admin L2D

L2D-Page-299

ศุลกากรเดินหน้า "ดัดหลัง" พัสดุนอก! เล็งขยับภาษีชนเพดาน 40% หวังอุ้ม SME ไทยสู้ศึกสินค้าราคาถูก

กรมศุลกากรเตรียมงัดไม้ตายใหม่เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการรุกคืบของสินค้านำเข้าราคาถูก โดย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงแนวคิดการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับ "พัสดุกล่องย่อย" ให้ขึ้นไปแตะระดับเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีเพดานอยู่ที่ 30% ถึง 40% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าและสอดรับกับนโยบาย "10 Plus" ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME ไทยที่กำลังถูกกระแสสินค้าข้ามชาติถาโถมเข้าใส่จนแทบตั้งตัวไม่ติด

เดิมทีสินค้าพัสดุขนาดเล็กหลายรายการเสียภาษีในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ สินค้าอย่างเคสโทรศัพท์มือถือหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เคยเสียภาษีเพียง 5% อาจถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ 30% ทันที เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้ผลิตในประเทศจนเกินไป โดยอธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะต้องมีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการนี้ กรมศุลกากรได้วางแผนงานไว้อย่างเป็นระบบทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้าได้ ในระยะแรกจึงจะเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยับเพดานภาษีเฉพาะกลุ่มก่อน หลังจากนั้นจึงจะทยอยยกระดับมาตรการควบคู่ไปกับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรให้สอดคล้องกับบริบทการค้ายุคใหม่ในระยะยาว

ที่ผ่านมา กรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยได้มีการตกผลึกมาตรการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การใช้อำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ของการค้ายุคดิจิทัลที่มักมีพัสดุกล่องย่อยส่งตรงจากต่างประเทศถึงมือผู้ซื้อชาวไทยโดยแทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศเลย เพราะผู้ค้าเหล่านี้ไม่ได้มีการจ้างงานหรือเช่าคลังสินค้าภายในประเทศเหมือนรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม

ผลจากการเริ่มเก็บภาษีพัสดุราคาต่ำตั้งแต่บาทแรกที่ผ่านมา สามารถช่วยเพิ่มรายได้เข้ารัฐได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 300 ล้านบาท และเพื่อความเข้มข้นยิ่งขึ้น กรมศุลกากรยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ทั้ง TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยบังคับให้แสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคา ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-valuation) เพื่อหลบเลี่ยงภาษี

นอกจากกลุ่มแพลตฟอร์มหลักแล้ว กรมศุลกากรยังเตรียมยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยหรือเพจร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ได้สังกัดแพลตฟอร์มมาตรฐานให้เข้มงวดยิ่งขึ้น มาตรการทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การจัดเก็บรายได้ แต่เป็นการสร้างกำแพงภาษีที่สมเหตุสมผลเพื่อประคอประคอง SME ไทยให้ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสมรภูมิการค้าที่ไร้พรมแดน ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

L2D-Page-298

ส่งออกอาหารไทยอ่วมพิษสงคราม! 3 องค์กรเศรษฐกิจหั่นเป้าส่งออกเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท จับตาไตรมาส 2 ทรุดหนักเซ่นวิกฤตฮอร์มุซ

กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาครัวโลกอย่างจัง เมื่อ 3 องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ส.อ.ท., สภาหอการค้าฯ และสถาบันอาหาร ต้องออกมาประกาศปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารไทยปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านล้านบาท หรือหดตัวถึง -7.3% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำลายบรรยากาศการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เพียงแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปี มูลค่าการส่งออกก็ร่วงลงไปแล้วกว่า 10.5% โดยมีปัจจัยลบรุมเร้าจากทุกทิศทาง ทั้งสงครามการค้าที่รุนแรง การแข่งขันด้านราคาที่บีบคั้นผู้ผลิตไทย ตลอดจนนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่สั่งระงับนำเข้าสินค้าหลักอย่างข้าวและน้ำตาลในปีนี้ ซ้ำร้ายความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังทำให้ยอดส่งออกในแถบ CLMV หายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันรายได้เข้าประเทศอย่างหนัก

