News Update

L2D Page (277)

คมนาคม เปิดตัว Taxi ดีพร้อม สร้างมาตรฐานบริการใหม่ ลดปฎิเสธผู้โดยสาร

คมนาคมเปิดตัว “Taxi ดีพร้อม” ยกระดับมาตรฐานบริการ สแกน QR ตรวจสอบ–ร้องเรียนได้ทันที
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี กรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “Taxi ดีพร้อม” ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ พร้อมแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารที่เป็นปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้ใช้แอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE ควบคู่กับการติดตั้งสติกเกอร์ QR Code รูปแบบใหม่บนรถแท็กซี่มิเตอร์ทุกคัน เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันมีรถแท็กซี่จดทะเบียนสะสม 78,894 คัน และตั้งแต่วันที่ 3–20 กุมภาพันธ์ 2569 มีรถแท็กซี่ติดสติกเกอร์ QR Code แล้ว 8,132 คัน ขณะที่มีผู้ขับขี่ลงทะเบียนใช้งานแอปแล้ว 3,620 คน เป้าหมายคือการติดตั้งให้ครบทุกคันภายในเดือนมิถุนายน 2569

สติกเกอร์ QR Code ถูกออกแบบเป็น 3 สี และติดตั้งใน 3 ตำแหน่งสำคัญของรถ สีม่วงสำหรับผู้ขับขี่ ใช้ยืนยันตัวตนก่อนเริ่มให้บริการ ติดบริเวณมุมขวาบนกระจกฝั่งคนขับ สีน้ำเงินสำหรับผู้โดยสาร ใช้ตรวจสอบข้อมูลรถและคนขับ คำนวณค่าโดยสารเบื้องต้น ประเมินความพึงพอใจ และร้องเรียน ติดบริเวณกระจกหน้าต่างฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง และสีแดงสำหรับการร้องเรียนกรณีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือเรียกเก็บค่าโดยสารเกิน โดยติดบริเวณกระจกหน้าต่างภายนอกรถ

เมื่อผู้โดยสารสแกน QR Code ผ่านแอป ระบบจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ภาพถ่ายคนขับ ชื่อ-สกุล ข้อมูลรถ วันสิ้นอายุภาษี และสถานะใบอนุญาตขับรถ ช่วยให้ตรวจสอบได้ทันทีว่าเป็นรถถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถให้คะแนนความพึงพอใจใน 4 ด้าน ได้แก่ ความสะอาด มารยาท การขับขี่ และการแต่งกาย พร้อมส่งเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ระบบของกรมฯ ได้ทันที หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ในส่วนของผู้ขับขี่ ต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอป DLT GPS NOTICE โดยสแกน QR Code ประจำรถก่อนเริ่มให้บริการ และระบบจะมีการแจ้งเตือนให้ยืนยันตัวตนทุก 4 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ขับขี่ตัวจริงในช่วงเวลานั้น ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบติดตามของกรมฯ แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจากระบบ GPS เดิม โดยใช้งบประมาณเพียง 1.9 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อเครื่องพิมพ์สติกเกอร์

กรมการขนส่งทางบกยังเตรียมนำข้อมูลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับคุณภาพบริการ โดยแท็กซี่ที่ได้รับคะแนน 5 ดาวต่อเนื่อง อาจได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ส่วนลดเบี้ยประกันภัย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามาตรฐานบริการ ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการ มีผู้โดยสารสแกนประเมินแล้วมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งมีทั้งคำชื่นชมและข้อร้องเรียน

ที่ผ่านมาในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบริการแท็กซี่กว่า 2,500 เรื่อง เมื่อเทียบกับจำนวนรถทั้งหมดกว่า 78,000 คัน กรมฯ คาดว่าโครงการ “Taxi ดีพร้อม” จะช่วยลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และสร้างมาตรฐานบริการใหม่ที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ โดยยืนยันว่าจะไม่พัฒนาแอปเรียกรถเพื่อแข่งขันกับภาคเอกชน แต่จะมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและกำกับดูแลบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการหรือผู้ขับขี่ไม่ติดสติกเกอร์ QR Code หรือแกะออก จะถือว่าไม่แสดงเครื่องหมายตามที่กำหนด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และกรณีไม่ลงทะเบียนหรือไม่ยืนยันตัวตนก่อนให้บริการ จะถือว่าไม่บันทึกหรือไม่ส่งข้อมูลการเดินทางตามที่กำหนด มีโทษปรับในอัตราเดียวกันตามกฎหมายดังกล่าวด้วย

L2D Page (276)

การปรับขึ้นเริ่มจำกัด...ระวังแรงขายทำกำไรสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation

