News Update

L2D Page (280)

LEO โชว์ “อีบีด้า” Q1 แตะ 34 ล้านบาท ลุยแผน 3×6 Growth Matrix ดันโตยั่งยืน

บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) เปิดงบ Q1/69 มีรายได้ 313.9 ล้านบาท EBITDA เติบโตขึ้น 153%  จากไตรมาส 4/2568  ฟากชีอีโอ “เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์” ระบุปี 69 เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์   3 ด้าน 6 มิติ (3x6 Growth Matrix) และ Jump+ เพื่อหนุน EBITDA ให้เติบโตตามเป้า 50-55 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 45% ภายในปี 2571 ผลักดันผลงานอนาคตเติบโตแข็งแกร่ง 

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 313.9 ล้านบาท  โดยบริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตของ EBITDA ตามแผนงาน Jump+ ที่บริษัทฯ ได้ประกาศไว้  บริษัทฯ มี EBITDA ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 33.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 7.5 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2568 บริษัทมีการเติบโตของ EBITDA ในอัตราที่สูงขึ้นร้อยละ 153 และกำไรสุทธิ มีการเติบโตสูงขึ้นร้อยละ 199

ปัจจัยหลักที่ทำให้ EBITDA ของบริษัทฯ มีการเติบโตขึ้นมากเนื่องจากความสามารถในการผลักดันให้ธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามแผนธุรกิจ 3×6 Growth Matrix และตามแผนงานที่ได้ระบุไว้ในโครงการ Jump+  ธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บของขนาดเล็ก (Self-Storage) และธุรกิจรับฝากตู้สินค้า (Container Depot) มีรายได้ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26  เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2568 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรางของบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท LaneXang Express และบริษัท Sritrang-Leo Multimodal Logistics ก็มีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 1/2569 กับไตรมาส 4/2568

ทั้งนี้ รายได้หลักมาจากค่าบริการอื่นๆ ที่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ได้แก่ ค่าขนส่งทางอากาศ และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เนื่องจากภาวะสงครามและทำให้เกิดการชะงักงันในการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

จึงให้มีความต้องการในการส่งสินค้าทางอากาศไปในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น และอัตราค่าระวางก็มีการปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงบริษัทฯ มีรายได้จากงานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Heavy Lift & Project Cargoes) ในช่วงไตรมาส 1/2569 จึงทำให้รายได้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรมีการเติบโต โดยรายได้จากธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ และการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2568 ร้อยละ 12.5 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1/2569 เท่ากับร้อยละ 32 ซึ่งเท่ากับไตรมาส 4/2568 แต่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 30

“เนื่องจากสภาวะการส่งออกนำเข้าในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปี 2569 มีการชะลอตัวลงจากสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทฯ เริ่มได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าระวางเนื่องจากสภาวะสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนมีนาคม จึงทำให้รายได้รวมลดลงจากไตรมาส 1/2568 เพียงเล็กน้อย และคาดว่าผลกระทบเชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนภายในปี 2569 ทำให้อัตราค่าระวางยังอยู่ในสภาวะสูง และทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นตามอัตราค่าระวางที่สูงขึ้น” นายเกตติวิทย์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 LEO เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ ( 3×6 Growth Matrix) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจของ LEO ในปี 2569 นี้ รวมถึงการผลักดันแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตของธุรกิจตามแผนงาน Jump+ เพื่อสร้างการเติบโต EBITDA ของบริษัทขึ้น 45% หรือ 50-55 ล้านบาทภายในปี 2571 และเป็นการเติบโตที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Profitability, Efficiency, Stability ควบคู่กับความมีธรรมาภิบาล การดูสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ก็ยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้รายได้ ผลการดำเนินงาน และ EBITDA ของบริษัทฯ ในปี 2569 ให้มีการเติบโตตามแผนงาน “3×6 Growth Matrix” เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปี รวมถึงบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ในแผนไว้ตามโครงการ Jump+ ได้อย่างแน่นอน” นายเกตติวิทย์ กล่าวในที่สุด

