SALE

pic3

Hub โลจิสติกส์ระดับอินเตอร์ — นามบัตรใบใหม่ของ “ท่าเรือชินโจว” ของกว่างซี

หลายปีมานี้ ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ (ชื่อเรียกรวมของท่าเรือชินโจว ท่าเรือฝางเฉิงก่าง และท่าเรือเป๋ยไห่ หลังจากที่ได้บูรณาการท่าเรือ) มีอัตราการขยายตัวของปริมาณการขนถ่ายสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์สูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน สถิติในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2565 ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้มีปริมาณขนถ่ายตู้สินค้าสะสม 3.165 ล้าน TEUs เพิ่มขึ้น 21% (YoY)

 

จากข้อมูลยังพบว่า การลงทุนเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้เพิ่มขึ้นจาก 2,570 ล้านหยวนในปี 2562 เป็น 10,500 ล้านหยวนในปี 2564 ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสูงเป็นอันดับ 3 ของท่าเรือเลียบชายฝั่งทะเลในประเทศจีน เส้นทางเดินเรือเพิ่มขึ้นจาก 46 เส้นทางในปี 2562 เป็น 71 เส้นทางในปัจจุบัน โดยมี “ท่าเรือชินโจว” เป็นพระเอกในกลุ่มท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นวันคล้ายวันสถาปนา “ท่าเรือชินโจว” ครบรอบ 30 ปี ท่าเรือที่มีจุดเริ่มต้นจากท่าเทียบเรือขนาด 20,000 ตัน จนกระทั่งมีท่าเทียบเรือขนาด 300,000 ตันในปัจจุบัน เริ่มต้นจากเครนหน้าท่าที่ใช้คนงานบังคับ จนกระทั่งเป็น Smart port ที่ใช้ระบบควบคุมอัจฉริยะในการขนถ่ายตู้สินค้าระหว่าง “เรือ+ราง” เป็นที่แรกในประเทศจีน

ล่าสุด ท่าเรือชินโจวติดอันดับ Top50 ท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ชั้นนำระดับโลกได้เป็นครั้งแรก โดยอยู่ในอันดับที่ 47 ของโลก ท่านทราบหรือไม่ว่า… ทำไม “ท่าเรือชินโจว” จึงมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างในปัจจุบัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า…โมเดลการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ “เรือ+ราง” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคำว่า “เรือ+ราง” สามารถอธิบายตัวเองได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า… โมเดลการขนส่งดังกล่าวประกอบร่างจากเรือกับรถไฟ โดยมี “ท่าเรือชินโจว” เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เชื่อมการขนส่งระหว่าง “เรือบรรทุกสินค้ากับขบวนรถไฟลำเลียงตู้สินค้า” ไว้ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน

โมเดลการขนส่ง “เรือ+ราง” ได้รับความนิยมจากทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกในจีน สถิติ 6 เดือนแรก ปี 2565 พบว่า เที่ยวรถไฟขนส่งสินค้าในโมเดล “เรือ+ราง” ทั้งขาเข้าและขาออกในท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้กว่างซี วิ่งให้บริการรวม 4,132 เที่ยว เพิ่มขึ้น 42% (YoY) ให้บริการขนส่งสินค้าแล้วมากกว่า 640 ประเภท ลำเลียงตู้สินค้ารวม 3.79 แสน TEUs เพิ่มขึ้น 33.4% (YoY) และมีเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้ารวม 12 เส้นทาง ทั้งนี้ คาดว่าในสิ้นปี 2565 จะมีเที่ยวรถไฟที่วิ่งให้บริการทะลุ 7,000 เที่ยว

ข้อได้เปรียบด้านความสะดวกรวดเร็วในการขนย้ายตู้สินค้า ช่วยให้สินค้าส่งออกจากท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพฯ และอีกกว่า 200 ท่าใน 100 กว่าประเทศ/ดินแดนทั่วโลก สามารถส่งไปที่ท่าเรือชินโจวของกว่างซี จากนั้นขนถ่ายจากเรือสินค้าไปขึ้นโบกี้รถไฟในท่าเรือชินโจวเพื่อนำสินค้ากระจายต่อไปยัง 108 สถานีใน 56 เมืองใน 16 มณฑลทั่วประเทศจีน (จากเดิม 14 มณฑล) ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือจะลำเลียงออกจากประเทศจีนต่อไปถึงคาซัคสถาน รัสเซีย  โปแลนด์ และเยอรมนี

 

