News

L2D Page (279)

LEO กวาดรายได้ปี 68 แตะ 1.3 พันล้าน รับรู้ธุรกิจคลังสินค้า-โลจิสติกส์หนุน

LEO รายได้ปี 2568 แตะ 1.3 พันล้านบาท เร่งขยายธุรกิจใหม่ลดความผันผวน แม้กำไรหดตัวแรง
บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวมแตะระดับประมาณ 1,300 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มที่ไม่ใช่การขนส่งหลัก โดยเฉพาะธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics ที่บริษัทวางกลยุทธ์ให้เป็นฐานรายได้ใหม่ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 8.78 ล้านบาท ลดลง 81.53% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 47.56 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ ค่าระวางที่ปรับตัวลง และการแข่งขันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตรากำไรโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ภาพรวมกำไรจะอ่อนตัว แต่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้จากการขนส่งทางรถภายในประเทศและบริการพิธีการศุลกากรเพิ่มขึ้นราว 21% ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางรางของกลุ่มยังมีส่วนช่วยเสริมโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนความพยายามของบริษัทในการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจ Freight เป็นหลัก

บริษัทระบุว่า รายได้จากกลุ่ม Non-Freight และ Non-Logistics ยังเติบโตตามแผน โดยเฉพาะธุรกิจคลังสินค้าและโซลูชันด้านโลจิสติกส์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการลดความผันผวนของรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ การขยายธุรกิจใหม่และการเพิ่มฐานลูกค้าของ Leo Coldbotic คาดว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการในปี 2569 ให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของ LEO จากผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่มีรายได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากวัฏจักรค่าระวางและภาวะการค้าโลกที่ผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

L2D Page (278)

หุ้นสหรัฐดิ่งแรง วิตก AI เขย่าเศรษฐกิจ-ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดหนัก กังวล AI กระทบแรงงาน ผสานแรงกดดันภาษีนำเข้าของทรัมป์
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันจันทร์ ท่ามกลางความวิตกว่าการเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดี Donald Trump ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 821.91 จุด หรือ 1.66% ปิดที่ 48,804.06 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ลดลง 1.13% ปิดที่ 22,627.27 จุด และ S&P 500 ปรับตัวลง 1.04% ปิดที่ 6,837.75 จุด ส่งผลให้ S&P 500 กลับเข้าสู่แดนลบอีกครั้งในปี 2569 สะท้อนแรงขายที่กระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

แรงกดดันหลักมาจากหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะ IBM ที่ร่วงลงกว่า 13% หลัง Anthropic เปิดเผยศักยภาพใหม่ของผลิตภัณฑ์ Claude Code ซึ่งสร้างความกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนงานด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นอย่าง Microsoft และ CrowdStrike ต่างเผชิญแรงขายตามกัน ความกังวลไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลุกลามไปยังกลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และบริการทางการเงิน ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจได้รับผลกระทบหากการจ้างงานชะลอตัว

บรรยากาศในตลาดยิ่งตึงเครียดหลังรายงานของ Citrini Research ระบุว่า การเร่งตัวของ AI อาจผลักดันอัตราว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นได้ถึง 10% รายงานดังกล่าวถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนบนวอลล์สตรีท และกดดันหุ้นกลุ่มการเงินอย่าง American Express ที่ร่วงลง 7% และ Mastercard ที่ลดลงเกือบ 6%

ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มตั้งรับซึ่งมักได้อานิสงส์ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนกลับปรับตัวขึ้น โดย Walmart และ Procter & Gamble ต่างบวกมากกว่า 2% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

อีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือท่าทีด้านการค้าของทรัมป์ หลังเขายืนยันเดินหน้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% และอาจมีการขึ้นเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ก่อนหน้านี้ Supreme Court of the United States จะมีคำตัดสินที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีตอบโต้ของเขา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลในยุโรป โดยรัฐสภายุโรปประกาศระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐชั่วคราว

ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 2% ในตลาดสปอต และสัญญาทองคำล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่บิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 65,000 ดอลลาร์ และปรับตัวลดลงต่อเนื่องมากกว่า 4% สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่า AI และนโยบายการค้าจะกลายเป็นปัจจัยเร่งความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

L2D Page (277)

คมนาคม เปิดตัว Taxi ดีพร้อม สร้างมาตรฐานบริการใหม่ ลดปฎิเสธผู้โดยสาร

คมนาคมเปิดตัว “Taxi ดีพร้อม” ยกระดับมาตรฐานบริการ สแกน QR ตรวจสอบ–ร้องเรียนได้ทันที
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี กรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “Taxi ดีพร้อม” ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ พร้อมแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารที่เป็นปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้ใช้แอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE ควบคู่กับการติดตั้งสติกเกอร์ QR Code รูปแบบใหม่บนรถแท็กซี่มิเตอร์ทุกคัน เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันมีรถแท็กซี่จดทะเบียนสะสม 78,894 คัน และตั้งแต่วันที่ 3–20 กุมภาพันธ์ 2569 มีรถแท็กซี่ติดสติกเกอร์ QR Code แล้ว 8,132 คัน ขณะที่มีผู้ขับขี่ลงทะเบียนใช้งานแอปแล้ว 3,620 คน เป้าหมายคือการติดตั้งให้ครบทุกคันภายในเดือนมิถุนายน 2569

สติกเกอร์ QR Code ถูกออกแบบเป็น 3 สี และติดตั้งใน 3 ตำแหน่งสำคัญของรถ สีม่วงสำหรับผู้ขับขี่ ใช้ยืนยันตัวตนก่อนเริ่มให้บริการ ติดบริเวณมุมขวาบนกระจกฝั่งคนขับ สีน้ำเงินสำหรับผู้โดยสาร ใช้ตรวจสอบข้อมูลรถและคนขับ คำนวณค่าโดยสารเบื้องต้น ประเมินความพึงพอใจ และร้องเรียน ติดบริเวณกระจกหน้าต่างฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง และสีแดงสำหรับการร้องเรียนกรณีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือเรียกเก็บค่าโดยสารเกิน โดยติดบริเวณกระจกหน้าต่างภายนอกรถ

เมื่อผู้โดยสารสแกน QR Code ผ่านแอป ระบบจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ภาพถ่ายคนขับ ชื่อ-สกุล ข้อมูลรถ วันสิ้นอายุภาษี และสถานะใบอนุญาตขับรถ ช่วยให้ตรวจสอบได้ทันทีว่าเป็นรถถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถให้คะแนนความพึงพอใจใน 4 ด้าน ได้แก่ ความสะอาด มารยาท การขับขี่ และการแต่งกาย พร้อมส่งเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ระบบของกรมฯ ได้ทันที หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ในส่วนของผู้ขับขี่ ต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอป DLT GPS NOTICE โดยสแกน QR Code ประจำรถก่อนเริ่มให้บริการ และระบบจะมีการแจ้งเตือนให้ยืนยันตัวตนทุก 4 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ขับขี่ตัวจริงในช่วงเวลานั้น ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบติดตามของกรมฯ แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจากระบบ GPS เดิม โดยใช้งบประมาณเพียง 1.9 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อเครื่องพิมพ์สติกเกอร์

กรมการขนส่งทางบกยังเตรียมนำข้อมูลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับคุณภาพบริการ โดยแท็กซี่ที่ได้รับคะแนน 5 ดาวต่อเนื่อง อาจได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ส่วนลดเบี้ยประกันภัย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามาตรฐานบริการ ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการ มีผู้โดยสารสแกนประเมินแล้วมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งมีทั้งคำชื่นชมและข้อร้องเรียน