ขอบคุณข่าวจาก mitihoon

L2D Page (198)

'การท่าเรือแห่งประเทศไทย' ครบรอบ 75 ปี เดินหน้าสู่ Smart Port เชื่อมโลจิสติกส์ไทยไร้รอยต่อ ดันศักยภาพสู่เวทีโลก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ประกาศทิศทางการพัฒนาองค์กรในโอกาสครบรอบ 75 ปี โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศให้ทันสมัย พร้อมเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการขนส่งแบบไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในยุคใหม่ ภายใต้นโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า องค์กรกำลังเดินหน้าพัฒนาโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับการบริหารจัดการท่าเรือ ควบคู่กับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายใต้แนวคิด “Empowering Thailand’s Future” กทท. ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ที่ใช้ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การพัฒนาท่าเรือสีเขียว (Green Port) ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนรอบท่าเรือ การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาค และการผลักดันโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 กทท. ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 8,306 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,571 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณเรือเทียบท่าและปริมาณสินค้าผ่านท่าก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตู้สินค้าที่เติบโตถึง 9.19% สะท้อนถึงบทบาทของท่าเรือไทยที่ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและการขนส่งของประเทศ

ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กทท. เร่งยกระดับท่าเรือกรุงเทพสู่ท่าเรือกึ่งอัตโนมัติ พร้อมพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่และลดต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันยังพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลัก เพื่อลดปัญหาการจราจรและเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้า

ส่วนท่าเรือแหลมฉบังยังคงเดินหน้าโครงการระยะที่ 3 อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการค้าในอนาคต ขณะที่ท่าเรือภูมิภาค เช่น ท่าเรือระนอง ท่าเรือเชียงแสน และท่าเรือเชียงของ ก็ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาททางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมศักยภาพการค้าในระดับภูมิภาคและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ กทท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเติบโตควบคู่ไปกับสังคมอย่างยั่งยืน สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว

L2D-Page-310

SME ไทยสะเทือน! แพลตฟอร์มขึ้น GP–ผูกขนส่ง สะท้อนอำนาจเหนือตลาด จี้รัฐเร่งคุมเกมอีคอมเมิร์ซ

สถานการณ์ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือ “ค่า GP” กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ลุกลามเกินกว่าต้นทุนของร้านค้าออนไลน์ สู่คำถามเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย เมื่อสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยเตรียมยื่นหนังสือต่อรัฐสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียกร้องมาตรการคุ้มครองผู้ประกอบการ SME หลังแพลตฟอร์มรายใหญ่ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียม โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

แรงกดดันดังกล่าวกำลังสะท้อนภาพตลาดที่ไม่สมดุลมากขึ้น ผู้ขายรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นในหลายมิติ ขณะที่แพลตฟอร์มกลับมีอำนาจในการกำหนดกติกาแทบทุกด้าน ตั้งแต่การมองเห็นสินค้า ระบบโฆษณา ช่องทางการชำระเงิน ไปจนถึงการจัดการขนส่งและข้อมูลลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในวันนี้ ยังเปิดโอกาสให้รายเล็กอยู่จริงหรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่แพลตฟอร์มมากขึ้น

แม้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะออกแนวทางกำกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการยังมองว่าแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดทางเลือกด้านบริการขนส่ง และความโปร่งใสของค่าธรรมเนียมที่ยังคงซับซ้อน

กรณีของ TikTok Shop กลายเป็นตัวอย่างที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อโมเดลการขายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “ตลาดกลาง” แต่ผูกเข้ากับคอนเทนต์ อัลกอริทึม และระบบแอฟฟิลิเอต ทำให้ผู้ขายต้องแข่งขันกันในเชิงการมองเห็นมากขึ้น ไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นกรณีของ แพรี่ ไพรวัลย์ ที่มียอดขายทุเรียนเกือบ 2.9 ล้านบาทภายในสัปดาห์เดียว แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมรวมกว่า 25% สะท้อนว่าต้นทุนจริงของการขายบนแพลตฟอร์มอาจสูงกว่าที่หลายคนคาดคิด

