News Update

L2D-Page-82

ส่งออกไทยโตแรง 22 เดือนติด แต่ “ขาดดุลพุ่งทุบสถิติ” สะท้อนต้นทุนนำเข้าพุ่งตามเศรษฐกิจโลก

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์ เติบโต 23.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนำเข้าที่พุ่งสูงกว่าคาด ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

แรงหนุนหลักของการส่งออกมาจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ภาคเกษตรเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากความต้องการผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีขยายตัวถึง 18.9% สะท้อนถึงอุปสงค์จากตลาดโลกที่ยังคงแข็งแรง

ในทางกลับกัน การนำเข้ากลับเร่งตัวแรงถึง 45% ในเดือนเดียว โดยมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41,604 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า รวมถึงสินค้าทุนอย่างเครื่องจักรกล เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ทำให้มูลค่านำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นถึง 128.6%

เมื่อพิจารณารายตลาด พบว่าการส่งออกไทยเติบโตได้ดีเกือบทุกภูมิภาค สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก โดยตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ต่างขยายตัวในระดับสูง ขณะที่ตลาดอาเซียนเติบโตโดดเด่นกว่า 30% อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูง ขณะที่ยังคงเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ในมุมของสินค้า ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยขยายตัวต่อเนื่องถึง 27.5% ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมีภาพผสม ทั้งการเติบโตของผลไม้และอาหารแปรรูปบางประเภท และการหดตัวของสินค้าอย่างยางพารา น้ำตาล และน้ำมันพืช ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่แน่นอน แต่แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับตัวของผู้ประกอบการและการสนับสนุนจากภาครัฐในการเปิดตลาดใหม่และลดอุปสรรคทางการค้า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การบริหารสมดุลระหว่างการเติบโตของการส่งออกและการควบคุมต้นทุนนำเข้าในระยะยาว

L2D-Page-311

K-Food โตไม่หยุด! เกาหลีใต้ดันส่งออกอาหาร-เกษตร พุ่ง 4.7% ลุยตลาดโลกตามกระแสวัฒนธรรม

เกาหลีใต้ ยังคงตอกย้ำศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตร หลังกระทรวงเกษตรเปิดเผยว่า การส่งออกในกลุ่ม “K-Food Plus” ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 4.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการสินค้าจากเกาหลีที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดโลก

“K-Food Plus” เป็นแนวคิดที่รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ผลักดันการส่งออก โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสินค้าเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ทำให้สามารถขยายโอกาสทางการค้าไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ในเชิงตลาด การเติบโตของ K-Food Plus กระจายตัวอย่างน่าสนใจ โดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ตลาดจีนขยายตัวถึง 16% ส่วนตะวันออกกลางถือเป็นดาวรุ่งที่เติบโตสูงถึง 38% และสหภาพยุโรปก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 9% สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของสินค้าเกาหลีในหลายภูมิภาคทั่วโลก

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกระแสวัฒนธรรมเกาหลี หรือ “K-Culture” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารเกาหลี ซีรีส์ เพลง หรือไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และความต้องการสินค้าเกาหลีในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากแนวโน้มที่แข็งแกร่งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงตั้งเป้าหมายการส่งออก K-Food Plus ในปี 2569 ไว้ที่ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมในปี 2568 ที่ 13,630 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งใช้จุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและ Soft Power เพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เกาหลีใต้กำลังใช้ “อาหารและเกษตร” เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมบันเทิงและเทคโนโลยี เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

L2D Page (66)

EEC เดินเกมรุก! ไฟเขียว “Smart Logistics ฉะเชิงเทรา” ศึกษาขยายสู่ปราจีนบุรี รับอุตสาหกรรมอนาคต

ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เดินหน้าขับเคลื่อนพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีมติเห็นชอบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ “สมาร์ท โลจิสติกส์” ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

โครงการสมาร์ท โลจิสติกส์ในฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท อำเภอบางปะกง บนพื้นที่ประมาณ 29 ไร่ ถูกวางให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับนานาชาติ (IDC) ที่เน้นความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง รองรับกลุ่มผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า โดยจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น 5G ระบบติดตาม GPS หุ่นยนต์ AGV ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) และการประมวลผลด้วย AI คาดว่าจะดึงดูดเงินลงทุนราว 1,350 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานประมาณ 350 คน

ในอีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมยังรับทราบผลการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ทำเลที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เดิมของ EEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีฐานอุตสาหกรรมเป้าหมายอยู่แล้วถึงประมาณ 25% รวมถึงศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรจากการเป็นเมืองสมุนไพร

อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะชุมชน การพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะ การจัดการน้ำเสีย และการวางผังการใช้ที่ดินให้สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

กพอ. ได้เห็นชอบในหลักการของการขยายพื้นที่ดังกล่าว และมอบหมายให้ สกพอ. นำข้อเสนอแนะไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนนำกลับมาเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้งในขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกัน ยังมีการรายงานความคืบหน้าการพัฒนา EEC ซึ่งปัจจุบันมีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษรวมแล้ว 46 แห่ง และมีระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (EEC OSS) ที่รองรับคำขอได้มากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งการอนุญาต ก่อสร้าง และสิทธิประโยชน์การลงทุน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า EEC กำลังเร่งเครื่องอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี และการขยายพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในอนาคต

L2D-Page-88

วิกฤติฮอร์มุซพลิกเกมโลกอาหรับ! “รถบรรทุกพันคัน” วิ่งไม่หยุด 24 ชม. สร้างเส้นเลือดใหม่โลจิสติกส์โลก

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดกั้นของ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ภูมิภาคอ่าวอาหรับกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ แต่ในวิกฤตนี้เอง กลับเกิดภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อ “ขบวนรถบรรทุกนับพันคัน” วิ่งข้ามคาบสมุทรอาหรับตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่แทนเรือสินค้า กลายเป็นเส้นเลือดฉุกเฉินที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไม่ให้หยุดชะงัก

เส้นทางขนส่งทางบกใน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ โอมาน กำลังถูกใช้อย่างเข้มข้น เสมือน “คาราวานยุคใหม่” ที่ขนส่งสินค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานโลก จากเดิมที่เคยพึ่งพาการขนส่งทางทะเลเป็นหลัก

ตัวอย่างชัดเจนคือ Maaden บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ของซาอุฯ ที่ต้องเร่งเพิ่มจำนวนรถบรรทุกจาก 600 คัน เป็นกว่า 3,500 คัน เพื่อขนปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียไปยังฝั่งทะเลแดง โดยใช้คนขับสองคนต่อคันเพื่อให้รถวิ่งได้แทบไม่หยุด แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ช่วยลดผลกระทบต่อวิกฤติปุ๋ยโลกที่กำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นระดับโลกอย่าง Maersk และ MSC Mediterranean Shipping Company ก็เริ่มปรับตัว หันมาใช้การขนส่งทางบกข้ามภูมิภาคมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคค้าปลีกใน UAE อย่าง Spinneys ที่นำเข้าสินค้าจากยุโรปผ่านเส้นทางบก ใช้เวลาถึง 16 วัน กว่าจะถึงดูไบ สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

นอกจากถนน “ระบบราง” ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดย Etihad Rail ได้ขนส่งรถยนต์ Nissan หลายร้อยคันจากชายฝั่งตะวันออกไปยังอาบูดาบีเป็นครั้งแรก ขณะที่ท่าเรือสำคัญอย่าง Khor Fakkan กลายเป็นประตูฉุกเฉินของภูมิภาค จากเดิมที่มีรถบรรทุกวันละราว 100 คัน เพิ่มเป็นกว่า 7,000 คัน และปริมาณตู้คอนเทนเนอร์พุ่งขึ้นหลายสิบเท่าในเวลาอันสั้น

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า วิกฤติครั้งนี้กำลังบีบให้โลกอาหรับ “เขียนแผนที่โลจิสติกส์ใหม่” อย่างเร่งด่วน จากการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเพียงจุดเดียว สู่การสร้างเครือข่ายถนน รถไฟ และท่อส่งพลังงาน เช่น East-West Pipeline ของ Saudi Aramco เพื่อกระจายความเสี่ยง และทำให้การค้าโลกยังคงเดินหน้าต่อได้ แม้เส้นทางหลักจะถูกปิดกั้นก็ตาม

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us