News

L2D Page (229)

'ไทย' ขยับทัพรับสมรภูมินวัตกรรมโลก! กางสถิติมุ่งสู่ "โลจิสติกส์อัจฉริยะ" ดันไทยเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นนำแห่งอาเซียน

การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่งโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคเครื่องยนต์กลไกแบบเดิมไปสู่จุดตัดทางเทคโนโลยี (Technology Convergence) ที่หลอมรวมยานยนต์ พลังงานสะอาด และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลวิเคราะห์บิ๊กดาต้าจากคำขอสิทธิบัตรทั่วโลกพบว่า นวัตกรรมในกลุ่มนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมี "จีน" นั่งแท่นแชมป์โลกด้วยสิทธิบัตรกว่า 1 ล้านฉบับ โดดเด่นที่สุดในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ขณะที่ "สหรัฐอเมริกา" ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 8.7 แสนฉบับ ครองความเหนือชั้นในด้านระบบปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์ไร้คนขับ โดยมี โตโยต้า (Toyota) จากญี่ปุ่น เป็นบริษัทที่ถือครองสิทธิบัตรด้านนี้มากที่สุดในโลกกว่า 22,000 ฉบับ

เมื่อเจาะลึกพิมพ์เขียวเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สามารถแบ่งนวัตกรรมออกเป็น 4 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกคือ กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) ซึ่งครองสัดส่วนถึง 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แม้จะเริ่มอยู่ในระยะอิ่มตัวแต่ปัจจุบันกำลังถูกปลุกให้ตื่นตัวอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างหุ่นยนต์ โดรนส่งของอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับห่วงโซ่อุปทาน โดยมีบิ๊กเทคอย่าง Siemens, IBM และ Microsoft เป็นผู้เล่นหลัก ขณะที่กลุ่มที่ร้อนแรงรองลงมาคือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (Electric Vehicle & Battery) ที่มุ่งพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) และระบบชาร์จไร้สายบนพื้นถนน ซึ่งมีค่ายรถและผู้ผลิตพลังงานฝั่งเอเชียอย่าง BYD และ LG Energy Solution นำทัพ

สำหรับกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management) เติบโตอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI มาช่วยคำนวณเส้นทางและซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ น่าสนใจว่าผู้เล่นหลักกลับเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ที่ใช้ข้อมูลนี้ในการบริหารความเสี่ยง และกลุ่มสุดท้ายที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่เติบโตแรงจัดถึง 38.2% ต่อปีคือ กลุ่มยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) ซึ่งเน้นระบบสื่อสารผ่านเครือข่าย 5G ระหว่างรถยนต์กับสิ่งรอบตัว (V2X) โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและมี Waymo กับ Qualcomm เป็นผู้นำตลาด

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย สถิติตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทยสูงกว่า 4,000 คำขอ โดยกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะทุบสถิติสูงสุดด้วยจำนวน 2,499 คำขอ ตามมาด้วยกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 1,754 คำขอ แม้ว่าตัวเลขคำขอสิทธิบัตรเกือบทั้งหมดจะเป็นของทุนข้ามชาติระดับโลก เช่น Qualcomm, Vivo และ Toyota ที่เข้ามาปักหมุดยึดไทยเป็นฐานที่มั่นทางการค้า แต่ข้อมูลฝั่ง "อนุสิทธิบัตร" กลับรายงานตัวเลขที่น่าสนใจว่า ยอดคำขอส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนไทยสูงถึง 65% ถึง 88% เลยทีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ในตำแหน่ง "ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี" (Technology Integrator) ที่มีศักยภาพสูงมาก นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งในการหยิบยกเอาองค์ความรู้ระดับโลกมาดัดแปลง ต่อยอด และผสมผสานให้เข้ากับบริบทการใช้งานจริงในท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับสภาพถนน หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการขนส่งสำหรับ SME ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็ว

โอกาสในอนาคตของประเทศไทยเปิดกว้างอย่างยิ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น "ฮับเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะแห่งอาเซียน" โดยเฉพาะการนำระบบอัจฉริยะเหล่านี้ไปติดตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงการค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาค สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำหลังจากนี้คือการปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานดาต้าและ AI เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับสากลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

L2D-Page-315

แกร็บเปิดตัว “S.A.F.E.+” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ขานรับนโยบายคมนาคม สร้างความเชื่อมั่นผู้โดยสารไทย-ต่างชาติ

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ด้วยการเปิดตัวโครงการ “S.A.F.E.+” เพื่อตอบรับนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะยุคดิจิทัล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้โดยสารและคนขับในระยะยาว หลังจากตลอดกว่า 13 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีและมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จนสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการโดยปราศจากเหตุไม่พึงประสงค์ได้ในระดับ 99.9% ทั่วภูมิภาค

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนับตั้งแต่วันแรกที่แกร็บเริ่มให้บริการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบคัดกรองคนขับ การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม การประเมินคุณภาพการให้บริการ รวมถึงช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ภายใต้โครงการ S.A.F.E.+ แกร็บตั้งเป้าส่งเสริมให้คนขับบนแพลตฟอร์มปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการผลักดันให้มีผู้ถือใบขับขี่สาธารณะครบ 100,000 รายภายในสิ้นปีนี้ ควบคู่กับการสร้างความคุ้มครองด้านประกันภัยผ่านความร่วมมือกับบริษัทประกันชั้นนำ เพื่อให้คนขับสามารถเข้าถึงประกันภัยสาธารณะในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารและคนขับยังได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุที่แกร็บจัดเตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความอุ่นใจตลอดการเดินทาง

