News Update

L2D Page (209)

ระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำซาก 2 วันติด จ่อแบล็กลิสต์

คมนาคมสั่งระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำ 2 วันติด นายกฯ เรียกประชุมด่วน จ่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

วันนี้ (15 มกราคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพานร่วงหล่นบนถนนพระราม 2 บริเวณโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว (ตอน 7) หลักกิโลเมตรที่ 30 ส่งผลให้ต้องปิดการจราจรช่องทางหลักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง พร้อมระดมเครนและเครื่องจักรหนักเข้ากู้สถานการณ์ รวมถึงกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากโครงเหล็กติดตั้งสะพาน หรือ Launching Gantry (LG) ร่วงลงมาทับพื้นที่การจราจร ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยนายพิพัฒน์ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุให้ครบถ้วนโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำร่างออกมาได้ 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันถัดไป ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญคือแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ ขณะที่การคืนสภาพพื้นผิวการจราจรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงสร้างลอยฟ้าอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นเหตุซ้ำจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา แม้กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงจะกำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวดแล้ว โดยเฉพาะกรณีการซับงานให้ผู้รับเหมาช่วง แต่ยังเกิดเหตุซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง

ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม ภายหลังเกิดเหตุเครนถล่มถึง 2 จุดภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้มีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวปล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมทางหลวง พร้อมสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเกิดจากบุคคลหรือกระบวนการใด โดยสำหรับไซต์งานที่เกิดเหตุ นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงพักการก่อสร้าง ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว แต่กลับยังเกิดอุบัติเหตุขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเชิงลึกอย่างรอบด้าน

เมื่อสอบถามถึงการรายงานข้อมูลจากตัวแทนบริษัทผู้รับเหมา นายพิพัฒน์ระบุว่า บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ควบคุมงานในช่วงเกิดเหตุ การตรวจทดสอบหลังการประกอบงาน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมแม้จะมีการตรวจสอบแล้ว โครงสร้างจึงยังพังถล่มลงมา โดยบริษัทต้องเป็นผู้หาข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างครบถ้วน

ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาคู่ขนาน โดยจะไม่ยึดถือข้อมูลจากบริษัทผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลอย่างเป็นธรรม สามารถสืบย้อนกระบวนการทำงานตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ การประกอบชิ้นงาน การควบคุมงานของโฟร์แมน ไปจนถึงการกำกับดูแลของบริษัทควบคุมงานอีกชั้นหนึ่ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงบทลงโทษผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำว่า กระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว และกรณีนี้อาจเข้าข่ายใช้มาตรการขั้นรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสถึงขั้นขึ้นบัญชีดำหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า “ใกล้เคียง แต่ต้องมีมาตรการออกมาแน่นอน เพราะเกิดเหตุซ้ำถึง 2 วัน”

พร้อมย้ำว่า การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทผู้รับเหมา หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป และหากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้การก่อสร้างมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

L2D Page (208)

LEO ตั้งเป้าปี 69 สดใส! รุกหนัก "อินเดีย-ตะวันออกกลาง" พร้อมเพิ่มราย ได้ Non-Logistics

LEO มองปี 2569 เติบโตสดใส เดินเกมรุกตลาดอินเดีย–ตะวันออกกลาง พร้อมดันรายได้ Non-Logistics แตะ 25%

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2569 มีทิศทางเติบโตดีกว่าปีก่อนหน้า จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเริ่มคลี่คลาย จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลเชิงบวกต่อคำสั่งซื้อและปริมาณการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม

ภายใต้บริบทดังกล่าว LEO ได้วางกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทได้เข้าไปพัฒนาฐานลูกค้าอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยตลาดอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท จากศักยภาพด้านการค้า การผลิต และการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขนส่งในตลาดอินเดียและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีปริมาณการขนส่งสูง และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน LEO ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โลจิสติกส์ หรือ Non-Logistics เป็นประมาณ 20–25% ของรายได้รวม จากปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 15% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมบริการคลังสินค้าและบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และอัตรากำไรได้อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินงานตามแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนในการสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับฐานปี 2568 และเพิ่ม EBITDA เป็นไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาทภายในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนเดิมเป็นหลัก ควบคู่กับการลงทุนในระดับปานกลางที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายเกตติวิทย์กล่าว

L2D Page (207)

กกร.จี้รัฐบาลใหม่ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ ระบุแค่ปีเดียวเสียหาย2.5หมื่นล.

