News

L2D-Page-324

พาณิชย์ผ่าตัดใหญ่ภาคเกษตรไทย! รื้อระบบ "หน้าสวนยันส่งออก" ปลดล็อกมะพร้าว-กุ้ง-ทุเรียน สู้เกมกดราคา

กระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรแบบถอนรากถอนโคน โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวทางการทำงานยุคใหม่จะไม่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบวันต่อวัน แต่จะใช้วิธีเอ็กซเรย์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำบริเวณหน้าสวน ระบบคนกลาง การแปรรูปกลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างมาตรฐานการส่งออกและตลาดต่างประเทศ ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดมีบริบทและบาดแผลที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเฉพาะทางเข้าไปรักษาให้ตรงจุด

กรณีของ "มะพร้าวน้ำหอม" ที่เคยวิกฤตหนักจนราคาดิ่งเหลือเพียงลูกละ 2 บาท เนื่องจากมีผลผลิตล้นทะลักเข้าสู่ระบบสูงถึงวันละ 2 ล้านลูก จนชาวสวนขาดทุนสะสมและไม่มีทุนมาพัฒนาสวน กระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกับโมเดิร์นเทรดและผู้ประกอบการรายใหญ่ เข้าไปช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดได้ทันท่วงทีกว่า 10 ล้านลูก ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นมาหายใจได้ที่ร้อยละ 12–15 บาทต่อลูกในปัจจุบัน แผนขั้นต่อไปคือการจัดตั้ง "ล้งชุมชน" ต้นแบบ 10 แห่ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร และผลักดันการแปรรูปเปลือก-กะลามะพร้าวตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับ ดีเอสไอ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าตรวจสอบโรงงานต้องสงสัยแอบปลอมปนน้ำมะพร้าวจำนวน 22–24 แห่ง ที่สร้างความเสียหายต่อกลไกราคาและภาพลักษณ์สินค้าไทย ขณะเดียวกันในกลุ่มมะพร้าวแกง ได้เร่งยกระดับมาตรฐาน GAP และการันตีรูปแบบ "ไม่ใช้ลิงเก็บ" อย่างจริงจัง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และช่วยให้โรงงานแปรรูปสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดฝั่งตะวันตกได้อย่างราบรื่นและสง่างาม

สำหรับประเด็นร้อนเรื่อง "กุ้งไทย" หลังจากประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากะทันหันจนสร้างความปั่นป่วนให้เกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่าไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการบอกให้คนไทยฝืนช่วยกันกิน แต่เป็นการใช้กลไกพาณิชย์เชิงรุกประสานงานผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านอาหาร รถพุ่มพวง และโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จนสามารถกระจายกุ้งออกจากระบบไปได้แล้วกว่า 2,900 ตัน ในขณะที่ทีมเจรจาระหว่างประเทศกำลังเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อเปิดด่านมาเลเซียให้กลับมานำเข้ากุ้งไทยอีกครั้ง

ส่วนราชาผลไม้อย่าง "ทุเรียน" ที่ปีนี้ต้องรับศึกหนักจากยอดผลผลิตที่พุ่งสูงขึ้นถึง 33% หรือราว 2.07 ล้านตัน พาณิชย์ได้แก้เกมด้วยการทำจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ล่วงหน้าตั้งแต่มุมปีที่แล้ว พร้อมประสานงานเปิดช่องทางพิเศษ ณ ด่านชายแดนเวียดนามเพิ่มเป็น 40 ช่องทาง เพื่อส่งสินค้าผ่านลาวตรงสู่เมืองเฉิงตู รวมถึงขยายฐานทัพไปตลาดตะวันออกกลาง พร้อมดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาช่วยไลฟ์สดขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

กลยุทธ์ที่แยบยลอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนมุมขายทุเรียนไซส์เล็กหรือ "ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว" จากเดิมที่มักจะถูกล้งกดราคาเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐานส่งออก ให้กลายเป็นสินค้าเกรด "เนื้อพรีเมียม" เจาะกลุ่มคนชอบทานทุเรียนแต่ไม่อยากซื้อลูกใหญ่ วิธีนี้ช่วยพยุงราคาหน้าสวนของทุเรียนไซส์เล็กได้เป็นอย่างดี โดยไม่ไปแย่งสัดส่วนหรือกระทบทุเรียนไซส์พรีเมียม (AB) ที่ใช้ส่งออกหลัก ส่งผลให้ปีนี้ราคาทุเรียนไทยยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด

กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การจัดระเบียบสินค้าเกษตรทั้งหมดนี้เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต ในระยะสั้นรัฐจะทำหน้าที่เป็นสปริงบอร์ดช่วยดึงผลผลิตออกจากตลาดให้เร็วที่สุดเมื่อเกิดภาวะล้นตลาด แต่ในระยะยาว เกษตรกรไทยต้องอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนด้วยการยกระดับคุณภาพ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และการสร้างมาตรฐานสากลเพื่อลดการพึ่งพาคนกลาง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพังทลายวัฏจักร "ราคาตกต่ำซ้ำซาก" ให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างแท้จริง

L2D-Page-323

เปิดประตูเศรษฐกิจชายแดนใต้! ด่านสะเดาแห่งใหม่เชื่อมไทย-มาเลเซีย สปีดระบบโลจิสติกส์อาเซียนเต็มรูปแบบ

นับเป็นวันประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการค้าชายแดนใต้ เมื่อผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ร่วมกันเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดใช้ถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้าและโลจิสติกส์ครั้งสำคัญ ยกระดับพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นประตูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดของภาคใต้ตอนล่าง

สำหรับการเปิด "จุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่" จะเริ่มมีผลบังคับใช้เพื่อต้อนรับนักเดินทางและตู้สินค้าทันที โดยกำหนดเวลาเปิดทำการตั้งแต่ตี 5 ยาวไปจนถึง 5 ทุ่มของทุกวันตามเวลาประเทศไทย พร้อมกันนี้จะมีการปิดจุดผ่านแดนเดิมและย้ายระบบการตรวจสอบทั้งหมดมายังพิกัดใหม่บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9-23/10 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ของประเทศมาเลเซีย เพื่อความเป็นระเบียบและคล่องตัวในการบริหารจัดการ

ความสำคัญของด่านสะเดาไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่านเข้าออกธรรมดา แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจการค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียมาโดยตลอด โดยสถิติล่าสุดรายงานว่า ด่านสะเดามีมูลค่าการค้ารวมสะพัดสูงถึงเกือบ 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นยอดการส่งออกกว่า 1.3 แสนล้านบาท และการนำเข้าอีกกว่า 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขมหาศาลนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80.16% ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมดในจังหวัดสงขลาเลยทีเดียว

บนพื้นที่โครงการขนาดมหึมากว่า 596 ไร่ อภิมหาโปรเจกต์นี้ใช้งบประมาณก่อสร้างไปกว่า 1,532 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลทองของถนนกาญจนวนิช ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ซึ่งถูกปักหมุดให้อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา ภายในอัดแน่นไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล ทั้งอาคารสำนักงานทันสมัย อาคารผู้โดยสารและยานพาหนะ ตลอดจนอาคารตรวจปล่อยสินค้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในส่วนของระบบปฏิบัติการหน้างาน เรียกได้ว่าเป็นการทรานส์ฟอร์มสู่ความอัจฉริยะเพื่อลดเวลาคอขวดอย่างแท้จริง ด้วยการจัดช่องตรวจรถยนต์ไว้ฝั่งละ 11 ช่อง และช่องตรวจคนเข้าเมืองอีกฝั่งละ 14 ช่อง ขณะที่อาคารตรวจสินค้าหรือ Cargo Terminal สามารถรองรับรถบรรทุกให้เข้าตรวจได้พร้อมกันขาละ 8 ช่องตรวจ เสริมทัพด้วยเทคโนโลยีไฮเทคอย่างระบบ X-ray แบบ Fast Scan ถึง 2 ระบบ และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกดิจิทัล เพื่อคัดกรองสินค้าด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยสูงสุด

หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ด่านสะเดาแห่งใหม่นี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีอาเซียน เป็นสะพานเชื่อมสินค้าจากภาคใต้สู่มาเลเซียและทะลุไปยังสิงคโปร์ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำของทั้งสองชาติยังได้เห็นพ้องต้องกันในการร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษร่วมกัน พร้อมจับมืออำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองให้กระชับและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น หลังจากนี้

ด้านภาคเอกชน โดย นายไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล จากสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ มองว่าด่านใหม่นี้คือสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจน แต่ก็เป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของการยกระดับพื้นที่ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำควบคู่กันไปหลังจากนี้คือการอัดฉีดโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมอื่นๆ เข้าสู่จังหวัดสงขลา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ ถนนเชื่อมเมืองที่มีประสิทธิภาพ และระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อรองรับซัพพลายเชนที่จะขยายตัวตามมา

