News

L2D Page (231)

พาณิชย์ ชี้ส่งออกไทยเสี่ยงชะลอ เร่งดัน FDI ลงทุนจริง 4.8 แสนล้าน

พาณิชย์เตือนส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงชะลอ เร่งดัน FDI เปลี่ยนคำขอเป็นลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงชะลอตัว หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง และแรงเร่งส่งออกไปสหรัฐในปีก่อนเริ่มคลี่คลายลง โดยรัฐบาลเตรียมเร่งผลักดันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะถัดไป

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความผันผวนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 2 และยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้จะขยายตัวได้ดีในปีก่อนจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาตรการภาษี แต่ในปีนี้แนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงเข้าใกล้ระดับศูนย์หรืออาจหดตัว หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาเสริม

ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ นางศุภจีเปิดเผยว่า ปัจจุบันคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ถึง 9.8 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 480,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยแรงส่งจากภาคส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง

ทั้งนี้ การผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด โดยรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตและกฎระเบียบต่าง ๆ ในลักษณะ fast pass เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริบทการค้าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากโครงสร้างโลกสองขั้วไปสู่โลกหลายขั้ว หรือ Multipolar World ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้งเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยในมุมมองของนานาชาติ เอเชียยังคงถูกมองว่าเป็นภูมิภาคแห่งโอกาส และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายฝ่ายต้องการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าประเทศไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาดและจำนวนประชากรของภูมิภาคเป็นพลังต่อรอง พร้อมต่อยอดจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement ซึ่งตั้งเป้ายกระดับมูลค่าการค้าและการลงทุนของอาเซียนจากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการพัฒนาทักษะแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ โดยชี้ว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่แรงงาน แต่คนที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ได้เปรียบ และสามารถทดแทนผู้ที่ไม่ปรับตัวได้ในอนาคต

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลอุตสาหกรรมภายในประเทศ การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่เป็นธรรม การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงการปราบปรามธุรกิจอำพรางและนอมินี โดยนำ AI มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายการค้าของไทยในระยะต่อไปจะมุ่งสู่การค้าอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนพลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำการค้าในโลกยุคใหม่ไม่สามารถมองเพียงจุดใดจุดหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ และไทยต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากสามารถทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตามเกมการค้าโลก แต่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำหนดทิศทางของเกมเศรษฐกิจโลกในอนาคต

L2D Page (230)

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดไทยมีรัฐบาลใหม่ มิ.ย. 69 ลุ้นการเมืองนิ่งดัน เศรษฐกิจฟื้น

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดไทยได้รัฐบาลใหม่กลางปี 2569 การเมืองนิ่งหนุนเศรษฐกิจฟื้น ดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำกว่า 1%

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยคาดว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาในกรอบกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้ ตลาดการเงินและนักลงทุนยังมองความเสี่ยงทางการเมืองของไทยอยู่ในระดับต่ำ และไม่คาดว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงหรือการประท้วงขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นความต่างเชิงนโยบายมากกว่าความขัดแย้งบนท้องถนน

ดร.ทิม ลีฬนะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยและเวียดนามของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ระบุว่า จากสถิติในอดีต กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจนถึงการแถลงนโยบายใช้เวลาประมาณ 119 วัน ซึ่งทำให้คาดว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่พร้อมเริ่มทำงานได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี หากกระบวนการล่าช้า อาจส่งผลให้การใช้งบประมาณปี 2570 ไม่ทันในไตรมาสสุดท้ายของปี และอาจต้องเลื่อนไปถึงต้นปีถัดไป

ในเชิงฉากทัศน์ทางการเมือง สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่ามีหลายความเป็นไปได้ ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากพรรคการเมืองใหม่ หรือการประนีประนอมทางการเมืองระหว่างพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังการเลือกตั้ง

สำหรับโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ ดร.ทิมชี้ว่า วินัยทางการคลังจะเป็นประเด็นที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะของไทยมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ปัจจุบันไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบ (Negative Outlook) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch และ Moody’s การรักษาอันดับเครดิตให้อยู่ในระดับ Investment Grade จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะต่อไป

ด้านค่าเงินบาท สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่าการแข็งค่าในช่วงนี้เป็นเพียงระยะสั้น โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นก่อนการเลือกตั้ง ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วใกล้ระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ รวมถึงปัจจัยฤดูกาลจากการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าในระยะถัดไป สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด รวมถึงแนวโน้มเงินทุนของคนไทยที่ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

แม้ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ในช่วงประมาณ 30.5–30.6 บาทต่อดอลลาร์ แต่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่ากลับไปที่ระดับราว 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางปี และ 33.5 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีจะขยายตัวได้ค่อนข้างต่ำเพียง 0.7% จากการรอความชัดเจนทางการเมือง ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3.4% ในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่

ขณะที่นโยบายการเงิน ธนาคารประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เหลือระดับ 1% และยังเปิดโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจปรับลดลงต่ำกว่า 1% หากภาวะเศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติม

L2D Page (229)