 เข้าใจง่ายๆ คือ ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้การขนส่งแบบไร้รอยต่อ “เรือ+ราง” ที่ท่าเรือชินโจวของกว่างซี เพื่อการกระจายสินค้าต่อไปยัง 16 มณฑลทั่วประเทศจีนได้อย่างสะดวกง่ายดาย หรือส่งสินค้าไปเจาะตลาดเอเชียกลางและยุโรปก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนของการขนส่งในรูปแบบ “เรือ+รถไฟ” ที่ท่าเรือชินโจว คือ การขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีความมีความรวดเร็ว คล่องตัว ประหยัดเวลา (ใช้เวลาสั้นลงอย่างน้อย 10 วัน เมื่อเทียบกับการขนส่งแบบเดิมที่ต้องวิธีการลำเลียงผ่านท่าเรือในหัวเมืองฝั่งตะวันออกของประเทศจีน / ยื่นสำแดงพิธีการศุลกรนำเข้า-ส่งออกแบบล่วงหน้าได้และเป็นแบบ One stop service) แถมภาครัฐยังมีนโยบายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่าย การตรึงราคาค่าขนส่งแบบราคาเดียว และลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้เท่ากับท่าเรือสากลแห่งอื่นในจีน เพื่อดึงดูดให้ผู้ค้ามาใช้บริการที่เมืองชินโจว

เส้นทางการเดินเรือระหว่างท่าเรือชินโจวกับท่าเรือแหลมฉบัง ปัจจุบัน มีเที่ยวเรือให้บริการสัปดาห์ละ 7 เที่ยว (เป็นเที่ยวเรือที่สามารถใช้ขนส่งผลไม้ได้ 4 เที่ยว) เที่ยวเรือที่สั้นที่สุดใช้เวลาเดินเรือเพียง 3-4 วันเท่านั้น สินค้าไทยสามารถขึ้นท่าที่ท่าเรือชินโจว และส่งขึ้นรถไฟไปยังเมืองอื่นๆ ในกว่างซี หรือกระจายต่อไปที่นครเฉิงตู นครฉงชิ่ง นครซีอาน (แป้งมันสำปะหลังจากท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือชินโจว – นครซีอาน ใช้เวลาขนส่งเพียง 5.5 วัน) นครสือเจียจวงซึ่งเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจใหม่ของจีน

 

จัดทำโดย นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง

ที่มา เว็บไซต์ http://gx.news.cn

Cr: thaibizchina

pic2

กรมพัฒน์ฯ เสริมศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานสากล

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้มีระบบบริหารจัดการสู่มาตรฐานสากล โดยจัดกิจกรรมยกระดับความเชื่อมั่นธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ด้วยมาตรฐานสากล ผลักดันเข้าสู่มาตรฐาน ISO 9001 สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับสากล พร้อมรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

โลจิสติกส์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา เนื่องจากทุกคนต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางและการรวมตัวจึงใช้เวลาอยู่ในที่พักเป็นส่วนใหญ่ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตปรับเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจขนส่ง จึงกลายเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับผู้บริโภคให้ถึงกัน เมื่อมีความต้องการจากผู้บริโภคที่มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้พื้นที่ในธุรกิจโลจิสติกส์เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้นตามมา มีการแข่งขั้นทั้งด้านราคาค่าบริการขนส่ง การใช้เทคโนโลยี และการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว ดังนั้น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์จะต้องเร่งปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าออนไลน์มากขึ้น

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็น การบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับการบริการให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน โดยในปีงบประมาณ 2565 ได้จัดกิจกรรมยกระดับความเชื่อมั่น ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ด้วยมาตรฐานสากล เป็นกิจกรรมพัฒนาการบริหารจัดการให้มีคุณภาพ ตลอดจนธุรกิจสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001 ได้ นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดไปสู่การแข่งขันในระดับสากล โดยตั้งแต่ปี 2553-2564 มีธุรกิจที่ได้พัฒนาและผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO แล้ว จำนวน 678 ราย และในปีนี้มีธุรกิจที่ผ่านมาตรฐาน ISO จำนวน 37 กิจการ ซึ่งธุรกิจทั้งหมดนี้จะสามารถออกไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าสู่ประเทศ

 

ทั้งนี้ การส่งเสริมธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ได้ดำเนินการครอบคลุมทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อาทิ ธุรกิจคลังสินค้า ตัวแทนออกของรับอนุญาต บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และบริการโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และเชื่อมต่อไปยังธุรกิจต่างๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอย่างมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

Cr: ryt9

pic1

“กทท.” เปิด 4 แนวทาง สางปัญหาจราจร “ท่าเรือแหลมฉบัง”

“กทท.” เปิด 4 แนวทาง เชิญผู้ประกอบการ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ แก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบัง หลังสมาคมผู้ประกอบการขนส่งฯร้องจราจรหนาแน่น กระทบแผนส่งสินค้าล่าช้า

รายงานข่าวจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท. ได้เชิญผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือและหาแนวทางการแก้ปัญหาแก้ไขปัญหาการจราจรที่หนาแน่นภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เพื่อให้การบริการเกิดความสะดวกรวดเร็ว โดยการประชุมครั้งนี้ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมผู้ประกอบการขนส่งแหลมฉบังชลบุรี เกี่ยวกับปัญหาการจราจรหนาแน่นภายในท่าเทียบเรือ บริษัท แหลมฉบัง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งที่มีการใช้เวลาในการขนส่งตู้สินค้ามากกว่าปกติจนส่งผลให้พนักงานขับรถเกิดความเหนื่อยล้าในขณะรอรับบริการ รวมทั้ง ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากการที่ต้องติดเครื่องยนต์เพื่อรอรับบริการ

