SALE

L2D Page (212)

พาณิชย์ เผยค่าขนส่งทางถนนลดต่อเนื่อง รับอานิสงส์ดีเซลขาลง

พาณิชย์ชี้ค่าขนส่งทางถนนลดต่อเนื่อง ดีเซลขาลงหนุนต้นทุนโลจิสติกส์ผ่อนคลาย

กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยแนวโน้มค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนของไทยยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการปรับลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง สอดคล้องกับทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกและมาตรการภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 สะท้อนถึงต้นทุนการขนส่งที่ผ่อนคลายลงอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงตามสถานการณ์พลังงานโลก ขณะที่ในไตรมาสถัดไปคาดว่าดัชนีดังกล่าวจะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะอุปสงค์ของตลาด

เมื่อพิจารณาโครงสร้างดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนจำแนกตามกิจกรรมการผลิต พบว่าในไตรมาสที่ 4 ปรับลดลงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป็นการลดลงในทุกหมวดหลัก หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมงปรับลดลงจากราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองลดลงตามผลิตภัณฑ์จากการทำเหมืองและถ่านหิน ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมลดลงจากกลุ่มเครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมทั้งปี 2568 ดัชนีค่าบริการขนส่งตามกิจกรรมการผลิตยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในส่วนของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่จำแนกตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 4 ปรับลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยรถที่ให้บริการขนส่งสินค้าเกือบทุกประเภทมีการปรับลดลง ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถพ่วง ขณะที่รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาวมีดัชนีราคาเฉลี่ยทรงตัว ทั้งนี้ ภาพรวมเฉลี่ยทั้งปี 2568 ดัชนีค่าบริการขนส่งตามประเภทรถยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน

การปรับลดลงของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนเมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บสำหรับน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง จากการเปิดตลาดและการมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจขนส่งสินค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากความต้องการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี เพื่อรองรับเทศกาลและวันหยุดยาว รวมถึงการเร่งระบายสต๊อกและส่งมอบสินค้าให้ทันตามแผนของผู้ประกอบการและผู้ค้าปลีก

L2D Page (211)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกระดับ แฟรนไชส์ สู่สากล ช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเหนือ

พณ. เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์ไทยสู่สากล ดันเศรษฐกิจภาคเหนือ คาดสร้างมูลค่าธุรกิจกว่า 114 ล้านบาทใน 1 ปี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่มาตรฐานสากล หวังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างอาชีพให้ประชาชนในภูมิภาค ล่าสุดจัดงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปอย่างคึกคัก

นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงาน พร้อมระบุว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และสามารถเชื่อมโยงธุรกิจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาค ผ่านการนำเสนอแฟรนไชส์ชั้นนำมากกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงาม เพื่อให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเลือกลงทุนในแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพของตนเองได้โดยตรง

ภายในงานมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้สนใจลงทุนกับเจ้าของแฟรนไชส์ หรือ Business Matching พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์สูงสุดถึงร้อยละ 30 เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนและเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานหรือผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินชั้นนำเข้าร่วมให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ พร้อมแนะนำแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจอย่างรอบด้าน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า ผลจากการจัดกิจกรรมคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจและการซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ภายในระยะเวลา 1 ปี รวมกว่า 114,203,673 บาท และมียอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงานคิดเป็นมูลค่า 4,313,900 บาท สะท้อนถึงความสนใจและศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในการขยายตัวสู่ตลาดภูมิภาค

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีธุรกิจแฟรนไชส์รวมทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทยจำนวน 686 แบรนด์ และเป็นแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาและยกระดับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารวม 571 แบรนด์ ซึ่งกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันแฟรนไชส์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดสากล

L2D Page (210)

จีนส่งออกแร่หายากปี 68 พุ่ง 12.9% เทียบรายปี แม้มีมาตรการควบคุมการส่งออก

ส่งออกแร่หายากจีนปี 2568 ยังขยายตัว แม้มาตรการคุมเข้มกดตลาดปลายปี ชาติอุตสาหกรรมเร่งลดพึ่งพา

