SALE

L2D Page (237)

เที่ยวบินสินค้า ‘อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ’ หนุนค้าขายสองทาง ผลไม้ไทยเจาะตลาดหูเป่ย์

เปิดเส้นทางบินขนส่ง ‘อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ’ เสริมโลจิสติกส์จีนตอนกลาง ดันทุเรียนไทยสู่ตลาดหูเป่ย์

สายการบินเจดี แอร์ไลน์ส ภายใต้เครือเจดี โลจิสติกส์ ของจีน เปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ กับกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทย โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ได้ขนส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากท่าอากาศยานนานาชาติอู่ฮั่น เทียนเหอ มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 บีซีเอฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า นายฮั่วจวิ้นซี รองผู้อำนวยการฝ่ายการบินของเจดี โลจิสติกส์ กล่าวว่า เส้นทางใหม่นี้สะท้อนบทบาทของอู่ฮั่นในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการผลิตของจีนตอนกลาง โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะขนส่งสินค้ามูลค่าสูงที่ผลิตในพื้นที่ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะขนส่งผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน รวมถึงสินค้าเกษตรสดอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในมณฑลหูเป่ย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจดี แอร์ไลน์ส วางแผนปรับความถี่ของเที่ยวบินตามฤดูกาล โดยจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม และเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 5 เที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลค้าขายสำคัญของทั้งสองประเทศ

ด้านนายหลิวรุ่ย รองหัวหน้าฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มการท่าอากาศยานหูเป่ย์ ระบุว่า เส้นทางนี้เป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ เพียงเส้นทางเดียวในปัจจุบัน โดยช่วยลดระยะเวลาการขนส่งลงได้ราวครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิมที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนถ่ายสินค้าผ่านศูนย์กลางการบินอื่น เช่น เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ชั่วโมง

การเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนและไทย แต่ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าสองทาง โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรสดของไทย ที่สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในจีนตอนกลางได้รวดเร็ว สดใหม่ และแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว

L2D Page (236)

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ อาจใช้ AI เขียนกฎระเบียบภายในไม่กี่นาที เสียงกังวลด้านความปลอดภัยดังขึ้นทันที

DOT สหรัฐเล็งใช้ AI ร่างกฎระเบียบในไม่กี่นาที จุดชนวนกังวลมาตรฐานความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ (Department of Transportation: DOT) กำลังพิจารณาการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการร่างกฎระเบียบของหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาการทำงานจากหลายเดือนหรือหลายปี ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที แนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านรายงานของ ProPublica ซึ่งระบุว่า DOT มอง AI เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามา “ปฏิวัติวิธีการเขียนกฎ” ของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับจุดกระแสความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเดินทางและยานพาหนะ

รายงานระบุว่า Gregory Zerzan ที่ปรึกษากฎหมายของ DOT เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและปริมาณของกฎระเบียบมากกว่าความสมบูรณ์ของเนื้อหา เขาระบุว่า กฎระเบียบไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ หรือแม้แต่ดีมาก แค่ “ดีพอ” ก็เพียงพอ พร้อมอธิบายแนวทางดังกล่าวด้วยถ้อยคำว่าเป็นการ “ถมพื้นที่ด้วยกฎระเบียบ” ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจาก DOT เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของสาธารณะโดยตรง

แรงผลักดันสำคัญของแนวคิดนี้คือเรื่องของเวลา กระบวนการร่างและปรับปรุงกฎระเบียบของรัฐบาลกลางสหรัฐในปัจจุบันมักใช้เวลานานตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี ขณะที่ AI อย่าง Google Gemini สามารถสร้างร่างกฎได้ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที Zerzan ระบุว่า การร่างกฎหนึ่งฉบับไม่ควรใช้เวลามากกว่า 20 นาที และตั้งเป้าหมายให้กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แนวคิดจนถึงร่างกฎที่พร้อมส่งให้สำนักงานกำกับดูแลด้านข้อมูลและกฎระเบียบพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ProPublica ยังรายงานว่า มีการเสนอแนวคิดให้ AI เขียนเนื้อหากฎระเบียบในสัดส่วนสูงถึง 80–90% ส่วนบทบาทของมนุษย์จะเหลือเพียงการตรวจสอบ แก้ไข และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดหรือปัญหา hallucination ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของ AI

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ อดีตเจ้าหน้าที่และพนักงานบางส่วนของหน่วยงานออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน โดย Mike Horton เปรียบเปรยว่า การใช้ Gemini เขียนกฎระเบียบก็ไม่ต่างจากการให้เด็กฝึกงานระดับมัธยมปลายมาดูแลงานด้านกฎ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของ AI สำหรับภารกิจที่มีผลกระทบต่อสาธารณะในวงกว้าง

ท้ายที่สุดแล้ว การนำ AI มาใช้ในกระบวนการออกกฎระเบียบอาจให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับระดับการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และรับรองคุณภาพของเนื้อหา แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพ แต่แนวคิดที่ตั้งเป้าเพียงแค่ “ดีพอ” สำหรับกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวล และอาจกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลสหรัฐต้องเผชิญในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น

L2D Page (235)

เฟดคงดอกเบี้ยตามตลาดคาด กรอบ 3.50-3.75% ส่งสัญญาณอัตราว่างงานทรงตัว.