สัญญาณบวกส่งออกไทย สินค้าเกี่ยวเนื่อง AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ส่งออกไทยปลายปีฟื้นแรง สินค้าเทคโนโลยี–AI กลายเป็นแรงค้ำเศรษฐกิจ

การส่งออกของไทยในช่วงปลายปี 2568 ส่งสัญญาณบวกชัดเจน หลังตัวเลขเดือนธันวาคมเร่งตัวแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีโลกและความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ข้อมูลจากทีม Wealth Research ของหลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 28,928 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 16.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% จากเดือนก่อนหน้า ถือว่าสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้มาก การเติบโตดังกล่าวทำให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.9% แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยหมวดอิเล็กทรอนิกส์โดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบที่ขยายตัวกว่า 50% โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารที่เร่งตัวมากกว่า 100% รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลทั่วโลก สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนสำคัญ ยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตลาดสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกในหมวดนี้ขยายตัวในระดับสองหลัก และช่วยหนุนภาพรวมการส่งออกปลายปีให้แข็งแกร่งกว่าที่คาด

ด้านสินค้าเกษตร แม้ภาพรวมยังมีความผันผวน แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากการส่งออกผลไม้สดหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน สินค้าเกษตรยังหดตัวเล็กน้อย ขณะที่การส่งออกข้าวยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าส่งออกลดลงค่อนข้างมาก

ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร กลับมีทิศทางที่ดีกว่า โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ผลไม้แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และช่วยพยุงรายได้ภาคการเกษตรแปรรูปของไทยในช่วงปลายปี

แม้ตัวเลขส่งออกจะฟื้นตัวโดดเด่น แต่ไทยยังคงเผชิญภาวะขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากการนำเข้าขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ดุลการค้าทั้งปีติดลบกว่า 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีมวิจัยมองว่าการเติบโตของการส่งออกยังไม่สามารถส่งผ่านไปยังภาคการผลิตภายในประเทศได้เต็มที่ สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในแดนหดตัว โดยมีสาเหตุสำคัญจากโครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบและส่งต่อไปยังประเทศที่สามในลักษณะ Transshipment

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ทีม Wealth Research ประเมินว่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปีอาจชะลอตัวลงราว 2–3% จากฐานที่สูงในปีก่อน รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการลงทุนทั่วโลก ซึ่งจะช่วยพยุงภาคส่งออก ก่อนที่การฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ทั้งปีมีโอกาสขยายตัวเล็กน้อยในกรณีฐาน

ในมุมมองของนักลงทุน แม้การฟื้นตัวของการส่งออกปลายปีจะเป็นสัญญาณบวก แต่โครงสร้างการเติบโตยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ อย่างไรก็ดี กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI ยังคงเป็นธีมสำคัญที่มีศักยภาพเติบโตในระยะกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกและทิศทางอุปสงค์ในช่วงต้นปี 2569

L2D Page (228)

"พิชัย" ชี้ส่งออกปี'68 โตถึง 12.93% ตามที่บอกไว้ แนะสาน ต่อ 11 เรื่อง

พิชัยย้ำส่งออกปี 2568 โตแรงเกือบ 13% ชี้ FTA–การลงทุนหนุนเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลใหม่สานงานพาณิชย์ต่อเนื่อง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่กลางปี แม้ในช่วงแรกจะถูกตั้งคำถามและถูกสบประมาทจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วน โดยยืนยันว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริง

นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกในเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีเติบโตในระดับเกือบ 13% ซึ่งสวนทางกับข้อวิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าการส่งออกขยายตัวเพราะการเร่งส่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ และจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หลังการเจรจาภาษีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม การส่งออกไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่เติบโตถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้เป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกชั่วคราว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ และถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปที่สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามได้ในช่วงต้นปี 2568

นายพิชัยระบุว่า ความสำเร็จของ FTA ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยไม่สามารถปิดการเจรจากับประเทศระดับเดียวกันได้มานานนับสิบปี ส่งผลให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ EFTA ในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% และทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่ายอดทั้งปี 2567 ที่อยู่ราว 1.14 ล้านล้านบาท

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกที่ขยายตัว 12.93% ในปี 2568 เป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัว 5.4% สะท้อนทิศทางบวกทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มแซงไทยด้านขนาดเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นผลจากการที่เวียดนามสามารถรักษาการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และมี FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ

นายพิชัยจึงฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ให้เดินหน้ารักษาโมเมนตัมการส่งออกและการลงทุน พร้อมสานต่องานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคใด โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรงของรัฐมนตรีเพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังควรเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการค้าภายในประเทศ ทั้งการลดการผูกขาดการส่งออกข้าว การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการไทย การจัดการปัญหานอมินี การขยายตลาดสินค้าเกษตรในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย รวมถึงการผลักดันนโยบายคลังอาหาร การสร้างแบรนด์สินค้าไทย การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน และการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านโครงการ Thai Select

นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง และหวังว่างานที่ได้วางรากฐานไว้แล้วจำนวนมากจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us