SALE

L2D Page (197)

ดาวเทียม THEOS-2A โอกาสด้านเศรษฐกิจอวกาศครั้งสำคัญของประเทศไทย

THEOS-2A จุดเริ่มต้นเศรษฐกิจอวกาศไทย บนเวทีการแข่งขันระดับโลก
การพัฒนาดาวเทียม THEOS-2A นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยกำลังก้าวข้ามกรอบเดิม จากบทบาทด้านการสำรวจและการใช้งานเชิงนโยบาย สู่การเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ดาวเทียมดวงนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศโลกในระยะยาว

THEOS-2A เป็นดาวเทียมสำรวจโลกขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม มีขีดความสามารถในการถ่ายภาพได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำข้อมูลไปใช้งานในเชิงเศรษฐกิจและการบริหารจัดการประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พื้นที่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ หรือการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการข้อมูลรวดเร็วและแม่นยำ ความสามารถดังกล่าวทำให้ดาวเทียมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคนิค แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง

หัวใจของโครงการ THEOS-2A อยู่ที่แนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านกระบวนการผลิตแบบจูงใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วในอุตสาหกรรมอากาศยานและยานยนต์ ได้ยกระดับตนเองเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมจริง ภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการทำงานร่วมกับวิศวกรไทยและบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเทียมระดับโลกอย่าง Surrey Satellite Technology กระบวนการนี้ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมไทยสามารถก้าวสู่มาตรฐานอวกาศได้อย่างแท้จริง

ชิ้นส่วนของดาวเทียม THEOS-2A ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง เช่น วัสดุอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องออกแบบเฉพาะเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมอวกาศ ทุกขั้นตอนการผลิตต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด และได้รับการรับรองว่าสามารถใช้งานในอวกาศได้จริงในระดับ Space Certified ซึ่งสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตไทยในการก้าวสู่เทคโนโลยีขั้นสูง และสามารถต่อยอดไปยังโครงการอวกาศระดับนานาชาติในอนาคต

การก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเดิมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งหากเป็นการใช้งานทั่วไปในภาคครัวเรือน จะมีมูลค่าทางการตลาดค่อนข้างจำกัด แต่เมื่อถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานบนดาวเทียม มูลค่าของผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจอวกาศไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากแต่เป็นการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมที่ประเทศมีอยู่แล้ว

ในบริบทโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศมหาอำนาจ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว องค์ความรู้เริ่มถูกถ่ายทอดและเปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดอวกาศโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีของไทยจึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกผ่านเวทีสำคัญ เช่น งานแสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติด้านอวกาศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยนำเสนอศักยภาพ ตั้งแต่ชิ้นส่วนขนาดเล็ก ไปจนถึงระบบเซ็นเซอร์และกล้องดาวเทียมที่มีความซับซ้อนสูง

นอกเหนือจากภาคการผลิตแล้ว ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม THEOS-2A ยังเป็นทรัพยากรสำคัญในภาคการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจภายในประเทศ ข้อมูลจากอวกาศสามารถสนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรผ่านการประเมินพื้นที่เพาะปลูกและสุขภาพพืช ช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและไฟป่าในลักษณะใกล้เคียงเวลาจริง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำให้กับภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยและการเงินที่ต้องอาศัยข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่อย่างละเอียด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม ดาวเทียม THEOS-2A เปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศโลก ทั้งในมิติการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูล โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านวิศวกรรม แต่เป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจอวกาศที่อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในอนาคต

THEOS-2A จึงไม่ใช่แค่ดาวเทียมอีกหนึ่งดวงของไทย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปิดประตูให้ประเทศไทยมีบทบาทบนเวทีอวกาศโลกอย่างยั่งยืน

L2D Page (196)

Green Logistics Revolution: เจาะลึกท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาด หัวใจใหม่ของ EEC ปี 2569

พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ
ท่าเรืออัจฉริยะและพลังงานสะอาด จุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ในปี 2569
ในปี พ.ศ. 2569 เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด เพื่อตอบรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าท่าเรือขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม ท่าเรือแห่งนี้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายภายในท่าเรือ ด้วยเครนอัตโนมัติและยานพาหนะไร้คนขับที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแรงงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

