับจากประชาชนกลับลดลง สะท้อนถึงความไม่มั่นใจด้านรายได้และภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพี ปาริบาส์ ชี้ว่า การฟื้นเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา เพราะจะช่วยกระตุ้นทั้งการใช้จ่ายของครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชน ขณะที่เจพี มอร์แกนประเมินว่า แม้จีนมีแนวโน้มเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการบริโภคต่อในปีถัดไป แต่อาจลดความเข้มข้นลง

สำหรับทิศทางการลงทุน รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีเชิงลึกอื่น ๆ เพื่อเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองและการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในระยะยาว

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กของจีนยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านการจ้างงานและรายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารสำนักงานสถิติแห่งชาติยืนยันว่า เศรษฐกิจจีนยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่งและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 6-6.5% ในปี 2019 เหลือราว 5% ในปัจจุบัน สะท้อนการเข้าสู่ระยะเติบโตช้าลง ขณะที่สถาบันการเงินบางแห่ง เช่น ดอยช์ แบงก์ คาดว่า เศรษฐกิจจีนในปีถัดไปอาจขยายตัวเพียง 4.5% โดยความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพและรักษาความเชื่อมั่นของสังคมในระยะยาว

L2D Page (214)

ขนส่งฯ จับมือ ป.ป.ช. ลุยปราบรถบรรทุกผิดกฎหมาย ยกระดับความปลอดภัย-สกัดทุจริต

ขนส่งทางบกผนึกกำลัง ป.ป.ช. เดินหน้าจัดการรถบรรทุกผิดกฎหมาย เสริมความปลอดภัยบนท้องถนนและความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมาย

กรมการขนส่งทางบกเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อแก้ไขปัญหารถบรรทุกผิดกฎหมายอย่างจริงจัง หลังพบว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และความเชื่อมั่นต่อระบบการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ประชุมหารือร่วมกับ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านการกำกับดูแลการขนส่งและหน่วยงานด้านการต่อต้านการทุจริต โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ลดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ลดช่องว่างการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้นำคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ณ ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการขนส่งทางถนน ซึ่งเป็นระบบสำคัญในการควบคุมความเร็ว การกำกับชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถ และการบริหารจัดการข้อมูลการเดินรถอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืน

L2D Page (213)

เปิด 14 สัญญาคมนาคม”อิตาเลียนไทย”กวาดงานมูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท สั่งหยุดก่อสร้างหมด “ถนน ทางด่วน รถไฟ สนามบิน”

คมนาคมสั่งเบรกงานก่อสร้าง “อิตาเลียนไทย” 14 สัญญา มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท ตรวจเข้มความปลอดภัยทุกโหมด

กระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมา รวมทั้งสิ้น 14 สัญญา ครอบคลุมงานด้านถนน ทางด่วน รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านสนามบิน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 113,126 ล้านบาท เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด ภายหลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มหลายโครงการจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นภายหลังเกิดอุบัติเหตุเครนถล่มในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด รวมถึงเหตุเครนถล่มในโครงการทางยกระดับถนนพระราม 2 หรือมอเตอร์เวย์สาย M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว สัญญาที่ 7 ซึ่งล้วนมีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้รับเหมาหลัก ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมอย่างจริงจัง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการด้านความปลอดภัยด้านคมนาคม ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้ยกเลิกสัญญาจ้างบริษัทอิตาเลียนไทยใน 2 โครงการที่เกิดอุบัติเหตุ พร้อมให้ตรวจสอบสัญญาก่อสร้างทั้งหมดที่มีบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญา และให้หยุดการก่อสร้างเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้รับจ้าง ประสานงานเพื่อหยุดการก่อสร้างเป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยมีเป้าหมายให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นกลาง เข้าตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีคำสั่งให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง หยุดการก่อสร้างเป็นการชั่วคราวในกรอบเวลาเดียวกัน เพื่อเข้ารับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องในลำดับถัดไป

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นคู่สัญญา ประกอบด้วย กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ จำนวน 14 สัญญา โดยเป็นสัญญาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา และอยู่ในขั้นตอนรอการลงนามอีก 2 สัญญา ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานหลักแทบทุกระบบการคมนาคมของประเทศ

กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า การสั่งหยุดงานก่อสร้างในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งกระทบต่อความคืบหน้าโครงการในระยะยาว แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับความปลอดภัยสูงสุด ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศในอนาคต

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us