กกร. เตือนรัฐบาลใหม่เร่งสกัดทุนเทา–อาชญากรรมไซเบอร์ ชี้ความเสียหายปีเดียวพุ่งกว่า 2.5 หมื่นล้าน เขย่าฐานเศรษฐกิจไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และขบวนการนอมินีอย่างจริงจัง หลังตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงต่อเนื่อง จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กกร. ร่วมกับคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 โดยเชิญผู้แทนพรรคการเมือง หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน และนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เข้าร่วม เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลเร่งจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและทุนผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในปี 2568 ประเทศไทยได้รับความเสียหายจากคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 323,000 คดี คิดเป็นมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท แต่สามารถเยียวยาเหยื่อได้เพียงส่วนน้อย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้อาชญากรรมไซเบอร์และเงินผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายประเทศจากภายใน

กกร. ระบุว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง แต่ลุกลามไปถึงการที่ทุนเทาใช้โครงสร้างนอมินีเข้ามาฟอกเงินและยึดครองธุรกิจในไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งในด้านต้นทุนและอิทธิพลนอกระบบ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เครือข่ายเหล่านี้อาจแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างรัฐผ่านการติดสินบนเจ้าหน้าที่และนักการเมือง จนนำไปสู่การบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสถาบันของประเทศในระยะยาว

ผลกระทบจากทุนเทาและสแกมเมอร์ได้บิดเบือนกลไกตลาด ทำลายฐานผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง ความสูญเสียมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีได้เปลี่ยนความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำธุรกรรมออนไลน์ให้กลายเป็นความหวาดระแวง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐลงทุนมหาศาลเสี่ยงไร้ประสิทธิภาพ และทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตชะงักลง โดยเฉพาะธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ต้องพึ่งพาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจหลัก

ด้วยเหตุนี้ กกร. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 6 เดือนแรกของการบริหารประเทศ ตั้งแต่การอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดนอมินี การปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเสมอภาค ไม่ละเว้นแม้ผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อยุติวงจรคอร์รัปชันและฟื้นความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

L2D Page (206)

เด็กไทยเกิดน้อยโดดเดี่ยวเขย่าอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย

เด็กเกิดน้อย–เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสองวิกฤติที่กำลังกัดกินอนาคตไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 559,000 คน ไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางประชากรศาสตร์ แต่คือสัญญาณเตือนถึง “ระเบิดเวลา” ที่กำลังสั่นคลอนฐานเศรษฐกิจและกำลังแรงงานของประเทศในอนาคตอันใกล้ หากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรองรับ ไทยอาจเผชิญภาวะถดถอยเชิงโครงสร้างที่ยากจะฟื้นกลับ

ความน่ากังวลยิ่งทวีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงโครงสร้างประชากรขาขึ้น มีแรงงานวัยทำงานจำนวนมาก และมีศักยภาพรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม ไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน กำลังการผลิตลดลง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีก็มีแนวโน้มลดลง กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและความสามารถในการดูแลสวัสดิการประชาชนในระยะยาว จนเกิดความเสี่ยงต่อภาวะ “การล่มสลายของประชากร” ที่จะฉุดรั้ง GDP และโครงสร้างครอบครัวไทยพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเกิดน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในมิติเชิงปริมาณของประชากรเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเติบโตทางสังคม เด็กจำนวนมากต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวในครอบครัวขนาดเล็ก ขาดพี่น้องและเครือข่ายครอบครัวขยายที่เคยเป็นฐานความอบอุ่นและการเรียนรู้ทางสังคมในอดีต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดในผลสำรวจเยาวชนไทยปี 2568 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งพบว่าเด็กและเยาวชนเกือบหนึ่งในสามรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญความเครียดอย่างต่อเนื่อง และที่น่าตกใจคือมีเยาวชนจำนวนมากไม่พึงพอใจในชีวิตของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางอารมณ์ที่กำลังก่อตัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย

สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกิดจากการขาดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงภายในครอบครัวและชุมชน เมื่อสังคมเล็กลง ความสัมพันธ์ก็แคบลง เด็กจำนวนมากจึงเติบโตท่ามกลางความคาดหวังสูง แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่กลายเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติเศรษฐกิจและประชากร

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการขาดแคลนแรงงานที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อีกด้านคือสังคมที่เปราะบางจากปัญหาสุขภาพกายและใจของเด็กและเยาวชน การแก้ปัญหาจึงไม่อาจเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมีบุตร และการดูแลให้เด็กทุกคนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีภูมิคุ้มกันทางใจ

เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ รัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมให้เอื้อต่อการมีบุตร การส่งเสริมสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว การสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตของการสร้างครอบครัว ไปจนถึงการลงทุนด้านสุขภาพจิตและพัฒนาการเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

หากการลงมือทำยังล่าช้า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปจะยิ่งขยายความรุนแรงของวิกฤติ และทำให้ต้นทุนในการแก้ไขสูงขึ้นอย่างทวีคูณ วิกฤติประชากรและวิกฤติเด็กไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด รวดเร็ว และยั่งยืน ก่อนที่โอกาสของประเทศจะเล็กลงไปมากกว่านี้

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us