SALE

L2D Page (248)

ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

เศรษฐกิจไทยในทางตัน จากยุคเติบโตพุ่งแรงสู่กับดักโครงสร้าง เมื่อเครื่องยนต์หลักไม่ตอบสนอง

รายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะชะลอตัวเชิงลึก จนถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ท่ามกลางการอ่อนแรงพร้อมกันของภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะเทือนถึงรายได้ประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพในระยะยาวของประเทศ

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ที่อัตราการเติบโตเคยพุ่งสูงถึงระดับสองหลัก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่จำนวนประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ และอัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าเจ็ดทศวรรษ ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดลงควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP ยังบั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถในการบริโภคของภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นเรือธงของภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายตัดสินใจปิดโรงงานหรือปรับลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้

ภาพสะท้อนของความอ่อนแอยังปรากฏในตลาดทุน โดยตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเอเชีย ในปี 2568 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงราว 10% ในสกุลเงินท้องถิ่น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ถดถอย และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักเริ่มแสดงสัญญาณสะดุด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะอยู่ที่เกือบ 33 ล้านคน แต่ยังลดลงจากปีก่อนหน้า และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดได้เต็มที่ ปัจจัยด้านความกังวลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อศักยภาพการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้งยังส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า และการขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า การที่ไทยเปลี่ยนจากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น “เสือของเอเชีย” มาเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ภายในระยะเวลาเพียงสิบปี เป็นสัญญาณเตือนที่น่าตกใจและไม่อาจมองข้ามได้

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผลของวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การขาดเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนบทบาทของอุตสาหกรรมเดิม

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแรงงาน อุตสาหกรรม การลงทุน และธรรมาภิบาล หากไม่สามารถสร้างทิศทางการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืนได้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำอย่างยาวนาน และสูญเสียบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างถาวร

L2D Page (247)

ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ เปิดประตูโลจิสติกส์ใหม่ หนุนสินค้าไทยบุกตลาดจีนตอนกลาง

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างไทยและจีน หลังจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เที่ยวบินบรรทุกสินค้าปฐมฤกษ์ของ JD Airlines ได้ทำการบินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอ มณฑลหูเป่ย์ สู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ถือเป็นการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในรอบ 4 ปี และสะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้าโดยเฉพาะ รองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมาก โดยเฉพาะพัสดุอีคอมเมิร์ซและสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงจากจีน ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะมุ่งเน้นการขนส่งผลไม้สดจากไทย อาทิ ทุเรียนและผลไม้เขตร้อนอื่น ๆ เพื่อส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นและจีนตอนกลางอย่างรวดเร็ว คงไว้ซึ่งความสดใหม่และคุณภาพของสินค้า

ฝ่ายบริหารของกลุ่มสนามบินหูเป่ยเปิดเผยว่า การวางแผนเส้นทางบินดังกล่าวออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน และเพิ่มเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลพีคของการค้าข้ามพรมแดน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ และลดข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งสินค้า

ความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน แต่ยังช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิหรือ Cold Chain ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสินค้าเกษตรและอาหารสด การมีเส้นทางบินตรงช่วยให้สินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยไม่ต้องผ่านศูนย์กระจายสินค้าในจีนตอนใต้เหมือนที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สดอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ซึ่งสามารถรักษาคุณภาพ รสชาติ และความสดใหม่ได้ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยให้สินค้าไทยกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยจึงควรเร่งพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าอย่างมาก ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้าและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้โครงสร้างการค้าของไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

L2D Page (246)

รฟท. ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษ ขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง-สุไหงโกลก

รฟท.ต่ออายุขบวนรถพิเศษขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง–สุไหงโกลก อีก 1 ปี หนุนเอสเอ็มอี–เกษตรกร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าสนับสนุนการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุน และเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รฟท.ได้มีมติขยายการให้บริการขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วน หมายเลข 985/986 ในเส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในปริมาณมาก โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2569

สำหรับขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนหมายเลข 985 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก จะออกจากต้นทางเวลา 11.00 น. และถึงสถานีปลายทางเวลา 12.35 น. ของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ขบวนรถหมายเลข 986 เส้นทางสุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากต้นทางเวลา 13.25 น. และถึงปลายทางเวลา 13.15 น. ของวันถัดไป

ขบวนรถดังกล่าวจะจอดรับและส่งสินค้าตามสถานีรายทางรวม 33 สถานี ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตั้งแต่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง จนถึงปลายทางสุไหงโกลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับสินค้าได้ภายในระยะเวลาเพียง 1–2 วัน โดยเปิดให้บริการขนส่งสินค้าทุกวันอย่างต่อเนื่อง

รฟท.ระบุว่า การขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งที่สะดวกและประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรและตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปสู่ผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้สนใจใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

L2D Page (245)

“คมนาคม” เร่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง-รื้อย้ายสาธารณูปโภค แก้ปัญหาก่อสร้างถนน "สายระยอง-บ้านเพ" ล่าช้า

คมนาคมเร่งแก้คอขวดก่อสร้างถนนสายระยอง–บ้านเพ สั่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง–รื้อย้ายสาธารณูปโภค หลังงานล่าช้า

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ หลังความคืบหน้าผ่านมากว่า 6 เดือนยังต่ำกว่าแผน โดยสั่งการให้กรมทางหลวงเร่งประสานปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง พร้อมกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน ควบคู่การย้ำมาตรการความปลอดภัยและการสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคของโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ ตอน 1–5 ของกรมทางหลวง โดยมีผู้บริหารกรมทางหลวง หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดระยอง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ แขวงทางหลวงระยอง จังหวัดระยอง

นายจิระพงศ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 13.87 กิโลเมตร และได้ลงนามสัญญาจ้างตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้า ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่เพียง 2.419% ล่าช้ากว่าแผน 4.644% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2571

โครงการนี้เป็นการขยายช่องจราจรจาก 4 ช่องเป็น 8 ช่องจราจร พร้อมก่อสร้างเกาะกลาง สะพานกลับรถ สะพานลอยคนเดินข้าม สะพานบกและการต่อความกว้างสะพาน ระบบระบายน้ำใต้ทางเท้า สะพานคอนกรีตอัดแรง สะพานยกระดับข้ามจุดกลับรถ รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างและไฟกะพริบบนทางหลวง

ทั้งนี้ การดำเนินงานประสบอุปสรรคสำคัญจากสาธารณูปโภคที่พาดผ่านแนวสายทาง อาทิ เสาไฟฟ้า ท่อประปา สายสื่อสาร ท่อก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำมัน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ ซึ่งฝ่ายโครงการได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับแผนงาน

รองปลัดกระทรวงคมนาคมย้ำว่า โครงการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการก่อสร้างเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน และบริหารจัดการจราจรอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้เส้นทางในช่วงการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เร่งประสานการปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และทำงานร่วมกับแขวงทางหลวงระยองในการกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคที่เป็นอุปสรรคให้ชัดเจน โดยให้จัดทำแผนดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us