SALE

L2D Page (219)

“ดีพร้อม” เสิร์ฟด่วนฟื้นฟูเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจโต 840 ล้านบาท

“ดีพร้อม” เร่งเครื่องกู้เอสเอ็มอีจากวิกฤต ฟื้นธุรกิจเสียหายหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 840 ล้านบาท
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน มุ่งเสริมศักยภาพธุรกิจให้กลับมาแข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน คาดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 840 ล้านบาท

นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และสถานการณ์ความไม่สงบในบางจังหวัดชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร วัตถุดิบ และสต็อกสินค้า ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงานและโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการฟื้นฟูและประคับประคองธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการเติบโตในระยะถัดไป

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ จึงได้ขับเคลื่อน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งเอสเอ็มอี (Rebuild SMEs)” โดยใช้กลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขา ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละธุรกิจ พร้อมยกระดับกระบวนการทำงานให้มีความเป็นระบบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการวินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับความเสียหายและจำแนกความเร่งด่วนของปัญหา ก่อนจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะราย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุน การจัดการสต็อกในภาวะวิกฤต ตลอดจนการวางแผนธุรกิจใหม่ เพื่อให้กิจการสามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงกว่าที่เคย

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การบริหารการเงิน และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมเจรจาการค้าและการจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและสร้างระบบตลาดที่มั่นคงในระยะยาว

ควบคู่กันนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวินิจฉัยธุรกิจจำนวนกว่า 360 คน ทั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และกลุ่มที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดยเน้นการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการในทุกมิติ ให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งเป้าพัฒนาและฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยกว่า 800 ราย ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถก้าวข้ามวิกฤต ปรับตัวได้อย่างเข้มแข็ง และกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

L2D Page (218)

เร่งดำเนินการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมขนส่ง

เดินหน้าโครงข่ายคมนาคมยุทธศาสตร์ เร่งเปิดทางเชื่อมอุตสาหกรรมหลางเซิน–บั๊กนิญ
การก่อสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อจังหวัดหลางเซินกับศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัดบั๊กนิญ กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังผู้รับเหมาได้ระดมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ที่ผ่านการเคลียร์แล้ว เพื่อเปิดเส้นทางรองรับงานก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โครงการถนนสายนี้มีระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร ความกว้าง 9 เมตร ใช้งบประมาณลงทุนรวมกว่า 147,000 ล้านดอง และกำหนดระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2025–2027

โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปิดโอกาสทางการค้าและการขนส่งระหว่างจังหวัดหลางเซินกับพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของบั๊กนิญ อีกทั้งยังเป็นการสานต่อข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภูมิภาคที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2024 ระหว่างคณะกรรมการประจำพรรคประจำจังหวัดบั๊กนิญ ซึ่งเดิมคือจังหวัดบั๊กเกียง กับจังหวัดหลางเซิน

โครงการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยแนวเส้นทางทั้งหมดพาดผ่านตำบลตันถั่น ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการเวนคืนที่ดินรวมกว่า 17.1 เฮกตาร์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวน 109 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเขาและที่ดินเพื่อการเกษตร

นาย Tran Van Tung ประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น เปิดเผยว่า เส้นทางโครงการครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านดงคายเป็นหลัก เพื่อเร่งรัดกระบวนการเวนคืนที่ดิน ทางตำบลได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนักลงทุนและสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตหูหลง ทั้งการตรวจสอบแนวเขต การจัดประชุมชี้แจง การรับคำร้อง และการตอบข้อสงสัยของประชาชนเป็นรายกรณี เพื่อให้การเวนคืนเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และลดผลกระทบต่อชุมชนมากที่สุด

ด้วยแนวทางการทำงานที่เปิดเผยและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2025 ทางเทศบาลสามารถส่งมอบที่ดินให้แก่นักลงทุนแล้ว 12 เฮกตาร์ จากทั้งหมด 17.1 เฮกตาร์ ผู้ได้รับผลกระทบ 83 ครัวเรือนได้รับค่าชดเชยและส่งมอบพื้นที่คืนเรียบร้อย รวมถึงการย้ายหลุมฝังศพจำนวน 4 แห่งออกจากพื้นที่โครงการแล้วเสร็จ

นายบุย คอง ถัง หัวหน้าสาขาการพัฒนาที่ดินในพื้นที่หูหลง ระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดจากการประสานงานที่ใกล้ชิดและการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องกับประชาชน โดยยึดแนวทางการทำงานเชิงรุก เข้าถึงทุกครัวเรือน รับฟังข้อกังวล และอธิบายนโยบายอย่างตรงไปตรงมา จนเกิดความไว้วางใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