เฟดคงดอกเบี้ย 3.50–3.75% ตามคาด ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 เวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือช่วงเช้าวันที่ 29 มกราคมตามเวลาไทย สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานเริ่มแสดงความเสถียร ส่งผลให้เฟดมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นต่อการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไป

ผลการประชุมครั้งนี้ เฟดมีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ย โดยผู้ที่ลงมติไม่เห็นด้วยคือ สตีเฟน ไอ. มิแรน และคริสโตเฟอร์ เจ. วอลเลอร์ ซึ่งเห็นว่าควรปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง ตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานเริ่มมีสัญญาณของการทรงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ เฟดไม่ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานเพิ่มเติม และไม่มีถ้อยคำที่สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการยังคงยืนยันเป้าหมายระยะยาวในการรักษาการจ้างงานให้อยู่ในระดับสูงสุด และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% พร้อมย้ำว่าความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง และจะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทั้งสองด้านอย่างรอบคอบ

ในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุว่า แนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณของการทรงตัว แม้จะยังมีแรงชะลอตัวปรากฏอยู่เป็นระยะ เขากล่าวว่า การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มส่งผลเชิงบวกต่อความต้องการแรงงานและการจ้างงานในระยะยาว แต่ก็ยังไม่ต้องการสรุปภาพในเชิงบวกมากเกินไป

พาวเวลล์หลีกเลี่ยงการระบุเงื่อนไขหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยย้ำว่า เฟดไม่ได้กำหนดเกณฑ์ล่วงหน้าว่าจะปรับลดดอกเบี้ยเมื่อใด หรือจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งถัดไปหรือไม่ แต่จะพิจารณาการตัดสินใจในแต่ละครั้งจากข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป และปัจจัยแวดล้อมโดยรวม

การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ หลังจากเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งในช่วงปลายปี 2025 โดยจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย หรือดอตพลอต ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ใน FOMC ยังคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกครั้งภายในปีนี้ หากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟื้อเอื้ออำนวย

L2D Page (63)

ทางรถไฟจีน-ลาวเพิ่มการเดินรถ เสริมการค้าสินค้าเกษตรจีน-ไทย

รถไฟจีน–ลาวเร่งศักยภาพโลจิสติกส์ เปิดทางสินค้าเกษตรไทย–จีนถึงตลาดเร็วขึ้น
การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทยผ่านทางรถไฟจีน–ลาวมีความคึกคักมากขึ้น หลังมีการเพิ่มเที่ยวเดินรถไฟสินค้าระหว่างประเทศอีก 4 เที่ยว เพื่อรองรับปริมาณการค้าบนเส้นทางสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรระหว่างจีนและไทย

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนึ่งในขบวนรถไฟสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นขบวนขนส่งผักสดปริมาณ 460 ตัน และเหล็กอีก 285 ตัน ออกเดินทางจากสถานีเหยียนเหอ เมืองอวี้ซี มณฑลอวิ๋นหนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา มุ่งหน้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว ก่อนถ่ายลำเพื่อส่งต่อสินค้าสู่กรุงเทพมหานคร

สถานีรถไฟเหยียนเหอเริ่มให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบสองทางบนเส้นทางรถไฟจีน–ลาวตั้งแต่ปี 2025 โดยการเพิ่มเที่ยวเดินรถในครั้งนี้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผักสดจากเมืองอวี้ซีสามารถเดินทางถึงตลาดในประเทศไทยได้ภายในเวลาประมาณ 80 ชั่วโมง ลดระยะเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน รถไฟขากลับจากไทยจะทำหน้าที่ขนส่งสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะพร้าวอ่อน เข้าสู่มณฑลอวิ๋นหนาน ก่อนกระจายไปยังมณฑลอื่น ๆ ของจีน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรไทยในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของจีน

การเพิ่มการเดินรถไฟสินค้าระหว่างประเทศบนเส้นทางจีน–ลาว จึงไม่เพียงช่วยให้สินค้าสดจากไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ตลาดจีนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และตอกย้ำบทบาทของเส้นทางรถไฟสายนี้ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไทยในระยะยาว

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us