ที่ผ่านมาในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบริการแท็กซี่กว่า 2,500 เรื่อง เมื่อเทียบกับจำนวนรถทั้งหมดกว่า 78,000 คัน กรมฯ คาดว่าโครงการ “Taxi ดีพร้อม” จะช่วยลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และสร้างมาตรฐานบริการใหม่ที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ โดยยืนยันว่าจะไม่พัฒนาแอปเรียกรถเพื่อแข่งขันกับภาคเอกชน แต่จะมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและกำกับดูแลบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการหรือผู้ขับขี่ไม่ติดสติกเกอร์ QR Code หรือแกะออก จะถือว่าไม่แสดงเครื่องหมายตามที่กำหนด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และกรณีไม่ลงทะเบียนหรือไม่ยืนยันตัวตนก่อนให้บริการ จะถือว่าไม่บันทึกหรือไม่ส่งข้อมูลการเดินทางตามที่กำหนด มีโทษปรับในอัตราเดียวกันตามกฎหมายดังกล่าวด้วย

L2D Page (276)

การปรับขึ้นเริ่มจำกัด...ระวังแรงขายทำกำไรสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation

InnovestX ปรับเพิ่มจีดีพีปี 2569 แต่เตือน SET ใกล้โซนตึงตัว ระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น
InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.7% จากเดิม 1.4% ภายหลังพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นและช่วยหนุนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาครัฐถูกปรับเพิ่มเป็นเติบโต 4.4% จาก 1.2% จากแนวโน้มการเบิกจ่ายที่ราบรื่นขึ้นและโครงการขนาดใหญ่มีโอกาสเดินหน้าเร็วขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับเป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดหดตัว -1.3% จากความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว รวมถึงแรงสนับสนุนจากนโยบาย Thailand FastPass และผลของโครงการรัฐที่ก่อให้เกิด Crowding-in effect ส่วนการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มเป็น 2.0% จาก 0.7% จากมาตรการกระตุ้นและ sentiment ทางการเมืองที่ดีขึ้น

ด้านนโยบายการเงิน InnovestX ยังคงประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่อาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาดเพิ่มสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายงานการประชุมของ Federal Reserve มีท่าทีค่อนข้างตึงตัว สะท้อนมุมมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2 ครั้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากแรงหนุนของเทคโนโลยี AI เงินเฟ้อที่ยังเหนียวจากผลของมาตรการภาษีและนโยบาย reshoring รวมถึงระดับการขาดดุลการคลังที่สูงซึ่งดัน term premium เพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองว่าดัชนีมีโอกาสพักฐานในระยะสั้นก่อนเดินหน้าต่อในกรอบ 1,450–1,500 จุด แม้ Fund Flow ยังเป็นแรงหนุน แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีด้านเสถียรภาพการเมืองไปในระดับหนึ่งแล้ว ระดับดัชนีที่เข้าใกล้ 1,500 จุดทำให้ค่า PER ปี 2569 ขยับเข้าใกล้ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จึงทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัด และต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของหุ้นกลุ่ม Real Sector ซึ่งอาจเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่กำไรออกมาดีหรือมีเงินปันผลโดดเด่น รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำ “Selective Buy” โดยรอจังหวะดัชนีย่อตัวลงใกล้แนวรับ 1,450 และ 1,420 จุด เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งกลุ่มที่กำไรไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หุ้นปันผลสูงที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดในระยะสั้น หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและมีโอกาสรับแรง Flow หมุน รวมถึงหุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงและเริ่มเห็นสัญญาณ Cover Short ขณะที่กลุ่มที่อาจได้อานิสงส์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคแกนนำรัฐบาลและหุ้นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกธีมที่น่าจับตา

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ระดับมูลค่าตลาดที่เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวทำให้การขึ้นต่ออาจไม่ราบรื่น การลงทุนในช่วงนี้จึงควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัวและบริหารจังหวะเข้าซื้ออย่างระมัดระวังมากกว่าการไล่ราคาในภาวะตลาดใกล้แนวต้านสำคัญ

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us