ด้านนายโง วัน ธาน ชาวบ้านในหมู่บ้านดงคาย กล่าวว่า ถนนสายใหม่นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับการเชื่อมโยงด้านการพัฒนาของชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาซึ่งมีสวนเพาะต้นกล้าอะคาเซียสองแห่ง รวมพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ได้รับค่าชดเชยเบื้องต้นกว่า 500 ล้านดอง และตัดสินใจส่งมอบที่ดินให้กับนักลงทุนเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้

ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น ระบุว่ายังมีผู้ได้รับผลกระทบอีก 26 ราย ที่ยังไม่ได้ส่งมอบที่ดิน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 5.1 เฮกตาร์ สำหรับกรณีที่ต้องย้ายถิ่นฐานและมีความประสงค์จะตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดิม ทางตำบลได้สนับสนุนทางเลือกการย้ายเข้าอยู่ในเขตจัดสรรที่อยู่อาศัยโฮซอนและฮวาถัง หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดหาที่ดินใหม่ด้วยตนเอง พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ทางตำบลตั้งเป้าแก้ไขปัญหาพื้นที่คงค้างทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันการเคลียร์พื้นที่สำหรับโครงการถนนเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมหูหลง ถนนจังหวัดหมายเลข 245 ทางหลวงหมายเลข 31 และท่าเรือหมี่อัน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

ภาครัฐเชื่อมั่นว่า ด้วยการบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับความร่วมมือจากประชาชน อุปสรรคที่เหลือจะถูกขจัดออกไปในเร็ววัน และจะช่วยเร่งรัดความคืบหน้าของโครงการคมนาคมสายสำคัญนี้ให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

L2D Page (217)

‘ใบยาสูบ’ พืชเศรษฐกิจริมโขง สร้างรายได้มั่นคงหลังฤดูทำนา

“ใบยาสูบเตอร์กิช” ทางเลือกหลังนา พลิกผืนดินอีสานสู่รายได้มั่นคงกว่า 20 ปี
ท่ามกลางข้อจำกัดของสภาพอากาศและความแห้งแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ใบยาสูบเตอร์กิช” ได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับเกษตรกรริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ว่างหลังฤดูทำนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรกว่า 31 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประเทศ และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของ GDP ในปี 2567 แรงงานกว่า 9 ล้านคนในภูมิภาคนี้กว่าครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำให้อีสานเป็นฐานการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และสมุนไพร รวมถึงพืชเฉพาะทางอย่างใบยาสูบ

ใบยาสูบเตอร์กิชเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ดินทรายจัดและสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งแตกต่างจากพืชเศรษฐกิจทั่วไป ใบยาชนิดนี้เป็นใบยาบ่มแดด มีลักษณะเด่นคือกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากแว็กซ์หรือเรซิ่นที่สะสมอยู่ในใบ ยิ่งปลูกในสภาพแห้งแล้งมากเท่าใด ใบยาจะยิ่งสร้างแว็กซ์มากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพและกลิ่นหอมเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พื้นที่เพาะปลูกสำคัญกระจายอยู่ในจังหวัดนครพนม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด โดยหนึ่งไร่สามารถปลูกได้มากถึง 30,000–40,000 ต้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวไร่ยาสูบมากกว่า 22,500 ครัวเรือน กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยแต่ละพื้นที่มีการปลูกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ภาคเหนือเน้นสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ภาคกลางตอนบนปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกสายพันธุ์เตอร์กิชเป็นหลัก เนื่องจากมีน้ำมันและกลิ่นหอมสูง ใบยาที่เก็บเกี่ยวจะถูกนำไปตากแดดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำมันอโรม่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของใบยาไทยในตลาดส่งออก

ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์ของไทยมีมูลค่ากว่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้เฉลี่ยจากการปลูกใบยาสูบอยู่ที่ประมาณ 65,000–100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อรอบการผลิต และเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึงร้อยละ 32 สำหรับภาคอีสานเพียงแห่งเดียว มีชาวไร่ยาสูบเกือบ 10,000 ราย ผลิตใบยาดิบได้ราว 4 ล้านกิโลกรัม และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 750 ล้านบาท

แนวโน้มการส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ยาสูบไทยสร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 11 ล้านกิโลกรัม สะท้อนศักยภาพการแข่งขันของใบยาสูบไทยในตลาดโลก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตตามหลักการเกษตรที่ดีหรือ GAP ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ แรงงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถติดตามผลผลิตจากแปลงปลูกถึงโรงงานได้อย่างโปร่งใส