วิกฤตที่น่าจับตาที่สุดจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะดิ่งลงลึกถึง -17.7% เนื่องจากเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวาน และสับปะรดกระป๋อง ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผ่านไปยังปุ๋ย วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงในขณะที่เงินเฟ้อโลกกำลังดีดตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างในบางตลาด โดยเฉพาะเอเชียใต้และสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะขยายตัวสวนกระแส ซึ่ง นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา จากหอการค้าไทย มองว่านี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว แม้ในระยะสั้นจะต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง แต่ในระยะยาว ประเทศในตะวันออกกลางที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารกว่า 90% จะประสบภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก ซึ่งจะเป็นโอกาสให้สินค้าไทยกลับเข้าไปยึดส่วนแบ่งตลาดได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยภาครัฐและเอกชนกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและหาทางออกในการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจครั้งนี้

L2D-Page-297

ข่าวดีผลไม้ไทย! เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ "แหลมฉบัง–เหยียนเถียน" ย่นเวลาส่งออกทุเรียน–มังคุด รับฤดูกาลพุ่งเป้าตลาดพรีเมียมจีน

นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโลจิสติกส์ระหว่างไทยและจีน เมื่อสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ร่วมกับทีมประเทศไทย เปิดตัวเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าสายตรงระหว่าง ท่าเรือแหลมฉบัง และ ท่าเรือเหยียนเถียน (Yantian Port) เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง อย่างเป็นทางการ ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวาระพิเศษในการประชุม APEC 2026 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ให้เข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างรวดเร็วและคงความสดใหม่ได้ดีเยี่ยม

สำหรับรายละเอียดของเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวใน 2 ทิศทาง โดยเส้นทางล่องใต้จากเหยียนเถียนมุ่งสู่แหลมฉบังใช้เวลาเพียง 6 วัน ขณะที่เส้นทางขึ้นเหนือจากแหลมฉบังผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชาไปยังเหยียนเถียนใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น โครงสร้างเวลาที่สั้นลงนี้เปรียบเสมือน "ทางด่วนทางทะเล" ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาคุณภาพผลไม้สดให้ถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในสภาพที่ดีที่สุด

หากย้อนดูศักยภาพของ ท่าเรือเหยียนเถียน จะพบว่าเป็นหนึ่งในท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยในปี 2568 มียอดขนส่งสินค้าสูงกว่า 16 ล้าน TEU และเป็นประตูการค้าสำคัญที่รองรับปริมาณการนำเข้า-ส่งออกถึง 1 ใน 3 ของมณฑลกวางตุ้ง ท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จุดรับส่งสินค้าทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมต่อรถไฟไปยังเมืองเศรษฐกิจชั้นในของจีน เช่น ฉงชิ่ง เฉิงตู และคุนหมิง รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ "ทะเลสู่蹰อากาศ" เพื่อรองรับสินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้ผลไม้ไทยสามารถกระจายตัวจากชายฝั่งไปสู่ใจกลางประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความสะดวกด้านการขนส่งแล้ว ท่าเรือเหยียนเถียนยังตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการสินค้าเกรดพรีเมียมจากไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดของจีน โดยเฉพาะการตรวจสอบสารตกค้างและโลหะหนักในทุเรียน ซึ่งทางศุลกากรต้าเผิงมีระบบตรวจวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐานสากล ดังนั้นคุณภาพและความปลอดภัยจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชัยชนะของสินค้าไทยในสมรภูมิการค้าแห่งนี้

ในภาพรวม การเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ถือเป็น "โอกาสทอง" ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความแออัดจากเส้นทางเดิมๆ เช่น ท่าเรือหนานซา หรือการขนส่งทางบกที่มักประสบปัญหาติดขัดในช่วงฤดูกาลผลไม้ นี่คือช่องทางเชิงยุทธศาสตร์ที่จะพาผลไม้ไทยไปสู่ตลาดระดับพรีเมียมในจีนได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจในการคัดเกรดสินค้า การบริหารจัดการห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) และการวางแผนการขนส่งล่วงหน้าเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดจีนที่มีพลวัตสูงในปัจจุบัน