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ B5, C3 ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่มาของการเกิดจราจรที่หนาแน่นภายใน ทลฉ. เนื่องจาก

  1. เรือบรรทุกตู้สินค้าเข้าเทียบท่าช้ากว่ากำหนด (เรือดีเลย์)
  2. การ OVER BOOKING 
  3. ตู้สินค้าขาเข้า (Import) มีการฝากเก็บไว้เป็นเวลานาน
  4. พฤติกรรมการคืนตู้สินค้า (Export) อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานข่าวจากกทท. กล่าวต่อว่า  กทท. ได้เสนอแนวทางพร้อมสอบถามความคิดเห็นและความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งสามารถหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาการจราจรได้ ดังนี้

  1. ขอให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนการใช้งานระบบ Truck Queue (การใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยบริหารเวลารถบรรทุกสินค้าเข้าออก ทลฉ.) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้การใช้งานของระบบ รวมทั้ง ทลฉ. ยังสามารถนำข้อมูลปัญหาที่เกิดจากการใช้งานมาปรับปรุง แก้ไข ระบบให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดความรวดเร็วต่อการใช้งานของผู้ประกอบการขนส่ง
  2. ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกภาคส่วนให้ร่วมใช้งานระบบ Truck Queue เต็มรูปแบบ (100%) คาดการณ์ว่าจะสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป และภายหลังจะมีการออกระเบียบข้อบังคับการใช้งานระบบ Truck Queue
  3. ทลฉ. ยินดีสนับสนุนพื้นที่สำหรับการปฏิบัติงาน เพื่อการให้บริการที่มีความสะดวกรวดเร็ว โดยจะมีการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ ที่ประสงค์จะเช่าพื้นที่ของ ทลฉ. เพื่อเป็นการบรรเทาการจราจรหนาแน่นภายใน ทลฉ.
  4. ขอความร่วมมือผู้ประกอบการท่าเทียบเรือให้บริหารจัดการด้านการจราจร โดยขอให้การบริการเสร็จสิ้นภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตามทลฉ. จะต้องเร่งรัดดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะถนนและหากพบจุดใดที่ชำรุดให้ดำเนินการซ่อมแซมโดยเร็ว

Cr: thansettakij.com

pic3

ต่างชาติหอบเงินลงทุนโลจิสติกส์ 4.3 พันล. – พาณิชย์เตือนธุรกิจวางแผนสภาพคล่องรับดอกเบี้ยขาขึ้น

รายงานข่าวจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ประจำเดือนมิ.ย. 2565 ว่า ปัจจุบันไทยมีนิติบุคคล ธุรกิจโลจิสติกส์ รวม 38,610 ราย โดยในเดือนมิ.ย. 2565 มีการเปิดกิจการใหม่ 352 ราย ลดลง 16.8% และปิดกิจการ 94 ราย หรือเพิ่มขึ้น 104.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน

ธุรกิจโลจิสติกส์ที่น่าจับตามอง คือ การขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร ซึ่งเปิดกิจการใหม่ จำนวน 173 ราย คิดเป็น 49.1% ของกิจการเปิดใหม่ทั้งหมด แต่มีจำนวนลดลง 27.9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนการเปิดกิจการใหม่รองลงมา คือ การขนส่งสินค้าอื่นๆ ทางถนน คิดเป็น 14.8% และตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร 12.8% ตามลำดับ.

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของธุรกิจพบว่า ตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร มีอัตราการเติบโตดี เป็นอัตราบวก เพิ่มขึ้น 80% ขณะที่ธุรกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร และธุรกิจการขนส่งสินค้าอื่นๆ ทางถนน เติบโตลดลง 27.9% และ 13.3% ตามลำดับ

 

ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2565 มีมูลค่า รวม 4,346.37 ล้านบาท คิดเป็น 19.9% ของการลงทุนในกลุ่มโลจิสติกส์ในประเทศไทย โดยสัญชาติที่มีการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

ประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนลงทุนมากที่สุด สัดส่วน 52.4% คือ กิจกรรมสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าเรือ ยกเว้นการขนถ่ายสินค้า มูลค่า 2,277 ล้านบาท รองลงมา 10.9% คือ กิจกรรมการบริการอื่นๆ ที่สนับสนุนการขนส่งทางบก มูลค่า 474 ล้านบาท และ 8.1% การขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร มูลค่า 353 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่า ธปท. อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อเช่นเดียวกันกับธนาคารกลางประเทศอื่น ซึ่งหากธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้น ผู้ประกอบการอาจต้องวางแผนในการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบเพื่อเตรียมรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ย

Cr: khaosod

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info