admin L2D

L2D Page (178)

โลจิสติกส์อาหารทะเล: การขนส่งกุ้งล็อบสเตอร์สดไปยังประเทศจีน

จากตู้แช่แข็งสู่ถังออกซิเจน
ศึกโลจิสติกส์อาหารทะเลสด เวียดนาม–จีน ในยุคที่ “ความมีชีวิต” คือมูลค่าสูงสุด

ระบบโลจิสติกส์อาหารทะเลของเวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อการขนส่งกุ้งล็อบสเตอร์และปูทะเลสดไปยังประเทศจีน ไม่ได้วัดกันที่ระยะทางหรือค่าระวางอีกต่อไป หากแต่วัดกันที่ “ความสามารถในการรักษาชีวิต” ตลอดเส้นทางนับพันกิโลเมตร ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นขนาดใหญ่ที่เคยเป็นหัวใจของการส่งออกกำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมใหม่ นั่นคือการดัดแปลงตู้คอนเทนเนอร์ให้กลายเป็นถังเพาะพันธุ์เคลื่อนที่ ที่อัดออกซิเจน ควบคุมอุณหภูมิ และลดความเครียดของสัตว์น้ำให้เหลือน้อยที่สุด

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งให้คุณค่าแก่คำว่า “สด” ในความหมายที่แท้จริง อาหารทะเลต้องไม่ใช่แค่สดหลังปรุง แต่ต้อง “ยังมีชีวิต” ก่อนเข้าสู่หม้อนึ่ง วิดีโอ Mukbang บน Douyin จากกวางโจว เซี่ยงไฮ้ หรือหนานหนิง ที่แสดงภาพกุ้งล็อบสเตอร์เวียดนามดิ้นอยู่ก่อนปรุงอาหาร ได้กลายเป็นเครื่องมือการตลาดทรงพลังโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาแบบดั้งเดิม ความต้องการนี้ทำให้กุ้งล็อบสเตอร์สดในตลาดค้าส่งเจียงหนานมีราคาสูงกว่าสินค้าแช่แข็งถึงสามถึงสี่เท่า แม้คุณภาพเนื้อหลังปรุงจะไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม

ส่วนต่างราคามหาศาลนี้ได้จุดชนวนการแข่งขันด้านโลจิสติกส์รูปแบบใหม่ จากเดิมที่แข่งกันเรื่องต้นทุนต่อกิโลเมตร กลายเป็นการแข่งขันว่าใครจะพาสินค้ามีชีวิตรอดถึงปลายทางได้มากกว่า ในอดีต การเดินทางจากฟาร์มกุ้งในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปยังด่านมงไกอาจใช้เวลาถึงสองถึงสามวันเต็ม ความล่าช้าเช่นนี้แทบไม่ต่างจากคำพิพากษาประหารสำหรับสินค้ามีชีวิต แต่ปัจจุบัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางด่วนสายเหนือ–ใต้ของเวียดนาม ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าอย่างสิ้นเชิง ระยะเวลาเดินทางถูกบีบให้เหลือเพียงประมาณ 28–32 ชั่วโมง หากบริหารเส้นทางและการเปลี่ยนคนขับอย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกชั่วโมงที่ประหยัดได้หมายถึงอัตราการตายที่ลดลง และในธุรกิจกุ้งล็อบสเตอร์ การลดอัตราการตายเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์สามารถแปลงเป็นกำไรหลายสิบล้านดองได้ทันที โลจิสติกส์จึงไม่ใช่ต้นทุนปลายทางอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ถนนไม่ใช่คำตอบเดียว ระบบรางกำลังถูกผลักดันขึ้นมาเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ การยกระดับสถานีเกปในจังหวัดบักเกียงให้เป็นสถานีเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ทำให้สินค้าสามารถเข้าสู่จีนตอนในได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายที่ชายแดน ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำคัญในฤดูพีค แม้ในปัจจุบันรถไฟยังเหมาะกับสินค้าแช่แข็งและสินค้าแห้งมากกว่า แต่การทดลองใช้ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นแบบผลิตพลังงานได้เองบนขบวนรถไฟ กำลังเปิดประตูสู่การขนส่งอาหารทะเลสดในต้นทุนที่ต่ำกว่ารถบรรทุกถึงยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์

หัวใจของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เทคโนโลยีชีวภาพและความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์น้ำ บริษัทโลจิสติกส์จำนวนมากต้องสวมบทบาทเป็นเสมือนแพทย์ฉุกเฉิน เทคโนโลยี “การจำศีล” ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้กุ้งเข้าสู่สภาวะพักตัว ลดการเผาผลาญและการใช้ออกซิเจน แต่การควบคุมอุณหภูมิอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากบรรจุแน่นเกินไป ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสะสมจนกุ้งขาดอากาศ หากเติมออกซิเจนแรงเกินไป ความเครียดจะทำให้กุ้งตายก่อนถึงปลายทาง ต้นทุนโลจิสติกส์ของสินค้ามีชีวิตจึงไม่ถูกคำนวณจากระยะทาง หากแต่คำนวณจาก “เทคโนโลยีในการรักษาชีวิต”

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามสะท้อนภาพชัดเจนว่า ต้นทุนโลจิสติกส์อาหารทะเลสดยังอยู่ในระดับสูง คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของราคาสินค้า สูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างไทยอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดรถแช่เย็นหรือคลังสินค้า แต่เป็นช่องว่างของศูนย์โลจิสติกส์เฉพาะทางที่สามารถแปรรูป บรรจุ และตรวจสอบมาตรฐานการส่งออกได้ตั้งแต่แหล่งผลิตหรือบริเวณด่านชายแดน

เมื่อจีนเข้มงวดกฎระเบียบด้วยคำสั่งที่ 248 และ 249 การค้าแบบไม่เป็นทางการได้กลายเป็นอดีต การส่งออกอาหารทะเลสดในวันนี้ต้องอาศัยระบบตรวจสอบย้อนกลับ การขึ้นทะเบียนแหล่งเพาะเลี้ยง โรงงานบรรจุ และการสำแดงข้อมูลล่วงหน้าแบบดิจิทัล หากรถบรรทุกต้องจอดรอการตรวจสอบที่ด่านเพียงสองวัน ความเสียหายอาจเทียบเท่าการสูญเสียทั้งล็อต การโลจิสติกส์ยุคใหม่จึงเป็นเรื่องของ “กระบวนการแบบบูรณาการ” มากกว่าการขนส่งเพียงอย่างเดียว

การแข่งขันเพื่อป้อนอาหารทะเลสดสู่โต๊ะอาหารของชาวจีนกำลังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับพันล้านดอลลาร์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกระบวนการคัดเลือกที่โหดร้าย ธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ต้องเชี่ยวชาญทั้งเทคโนโลยี ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่อย่างเต็มที่ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างไร้ช่องโหว่ ในสนามแข่งขันนี้ กุ้งและปูจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไม่ได้แข่งกันแค่ว่ายน้ำให้เร็ว หากแต่ต้องว่ายอย่างมีแผน บนกระดานหมากรุกโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา

L2D Page (177)

เศรษฐกิจไทย พ.ย. 68 ส่งออกหนุนโต-ท่องเที่ยวต่างชาติยังชะลอ

เศรษฐกิจไทย พ.ย. 2568 ส่งออกยังเป็นแรงหลัก พยุงการฟื้นตัว ท่องเที่ยวต่างชาติชะลอ ท่ามกลางความเสี่ยงชายแดน

เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนภาคการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวได้ช้า ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากภาครัฐและปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยกระทรวงการคลังระบุว่ายังต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ภาคการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดน รวมถึงรายได้ภาคเกษตรที่หดตัว ส่งผลให้การใช้จ่ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวสะท้อนการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ยังหดตัว สะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

การส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และหากไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.8 ตามการเติบโตอย่างโดดเด่นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท ขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และรถยนต์ยังคงหดตัว สำหรับตลาดคู่ค้าหลัก พบว่าการส่งออกไปยังอินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปขยายตัวดี ในขณะที่ตลาดญี่ปุ่นและจีนยังชะลอลง

ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวได้จำกัด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนพฤศจิกายนลดลงจากปีก่อนหน้า แม้จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวได้เล็กน้อย ช่วยพยุงภาคบริการในประเทศท่ามกลางการฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอของนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ

ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังคงจับตาความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ หนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ฐานะต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่งจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระยะหนึ่ง

โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ยังขับเคลื่อนด้วยภาคส่งออกและมาตรการภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศและการท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไปยังต้องอาศัยการติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