นอกจากค่าธรรมเนียมแล้ว ประเด็นการขนส่งยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยผู้ขายบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี และอาจถูกผูกกับผู้ให้บริการบางราย เช่น J&T Express ซึ่งอาจสะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่แตกต่างกันระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ประกอบการรายย่อย ในขณะที่แพลตฟอร์มสามารถต่อรองต้นทุนจากปริมาณออเดอร์จำนวนมากได้ ผู้ขายกลับต้องรับภาระต้นทุนในเงื่อนไขที่จำกัดมากกว่า

ท้ายที่สุด ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ร้านค้าออนไลน์รายย่อยเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนและทันสถานการณ์ เสียงเรียกร้องในวันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างอีคอมเมิร์ซไทยก็เป็นได้

L2D-Page-309

ทุเรียนไทยสปีดสู่จีน! ขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาว ถึงคุนหมิงใน 26 ชั่วโมง สดใหม่ถึงมือผู้บริโภค

ทุเรียนไทยกำลังได้เปรียบมากขึ้นในตลาดจีน หลังการขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาวมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยย่นระยะเวลาขนส่งจากไทยถึงนครคุนหมิงเหลือเพียง 26 ชั่วโมง และสามารถกระจายต่อไปยังกว่า 30 เมืองทั่วจีนภายใน 48 ชั่วโมง สร้างจุดแข็งด้าน “ความสดใหม่” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีน พร้อมเพิ่มโอกาสการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ติดตามและสำรวจศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองคุนหมิง ได้รายงานความคืบหน้าการขนส่งผลไม้ไทยผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งพบว่ามีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถรองรับการขนส่งทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการขนส่งครั้งนี้ คือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในการจัดการเอกสารขนส่งข้ามพรมแดน โดยการรถไฟแห่งประเทศจีน สาขาคุนหมิง ได้เริ่มใช้ระบบจัดทำเอกสารอัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ส่งผลให้ระยะเวลาการดำเนินเอกสารต่อขบวนลดลงจากเดิมประมาณ 40 นาที เหลือเพียง 10 นาที ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่า 80% อีกทั้งยังลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและความผิดพลาดในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน จีนยังเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งผลไม้ผ่านระบบห่วงโซ่ความเย็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลทุเรียนที่มีปริมาณนำเข้าสูง ผ่านการเพิ่มความถี่ของรถไฟขนส่งผลไม้ “ล้านช้าง-แม่โขง” จากวันละ 2 ขบวน เป็น 6 ขบวนต่อวัน พร้อมเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิกว่า 4,000 ตู้ เพื่อรองรับการขนส่งผลไม้สดจากอาเซียนเข้าสู่จีนโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านรถไฟ ศุลกากร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ยังร่วมกันจัดตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลการขนส่งผลไม้สด โดยใช้กลไก “3 ก่อน” ได้แก่ เข้าลานตรวจก่อน ตรวจสอบก่อน และส่งแล็บก่อน พร้อมเปิด “ช่องทางสีเขียว” สำหรับสินค้าสดโดยเฉพาะ ส่งผลให้กระบวนการตรวจปล่อยและเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 90 นาที ช่วยลดเวลาค้างสินค้าที่ด่าน และทำให้การกระจายผลไม้ไปยังปลายทางต่าง ๆ เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

DITP มองว่า การยกระดับระบบขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของทุเรียนไทย แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในสายตาผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทย จีน และอาเซียนในอนาคต โดยคาดว่าปริมาณการขนส่งผลไม้ผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาวในปีนี้จะสูงกว่า 200,000 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากปีก่อน สะท้อนถึงบทบาทของเส้นทางรถไฟสายนี้ที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของโลจิสติกส์ผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนยุคใหม่

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us