News

L2D-Page-344

แอฟริกาใต้อวดศักยภาพรางโลก! ทดสอบขบวนรถไฟคาร์โกยาว 7.6 กม. พ่วงตู้สินค้า 696 ตู้ อ้างล้มสถิติเดิมออสเตรเลีย

แวดวงวิศวกรรมและการขนส่งทางรางระดับโลกจับตามองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อ บริษัท ทรานส์เน็ต (Transnet) รัฐวิสาหกิจด้านโลจิสติกส์และการขนส่งยักษ์ใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้ ได้ออกมาประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการทดสอบเดินขบวนรถไฟขนส่งสินค้าที่มีความยาวรวมกันถึง 7.6 กิโลเมตร (ราว 4.7 ไมล์) ซึ่งประกอบด้วยตู้บรรทุกสินค้าต่อพ่วงยาวเหยียดถึง 696 ตู้ โดยทรานส์เน็ตอ้างว่านี่คือการเดินขบวนรถไฟขนส่งสินค้าที่ยาวที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา

การทดสอบวิ่งจริงเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 17–18 ตุลาคมที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ขนส่งแร่เหล็ก โดยขบวนรถไฟเริ่มออกเดินทางจากสถานีอ่าวซัลดันญา (Saldanha Bay) บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตก มุ่งหน้าลึกเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทางในจังหวัดนอร์เทิร์นเคป รวมระยะทางการทดสอบยาวไกลกว่า 861 กิโลเมตร แม้ว่าตู้คอนเทนเนอร์และตู้บรรทุกทั้ง 696 ตู้จะเป็นการวิ่งตัวเปล่าโดยไม่มีการบรรทุกน้ำหนักสินค้าจริงก็ตาม เนื่องจากเป้าหมายหลักในภารกิจนี้คือการประเมินขีดจำกัดทางวิศวกรรม สมรรถนะของโครงสร้างราง และประสิทธิภาพของระบบเบรกภายใต้ขบวนรถที่มีขนาดยาวเป็นพิเศษ

เบื้องหลังความสำเร็จของการควบคุมขบวนเหล็กที่มีความยาวหลายกิโลเมตรนี้ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงหัวรถจักรด้านหน้าขบวนได้ แต่ทีมวิศวกรต้องใช้การผสมผสานระหว่างหัวรถจักรระบบไฟฟ้าและระบบดีเซล-ไฟฟ้า นำมาติดตั้งกระจายกำลังอยู่ตามจุดต่างๆ ตลอดทั้งแนวขบวน พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยี Radio Distributed Power หรือระบบควบคุมกำลังขับเคลื่อนแบบกระจายผ่านคลื่นวิทยุ ซึ่งช่วยให้หัวรถจักรในแต่ละช่วงทำงานสอดประสานกันเป็นจังหวะเดียวแบบเรียลไทม์ การควบคุมแบบนี้ช่วยลดแรงดึงและแรงกระแทกระหว่างรอยต่อของตู้สินค้าลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังป้องกันอันตรายจากการตกรางและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินรถขนาดมหึมา

นายรัสเซลล์ บาต์เจส ผู้บริหารระดับสูงของ Transnet Freight Rail เน้นย้ำว่า การทดลองวิ่งครั้งนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อเป้าหมายในการจารึกชื่อลงในหน้าสถิติโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของการเก็บข้อมูลจริงเพื่อต่อยอดขีดความสามารถการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์และแร่ธาตุของแอฟริกาใต้ในระยะยาว ข้อมูลพฤติกรรมการเคลื่อนที่ แรงต้านทาน และการเบรกที่บันทึกได้ตลอดระยะทาง 860 กว่ากิโลเมตร จะถูกนำไปเทียบเคียงกับแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาออกแบบการเดินรถไฟบรรทุกแร่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและช่วยลดต้นทุนต่อตันให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของประเทศ

L2D-Page-301

ลงทุน 2 หมื่นล้าน! ยุคใหม่โลจิสติกส์ไทย "สรรเพชญ" ชู AI-รถไร้คนขับ ดัน "ท่าเรืออัจฉริยะ" แหลมฉบังยกระดับ EEC

การขนส่งทางน้ำของประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกขั้นของการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือ ชุด D ของบริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำระบบอัตโนมัติ (Port Automation) และนวัตกรรมดิจิทัลมาปรับใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ โดยมีผู้บริหารของ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) นำโดย Mr. Stephen Ashworth และนายอาณัติ มัชฌิมา คอยให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนวัตกรรมการขนส่งล้ำสมัย

ท่าเทียบเรือ ชุด D ถือเป็นหัวเจาะสำคัญของท่าเรือแหลมฉบังที่ได้รับการทุ่มงบประมาณลงทุนสูงถึง 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าข้ามพรมแดนและการเติบโตในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยออกแบบมาให้สามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Vessel) ได้พร้อมกันถึง 3 ลำ และดันขีดความสามารถการรับส่งตู้สินค้าสูงถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593

จุดเด่นสำคัญของท่าเรืออัจฉริยะแห่งนี้ คือการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงในการปฏิบัติงาน ทั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าและปั้นจั่นลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าที่ทำงานผ่านระบบควบคุมจากระยะไกล (RCQC และ RCeRTGC) รวมถึงไฮไลต์อย่าง "รถหัวลากไร้คนขับ" (Autonomous Truck) ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่งในการวางแผนเส้นทางลำเลียงตู้สินค้า นอกจากนี้ยังมีรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (Electric Truck) และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่อัจฉริยะ (Battery Swapping Station) ที่ใช้เวลาสับเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 5 นาที ช่วยให้การขนส่งดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสะดุด ทั้งยังลดการปล่อยมลพิษในพื้นที่ท่าเรืออย่างเห็นผล

ในด้านการบริหารจัดการข้อมูล HPT ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ nGen และแอปพลิเคชัน UBI บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามสถานะตู้สินค้า ตรวจสอบตารางเรือเข้าเทียบท่า และดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้ง e-DO, e-Billing และ e-Tax ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เสริมด้วยระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออกประตูท่าเรือด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งช่วยเพิ่มสปีดและความแม่นยำ อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสรรเพชญ เน้นย้ำปิดท้ายว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำและโลจิสติกส์ไทยให้เป็นเลิศ การได้เห็นโมเดลท่าเรืออัตโนมัติที่นำ AI ระบบควบคุมระยะไกล และดิจิทัลแพลตฟอร์มมาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กระทรวงฯ จะนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับท่าเรืออื่นๆ ของประเทศ เพื่อยกระดับความเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการขนส่ง ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-343

AMRO เตือน ASEAN+3 รับศึกสองด้าน! ส่งออกขานรับ AI โตกระฉูด แต่เสี่ยงเจ็บหนักหากฟองสบู่แตก

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) เผยแพร่รายงานเตือนภัยเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยระบุว่ากลุ่มประเทศอาเซียน+3 ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังตกอยู่ในภาวะ "เผชิญความเสี่ยงเป็นพิเศษ" ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ภูมิภาคนี้จะได้อานิสงส์มหาศาลในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ไฮเทคของโลก แต่การเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับตลาดการเงินและสินทรัพย์ที่ผูกติดกับ AI ก็กลายเป็นดาบสองคมที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกกลับมาฉุดรั้งเศรษฐกิจในวงกว้าง หากเกิดการปรับฐานหรือฟองสบู่ AI แตกขึ้นในอนาคต

รายงานของ AMRO ชี้ให้เห็นว่า การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และการสร้างดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกของภูมิภาค โดยเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน+3 ครองสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของการเติบโตทางการค้าโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกระแสนี้ หลังจากมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูงขึ้นเกินจริง ควบคู่ไปกับการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจลักษณะวงจร (Circular Deals) ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนไขว้กันเอง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าอุปสงค์ที่เห็นอยู่อาจเป็นเพียงความต้องการเทียมชั่วคราว