InnovestX ปรับเพิ่มจีดีพีปี 2569 แต่เตือน SET ใกล้โซนตึงตัว ระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น
InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.7% จากเดิม 1.4% ภายหลังพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นและช่วยหนุนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาครัฐถูกปรับเพิ่มเป็นเติบโต 4.4% จาก 1.2% จากแนวโน้มการเบิกจ่ายที่ราบรื่นขึ้นและโครงการขนาดใหญ่มีโอกาสเดินหน้าเร็วขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับเป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดหดตัว -1.3% จากความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว รวมถึงแรงสนับสนุนจากนโยบาย Thailand FastPass และผลของโครงการรัฐที่ก่อให้เกิด Crowding-in effect ส่วนการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มเป็น 2.0% จาก 0.7% จากมาตรการกระตุ้นและ sentiment ทางการเมืองที่ดีขึ้น

ด้านนโยบายการเงิน InnovestX ยังคงประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่อาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาดเพิ่มสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายงานการประชุมของ Federal Reserve มีท่าทีค่อนข้างตึงตัว สะท้อนมุมมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2 ครั้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากแรงหนุนของเทคโนโลยี AI เงินเฟ้อที่ยังเหนียวจากผลของมาตรการภาษีและนโยบาย reshoring รวมถึงระดับการขาดดุลการคลังที่สูงซึ่งดัน term premium เพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองว่าดัชนีมีโอกาสพักฐานในระยะสั้นก่อนเดินหน้าต่อในกรอบ 1,450–1,500 จุด แม้ Fund Flow ยังเป็นแรงหนุน แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีด้านเสถียรภาพการเมืองไปในระดับหนึ่งแล้ว ระดับดัชนีที่เข้าใกล้ 1,500 จุดทำให้ค่า PER ปี 2569 ขยับเข้าใกล้ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จึงทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัด และต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของหุ้นกลุ่ม Real Sector ซึ่งอาจเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่กำไรออกมาดีหรือมีเงินปันผลโดดเด่น รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำ “Selective Buy” โดยรอจังหวะดัชนีย่อตัวลงใกล้แนวรับ 1,450 และ 1,420 จุด เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งกลุ่มที่กำไรไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หุ้นปันผลสูงที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดในระยะสั้น หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและมีโอกาสรับแรง Flow หมุน รวมถึงหุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงและเริ่มเห็นสัญญาณ Cover Short ขณะที่กลุ่มที่อาจได้อานิสงส์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคแกนนำรัฐบาลและหุ้นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกธีมที่น่าจับตา

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ระดับมูลค่าตลาดที่เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวทำให้การขึ้นต่ออาจไม่ราบรื่น การลงทุนในช่วงนี้จึงควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัวและบริหารจังหวะเข้าซื้ออย่างระมัดระวังมากกว่าการไล่ราคาในภาวะตลาดใกล้แนวต้านสำคัญ

L2D Page (275)

รฟท.กางแผนซ่อมรถจักร 3 รุ่นกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งหารือกรมรางฯดันซื้อรถโดยสารใหม่รองรับทางคู่

รฟท.เร่งซ่อมรถจักร 3 รุ่น วงเงิน 2.9 พันล้านบาท พร้อมดันจัดซื้อรถใหม่กว่า 5.8 หมื่นล้าน รองรับทางคู่–สายใหม่
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ภายใต้การเปิดเผยของนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. อยู่ระหว่างเร่งทบทวนแผนจัดหารถโดยสารใหม่ควบคู่กับแผนซ่อมบำรุงหัวรถจักร เพื่อรองรับการเปิดใช้เส้นทางรถไฟทางคู่และสายใหม่ในช่วงปี 2570–2572 เนื่องจากกระบวนการจัดหาและซ่อมบำรุงต้องใช้เวลาดำเนินการล่วงหน้าประมาณ 2–3 ปี โดยการทบทวนดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงคมนาคมและ กรมการขนส่งทางราง ที่ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และเน้นการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศ หรือ Local Content เพื่อลดการนำเข้าและสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ

