admin L2D

L2D Page (286)

ด่านตงซิงได้เริ่มก่อสร้างด่านอัจฉริยะอย่างเป็นทางการ

ด่านตงซิง–ม๊องก๋าย เดินหน้าก่อสร้างด่านอัจฉริยะ ยกระดับการค้าชายแดนจีน–เวียดนาม

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีพิธีเริ่มต้นโครงการก่อสร้างด่านอัจฉริยะตงซิง–ม๊องก๋าย (จีน–เวียดนาม) ณ สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการพัฒนาด่านชายแดนสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวสะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างจีนและเวียดนาม ภายใต้แนวคิดการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญของเมืองตงซิงในการขับเคลื่อนการเปิดประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนอย่างมีคุณภาพ

การพัฒนาด่านอัจฉริยะตงซิง–ม๊องก๋ายมุ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Digital Twin เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การตรวจสอบ และการให้บริการข้ามพรมแดนให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ฝั่งจีนได้กำหนดโครงการหลักสองส่วน ได้แก่ การยกระดับช่องทางตรวจคนเข้าเมืองที่สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 และการพัฒนาช่องทางขนส่งสินค้าที่สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2

ในส่วนของสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับบุคคลเข้า–ออกประเทศ มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นต้นแบบด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบกอัจฉริยะระดับประเทศ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การบริหารจัดการแบบดิจิทัล และระบบตรวจสอบที่แม่นยำ โครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 263 ล้านหยวน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างราว 180 วัน ภายหลังแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้เดินทางเฉลี่ย 35,000 คนต่อวัน และสูงสุดถึง 50,000 คนต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาผ่านแดน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ของผู้เดินทางให้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรยิ่งขึ้น

สำหรับสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งสินค้า มีพื้นที่รวมประมาณ 551 หมู่ หรือราว 231 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 580 ล้านหยวน โครงการแบ่งพื้นที่นำเข้า–ส่งออกและเส้นทางจราจรอย่างชัดเจน พร้อมจัดตั้งพื้นที่ตรวจสอบนำเข้าและส่งออก พื้นที่ตรวจคนเข้าเมือง พื้นที่จอดรถรอตรวจ พื้นที่สำรองเพื่อการพัฒนา และศูนย์กระจายตู้คอนเทนเนอร์ การดำเนินงานแบ่งออกเป็นสองระยะ โดยระยะแรกมุ่งปรับปรุงและขยายพื้นที่เดิม พร้อมจัดตั้งระบบสารสนเทศและห้องปฏิบัติการศุลกากร ส่วนระยะที่สองจะพัฒนาโหมดการผ่านด่านอัจฉริยะไร้คนขับ เพิ่มระบบขนส่งตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติ (IGV) และสร้างต้นแบบการขนส่งสินค้าอัจฉริยะครบวงจร

ภายหลังโครงการแล้วเสร็จ ด่านตงซิงจะสามารถรองรับรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากวันละประมาณ 1,000 คัน เป็น 3,300 คันต่อวัน ลดระยะเวลาการผ่านด่านอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ ส่งเสริมความสะดวกทางการค้า และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจีน–เวียดนามในระยะยาว

ด่านตงซิง หรือ Dongxing Border Gate ตั้งอยู่ในเมืองตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตรงข้ามกับด่านม๊องก๋าย จังหวัดกว่างนิงห์ ประเทศเวียดนาม โดยมีแม่น้ำเป่ยหลุนเป็นเส้นแบ่งพรมแดนธรรมชาติ ด่านแห่งนี้ประกอบด้วยสองช่องทางหลัก ได้แก่ สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 สำหรับบุคคล และสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 สำหรับการขนส่งสินค้า

ด่านตงซิงได้รับอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทยตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2563 และได้กลายเป็นหนึ่งในด่านทางบกสำคัญสำหรับผลไม้ไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิต ปัจจุบันด่านสามารถรองรับรถบรรทุกหมุนเวียนได้วันละประมาณ 2,000 คัน มีช่องตรวจรถบรรทุก 10 ช่อง และช่องสุ่มตรวจสินค้า 14 ช่อง พร้อมห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ ห้องรมยา และพื้นที่กำจัดสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานด้านกักกันพืชอย่างครบถ้วน

การก่อสร้างด่านอัจฉริยะครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีนในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลส่งออกสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

L2D Page (285)

