News Update

L2D Page (63)

ภาษีอี-เซอร์วิส 4 ปี 3 หมื่นล้าน

สรรพากรเผยจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส 4 ปี ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ยกระดับภาษีดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานสากล

นายภาณุวัฒน์ เหลืองวีใล รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมการประชุม OECD Global on VAT ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยประเทศไทยได้นำเสนอประสบการณ์และแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือภาษีอี-เซอร์วิส ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564

การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสจากบริษัทข้ามชาติในช่วงเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐมากกว่า 30,000 ล้านบาท โดยในปี 2564 จัดเก็บได้ 1,745 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 จัดเก็บได้ 6,346 ล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 6,609 ล้านบาท ปี 2567 เพิ่มเป็น 7,859 ล้านบาท และในปี 2568 จัดเก็บได้ 8,292 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีบริษัทต่างชาติที่เข้าสู่ระบบการชำระภาษีอี-เซอร์วิสมากกว่า 258 รายแล้ว

ผลจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้หลายประเทศให้ความสนใจและสอบถามถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย เนื่องจากถือเป็นการพัฒนามาตรการภาษีเพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีข้ามพรมแดน และเป็นการปรับตัวให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยยังคงให้ความร่วมมือกับ OECD อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันความร่วมมือและมาตรการด้านภาษีระหว่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ารับการประเมินตามมาตรฐานสากลในปี 2569

นายภาณุวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างประเทศ จากเดิมผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการในประเทศต้องเสียภาษี ขณะที่บริษัทต่างชาติสามารถให้บริการแก่คนไทยโดยไม่อยู่ภายใต้ภาระภาษี เมื่อรูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไป รัฐจึงต้องปรับกฎหมายให้บริษัทต่างชาติที่ให้บริการในประเทศไทย แม้จะตั้งอยู่ในต่างประเทศ ต้องยื่นแบบและชำระภาษีในไทยด้วย มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการยกระดับระบบการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

L2D Page (241)

มาเลเซีย-สิงคโปร์มุ่งปั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ดึงดูดเงินทุนคนเก่ง

มาเลเซีย–สิงคโปร์เดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ เสริมแกร่งเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนและบุคลากรคุณภาพ

กระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มาเลเซียและสิงคโปร์กำลังเร่งผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ (Johor–Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้โครงการได้ก้าวจากขั้นตอนการวางแผนไปสู่การดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม

เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการผสานศักยภาพของรัฐยะโฮร์ ซึ่งมีพื้นที่และทรัพยากรขนาดใหญ่ เข้ากับจุดแข็งของสิงคโปร์ด้านเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายการเชื่อมต่อระดับโลก เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชนทั้งสองฝั่งของสะพานคอสเวย์

ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมการลงทุนขั้นสูง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของมาเลเซีย อยู่ระหว่างการสรุปพิมพ์เขียวและแผนแม่บทการลงทุนของเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ ซึ่งจะกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว ภาคธุรกิจเป้าหมาย พื้นที่ยุทธศาสตร์ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานด้านการกำกับดูแล สิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร โดยตั้งเป้าเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2026

L2D Page (240)

ไปรษณีย์ไทยดัน EMS ยืนหนึ่งโลจิสติกส์ รายได้ทะลุหมื่นล้าน

EMS ตอกย้ำผู้นำโลจิสติกส์ไทย ไปรษณีย์ไทยโกยรายได้ทะลุหมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล–อีคอมเมิร์ซ
ไปรษณีย์ไทยยังคงรักษาบทบาทผู้นำด้านโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบริการส่งด่วนพิเศษในประเทศ หรือ EMS ยังคงเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับองค์กร ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดขนส่งที่ทวีความรุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการขนส่งของไปรษณีย์ไทยซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริการส่งด่วน EMS ตลอดปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นพอร์ตธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับองค์กร โดยสามารถสร้างรายได้รวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท ตอกย้ำสถานะของ EMS ในฐานะบริการขนส่งด่วนหลักของประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซไทยอย่างเป็นรูปธรรม

การเติบโตของ EMS ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายตัวของแพลตฟอร์มออนไลน์และภาคค้าปลีกสมัยใหม่ ควบคู่กับความต้องการด้านความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มผู้ใช้บริการ ตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม SME ไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง อาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าชุมชน ซึ่งเลือกใช้ EMS เป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ

จุดแข็งของบริการ EMS อยู่ที่เครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ความสามารถในการจัดการปริมาณพัสดุจำนวนมาก และมาตรฐานการจัดส่งที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการขายและการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญการตลาดและเทศกาลส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งระบบขนส่งที่มีเสถียรภาพมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไปรษณีย์ไทยเดินหน้ายกระดับบริการ EMS อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการขนส่งพัสดุ ผ่านการพัฒนาโซลูชันและสมาร์ทเซอร์วิสที่ตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัล ทั้งการขยายจุดรับฝากพัสดุ EMS Point ให้เข้าถึงชุมชนและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแพลตฟอร์มซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวบรวมบริการด้านพัสดุและบริการดิจิทัลไว้ในช่องทางเดียว รวมถึงการเรียกบุรุษไปรษณีย์เข้ารับฝากพัสดุถึงบ้าน และการติดตามสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังได้นำระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งเป็นระบบจ่าหน้าดิจิทัลด้วยรหัสเฉพาะมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล เพิ่มความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล และลดความผิดพลาดในกระบวนการจัดส่ง พร้อมกันนี้ยังได้จัดตั้งทีมดูแลลูกค้ารายสำคัญและผู้ประกอบการออนไลน์โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการรับเรื่องและแก้ไขปัญหา ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ

ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยย้ำว่า บริการส่งด่วน EMS จะยังคงเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ส่งและผู้รับพัสดุเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทุกขนาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

L2D Page (239)

คลังเผยส่งออกโต 18 เดือนติด หนุนเศรษฐกิจ ธ.ค. 68 จับตาค่าเงินบาท- นโยบายสหรัฐฯ-จีน

คลังชี้ส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน หนุนเศรษฐกิจไทยปลายปี 2568 ยังต้องจับตาเงินบาทและนโยบายสหรัฐ–จีน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคม 2568 ยังได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ควบคู่กับสัญญาณฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ทั่วถึง ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน

นายวินิจ วิเศษสุรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก การบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ด้านการบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้สำคัญสะท้อนการปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในรูปแบบรายปีและรายเดือนหลังปรับฤดูกาล อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง สะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งยังหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านการนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัวทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อนหน้า ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหมวดก่อสร้างยังคงชะลอตัว โดยรายได้จากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ลดลงทั้งในเชิงรายปีและรายเดือนหลังปรับฤดูกาล

ภาคการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าเกือบ 28,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตราสูงกว่า 16% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 หากไม่รวมสินค้าน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกยังคงขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกัน สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกที่ยังอยู่ในทิศทางที่ดี

ด้านอุปทานเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศลดลงจากปีก่อน แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยที่เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงรายปีและรายเดือน

ภาคเกษตรกรรมยังเผชิญแรงกดดัน โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงจากปีก่อน ตามการลดลงของผลผลิตข้าวและไม้ผลสำคัญ แม้ผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน ส่วนภาคอุตสาหกรรมสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับลดลง จากปัจจัยด้านสถานการณ์ชายแดน ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการผลิตที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บ่งชี้การขยายตัวต่อเนื่อง

เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในกรอบเหมาะสม สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการที่อยู่เหนือระดับ 50 จุด ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวโลกยังคงฟื้นตัวดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับตลาดการเงินไทยในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนหลักจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ยังคงมีเงินทุนไหลเข้า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us