News

L2D Page (267)

คมนาคม สั่งทำแผนพัฒนาที่ดิน รฟท. ย่านบางซื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สาธารณสุข

คมนาคมดันแผนใช้ที่ดิน รฟท. บางซื่อ ผุดศูนย์การแพทย์ เชื่อมระบบราง-พัฒนาแนวดิ่งตามผังเมือง
กระทรวงคมนาคมเดินหน้าทบทวนแผนใช้ประโยชน์ที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในย่านบางซื่อ เพื่อรองรับโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยย้ำหลักเกณฑ์สำคัญต้องเชื่อมต่อโครงข่ายระบบราง พัฒนาอาคารในแนวดิ่ง และสอดคล้องแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่

นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดแนวทางคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดภายใต้การดูแลของ รฟท. สำหรับจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์

การพิจารณาพื้นที่ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้าถึงโดยต้องอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนทางราง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดผ่านการพัฒนาอาคารแนวดิ่ง รองรับแนวคิดการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่ง หรือ TOD และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะขั้นตอนภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

เบื้องต้น กรมการแพทย์มีความประสงค์ขอเช่าพื้นที่ รฟท. บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (แปลง D) ใกล้ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่แปลง D ถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2557 ให้เป็นพื้นที่พัฒนาแปลงใหญ่และเน้นอาคารแนวดิ่งเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด จึงต้องพิจารณารูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับแผนเดิม

ในส่วนรูปแบบการร่วมลงทุน กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ รฟท. และ SRTA ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโครงสร้างการดำเนินงานที่เหมาะสม ทั้งด้านผลตอบแทน การบริหารทรัพย์สิน และความคุ้มค่า ก่อนเสนอรายละเอียดต่อ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาตามกระบวนการ PPP

กระทรวงคมนาคมยืนยันพร้อมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขเต็มที่ โดยตั้งเป้าให้โครงการศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการเดินทางสมัยใหม่ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่งอย่างเป็นระบบ โดยไม่กระทบต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่บางซื่อในภาพรวม.

L2D Page (266)

ส.อ.ท.ชูเศรษฐกิจใยแมงมุม หวัง ‘รถปิกอัพ’ ตัวเร่งอุตฯยานยนต์ฟื้น

ส.อ.ท.ดัน “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ปลุกตลาดปิกอัพ หนุนผลิตรถแตะ 1.5 ล้านคัน เร่งรัฐใหม่ขับเคลื่อนทั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เป็นกลไกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยชูตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นตัวเร่งสำคัญ หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนขยายวงกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศ โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยอดขายช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวต่อเนื่อง จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อดึงตลาดกลับมา

ตามแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เมื่อยอดขายรถเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิต ชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่ง ไปจนถึงแรงงานในระบบ หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถปิกอัพเพิ่มอีกปีละ 50,000–60,000 คัน ที่ราคาเฉลี่ยคันละ 600,000 บาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดราว 30,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท จากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ยังไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กลุ่มยานยนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าค้างอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสภาพคล่องในระบบ

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก และคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับภาพรวมปีนี้ กลุ่มยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 3% จากปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10% โดยตลาดในประเทศยังต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ การลดภาระค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยซึ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งชายแดนและความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนชีวิตประชาชน และเร่งรัดการลงทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบขยายวงกว้างตามแนวคิด “ใยแมงมุม” ที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมหลัก แล้วส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ.

L2D Page (265)

จับตากติกาใหม่คุม “โลจิสติกส์” ชงโทษปรับสูงสุด 10% ของรายได้

ส.อ.ท.ดัน “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ปลุกตลาดปิกอัพ หนุนผลิตรถแตะ 1.5 ล้านคัน เร่งรัฐใหม่ขับเคลื่อนทั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เป็นกลไกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยชูตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นตัวเร่งสำคัญ หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนขยายวงกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศ โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยอดขายช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวต่อเนื่อง จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อดึงตลาดกลับมา

ตามแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เมื่อยอดขายรถเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิต ชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่ง ไปจนถึงแรงงานในระบบ หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถปิกอัพเพิ่มอีกปีละ 50,000–60,000 คัน ที่ราคาเฉลี่ยคันละ 600,000 บาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดราว 30,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท จากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ยังไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กลุ่มยานยนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าค้างอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสภาพคล่องในระบบ

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก และคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับภาพรวมปีนี้ กลุ่มยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 3% จากปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10% โดยตลาดในประเทศยังต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ การลดภาระค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยซึ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งชายแดนและความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนชีวิตประชาชน และเร่งรัดการลงทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบขยายวงกว้างตามแนวคิด “ใยแมงมุม” ที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมหลัก แล้วส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ.

L2D Page (264)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท นักลงทุนกังวลผลกระทบ AI

ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตามวอลล์สตรีท ท่ามกลางแรงกดดันจาก AI และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียช่วงเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงในคืนก่อนหน้า ความกังวลหลักของนักลงทุนอยู่ที่ผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโลจิสติกส์เร็วกว่าที่คาด รวมถึงแรงกดดันด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ที่ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei เปิดตลาดลดลงราว 0.77% สะท้อนแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงอ่อนตัวกว่า 1.4% และดัชนี Shanghai Composite ของจีนปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดออสเตรเลียปรับลดลงมากกว่า 1% ขณะที่เกาหลีใต้สวนทางด้วยแรงซื้อบางส่วนในหุ้นรายตัว

แรงกดดันสำคัญมาจากการร่วงลงของตลาดวอลล์สตรีทเมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 600 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงมากกว่า 2% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและขนส่ง นักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งสินค้าและซัพพลายเชนอย่างก้าวกระโดด จนอาจลดความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการบางกลุ่ม ส่งผลให้หุ้นบริษัทโลจิสติกส์และรถบรรทุกเผชิญแรงขายเด่นชัด

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าประมาณการที่ 66,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีแรงส่ง

ในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังรอการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย นักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมจะชะลอลงเมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการคงดอกเบี้ยในระดับสูงได้ แต่หากสูงกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่อง

ภาพรวมจึงสะท้อนความเปราะบางของตลาดการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการเร่งพัฒนา AI ที่อาจพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรม และจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินทุนทั่วโลกในเวลานี้

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us