SALE

L2D Page (208)

LEO ตั้งเป้าปี 69 สดใส! รุกหนัก "อินเดีย-ตะวันออกกลาง" พร้อมเพิ่มราย ได้ Non-Logistics

LEO มองปี 2569 เติบโตสดใส เดินเกมรุกตลาดอินเดีย–ตะวันออกกลาง พร้อมดันรายได้ Non-Logistics แตะ 25%

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2569 มีทิศทางเติบโตดีกว่าปีก่อนหน้า จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเริ่มคลี่คลาย จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลเชิงบวกต่อคำสั่งซื้อและปริมาณการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม

ภายใต้บริบทดังกล่าว LEO ได้วางกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทได้เข้าไปพัฒนาฐานลูกค้าอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยตลาดอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท จากศักยภาพด้านการค้า การผลิต และการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขนส่งในตลาดอินเดียและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณการขนส่งสูง และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน LEO ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โลจิสติกส์ หรือ Non-Logistics เป็นประมาณ 20–25% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 15% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมบริการคลังสินค้าและบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และอัตรากำไรได้อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินงานตามแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนในการสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับฐานปี 2568 และเพิ่ม EBITDA เป็นไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาทภายในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมเป็นหลัก ควบคู่กับการลงทุนในระดับปานกลางที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายเกตติวิทย์กล่าว

L2D Page (207)

กกร.จี้รัฐบาลใหม่ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ ระบุแค่ปีเดียวเสียหาย2.5หมื่นล.

กกร. เตือนรัฐบาลใหม่เร่งสกัดทุนเทา–อาชญากรรมไซเบอร์ ชี้ความเสียหายปีเดียวพุ่งกว่า 2.5 หมื่นล้าน เขย่าฐานเศรษฐกิจไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และขบวนการนอมินีอย่างจริงจัง หลังตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงต่อเนื่อง จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กกร. ร่วมกับคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 โดยเชิญผู้แทนพรรคการเมือง หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน และนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เข้าร่วม เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลเร่งจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและทุนผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในปี 2568 ประเทศไทยได้รับความเสียหายจากคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 323,000 คดี คิดเป็นมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท แต่สามารถเยียวยาเหยื่อได้เพียงส่วนน้อย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้อาชญากรรมไซเบอร์และเงินผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายประเทศจากภายใน

กกร. ระบุว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง แต่ลุกลามไปถึงการที่ทุนเทาใช้โครงสร้างนอมินีเข้ามาฟอกเงินและยึดครองธุรกิจในไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งในด้านต้นทุนและอิทธิพลนอกระบบ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เครือข่ายเหล่านี้อาจแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างรัฐผ่านการติดสินบนเจ้าหน้าที่และนักการเมือง จนนำไปสู่การบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสถาบันของประเทศในระยะยาว

ผลกระทบจากทุนเทาและสแกมเมอร์ได้บิดเบือนกลไกตลาด ทำลายฐานผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง ความสูญเสียมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีได้เปลี่ยนความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำธุรกรรมออนไลน์ให้กลายเป็นความหวาดระแวง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐลงทุนมหาศาลเสี่ยงไร้ประสิทธิภาพ และทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตชะงักลง โดยเฉพาะธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ต้องพึ่งพาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจหลัก

ด้วยเหตุนี้ กกร. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 6 เดือนแรกของการบริหารประเทศ ตั้งแต่การอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดนอมินี การปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเสมอภาค ไม่ละเว้นแม้ผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อยุติวงจรคอร์รัปชันและฟื้นความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

L2D Page (206)

เด็กไทยเกิดน้อยโดดเดี่ยวเขย่าอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย

เด็กเกิดน้อย–เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสองวิกฤติที่กำลังกัดกินอนาคตไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 559,000 คน ไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางประชากรศาสตร์ แต่คือสัญญาณเตือนถึง “ระเบิดเวลา” ที่กำลังสั่นคลอนฐานเศรษฐกิจและกำลังแรงงานของประเทศในอนาคตอันใกล้ หากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรองรับ ไทยอาจเผชิญภาวะถดถอยเชิงโครงสร้างที่ยากจะฟื้นกลับ

ความน่ากังวลยิ่งทวีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงโครงสร้างประชากรขาขึ้น มีแรงงานวัยทำงานจำนวนมาก และมีศักยภาพรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม ไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน กำลังการผลิตลดลง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีก็มีแนวโน้มลดลง กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและความสามารถในการดูแลสวัสดิการประชาชนในระยะยาว จนเกิดความเสี่ยงต่อภาวะ “การล่มสลายของประชากร” ที่จะฉุดรั้ง GDP และโครงสร้างครอบครัวไทยพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเกิดน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในมิติเชิงปริมาณของประชากรเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเติบโตทางสังคม เด็กจำนวนมากต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวในครอบครัวขนาดเล็ก ขาดพี่น้องและเครือข่ายครอบครัวขยายที่เคยเป็นฐานความอบอุ่นและการเรียนรู้ทางสังคมในอดีต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดในผลสำรวจเยาวชนไทยปี 2568 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งพบว่าเด็กและเยาวชนเกือบหนึ่งในสามรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญความเครียดอย่างต่อเนื่อง และที่น่าตกใจคือมีเยาวชนจำนวนมากไม่พึงพอใจในชีวิตของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางอารมณ์ที่กำลังก่อตัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย

สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกิดจากการขาดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงภายในครอบครัวและชุมชน เมื่อสังคมเล็กลง ความสัมพันธ์ก็แคบลง เด็กจำนวนมากจึงเติบโตท่ามกลางความคาดหวังสูง แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่กลายเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติเศรษฐกิจและประชากร

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการขาดแคลนแรงงานที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อีกด้านคือสังคมที่เปราะบางจากปัญหาสุขภาพกายและใจของเด็กและเยาวชน การแก้ปัญหาจึงไม่อาจเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมีบุตร และการดูแลให้เด็กทุกคนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีภูมิคุ้มกันทางใจ

เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ รัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมให้เอื้อต่อการมีบุตร การส่งเสริมสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว การสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตของการสร้างครอบครัว ไปจนถึงการลงทุนด้านสุขภาพจิตและพัฒนาการเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

หากการลงมือทำยังล่าช้า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปจะยิ่งขยายความรุนแรงของวิกฤติ และทำให้ต้นทุนในการแก้ไขสูงขึ้นอย่างทวีคูณ วิกฤติประชากรและวิกฤติเด็กไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด รวดเร็ว และยั่งยืน ก่อนที่โอกาสของประเทศจะเล็กลงไปมากกว่านี้

L2D Page (205)

'ETDA' เปิดเกมคุมโลจิสติกส์แพลตฟอร์ม ปมแข่งไม่แฟร์ ส่ง กขค. กำกับ

ETDA ส่งไม้ต่อ กขค. คุมแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ ชี้ปัญหาจำกัดขนส่งกระทบการแข่งขัน เร่งเดินกฎหมาย DPS คุ้มครองผู้บริโภค

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เดินหน้าจัดระเบียบแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นการให้บริการโลจิสติกส์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจำกัดผู้ให้บริการขนส่งและเงื่อนไขการจัดสรรงานที่อาจไม่เป็นธรรม ซึ่งเข้าข่ายปัญหาการแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดมีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นหน่วยงานหลักกำกับดูแล คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1–2 เดือน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากการหารือกับทุกฝ่ายพบว่าแก่นของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการแข่งขันมากกว่ามิติการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จึงเห็นควรให้ กขค. เข้ามาดูแลในฐานะกลไกหลัก ขณะที่ ETDA จะทำหน้าที่ติดตามผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด หากพบพฤติการณ์ที่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเสียหาย จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที

ที่ผ่านมา ETDA ได้รับข้อสะท้อนจากทั้งผู้ให้บริการขนส่งและผู้ขายบนแพลตฟอร์ม โดยบริษัทขนส่งบางรายระบุว่าถูกจำกัดการเข้าถึงงาน ขณะที่ผู้ขายไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี ส่งผลให้ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่พาร์ทเนอร์ของแพลตฟอร์มเสียเปรียบในการแข่งขัน และกระทบต่อคุณภาพบริการโดยรวม

เพื่อแก้ไขปัญหา ETDA ได้ศึกษาแนวทางภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือกฎหมาย DPS พร้อมจัดทำหลักการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น การไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง การไม่จำกัดทางเลือกของผู้ขาย การเปิดโอกาสให้เปลี่ยนผู้ให้บริการได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลค่าขนส่งที่แท้จริงอย่างชัดเจน แม้ล่าสุดจะส่งไม้ต่อให้ กขค. เป็นผู้กำกับหลัก แต่ ETDA ยืนยันยังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย DPS อย่างต่อเนื่อง

ณ วันที่ 13 มกราคม 2569 มีแพลตฟอร์มดิจิทัลแจ้งการประกอบธุรกิจผ่านระบบของ ETDA แล้วกว่า 2,000 แพลตฟอร์ม สะท้อนการเข้าสู่ระบบกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ETDA วางกรอบการกำกับไว้ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายสินค้า ความเป็นธรรมด้านการแข่งขันและค่าธรรมเนียม รวมถึงการป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์

ในส่วนของแพลตฟอร์มตลาดสินค้าออนไลน์ ETDA ได้ประกาศรายชื่อแพลตฟอร์ม 21 รายที่เข้าข่ายแพลตฟอร์มลักษณะเฉพาะ และต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับการขายและโฆษณาสินค้าที่ต้องมีมาตรฐานตามกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 โดยแพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบตรวจสอบสินค้า แสดงเอกสารมาตรฐานอย่างครบถ้วน และสามารถระงับหรือนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ETDA ยังเร่งกำกับบริการ Ride Sharing ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบยืนยันตัวตนแล้วเกือบ 28,000 ราย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระด้านเอกสาร ค่าใช้จ่าย และพัฒนารูปแบบประกันภัยที่เหมาะสมกับการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกัน ETDA ยังผลักดันการกำกับดูแลผ่านกลไกการกำกับตนเองในกลุ่มสินค้ามีความเสี่ยง เช่น บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธ และซิมบ็อกซ์ เพื่อลดการแพร่กระจายสินค้าผิดกฎหมายในโลกออนไลน์ ควบคู่กับการเดินหน้ามาตรการป้องกันการฉ้อโกง โดยอยู่ระหว่างผลักดันประกาศภายใต้กฎหมายบัญชีม้า และขยายโครงการ DPS Trust Every Click เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us