L2D Page (176)

2025 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก AI เร่งเกม ดอกเบี้ยขาลง โลหะมีค่าพุ่งทะยาน

2025 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
AI เร่งเกม ดอกเบี้ยขาลง และสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมามีบทบาท

ปี 2025 ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของเศรษฐกิจโลก หลังจากผ่านช่วงความผันผวนจากเงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยขาขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมีเทคโนโลยี AI นโยบายการเงิน และการจัดสรรเงินทุนของนักลงทุนเป็นตัวกำหนดทิศทางหลัก

สหรัฐอเมริกา: แข็งแกร่งแต่ไม่ไร้ความเสี่ยง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจหลักอื่นเป็นระยะ ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่จากความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม AI หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์อย่าง NVIDIA กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุค “Trump 2.0” รวมถึงคำถามเรื่องมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดสหรัฐฯ ยังเผชิญความผันผวนและความเสี่ยงจากการปรับฐานเป็นระยะ

จีน: ฟื้นตัวช้าและเปราะบาง
เศรษฐกิจจีนยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ แม้รัฐบาลและธนาคารกลางจีนจะออกมาตรการกระตุ้นและพยุงเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวในวงกว้าง ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่กดทับศักยภาพการเติบโตของจีน

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ดาวเด่นแห่งเอเชีย
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้โดดเด่นที่สุดในเอเชีย ญี่ปุ่นทำจุดสูงสุดใหม่จากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า และการปฏิรูปบรรษัทภิบาลที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากขึ้น แม้การเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะสร้างความกังวลต่อตลาดพันธบัตร แต่ภาพรวมยังสะท้อนความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง ขณะที่เกาหลีใต้ได้รับแรงหนุนชัดเจนจากการฟื้นตัวของวัฏจักรชิปและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

เวียดนาม: โอกาสใหม่ในห่วงโซ่โลก
เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากกระแสย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI และอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดทุนเวียดนามเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว แม้ยังมีความผันผวนและข้อจำกัดด้านโครงสร้างตลาด

ไทย: ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จำกัดและความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ฟื้นตัวช้า ค่าเงินบาทแข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานจนภาครัฐต้องออกมาตรการดูแล สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการแข่งขัน การลงทุนใหม่ และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ในปีที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ

ดอกเบี้ยโลก: เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างไม่ราบเรียบ
ปี 2025 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของนโยบายการเงินโลก ดอกเบี้ยกำลังเข้าสู่ทิศทางขาลง แม้จะไม่เป็นเส้นตรง เฟดต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยทางการเมือง ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ส่วนจีนเลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองการฟื้นตัว ภาพรวมสะท้อนโลกที่กำลังชะลอ แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ

AI: จากความฝันสู่การพิสูจน์ผลกำไร
AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของปี 2025 แต่ตลาดเริ่มเปลี่ยนจากช่วง “คาดหวัง” ไปสู่ช่วง “พิสูจน์ผลลัพธ์” นักลงทุนเริ่มแยกแยะชัดเจนมากขึ้นระหว่างบริษัทที่มีเทคโนโลยี AI กับบริษัทที่สามารถสร้างรายได้และกำไรจาก AI ได้จริง ความสามารถในการแปลงนวัตกรรมเป็นผลตอบแทนจะเป็นตัวชี้ขาดในระยะต่อไป

โลหะมีค่า: บทบาทสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดใหม่จากแรงหนุนของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง สะท้อนบทบาทของโลหะมีค่าในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นภาวะปกติของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก

Bitcoin: จากการเก็งกำไรสู่สินทรัพย์ทางเลือก
Bitcoin เริ่มเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่สินทรัพย์ลงทุนมากขึ้นในสายตานักลงทุนสถาบัน แม้ความผันผวนยังคงสูง แต่บทบาทในพอร์ตการลงทุนเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่ผูกติดกับระบบการเงินดั้งเดิม

L2D Page (175)

แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026

แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026: เมื่อภาพการฟื้นตัวยังเปราะบางและความเสี่ยงกระจุกตัว
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ภายใต้การประเมินล่าสุด ยังคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 3.1% โดยเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเติบโตประมาณ 1.6% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวได้ราว 4% อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนมุมมองเชิงบวกเป็นหลัก กล่าวคือ หากการประเมินคลาดเคลื่อน ความเป็นไปได้สูงคือเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาด มากกว่าจะดีกว่าประมาณการ

การประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในทางปฏิบัติ ไม่สามารถไล่พิจารณาเศรษฐกิจทั้งกว่า 190 ประเทศได้อย่างละเอียด จึงจำเป็นต้องจำกัดขอบเขต โดยให้น้ำหนักกับประเทศที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกสูงเป็นหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น อินเดีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งทั้งเจ็ดประเทศมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็นกว่า 61.4% ของจีดีพีโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ออกเงินสกุลหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน หยวน และปอนด์อังกฤษ

การวิเคราะห์ในส่วนนี้เริ่มจากเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ความเสี่ยงหลักของสหรัฐอยู่ที่เงินเฟ้อซึ่งอาจปรับลดลงได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด จากระดับราว 2.8% ในปัจจุบัน หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางสหรัฐจะมีข้อจำกัดอย่างมากในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปี 2026 ขณะเดียวกัน ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากที่อ่อนค่าลงไปแล้วประมาณ 8% ในปี 2025 แม้ว่าการคาดการณ์ค่าเงินจะมีความไม่แน่นอนสูงก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐมีความเสี่ยงสูงกว่าคาด มาจากทิศทางนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งโดยโครงสร้างแล้วมีลักษณะเพิ่มต้นทุนการผลิตและกระตุ้นอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจพร้อมกัน การปรับขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเฉลี่ยราว 2% เป็นประมาณ 15% ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยแรงกดดันด้านราคานี้มีแนวโน้มลากยาวไปถึงปี 2026

นอกจากนี้ การออกกฎหมาย One Big Beautiful Bill ซึ่งประกอบด้วยการลดภาษีควบคู่กับการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ จะทำให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐขยายตัวมากขึ้น ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะกลางและระยะยาว ขณะเดียวกัน นโยบายการผลักดันแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายออกนอกประเทศ รวมถึงการจำกัดการนำเข้าแรงงานใหม่ มีแนวโน้มทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวมากขึ้นในอนาคต แม้ในระยะสั้นภาคธุรกิจจะชะลอการจ้างงานก็ตาม

อีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดให้ความสนใจ คือความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในช่วงกลางปี 2026 เพื่อเอื้อให้การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นในปีที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสช่วงปลายปี ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเพิ่มความกังวลด้านความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน

นอกเหนือจากปัจจัยเชิงนโยบายแล้ว ตลาดการเงินสหรัฐยังเผชิญความเสี่ยงจากความคาดหวังที่สูงมากต่อการเติบโตของภาคปัญญาประดิษฐ์ หุ้นเอไอจำนวนมากถูกประเมินมูลค่าในลักษณะ “priced for perfection” หลังราคาปรับขึ้นแรงต่อเนื่องในช่วงสามปีที่ผ่านมา การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ ทั้งเดต้าเซนเตอร์และโรงไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่ารวมกันราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นแรงกระตุ้นอุปสงค์ขนาดใหญ่ และอาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติมผ่านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และบริการ

เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เงินเฟ้อสหรัฐในปี 2026 จะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้ยากจากระดับใกล้ 3% ในปัจจุบัน ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญเมื่อพิจารณาควบคู่กับโครงสร้างหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนหนี้ระยะสั้นสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นอย่างชัดเจน หนี้สาธารณะระยะสั้นมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของหนี้ทั้งหมด และเมื่อรวม Treasury Bills แล้วมีสัดส่วนเกินครึ่งของหนี้รัฐบาลสหรัฐ ขณะที่อายุเฉลี่ยของหนี้อยู่เพียงราว 6 ปี ต่ำกว่าประเทศอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างมาก

หากสหรัฐไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อและไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้ตามที่ตลาดคาด ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลจะอยู่ในระดับสูง และด้วยสัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่มาก รัฐบาลจะต้องออกพันธบัตรใหม่บ่อยครั้งเพื่อทดแทนหนี้เดิมและรองรับการขาดดุลงบประมาณที่สูงถึงราว 5% ของจีดีพี สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าปี 2026 มีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยระยะกลางและระยะยาวของสหรัฐจะมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปี 2025 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us