บทสรุปของด่านสะเดาแห่งใหม่จึงเป็นมากกว่าแค่การย้ายอาคารที่ทำการ แต่มันคือบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยน "เส้นแบ่งชายแดน" ให้กลายเป็น "โอกาสทองทางธุรกิจ" หากทุกภาคส่วนสามารถบริหารจัดการพื้นที่และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เต็มศักยภาพ ด่านสะเดาโฉมใหม่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และพลิกโฉมจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างภาคภูมิ

L2D-Page-322

คมนาคมเบรกแรง! ค้านแก้สัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ปมยืดเยื้อ 8 ปี หวั่นชนตอเกณฑ์กฎหมายและมติ ครม. เก่า

มหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) ที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนในปี 2562 กำลังเดินทางมาถึงจุดวัดใจครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อภาครัฐและเอกชนคู่สัญญายังคงติดหล่มในการเจรจาหาทางออก ท่ามกลางปมร้อนเรื่องการจัดหาแหล่งเงินทุน การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง และข้อเสนอขอแก้ไขสัญญาหลัก ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายว่า หากท้ายที่สุดแล้วโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์นี้ต้องหยุดชะงักลง ใครจะเป็นผู้แบกรับความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้น

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการนี้มีปัญหาสะสมคาราคาซังมาหลายปี โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญมาจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้แผนงานทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด แม้ที่ผ่านมาจะมีการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเสนอของภาคเอกชนที่ระบุว่าไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และขอปรับแก้สัญญาร่วมลงทุนหลักนั้น ทางกระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรัดกุมที่สุดว่าขอบเขตทางกฎหมายและมติ ครม. เดิมจะเปิดช่องให้ทำได้มากน้อยเพียงใด

ส่วนประเด็นที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะแกนนำเอกชนคู่สัญญา ยืนยันว่าได้ใส่เงินลงทุนในโครงการนี้ไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาทนั้น นายสิริพงศ์วิเคราะห์ว่า เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวคาดว่าเป็นเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการเข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฉบับนี้

ปัจจุบัน บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเอกชน ได้เข้าไปดำเนินการเดินรถและบริหารสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เรียบร้อยแล้ว ทว่าการชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนยังไม่ได้เป็นการจ่ายเต็มจำนวนตามสัญญาเดิม แต่เป็นการดำเนินงานภายใต้เงื่อนไขเฉพาะกาลของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำขึ้นมาภายหลังเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยที่ผ่านมาเอกชนรับหน้าที่แบกรับภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปก่อน ขณะที่เงินค่าสิทธิส่วนใหญ่ถูกปรับเงื่อนไขให้ผ่อนปรนออกไป

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า มูลค่าค่าสิทธิร่วมลงทุนแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องจัดเก็บจากเอกชนนั้น มีตัวเลขอยู่ที่ 10,671.09 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ไม่ใช่หนี้สินของกิจการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่โอนไปให้เอกชนรับผิดชอบ แต่เป็นภาระหนี้เก่าของ รฟท. ที่กู้มาเพื่อก่อสร้างโครงการตั้งแต่ต้น โดย รฟท. ตั้งใจจะนำเงินค่าสิทธิที่ได้จากเอกชนรายใหม่นี้ไปล้างหนี้ก้อนดังกล่าวตามแผนบริหารจัดการทางการเงิน

ตามกรอบเวลาเดิมในสัญญาหลัก เอกชนจะต้องชำระเงินก้อนนี้ทั้งหมดภายในปี 2564 แต่เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดที่ฉุดให้จำนวนผู้โดยสารและรายได้ของแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ดิ่งลงอย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายจึงได้เจรจาทำ MOU ปรับโครงสร้างการจ่ายเงินใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นการผ่อนชำระรวม 7 งวด ซึ่งเมื่อคำนวณรวมดอกเบี้ยแล้วจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 11,731.13 ล้านบาท โดยปัจจุบันทาง เอเชีย เอรา วัน ได้ประเดิมจ่ายงวดแรกมาแล้ว 10% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,067.11 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าบริหารสิทธิเดินรถล่วงหน้า