โครงการที่เตรียมเดินหน้าก่อนคือการจัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 946 คัน วงเงินลงทุน 2,459.97 ล้านบาท ซึ่งกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 70% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40% ของโครงการ และคาดว่าจะเปิดประกวดราคาในเดือนเมษายน 2569 ขณะเดียวกัน แผนจัดหารถโดยสารใหม่มีเป้าหมายเพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรม โดยปัจจุบันรถโดยสารที่ใหม่ที่สุดเป็นขบวนเชิงพาณิชย์ 115 คัน ที่ใช้งานมากว่า 5 ปีแล้ว รฟท.อยู่ระหว่างสรุปแนวทางเส้นทางบริการและประเมินภาระทางการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2569 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมได้ส่งโครงการจัดหารถจักรและล้อเลื่อนรวม 3 โครงการกลับมาให้รฟท.ทบทวนรูปแบบการลงทุน ประกอบด้วยโครงการจัดหารถโดยสารทดแทนขบวนรถด่วนพิเศษและรถด่วน 182 คัน วงเงิน 10,502.10 ล้านบาท โครงการจัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงิน 24,150 ล้านบาท และโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงิน 23,730 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นกว่า 58,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนลงทุนสำคัญเพื่อยกระดับกองรถให้สอดรับกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ในส่วนแผนซ่อมบำรุงหัวรถจักร รฟท.ได้วางงบประมาณรวม 2,965.2 ล้านบาท ครอบคลุมรถจักรดีเซลไฟฟ้า 3 รุ่นหลัก ได้แก่ รถจักรดีเซลไฟฟ้าอัลสตอม จำนวน 10 คัน วงเงิน 496.20 ล้านบาท คาดว่าจะลงนามสัญญาเดือนมีนาคม 2569 และทยอยรับมอบครบในเดือนมกราคม 2571 รถจักร HID รุ่น HITACHI 8FA-36C จำนวน 21 คัน วงเงิน 777 ล้านบาท คาดลงนามสัญญาเดือนกรกฎาคม 2569 และสิ้นสุดโครงการกันยายน 2571 และรถจักรดีเซลไฟฟ้า GEA จำนวน 36 คัน วงเงิน 1,692 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นและคาดว่าจะลงนามสัญญาภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนทยอยส่งมอบครบในเดือนมกราคม 2572

ข้อมูลด้านสมรรถนะสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมบำรุง รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom แบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย โดยรุ่น ALS./PLS มีค่าความน่าเชื่อถือเฉลี่ยต่ำสุดในกลุ่มที่ประมาณ 7,702 กิโลเมตรต่อการชำรุดหนึ่งครั้ง ขณะที่รุ่น ALS./MTU มีค่าความน่าเชื่อถือสูงสุดเฉลี่ย 18,939 กิโลเมตร ส่วนรถจักร HID ของ Hitachi มีค่า MDBF เฉลี่ย 11,500 กิโลเมตร และมีความพร้อมใช้งานเฉลี่ย 63.54% ด้านรถจักร GEA แม้มีความพร้อมใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 74.17% แต่มีจำนวนครั้งการชำรุดระหว่างปฏิบัติงานสูงที่สุด และมีค่า MDBF เฉลี่ยเพียง 8,087 กิโลเมตร

ภาพรวมสะท้อนว่ากองรถจักรของรฟท.มีอายุการใช้งานยาวนานและเผชิญข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ การเร่งซ่อมบำรุงและวางแผนจัดหารถใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการ ลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นตามโครงข่ายทางคู่และเส้นทางใหม่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

L2D Page (274)

‘โลจิสติกส์ไทย’ โตสดใสรองรับอีคอมเมิร์ซ แนะคว้าโอกาสตอนตลาดยังเปิดกว้าง

โลจิสติกส์ไทยโตสดใส รับแรงหนุนอีคอมเมิร์ซ เร่งยกระดับสู่การแข่งขันสากล
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญ จากกระแสการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2571 มูลค่าตลาดโลจิสติกส์โลกจะสูงกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ในโครงสร้างธุรกิจปัจจุบัน โลจิสติกส์ไทยมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทางรถไฟ ธุรกิจคลังสินค้า ตัวแทนออกของ และบริการครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพัสดุและคลังสินค้าอัจฉริยะที่เติบโตโดดเด่นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและค้าปลีกสมัยใหม่ ปัจจุบันมีนิติบุคคลในธุรกิจขนส่งสินค้ารวม 29,209 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางถนน รองลงมาคือบริการรับส่งเอกสารและพัสดุ ขณะที่การขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถไฟยังมีสัดส่วนไม่สูงมาก ด้านการลงทุนจากต่างชาติ พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือจีนและสิงคโปร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติในศักยภาพตลาดไทย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยเกือบ 3,000 รายต่อปี แม้ในช่วงสถานการณ์โควิดก็ยังมีการจัดตั้งกิจการจำนวนมาก ล่าสุดปี 2568 มีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นรายขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนไม่สูงมาก สะท้อนการแข่งขันที่เปิดกว้างแต่ก็มีแรงกดดันสูง

ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงกว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี แม้จะมีการชะลอตัวบางช่วงก่อนกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กำไรมีความผันผวนและไม่ได้เติบโตตามรายได้อย่างชัดเจน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่ผันผวน การแข่งขันด้านราคา และอำนาจต่อรองของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาบริการมูลค่าเพิ่มควบคู่กันไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยธุรกิจโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของแผนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม เพื่อสกัดกั้นธุรกิจนอมินีที่อาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและบิดเบือนกลไกตลาด การยกระดับมาตรการเชิงรุกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โลจิสติกส์ไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนและยกระดับมาตรฐานบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถคว้าโอกาสในช่วงที่ตลาดยังเปิดกว้าง และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us