สนข.เปิดเวทีดันแผนราง–น้ำ รับ EEC ลดต้นทุนโลจิสติกส์ไทย

สนข.เร่งแผนราง–ทางน้ำ หนุน EEC ยกระดับโลจิสติกส์ไทยปี 2569–2575

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) หรือ สนข. เดินหน้าผลักดันแผนพัฒนาการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทางรางและทางน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรม Novotel Rayong Star Convention Centre จังหวัดระยอง

การประชุมครั้งนี้มีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการ สนข. และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในระยะ 7 ปีข้างหน้า

สาระสำคัญของการนำเสนอครอบคลุมผลการศึกษาการเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมผ่านระบบรางและทางน้ำ ตลอดจนร่างแผนปฏิบัติการรองรับการพัฒนาในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ช่วงปี 2569–2575 โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้รอยต่อระหว่างถนน ราง น้ำ และอากาศ

กระทรวงคมนาคมได้กำหนดทิศทางการพัฒนาให้ปรับสัดส่วนการขนส่งสินค้าจากถนนไปสู่ระบบรางและทางน้ำมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าและเหมาะกับการขนส่งปริมาณมาก แนวทางดังกล่าวสอดรับกับการเร่งพัฒนา EEC ที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์สำคัญของประเทศ พร้อมรองรับการลงทุนใหม่ในอนาคต

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ก่อนปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ให้มีความรอบด้านและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมและอุตสาหกรรมของภูมิภาค ผ่านระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนแข่งขันได้ในเวทีโลก

L2D Page (284)

โครงการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าแคทบีได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการก่อสร้างหลักไปแล้วโดยพื้นฐาน

อาคารขนส่งสินค้าสนามบินแคทบีใกล้เสร็จ ดันศักยภาพโลจิสติกส์ทางอากาศเมืองไฮฟอง

โครงการอาคารขนส่งสินค้าที่ ท่าอากาศยานนานาชาติแคทบี มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังงานก่อสร้างหลักแล้วเสร็จเกือบทั้งหมด และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการตกแต่ง ติดตั้งอุปกรณ์ และทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค โดยผู้รับเหมาเร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อให้โครงการสามารถเปิดใช้งานได้ตามแผน

ตัวแทนผู้รับเหมาเปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โครงสร้างหลักของอาคารได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้ทีมงานมุ่งเน้นการติดตั้งระบบอุปกรณ์ภายใน ควบคู่กับการก่อสร้างฐานรากลานจอดรถ พื้นที่สำนักงาน และพื้นที่รอผู้โดยสาร ส่วนอาคารเทคนิคได้ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างเรียบร้อย และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ในด้านโครงสร้างพื้นฐานภายนอก ถนนเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับถนนบุยเวียนกำลังเร่งดำเนินการ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประสานงานแก้ไขปัญหาการจัดหาที่ดินและการย้ายระบบสาธารณูปโภคได้สำเร็จ ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับเขตปฏิบัติการสนามบิน ผู้ลงทุนและผู้รับเหมาให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยด้านการบินเป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินงานของสนามบิน

โครงการดังกล่าวลงทุนโดย Airports Corporation of Vietnam (ACV) บนพื้นที่ประมาณ 86,776 ตารางเมตร ใช้งบประมาณรวมราว 725 พันล้านดอง ตัวอาคารเป็นโครงสร้างเหล็กชั้นเดียว ออกแบบรองรับปริมาณสินค้าสูงสุด 100,000 ตันต่อปี และสามารถขยายกำลังการรองรับได้ในอนาคตถึง 250,000 ตันต่อปี

การเร่งรัดก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด จะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางอากาศของเมือง รองรับปริมาณนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างฐานรองรับการพัฒนาธุรกิจการบินและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เมืองไฮฟองกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าสำคัญทางตอนเหนือของเวียดนาม

L2D Page (283)