นอกจากเรื่องเงินแล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับชั่วคราวนี้นำมาใช้เพื่ออุดรอยรั่วเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง โดยเปิดทางให้ รฟท. สามารถทยอยส่งมอบพื้นที่ส่วนที่พร้อมให้เอกชนเริ่มลงมือทำงานไปก่อนได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้พร้อมทั้งหมด 100% เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โครงการต้องกลายเป็นอัมพาตจากปัญหาการเวนคืนที่ดินหรือการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคที่ยังติดขัดในบางจุด ซึ่งกระทรวงคมนาคมย้ำชัดว่า มาตรการภายใต้ MOU นี้เป็นเพียงข้อตกลงเฉพาะกาลเพื่อประคองโครงการ ไม่ใช่การไฟเขียวให้แก้สัญญาร่วมลงทุนหลักตามที่เอกชนร้องขอแต่อย่างใด

การออกมาเบรกกระแสขอแก้สัญญาของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของภาครัฐในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและเกณฑ์กฎหมายอย่างเคร่งครัด หลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่ากลุ่มเอกชนคู่สัญญาจะปรับกลยุทธ์อย่างไรในการหาแหล่งเงินทุนใหม่มารองรับ หรือภาครัฐจะมีแนวทางผ่อนปรนในรูปแบบอื่นที่ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย เพื่อดึงให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับแฟล็กชิปของอีอีซี สามารถไปต่อได้โดยไม่ล่มกลางคัน

L2D-Page-321

คมนาคมจุดพลุ! จ่อฟื้นบินตรง "หัวหิน-กัวลาลัมเปอร์" ดันสนามบินหัวหินขึ้นแท่นฮับสากล รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองตากอากาศชื่อดังของไทยให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อกระทรวงคมนาคมขยับทัพครั้งใหญ่เตรียมยกระดับ "ท่าอากาศยานหัวหิน" สู่การเป็นศูนย์กลางการบินพาณิชย์และการท่องเที่ยวสากลอย่างเต็มตัว โดยความคืบหน้าล่าสุดมีการเร่งเคลียร์ปมข้อจำกัดทางเทคนิคของทางวิ่ง (Runway) ให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อปูทางสู่การเปิดรับเที่ยวบินข้ามฟ้าจากต่างประเทศแบบไร้รอยต่อ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงวิสัยทัศน์เชิงรุกด้วยการจับมือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน สายการบินไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและขยายโครงข่ายการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลในการกระตุ้นและกระจายเม็ดเงินเศรษฐกิจไปสู่ระดับภูมิภาค

เพื่อขับเคลื่อนแผนงานนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้มีการจัดกิจกรรมระดมสมองครั้งสำคัญในงานเวิร์กชอปเจาะลึกตลาดและพฤติกรรมลูกค้า ณ อำเภอหัวหิน โดยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่ตบเท้าเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย มาร่วมกันวางโรดแมปปรับทัพบริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะบินตรงมาลงยังหัวหินโดยเฉพาะ

การจัดเวิร์กชอปในครั้งนี้มุ่งเน้นการติดอาวุธทางความคิดใน 3 มิติหลัก เริ่มต้นจากการโชว์ศักยภาพความพร้อมของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในท่าอากาศยานหัวหินเพื่อสร้างความมั่นใจ ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับเอกชนในการวิเคราะห์จุดขายของสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธเด็ดในการทำการตลาดดึงดูดกลุ่มทุนและนักเดินทางกระเป๋าหนัก

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เจาะลึกไปถึงพฤติกรรมและรสนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบและพัฒนาโปรแกรมทริปท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและตอบโจทย์กระแสการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เน้นคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด

เมื่อย้อนดูพิมพ์เขียวความสำเร็จในอดีต ข้อมูลสถิติจากกรมท่าอากาศยานในช่วงปี 2561 – 2563 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ยืนยันชัดเจนว่าสนามบินหัวหินมีศักยภาพในการรองรับตลาดต่างประเทศอย่างน่าทึ่ง โดยในอดีตเคยประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดเส้นทางบินตรงร่วมกับสายการบินแอร์เอเชียเบอร์ฮัด เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจระหว่างหัวหินและมาเลเซียมาแล้ว

การกลับมารวมพลังกันในครั้งนี้จึงเป็นไฟต์บังคับและเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อปลุกชีพเส้นทางบินตรง "หัวหิน – กัวลาลัมเปอร์" ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาโลดแล่นบนน่านฟ้าอีกครั้ง รวมถึงการใช้โอกาสนี้ทบทวนและมองหาลู่ทางในการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศสายใหม่ๆ ที่จะเชื่อมหัวหินเข้ากับเมืองเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยทลายกำแพงและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกมิติ โดยภาครัฐพร้อมอัดฉีดการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมเชื่อมต่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันให้อำเภอหัวหินเติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากลในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us