ควบคู่กันนั้น การนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้านโลจิสติกส์จากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น” ไปสู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ระบบสามารถวิเคราะห์ปริมาณเรือและสินค้า วางแผนการใช้ทรัพยากร และจัดเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาการจอดเรือสั้นลง การสิ้นเปลืองพลังงานลดลง และห่วงโซ่อุปทานโดยรวมมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่าเรืออัจฉริยะจะไม่สามารถขับเคลื่อนแนวคิดโลจิสติกส์สีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดโครงข่ายพลังงานที่สอดคล้องกัน ในปี 2569 พื้นที่ EEC จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่สามารถรองรับการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านกลไกการซื้อขายพลังงานและใบรับรองพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโจทย์นโยบาย RE100 ของบริษัทข้ามชาติ

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังขยายไปสู่ภาคการขนส่ง โดยมีการส่งเสริมสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการทดลองใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยหลักของประเทศ

เมื่อท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาดทำงานร่วมกัน EEC จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ Green Supply Chain ระดับโลก นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการตรวจสอบรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า เริ่มมองเห็นประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การหลั่งไหลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบ

ในภาพรวม ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ได้ยกระดับบทบาทของตนเองจากผู้ตาม ไปสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาดไม่เพียงสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้วัดผลเพียงตัวเลขการเติบโต หากแต่วัดจากความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศทั้งระบบ

L2D Page (195)

ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรม

เศรษฐกิจดิจิทัลกับการยกระดับภาคเกษตร สู่ความยั่งยืนและมูลค่าเพิ่มในยุคการเปลี่ยนผ่านโลก

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพสินค้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรในระยะยาว เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การผลิต การแปรรูป การตลาด ไปจนถึงการบริโภค โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบหมุนเวียน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมได้เห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจนจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในภาคการผลิตพืชผล ระบบตรวจสอบแมลงอัจฉริยะ เซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้โดรนเพื่อฉีดพ่นสารและใส่ปุ๋ย ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ปรับกระบวนการทำฟาร์มได้อย่างทันท่วงที ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตจึงเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังสะท้อนชัดในด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้า OCOP จำนวนมากได้เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซภายในประเทศ แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ได้กลายเป็นช่องทางเชื่อมโยงเกษตรกร สหกรณ์ และผู้บริโภคโดยตรง ช่วยขยายตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้เศรษฐกิจเกษตรดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนชนบท

ตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการผสานดิจิทัลกับเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน คือกรณีของบริษัท ตรา วิญ ฟาร์ม จำกัด หรือ Sokfarm ซึ่งดำเนินการปลูกมะพร้าวตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล นายฟาม ดินห์ งาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพควบคู่กับการดูแลสุขภาพของดินและแหล่งน้ำ เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ โดย Sokfarm ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ผ่านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำน้ำกลั่นจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าเกษตร

ภาคปศุสัตว์เองก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคฟาร์มอัจฉริยะ ด้วยการนำเซ็นเซอร์และระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้ในการติดตามสุขภาพสัตว์ ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และอาหาร รวมถึงการเฝ้าระวังโรคผ่านระบบรายงานออนไลน์ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด และยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ การควบคุมอุปกรณ์เพาะเลี้ยง และการจัดการอาหารอย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคการประมงได้นำระบบติดตามเรือ ฐานข้อมูลการประมง และสมุดบันทึกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อยกระดับการจัดการทรัพยากรทางทะเล และแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ

นอกเหนือจากการผลิตโดยตรง เศรษฐกิจดิจิทัลยังถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านที่ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาระบบแผนที่ดิจิทัลและฐานข้อมูลแบบบูรณาการ การให้บริการสาธารณะออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับการสำรวจระยะไกล เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง ตรวจจับการละเมิด และวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใส

แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ชนบทยังไม่ทั่วถึง ทักษะดิจิทัลของเกษตรกรบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยียังคงกระจัดกระจาย ส่งผลให้การถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาเกษตรกรรมไฮเทคยังดำเนินไปอย่างล่าช้า

ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาจนถึงปี 2030 และมองไกลถึงปี 2050 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งเป้าให้พื้นที่การผลิตทางการเกษตรประมาณ 15–20% นำเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายลัม วัน ตัน ผู้อำนวยการกรมเกษตรและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า จำเป็นต้องปรับแนวคิดจาก “การผลิตทางการเกษตร” ไปสู่ “เศรษฐกิจการเกษตร” ที่เน้นประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่ม ตลาด และความยั่งยืนควบคู่กัน พร้อมส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การตรวจสอบย้อนกลับ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต

ในอนาคต ภาคเกษตรกรรมจะมุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม การขยายการใช้เกษตรกรรมไฮเทค เกษตรอินทรีย์ และเกษตรหมุนเวียน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับผลิตภาพ คุณภาพ และความยั่งยืนของภาคเกษตรในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างแท้จริง

L2D Page (194)

เปิด 5 เทรนด์เศรษฐกิจ–การค้า ปี 2569 ธุรกิจต้องอ่านให้ขาด

ปี 2569 ปีแห่งจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ธุรกิจไทยต้องอ่านเกมให้ขาดก่อนโอกาสหลุดมือ

หอการค้าไทยฉายภาพแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าไทยในปี 2569 ว่าเป็นปีแห่ง “จุดเปลี่ยนเกมโลก” ที่ภาคธุรกิจไม่สามารถใช้สูตรเดิมรับมือความผันผวนได้อีกต่อไป หากแต่ต้องเข้าใจทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์

นายอมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้อำนวยการบริหาร หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สรุปสาระสำคัญจากหนังสือ Future Trends Ahead 2026 ในฐานะ Book Partner โดยระบุว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่โครงสร้างการค้าโลก เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทาน เปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ผู้ประกอบการไทยจึงต้อง “อ่านเกมให้ขาด” ก่อนใคร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

แนวโน้มแรกที่ธุรกิจต้องจับตา คือแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด Trump 2.0 และมาตรการ Universal Tariffs ซึ่งอาจทำให้ระบบการค้าเสรีแบบเดิมสะดุด อย่างไรก็ตาม ความผันผวนนี้กลับเปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตและโลจิสติกส์สำรองของโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ China-Plus-One และ Friend-shoring ที่บริษัทข้ามชาติกำลังมองหาประเทศพันธมิตรที่มีเสถียรภาพ ไทยจึงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน หากสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและกติกาทางการค้าให้สอดรับกับทิศทางโลก

ขณะเดียวกัน จีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ จาก “มังกรแดง” ที่เน้นการผลิตเชิงปริมาณ สู่ “มังกรขาว” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสะอาด นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มสูง ภายใต้ยุทธศาสตร์ White Dragon Strategy การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้จีนมองหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับบทบาทจากฐานการผลิต ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นวัตกรรมระดับโลก

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการปฏิวัติด้านความโปร่งใส ในปี 2569 แนวคิด ESG จะไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก ธุรกิจที่สามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง Blockchain และ AI เพื่อสร้างความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ จะสามารถลดต้นทุนแฝงจากความไม่มีประสิทธิภาพและการคอร์รัปชัน พร้อมเพิ่มความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นกลไกหลักของการตัดสินใจ ความเร็วกลายเป็น “ทุนการค้าใหม่” ธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้แบบเรียลไทม์ จะลดระยะเวลานำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก ความได้เปรียบเชิงความเร็วนี้ มีคุณค่าไม่ต่างจากเงินทุนหรือแรงงาน และอาจเป็นตัวชี้ขาดความอยู่รอดของธุรกิจในศตวรรษที่ 21

ท้ายที่สุด กติกาการค้าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคการค้าสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป จะกลายเป็นเงื่อนไขบังคับที่ผู้ประกอบการไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การซ่อมแซม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่การสร้างภาพลักษณ์ “แบรนด์ไทยสาย ESG” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กับผลกำไร

หอการค้าไทยสรุปว่า ปี 2569 จะไม่ใช่เพียงปีแห่งความผันผวน แต่เป็นปีแห่งโอกาสสำหรับธุรกิจที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนใคร ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว เข้าใจทิศทางโลก และกล้าลงทุนในเทคโนโลยี ความโปร่งใส และความยั่งยืน จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us