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในปี 2568 จีนส่งออกแร่หายาก 17 ชนิด รวมปริมาณทั้งสิ้น 62,585 ตัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการแร่ธาตุสำคัญในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกในบางช่วงของปี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม จีนส่งออกแร่หายากลดลงมาอยู่ที่ 4,392 ตัน ลดลง 20% จากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัว หลังมีการเร่งนำเข้าก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงในเชิงรายเดือน แต่ยังเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3,326 ตัน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2568 กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากชนิดกลางและหนัก 7 ประเภท รวมถึงแม่เหล็ก เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกแม่เหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

ในปัจจุบัน จีนยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดแร่หายากโลก โดยครองสัดส่วนประมาณ 70% ของการผลิต และราว 90% ของกระบวนการถลุงแร่ ซึ่งแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศพัฒนาแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม รัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ได้เห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นในการเร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรมีแผนร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศของตนเองมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก

ต่อมาในวันอังคารที่ 13 มกราคม เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความเห็นว่า จุดยืนของจีนในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่าทุกประเทศควรมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลเสถียรภาพของระบบการค้าโลก

L2D Page (209)

ระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำซาก 2 วันติด จ่อแบล็กลิสต์

คมนาคมสั่งระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำ 2 วันติด นายกฯ เรียกประชุมด่วน จ่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

วันนี้ (15 มกราคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพานร่วงหล่นบนถนนพระราม 2 บริเวณโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว (ตอน 7) หลักกิโลเมตรที่ 30 ส่งผลให้ต้องปิดการจราจรช่องทางหลักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง พร้อมระดมเครนและเครื่องจักรหนักเข้ากู้สถานการณ์ รวมถึงกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากโครงเหล็กติดตั้งสะพาน หรือ Launching Gantry (LG) ร่วงลงมาทับพื้นที่การจราจร ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยนายพิพัฒน์ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุให้ครบถ้วนโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำร่างออกมาได้ 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันถัดไป ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญคือแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ ขณะที่การคืนสภาพพื้นผิวการจราจรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงสร้างลอยฟ้าอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นเหตุซ้ำจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา แม้กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงจะกำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวดแล้ว โดยเฉพาะกรณีการซับงานให้ผู้รับเหมาช่วง แต่ยังเกิดเหตุซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง

ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม ภายหลังเกิดเหตุเครนถล่มถึง 2 จุดภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้มีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวปล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมทางหลวง พร้อมสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเกิดจากบุคคลหรือกระบวนการใด โดยสำหรับไซต์งานที่เกิดเหตุ นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงพักการก่อสร้าง ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว แต่กลับยังเกิดอุบัติเหตุขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเชิงลึกอย่างรอบด้าน

เมื่อสอบถามถึงการรายงานข้อมูลจากตัวแทนบริษัทผู้รับเหมา นายพิพัฒน์ระบุว่า บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ควบคุมงานในช่วงเกิดเหตุ การตรวจทดสอบหลังการประกอบงาน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมแม้จะมีการตรวจสอบแล้ว โครงสร้างจึงยังพังถล่มลงมา โดยบริษัทต้องเป็นผู้หาข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างครบถ้วน

ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาคู่ขนาน โดยจะไม่ยึดถือข้อมูลจากบริษัทผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลอย่างเป็นธรรม สามารถสืบย้อนกระบวนการทำงานตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ การประกอบชิ้นงาน การควบคุมงานของโฟร์แมน ไปจนถึงการกำกับดูแลของบริษัทควบคุมงานอีกชั้นหนึ่ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงบทลงโทษผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำว่า กระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว และกรณีนี้อาจเข้าข่ายใช้มาตรการขั้นรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสถึงขั้นขึ้นบัญชีดำหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า “ใกล้เคียง แต่ต้องมีมาตรการออกมาแน่นอน เพราะเกิดเหตุซ้ำถึง 2 วัน”

พร้อมย้ำว่า การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทผู้รับเหมา หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป และหากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้การก่อสร้างมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us