LEO มองปี 2569 เติบโตสดใส เดินเกมรุกตลาดอินเดีย–ตะวันออกกลาง พร้อมดันรายได้ Non-Logistics แตะ 25%
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2569 มีทิศทางเติบโตดีกว่าปีก่อนหน้า จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเริ่มคลี่คลาย จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลเชิงบวกต่อคำสั่งซื้อและปริมาณการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม
ภายใต้บริบทดังกล่าว LEO ได้วางกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทได้เข้าไปพัฒนาฐานลูกค้าอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยตลาดอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท จากศักยภาพด้านการค้า การผลิต และการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขนส่งในตลาดอินเดียและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณการขนส่งสูง และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน LEO ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โลจิสติกส์ หรือ Non-Logistics เป็นประมาณ 20–25% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 15% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมบริการคลังสินค้าและบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และอัตรากำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินงานตามแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนในการสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับฐานปี 2568 และเพิ่ม EBITDA เป็นไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาทภายในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมเป็นหลัก ควบคู่กับการลงทุนในระดับปานกลางที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายเกตติวิทย์กล่าว