หากกระแสความต้องการด้าน AI ชะลอตัวลงจริง AMRO ประเมินว่าอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน+3 ในปี 2570 โดยอาจฉุดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของภูมิภาคลงได้สูงสุดถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการพื้นฐานเดิมที่คาดไว้ที่ 4.1% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบสูงกว่าปัจจัยกดดันภายนอกอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซที่คาดว่าจะฉุด GDP ลงราว 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

นอกจากรอยแผลในภาคการค้าและการส่งออกแล้ว AMRO ยังเน้นย้ำถึงเปรี้ยงวิกฤตที่จะส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงิน โดยตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้มีการกระจุกตัวของมูลค่าอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและชิป AI ในระดับสูงมาก ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็เริ่มเคลื่อนไหวผูกติดและสอดคล้องกับทิศทางหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์นี้ทำให้ตลาดการเงินในเอเชียเสี่ยงที่จะรับแรงกระแทกจากการปรับฐานราคาในฝั่งอเมริกาโดยตรง แม้ประเทศในภูมิภาคจะไม่ได้มีปัจจัยลบภายในตัวเองเลยก็ตาม

AMRO ออกข้อเตือนใจทิ้งท้ายว่า หากเกิดการปรับฐานราคาสินทรัพย์ AI อย่างรุนแรงขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ดัชนีตลาดหุ้นที่ดิ่งลง แต่จะลุกลามเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินและสภาพคล่องในวงกว้าง ผ่านกระบวนการลดการใช้เงินกู้ที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้น (Forced Deleverage) และการคุมเข้มเงื่อนไขสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะซ้ำเติมภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลและผู้ประกอบการในอาเซียน+3 จึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยง และเตรียมแผนรับมือความผันผวนเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ AI เพียงอย่างเดียว

L2D-Page-342

“ศุภจี” เกาะติดคาร์โก้สุวรรณภูมิ ห่วงกระทบส่งออก-ความเชื่อมั่นไทย สั่งสปีดรับมือมรสุมฝนหนักถึง 10 ต.ค. นี้

ภาครัฐยกระดับการรับมือวิกฤตธรรมชาติและโลจิสติกส์การค้าอย่างเข้มข้น โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสภาวะฝนตกหนักทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมเร่งกระจายข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสิทธิประโยชน์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวและรับการความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ในมิติของภาคการค้าต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์จับตาและติดตามสถานการณ์ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นของประเทศ พร้อมแสดงความขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันคลี่คลายอุปสรรคจนทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยอมทบทวนการระงับรับ-ส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าระวังและกระชับกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลำเลียงสินค้าพาณิชย์ทางอากาศกลับมาไหลลื่นและสะดุดน้อยที่สุด

สำหรับการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในระดับพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียม "ส้วมกระดาษ" จำนวน 1,500 ชุด ส่งมอบผ่านศูนย์กลางกระจายของกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดส่งตรงไปยังพื้นที่ประสบภัยที่ขาดแคลนสุขอนามัยอย่างเร่งด่วน โดยหากพื้นที่ใดทั้งในส่วนภูมิภาคหรือกรุงเทพมหานครยังคงมีความต้องการเพิ่มเติม สามารถแจ้งพิกัดและปริมาณความต้องการเข้ามาได้ตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานนำส่งความช่วยเหลือไปถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้วางมาตรการตรึงกำลังดูแลระบบการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนสินค้าในพื้นที่น้ำท่วมขังที่เส้นทางคมนาคมตัดขาด โดยกำชับกรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเช็กสต็อกสินค้าจำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีปัจจัยสี่เพียงพอต่อการดำรงชีพท่ามกลางวิกฤตฝนตกหนักในรอบนี้

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งคำเตือนไปยังผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้าในช่วงที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด โดยเน้นย้ำว่าหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา ประชาชนสามารถร้องเรียนมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งทีมสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us