SALE

L2D Page (225)

คมนาคม เร่งรัดใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยโครงการก่อสร้าง

คมนาคมเดินหน้าบังคับใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” คุมคุณภาพงานก่อสร้าง ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันการบังคับใช้กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือที่เรียกว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยมุ่งให้หน่วยงานในสังกัดนำไปใช้เป็นกลไกกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินการตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เปิดเผยภายหลังการประชุมครั้งที่ 1/2569 ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมจากกฎกระทรวงปี 2560 เพื่อพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง โดยมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างอย่างชัดเจน และนำไปผูกเป็นเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา รวมถึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง เพื่อให้การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ

นอกจากนี้ ยังให้บันทึกผลการประเมินการทำงานของผู้รับเหมา และเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เปิดเผย และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานดังกล่าว โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธาน พร้อมด้วยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก และผู้บริหารหรือผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมท่าอากาศยาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้อำนวยการกองบริหารการคลังทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผล และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวง ระเบียบ และแนวทางที่กำหนดไว้ หากพบประเด็นที่สามารถยกระดับมาตรฐานหรือเพิ่มความปลอดภัยในการกำกับดูแลผู้ประกอบการ จะนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาและผลักดันสู่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้โครงการก่อสร้างด้านคมนาคมของประเทศมีคุณภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

L2D Page (224)

"ดาวโจนส์" ปิดบวก 307 จุด ลุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฟืนตัว-คลายกังวล กรีนแลนด์

หุ้นสหรัฐปิดบวกแรง รับสัญญาณเศรษฐกิจแข็งแกร่ง นักลงทุนคลายกังวลถดถอย

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 ในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน หลังข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ช่วยลดความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะเดียวกันบรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากสัญญาณคลี่คลายของความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในประเด็นกรีนแลนด์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด หรือร้อยละ 0.63 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือร้อยละ 0.55 และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือร้อยละ 0.91 สะท้อนแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่เป็นสำคัญ

ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดมาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อยู่ที่ระดับร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบรายปี สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มผ่อนคลายลง และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ถูกปรับเพิ่มเป็นขยายตัวร้อยละ 4.4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ภาครัฐ และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 200,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ยิ่งตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง

ในด้านกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 7 จาก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคอ่อนตัวลง จากความกังวลเกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด นำโดย Meta Platforms ที่ปรับขึ้นร้อยละ 5.7 และ Tesla เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 ท่ามกลางการคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ก่อนที่หลายบริษัทจะทยอยประกาศงบในสัปดาห์หน้า ซึ่งนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดโดยรวม

สำหรับหุ้นรายตัว Procter & Gamble ปรับตัวขึ้นร้อยละ 2.6 หลังรายงานกำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าคาด ขณะที่ Abbott Laboratories ปรับตัวลงประมาณร้อยละ 10 จากการคาดการณ์กำไรไตรมาสปัจจุบันที่ต่ำกว่าการประเมินของตลาด และ McCormick ร่วงลงราวร้อยละ 8 หลังบริษัทประเมินว่าแนวโน้มกำไรปี 2569 อาจถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปิดการซื้อขาย หุ้น Intel ปรับตัวลดลงราวร้อยละ 6 ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ดีกว่าที่ตลาดคาด แต่การคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ออกมาต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้นักลงทุนผิดหวังต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 27–28 มกราคม 2569 รวมถึงถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งคาดว่าจะส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มตลาดการเงินในระยะถัดไป

L2D Page (223)

“รองปลัดคมนาคม” หารือกรมการขนส่งยูนนาน แลกเปลี่ยนนโยบาย ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง "ไทย-จีน"

คมนาคมไทย–ยูนนาน กระชับความร่วมมือโลจิสติกส์ ดันการขนส่งข้ามพรมแดนสู่ประสิทธิภาพใหม่

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการขนส่งและโลจิสติกส์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นประตูสำคัญเชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย จีนตอนใต้ และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ล่าสุด นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ได้เป็นประธานเปิดงานสัมมนาว่าด้วยการส่งเสริมโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทย–ยูนนาน พร้อมกล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาการขนส่งข้ามพรมแดนของไทย

การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยมีนายหยาง เจ๋อหลง รองอธิบดีกรมการขนส่งยูนนาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและร่วมประชุมหารือกับฝ่ายไทย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านคมนาคมของไทย อาทิ กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและจีนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายปัญญากล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีความแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มณฑลยูนนานมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเชื่อมโยงการขนส่งจากไทยสู่จีนตอนใต้ ทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือสายแถบและเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในโอกาสเดียวกัน รองปลัดกระทรวงคมนาคมได้หารือทวิภาคีกับรองอธิบดีกรมการขนส่งยูนนาน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขอุปสรรคและยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่งทางถนนภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งฝ่ายไทยได้เสนอแนวทางการปรับปรุงกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากการขนส่งข้ามพรมแดนภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะแรก หรือ Early Harvest ได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาการขนส่งทางรางตามแนวเส้นทางไทย–ลาว–จีน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาว (หนองคาย–เวียงจันทน์) แห่งที่ 2 และการสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีการนำเสนอนโยบายและแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

L2D Page (222)

DITP แนะผู้ส่งออก ลุยส่งออกอาหาร K-Food เชื่อมวัฒนธรรม รับมือการแข่งขันสูง

DITP ชี้เกาหลีเร่งดัน K-Food สู่ตลาดโลก แนะผู้ส่งออกไทยปรับกลยุทธ์ เชื่อมวัฒนธรรมรับมือการแข่งขันอาหาร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เฝ้าติดตามนโยบายการส่งออกสินค้าอาหารของสาธารณรัฐเกาหลีอย่างใกล้ชิด หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศผลักดันอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นอุตสาหกรรมส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมใช้พลังวัฒนธรรมเกาหลีเป็นเครื่องมือขยายตลาดทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลให้การแข่งขันในตลาดอาหารโลกทวีความเข้มข้นขึ้น และกระทบต่อโอกาสของสินค้าอาหารไทยในบางตลาดสำคัญ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในประเทศต่าง ๆ สำรวจแนวโน้มการค้าและโอกาสส่งออกสินค้าไทย ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ถึงทิศทางนโยบายการส่งออกอาหาร K-Food ของเกาหลีใต้ ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลก และแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลี

รายงานระบุว่า นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ประกาศสนับสนุนการส่งออกสินค้าอาหารอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ สอดรับกับกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีหรือ K-Culture ที่ช่วยขยายการรับรู้และความต้องการบริโภคอาหารเกาหลีในหลายประเทศทั่วโลก

จากแรงหนุนดังกล่าว ทำให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และคาดว่ามูลค่าการส่งออกตลอดทั้งปีจะขยับขึ้นแตะระดับ 10,700 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดอาหารโลก

ในกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญ กิมจิยังคงเป็นสินค้าหลักที่ทำสถิติส่งออกสูงสุด โดยมียอดขายในต่างประเทศกว่า 137 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่สินค้าปศุสัตว์ของเกาหลีใต้เริ่มรุกตลาดพรีเมียมมากขึ้น โดยสามารถส่งออกเนื้อวัวฮันอูและเนื้อหมูจากเกาะเชจูไปยังสิงคโปร์ได้เป็นครั้งแรก หลังผ่านกระบวนการเจรจายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าอาหารเกาหลี และเปิดทางสู่การขยายตลาดในประเทศอื่น ๆ ต่อไป

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการรับมืออุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเฉพาะทางสำหรับผู้ส่งออกอาหาร เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อกฎระเบียบและมาตรการของตลาดคู่ค้า รวมถึงการจัดทำรายงานติดตามอุปสรรคทางการค้าอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับแนวคิดบูรณาการอุตสาหกรรม K-Food เข้ากับ K-Culture และ K-Beauty ผ่านการพัฒนาบุคลากร สถาบันอบรมเชฟ และหลักสูตรด้านอาหารในระดับอาชีวะและมหาวิทยาลัย

DITP ประเมินว่า นโยบายดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดอาหารทั้งในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก โดยเฉพาะในตลาดที่เกาหลีใต้มีบทบาทด้านการส่งออกสูง ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แนะนำว่า ผู้ส่งออกอาหารไทยควรใช้จุดแข็งของไทย ทั้งด้านวัฒนธรรมอาหาร ความหลากหลาย คุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัย มาเชื่อมโยงกับการทำตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลก โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวอาหารไทยควบคู่กับอัตลักษณ์และวิถีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีหรือการผลิตเชิงอุตสาหกรรมไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับตลาดเกาหลีใต้ ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ผลไม้สด เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส แป้งและเส้นจากข้าว รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูปที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลี ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารไทยสำเร็จรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมปรุง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยังมีศักยภาพในการขยายตลาด หากสามารถพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับรสนิยม มาตรฐาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของตลาดเกาหลี

DITP ย้ำว่า ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านคุณภาพสินค้า กลยุทธ์การตลาด และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศคู่ค้า เพื่อให้อาหารไทยยังคงสามารถแข่งขันและรักษาความนิยมในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us