เศรษฐกิจซึม ‘บ้านมือสอง’ ทะลัก 10 ล้านอัพแห่ระบายสต๊อก

เศรษฐกิจซบ บ้านมือสองพุ่งทะลุ 2.4 แสนหน่วย บ้านราคา 10 ล้านขึ้นไปแห่ขายเพิ่ม

ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศขยายตัวแรงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Information Center) รายงานว่า ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 มีบ้านมือสองประกาศขายรวม 243,218 หน่วย เพิ่มขึ้น 53.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 102.6% โดยทรัพย์ส่วนใหญ่ประกาศขายผ่านบุคคลธรรมดาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะห้องชุดที่ขยายตัวมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ซัพพลายที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากกระจุกตัวในกลุ่มราคาสูง โดยเฉพาะบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 124.4% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 144.7% สะท้อนว่าทรัพย์ระดับบนดูดซับได้ช้ากว่าตลาดล่าง ทำให้มีการสะสมสต๊อกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดหลักยังเป็นบ้านราคา 1-2 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงสุด 25.5%

จังหวัดที่มีมูลค่าบ้านมือสองประกาศขายสูงสุดยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร ตามด้วยชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต เชียงใหม่ ปทุมธานี สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง สะท้อนการกระจุกตัวในหัวเมืองเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

ผู้ประกอบการชี้เศรษฐกิจไม่ฟื้น คนผ่อนไม่ไหว ปล่อยทรัพย์เข้าตลาดเพิ่ม

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่าแนวโน้มปี 2569 บ้านมือสองจะไหลเข้าตลาดเพิ่มอีก จากปัจจัยเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง หลายครัวเรือนผ่อนต่อไม่ไหว บางส่วนเลือกปล่อยให้ธนาคารยึด หรือประกาศขายเอง ขณะที่การแข่งขันสูง ทำให้มีการปรับลดราคาลงมาก โดยเฉพาะทรัพย์ในทำเลดีเริ่มหายากขึ้น

ด้านนายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ เห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อบ้านมือสองมารีโนเวตแล้วขายต่อทำกำไร ส่งผลให้ตลาดมือสองเติบโตแซงบ้านใหม่ อย่างไรก็ดี กำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้บ้านมือสองจะได้เปรียบด้านทำเลและราคาที่ต่ำกว่า

ธนาคารชี้ช่องธุรกิจ รายใหญ่ยังไม่ครองตลาด

นายวิศรุต ปัญญาภิญโญผล ผู้บริหารสายงานสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มองว่าตลาดบ้านมือสองยังไม่มีผู้นำที่ชัดเจน ปัจจุบันมีผู้เล่นอย่าง Homerun และ Bangkok Asset ที่โฟกัสตลาดนี้ แต่ลักษณะทรัพย์กระจายตัวเป็นรายยูนิต ทำให้รวมวอลุ่มได้ยาก จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กมากกว่า

ธนาคารยังแนะนำผู้พัฒนาโครงการให้พิจารณาธุรกิจบ้านมือสอง ควบคู่ธุรกิจปล่อยเช่า โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ เนื่องจากใช้ทักษะและทีมงานใกล้เคียงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิม

บ้านมือสองโตแซงบ้านใหม่ในเชียงใหม่

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อรสิริน โฮลดิ้ง และนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สัดส่วนการโอนในเชียงใหม่ช่วงครึ่งปีแรก 2568 บ้านใหม่อยู่ที่ 25.2% ขณะที่บ้านมือสองพุ่งขึ้นเป็น 74.8% จากเดิมที่เคยใกล้เคียงกันที่ 50 ต่อ 50 ในช่วงสิบปีก่อน

บริษัทได้ร่วมมือกับ บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เข้าซื้อทรัพย์มือสองเพื่อรีโนเวตและขายต่อ เริ่มต้น 10 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นบ้านแนวราบ ตั้งเป้ารับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประมาณ 100 ล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์รุกตลาดมือสองเต็มตัว

ผู้ประกอบการประเมินว่า บ้านมือสองตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคกำลังซื้อหดตัว เพราะได้ทำเลใกล้เมือง ราคาถูกกว่าบ้านใหม่ราว 20-30% แม้ต้องปรับปรุงสภาพบ้าง แต่เมื่อเทียบกับบ้านใหม่ที่ต้องขยับออกไปนอกเมืองและมีภาระค่าเดินทางเพิ่ม ผู้ซื้อจำนวนมากจึงเลือกบ้านมือสองแทน

ท่ามกลางตลาดบ้านใหม่ที่ชะลอตัว การขออนุญาตโครงการลดลง และความเข้มงวดสินเชื่อที่ยังสูง ตลาดบ้านมือสองจึงกลายเป็นทั้งทางรอดของผู้ขาย และโอกาสของนักลงทุนรายย่อยในจังหวะเศรษฐกิจซบเซา

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us