SALE

L2D Page (273)

อินเดียเร่งเครื่องเศรษฐกิจสุขภาพ บูรณาการการแพทย์–ท่องเที่ยว–วิจัย สร้างระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร

อินเดียปั้น “เศรษฐกิจสุขภาพครบวงจร” ผสานแพทย์–ท่องเที่ยว–ชีวเภสัช ดันประเทศสู่ฮับการแพทย์โลก

ภายใต้งบประมาณสหภาพ (Union Budget) ปี 2569 รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศยุทธศาสตร์เร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเป็นระบบ โดยเสนอจัดตั้งศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism Hubs) จำนวน 5 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับอินเดียสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลระดับโลก

แนวคิดหลักของนโยบายคือการพัฒนา “ศูนย์บูรณาการ” ที่รวมโรงพยาบาลมาตรฐานสากล บริการโรงแรม ศูนย์สุขภาวะ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยทางการแพทย์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงกิจกรรมพักผ่อนเชิงสันทนาการ รองรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

การประกาศดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว โรงพยาบาลเอกชน และบริการสุขภาพ สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับคุณภาพบุคลากรและมาตรฐานบริการ เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในตลาดการแพทย์นานาชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากมิติการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ อินเดียยังเร่งสร้างฐานอุตสาหกรรมชีวเภสัชกรรมผ่านโครงการ “Biopharma Shakti” วงเงิน 10,000 ล้านรูปี ระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตยาชีววัตถุและยาชีววัตถุคล้ายคลึง ซึ่งถือเป็นกลุ่มยาเชิงยุทธศาสตร์ของการแพทย์สมัยใหม่ มาตรการดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางยา และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอินเดียในตลาดโลก

ภายใต้กรอบนี้ รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายสถาบันการศึกษาและวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ผ่านการจัดตั้งสถาบันใหม่ของ National Institutes of Pharmaceutical Education and Research (NIPERs) เพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมยกระดับสถาบันเดิมอีก 7 แห่ง เพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทางและผลักดันงานวิจัยเชิงลึกในสาขาชีวเภสัชกรรม ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ทดลองทางคลินิกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลมอบหมายให้ NITI Aayog ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยว วางกรอบยุทธศาสตร์การบริหารศูนย์การแพทย์ พร้อมผลักดันแนวคิด “Health Economic Corridors” เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมหลัก และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายเป็นเขตเศรษฐกิจสุขภาพพิเศษที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและระบบอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window Clearance) เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับไฮเอนด์

ในมิติภาษีและการเข้าถึงยา รัฐบาลประกาศยกเว้นภาษีศุลกากรพื้นฐานสำหรับยารักษามะเร็งสำคัญหลายรายการ เช่น Ribociclib และ Abemaciclib รวมถึงขยายสิทธิประโยชน์ไปยังยาสำหรับโรคหายาก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมความท้าทาย การพัฒนาศูนย์บูรณาการอาจกระจุกตัวในเมืองที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ขยายตัว หากไม่มีมาตรการกระจายประโยชน์สู่ภูมิภาคอื่นอย่างสมดุล ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์การแพทย์และเภสัชภัณฑ์ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอินเดียนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์บางประเภทเพิ่มขึ้น แต่การนำเข้าจากไทยกลับหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐาน

ในภาพรวม ยุทธศาสตร์ใหม่นี้สะท้อนความพยายามของอินเดียในการสร้าง “ระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การวิจัย การผลิตยา และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย อินเดียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของโลกเกิดใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

L2D Page (272)

รัฐบาล รับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต "อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV" สั่งคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักยกระดับตรวจสภาพ - ทำ Safety Rating List

ครม.รับข้อเสนอ ป.ป.ช. ปิดช่องทุจริตรถโดยสาร CNG/NGV ดัน “Safety Rating” เปิดข้อมูลความปลอดภัยสู่สาธารณะ

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตในกระบวนการขออนุญาตและตรวจสภาพรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) พร้อมมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งระบบ และรายงานผลภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดความเสี่ยงการทุจริต ยกระดับความโปร่งใส และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันทั่วประเทศ หลัง ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีอุบัติเหตุรถโดยสาร NGV เกิดเพลิงไหม้ในปี 2567 และพบข้อบกพร่องในขั้นตอนอนุญาตและตรวจสภาพรถ