L2D-Page-296

รัฐบาลปรับแผนรับมือวิกฤตพลังงาน! เลิกเพดานดีเซล 33 บาท หันใช้นโยบาย "พุ่งเป้า" เติมเงินกลุ่มเปราะบาง-แจกคูปองช่วยขนส่ง

ในที่สุดรัฐบาลไทยต้องตัดสินใจยอมรับความจริงของกลไกตลาดด้วยการ ยกเลิกเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท หลังจากแบกรับภาระอุดหนุนอย่างหนัก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐต้องควักเงินชดเชยสูงถึงลิตรละ 26.99 บาท ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบพุ่งไปกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท สถานการณ์นี้บีบให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการ "อุ้มทุกคน" มาเป็นการช่วยเหลือแบบ "Targeted Subsidy" หรือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประหยัดงบประมาณและส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานเศรษฐกิจจัดทำแผนรับมือสงครามในตะวันออกกลางที่อาจลากยาว พร้อมมอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งเคาะรายละเอียดมาตรการเยียวยา 5 กลุ่มหลัก เพื่อเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติงบประมาณทันที โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การดูแลผู้มีรายได้น้อยและฟันเฟืองด้านโลจิสติกส์

5 มาตรการพุ่งเป้า สู้วิกฤตน้ำมันแพง
มาตรการแรกมุ่งไปที่ กลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการเติมเงินเข้าบัตรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าอาหารและค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีการอุดหนุนวงเงินพื้นฐานอยู่แล้วประมาณ 4,700 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ กลุ่มภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทางของราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่าน "คูปองหรือบัตรเติมน้ำมัน" ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกกว่า 3.6 แสนราย รถโดยสารประจำทาง แท็กซี่ ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยจะเน้นการโอนเงินตรงผ่านระบบพร้อมเพย์เพื่อให้เข้าถึงผู้ขับขี่อิสระอย่างทั่วถึง

สำหรับ กลุ่มเกษตรกรและชาวประมง รัฐจะเร่งจัดหาปุ๋ยราคาถูกเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่พุ่งตามราคาก๊าซและน้ำมัน ส่วนชาวประมงจะได้รับการส่งเสริมให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 แทนน้ำมันเขียว ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันหน้าปั๊มถึง 5 บาทต่อลิตร ช่วยพยุงต้นทุนการออกเรือและยังช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปในตัว นอกจากนี้ ในส่วนของ กลุ่มผู้รับเหมางานรัฐ จะมีการปรับ "ค่า K" หรือดัชนีราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนวัสดุที่แพงขึ้นตามกลไกสัญญาปกติ

ทางเลือก "ดีเซล B20" และวิกฤตต้นทุนการผลิต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยแผนการนำน้ำมันดีเซล B20 ออกสู่ตลาดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นทางเลือกราคาประหยัดสำหรับรถบรรทุก รถไฟ และเรือโดยสาร โดยมีส่วนต่างราคาต่ำกว่าดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อแลกกับการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้คงอัตราค่าโดยสารไว้ไม่ให้กระทบประชาชน อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้ลามไปถึงภาคการผลิตต้นน้ำแล้ว โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคากระโดดขึ้นไปกว่า 50-70% จนเริ่มมีโรงงานบางแห่งหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากยอดการใช้ดีเซลในประเทศที่พุ่งสูงผิดปกติจาก 67 ล้านลิตร เป็นเกือบ 100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าไม่ได้เกิดจากการกักตุนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีการ "ลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ" เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 33 บาท ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาพุ่งไปถึง 55 บาท และลาวสูงเกือบ 60 บาท ทำให้ส่วนต่างราคากลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบค้าของเถื่อนข้ามพรมแดน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งสกัดกั้นเพื่อรักษาทรัพยากรที่ใช้อุดหนุนไว้ให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์สูงสุด

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us