นางไสคำ สิทธิชำนาญ เกษตรกรวัย 54 ปี จากตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่ยึดอาชีพปลูกใบยาสูบเตอร์กิชมายาวนานกว่า 20 ปี ควบคู่กับการทำนา เธอเลือกปลูกใบยาสูบหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจากมีการประกันราคาและมีตลาดรองรับแน่นอนทุกปี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่การเพาะกล้า การดูแลแปลง ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิต

ปัจจุบันนางไสคำมีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 100,000 บาทต่อรอบการผลิต หรือเฉลี่ยไร่ละประมาณ 20,000 บาท รอบการปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเหมาะสมที่สุดต่อคุณภาพใบยา ล่าสุดยังมีการทดลองใช้ระบบน้ำหยด เพื่อลดการใช้น้ำและแรงงาน พร้อมควบคุมการเจริญเติบโตของต้นใบยาให้สม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อคุณภาพผลผลิตในระยะยาว

นางไสคำกล่าวว่า การปลูกใบยาสูบช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งบุตรหลานเรียนหนังสือและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับพืชผักทั่วไปที่มีความผันผวนด้านราคา ใบยาสูบจึงยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรอีสานได้อย่างยั่งยืน

L2D Page (216)

คมนาคม ลั่นเลิกแน่สัญญา ITD จ่อฟ้องยับ เร่งซับน้ำตาเหยื่อรถไฟมรณะการันตีจ่ายศพละ 1.5 ล้าน

คมนาคมเดินหน้าบอกเลิกสัญญา ITD ฟ้องเรียกค่าเสียหายเต็มที่ เร่งเยียวยาเหยื่อโศกนาฏกรรมรถไฟ ยืนยันจ่ายไม่ต่ำกว่าศพละ 1.5 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมยืนยันเดินหน้าดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการก่อสร้างโครงการระบบราง 2 เหตุการณ์ซ้อน ทั้งกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเหตุเครนหล่นทับรถยนต์บนถนนพระราม 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเร่งรัดการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบเหตุ โดยย้ำชัดว่ารัฐมีความพร้อมในการบอกเลิกสัญญาก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ITD เนื่องจากเป็นสัญญาทางปกครองที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งได้รับคำแนะนำจากสำนักงานกฤษฎีกาว่าสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย

นายพิพัฒน์ระบุว่า แม้การบอกเลิกสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือข้อพิพาททางกฎหมายจากภาคเอกชน แต่รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบในฐานะผู้บอกเลิกสัญญา เพื่อให้งานโครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งสองกรณี และให้เวลาสรุปผลภายในหนึ่งสัปดาห์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในวันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้

สำหรับเหตุการณ์เครนถล่มทับขบวนรถไฟเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย ซึ่งสามารถยืนยันอัตลักษณ์ได้ครบถ้วนแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 69 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 54 ราย และยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 15 ราย โดยผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์และได้รับการรักษาอย่างเต็มที่

ด้านการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ให้ติดขัดด้วยขั้นตอนเอกสาร โดยเงินช่วยเหลือที่ได้รับการยืนยันแล้วประกอบด้วย เงินสงเคราะห์พระราชทานจำนวน 20,000 บาท เงินค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 340,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 150,000 บาท ซึ่งจ่ายเมื่อมีการรับร่างผู้เสียชีวิต รวมเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อราย

นอกจากนี้ ยังอาจมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น เช่น กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม รวมถึงการเคลมประกันชีวิตส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดและดำเนินการตามสิทธิ

นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการส่งมอบเงินเยียวยาในส่วนของค่าสินไหมจากกรมธรรม์ประกันภัย จำนวน 1 ล้านบาทต่อรายให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีเอกสารยังไม่ครบถ้วน บริษัทประกันจะนำเงินไปวางไว้ที่ศาล เพื่อให้ทายาทสามารถเบิกจ่ายได้ภายหลังเมื่อดำเนินการถูกต้องครบถ้วน ยืนยันว่าค่าชดเชยกรณีผู้เสียชีวิตจะไม่น้อยกว่า 1.51 ล้านบาทอย่างแน่นอน

สำหรับผู้บาดเจ็บ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอจนกว่าจะรักษาหายเป็นปกติ

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้ศึกษาการจัดทำประกันการเดินทางสำหรับผู้โดยสารระบบราง โดยมีแนวคิดบรรจุประกันภัยรวมอยู่ในค่าตั๋วรถไฟและรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการคุ้มครองอย่างชัดเจนและรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ และให้กรมการขนส่งทางรางทำหน้าที่กำกับดูแลในฐานะหน่วยงานกำกับ (Regulator)

นายพิพัฒน์ย้ำว่า เรื่องนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า หากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ผู้โดยสารจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร และได้รับการเยียวยาในระดับใดอย่างชัดเจน.

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us