รายงานของ ป.ป.ช. ระบุว่า การกำกับดูแลที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับการตรวจเอกสารมากกว่าการตรวจเชิงเทคนิคในทางปฏิบัติ อีกทั้งพบความผิดปกติในกระบวนการออกหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบ โดยมีบางกรณีที่รถไม่ได้เข้ารับการตรวจจริง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและประชาชนในวงกว้าง

ข้อเสนอเชิงระบบที่เสนอให้ดำเนินการครอบคลุมการประกาศเจตนารมณ์ยกระดับความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ พร้อมทบทวนมาตรฐานความแข็งแรงของโครงสร้างรถโดยสารและหลักเกณฑ์การใช้งานเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติให้รัดกุมยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในขั้นตอนการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง การอนุญาตแก้ไขหรือดัดแปลงตัวรถ และการกำกับดูแลสถานประกอบการเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด โดยต้องบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อีกประเด็นสำคัญคือการปรับรูปแบบการตรวจสภาพรถให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การออกใบรับรอง การติดตามประวัติการดัดแปลง และการเก็บข้อมูลผลการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดดุลพินิจที่อาจนำไปสู่การทุจริต

ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวคิดการจัดทำ “Safety Rating List” สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อจัดระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อรถที่มีข้อบกพร่องหรือไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ก่อนตัดสินใจใช้บริการ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการใช้พลังของผู้บริโภคช่วยกำกับมาตรฐานความปลอดภัยอีกทางหนึ่ง

ในด้านการป้องกันเชิงพฤติกรรม รัฐบาลจะผลักดันการอบรมผู้ประกอบการและพนักงานขับรถอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องกฎหมายจราจร การป้องกันความเสี่ยง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ติดตามและประเมินพฤติกรรมการขับขี่ เช่น ระบบติดตามภายในรถ ระบบ GPS และกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบและยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก

สำหรับการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และหน่วยงานกำกับมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำข้อสรุปแนวทางดำเนินงานในภาพรวม เสนอผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในกรอบเวลาที่กำหนด

รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบอนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV อย่างจริงจัง โดยยกระดับมาตรฐานการตรวจสภาพให้เข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชนบนท้องถนนทั่วประเทศ

L2D Page (271)

ฮ่องกงเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับไทย

ฮ่องกงเร่งเชื่อมไทยสู่เวทีเทคโนโลยีโลก ดันความร่วมมือ I&T สร้างการเติบโตระยะยาว

ฮ่องกงเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีกับไทยอย่างจริงจัง โดยวางบทบาทตนเองเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่ตลาดโลกสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเร่งตัวทั่วโลก

ศาสตราจารย์ซัน ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 27–29 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเชิงยุทธศาสตร์กับภาครัฐและเอกชนไทย พร้อมผลักดันความร่วมมือด้าน Innovation and Technology หรือ I&T ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษ เขาระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่เป็นหัวใจของการเติบโตและความยืดหยุ่นในระยะยาว ฮ่องกงจึงเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน

การเยือนครั้งนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการจัดสัมมนาในหัวข้อ “Building growth and resilience for the future: Hong Kong as the strategic hub for technology, innovation and investment” ซึ่งจัดโดย Hong Kong Economic and Trade Office in Bangkok ร่วมกับ Invest Hong Kong Hong Kong Trade Development Council และ Thai-Hong Kong Trade Association เพื่อแสดงศักยภาพของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการลงทุนระดับนานาชาติ

ศาสตราจารย์ซันอธิบายว่า ภายใต้แผนพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีปี 2022 ฮ่องกงมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพ ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ การผลิตขั้นสูง และพลังงานใหม่ พร้อมสนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการขนาดใหญ่รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และดึงดูดการลงทุนระยะยาวในเทคโนโลยีแนวหน้า

โครงสร้างพื้นฐานด้าน I&T ของฮ่องกงในปัจจุบันประกอบด้วยอุทยานนวัตกรรมขนาดใหญ่สามแห่ง สถาบันวิจัยเฉพาะทางห้าแห่ง และแพลตฟอร์มเรือธง InnoHK ซึ่งรวบรวมมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำกว่า 30 แห่งจาก 12 ประเทศ สะท้อนความเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับโลก นอกจากนี้ ฮ่องกงยังพัฒนา Hong Kong Park ภายใต้เขตความร่วมมือ Hetao Shenzhen-Hong Kong Science and Technology Innovation Co-operation Zone เพื่อเชื่อมโยงจีนแผ่นดินใหญ่กับตลาดนานาชาติ

ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของฮ่องกงยังเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสตาร์ตอัปมากกว่า 5,200 ราย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกว่าหนึ่งในสี่ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการต่างชาติ จุดแข็งของฮ่องกงไม่ได้มีเพียงเงินทุน แต่รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ บุคลากรนานาชาติ ระบบภาษีที่เรียบง่าย เครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้าง

การจัดอันดับระดับนานาชาติยิ่งตอกย้ำความสามารถในการแข่งขันของฮ่องกง โดยอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกด้านความสามารถดิจิทัล และเป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์นวัตกรรมเซินเจิ้น–ฮ่องกง–กว่างโจว ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมชั้นนำของโลก

สำหรับความร่วมมือกับไทย ศาสตราจารย์ซันมองว่า นโยบาย Thailand 4.0 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน โดยเฉพาะในสาขาเฮลท์เทค อะกริเทค และกรีนเทค ซึ่งสามารถสร้างความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ฮ่องกงพร้อมทำหน้าที่เป็น launchpad ให้บริษัทไทยเข้าถึงตลาดจีน เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า ตลอดจนตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง

ระหว่างการเยือน คณะผู้แทนฮ่องกงได้หารือกับภาคธุรกิจและสถาบันชั้นนำของไทย รวมถึง Federation of Thai Industries Digital Economy Promotion Agency Charoen Pokphand Group Mahidol University และ True Digital Park เพื่อสำรวจโอกาสความร่วมมือในระดับปฏิบัติ

ศาสตราจารย์ซันกล่าวทิ้งท้ายว่า การผสานศักยภาพด้านดิจิทัลของไทยเข้ากับความเชื่อมโยงระดับโลกและโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมของฮ่องกง จะช่วยสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน พร้อมย้ำว่าการเยือนครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย

L2D Page (270)

ลุ้นแรงส่งเศรษฐกิจปี’69 จี้รัฐบาลแก้โจทย์ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ปี’69 กับโจทย์ใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจไทย จาก “พักฟื้น” สู่การเติบโตยั่งยืน
ภาพเศรษฐกิจไทยยังถูกตั้งคำถาม หลังสื่อต่างประเทศกลับมาใช้คำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนความกังวลต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว ขณะที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการปี 2569 ดีขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโตในช่วง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% สูงกว่าคาดการณ์เดิม สะท้อนแรงส่งจากปลายปี 2568 ที่เศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวโดดเด่น การส่งออกสินค้า และภาคก่อสร้าง ขณะที่ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% แม้ชะลอลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังถือว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐที่เร่งตัว รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เช่น Thailand Fast Pass และ BOI Fast Pass ที่ช่วยลดขั้นตอนอนุมัติโครงการ ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น การส่งออกไปสหรัฐยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร สอดรับกระแสการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI ทั่วโลก

สำหรับปี 2569 สศช.มองแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนเอกชน รายจ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7-8% การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และภาคเกษตรที่ได้อานิสงส์จากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังมีทั้งความไม่แน่นอนภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือนที่สูง ความผันผวนของสภาพอากาศ และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่กระทบสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ และไฟฟ้า

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบการจัดทำงบประมาณปี 2570 หากงบประมาณล่าช้าอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบช้าลง แม้จะยังมีงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกจ่ายได้ช่วงปลายปีเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน

ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นจากหล่ม” แล้ว โดยมูลค่า Nominal GDP ใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สะท้อนรายได้ในระบบที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปรียบเทียบว่าไทยเหมือนผู้ป่วยที่ออกจาก ICU แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือการฟื้นฟูให้แข็งแรงพอจะ “วิ่งได้เต็มศักยภาพ”

ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าการเติบโตระดับ 2% แม้ดีขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอ หากครึ่งปีแรกชะลอจากปัจจัยการเมือง แล้วไปเร่งในครึ่งปีหลัง สุดท้ายทั้งปีอาจโตเพียง 2.5% ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ระดับ 3-4% ขึ้นไป

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การ “หลุดพ้นจากหล่ม” เท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยี สนับสนุนเอสเอ็มอีให้เข้าถึงทุน ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงลึกควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองได้ การเติบโตปี 2569 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวจริง ไม่ใช่แค่ช่วงพักฟื้นของ “คนป่วยแห่งเอเชีย” เท่านั้น

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us