ในด้านเทคโนโลยี แกร็บยังคงเดินหน้าลงทุนด้านนวัตกรรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนคนขับด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า การแชร์ตำแหน่งการเดินทางแบบเรียลไทม์ ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทางหรือหยุดนิ่งผิดปกติ รวมถึงปุ่ม SOS สำหรับติดต่อหน่วยงานฉุกเฉิน โดยในปีนี้บริษัทเตรียมขยายการใช้งานฟีเจอร์ Audio Protect หรือระบบบันทึกเสียงภายในรถแบบอัตโนมัติสำหรับการเดินทางในช่วงเวลากลางคืน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและใช้เป็นหลักฐานหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนการติดตั้งกล้อง CCTV ภายในรถยนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนขับที่มีผลการให้บริการโดดเด่นและผู้ให้บริการในพื้นที่สนามบิน ซึ่งถือเป็นจุดที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก แกร็บได้เริ่มทดลองติดตั้งกล้อง KartaDashCam ที่พัฒนาโดยทีมงานของบริษัท ซึ่งสามารถเชื่อมต่อข้อมูลภาพและตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์ความปลอดภัย พร้อมรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน AI และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที

การเปิดตัวโครงการ S.A.F.E.+ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแกร็บในการร่วมผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของบริการเรียกรถผ่านแอปในประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายคนขับบนแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างระบบขนส่งที่ปลอดภัย โปร่งใส และตอบโจทย์การเดินทางของผู้โดยสารทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต

L2D Page (223)

จับตา “China Shock 2.0” เวที G7 หวั่นคลื่นสินค้าจีนถาโถมยุโรป กระทบอุตสาหกรรมครั้งใหญ่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีนำเข้าและข้อจำกัดทางการค้าหลากหลายรูปแบบเพื่อสกัดการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจีน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เมื่อจีนยังคงรักษาความสามารถในการผลิตและส่งออกได้อย่างแข็งแกร่ง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะยุโรปและประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ส่งผลให้จีนสามารถสร้างสถิติการเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มจับตาอย่างใกล้ชิด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าโลกอาจกำลังเผชิญกับ “China Shock 2.0” หรือคลื่นผลกระทบจากการส่งออกสินค้าจีนรอบใหม่ ซึ่งมีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่สหรัฐเคยเผชิญมาแล้ว ในเวลานั้น โรงงานจำนวนมากในสหรัฐไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีนได้ ส่งผลให้ตำแหน่งงานในภาคการผลิตหายไปนับล้านตำแหน่ง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ

ปัจจุบันยุโรปกำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก China Shock ระลอกใหม่ โดยผู้นำหลายประเทศเริ่มแสดงความกังวลอย่างเปิดเผย ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าการส่งออกของจีนกำลังสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเด็นดังกล่าวถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุม G7 ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้สหภาพยุโรปและพันธมิตรพิจารณามาตรการทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ

สิ่งที่ทำให้ China Shock 2.0 แตกต่างจากอดีต คือ จีนไม่ได้แข่งขันเฉพาะสินค้าแรงงานเข้มข้นหรือต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างจีนกับผู้ผลิตในยุโรปเกิดขึ้นโดยตรงในอุตสาหกรรมที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเยอรมนีที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งจีนในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าต้นตอของปัญหามาจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในจีนที่เน้นสนับสนุนภาคการผลิตมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม เมื่อความต้องการในประเทศไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ ผู้ผลิตจึงต้องระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลกผ่านการส่งออก ขณะที่การสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐและการแข่งขันภายในประเทศที่เข้มข้น ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการจีนสามารถเสนอสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้สูงกว่าหลายประเทศ

แม้จีนจะประกาศหลายครั้งถึงความพยายามในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและลดกำลังการผลิตส่วนเกิน แต่ความคืบหน้ายังมีจำกัด ทำให้หลายฝ่ายมองว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับโลกตะวันตกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป หากยุโรปและประเทศพันธมิตรเริ่มใช้มาตรการปกป้องตลาดในลักษณะเดียวกับสหรัฐ โลกอาจเข้าสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันทางการค้า ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

L2D Page (285)

แหลมฉบังเร่งสปีดทลายข้อจำกัด! รื้อกฎหมาย-ขยายเฟส 3 รับกระแสโลจิสติกส์โลกเบนเข็มกระจายซัพพลายเชน

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ผลสำรวจล่าสุดจากผู้บริหารระดับสูงด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ทั่วโลกกว่า 3,500 คน สะท้อนภาพเชิงบวกอย่างน่าทึ่ง โดยกว่า 54% คาดการณ์ว่าการค้าโลกในปีนี้จะเติบโตเร็วกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในปี 2569 ก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างพร้อมใจกันปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง มุ่งหน้าสู่ตลาดใหม่ ยอมรับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแสวงหาความยืดหยุ่นในการขนส่ง ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้ามานั่งแท่นประธานประชุมร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อผลักดัน "ท่าเรือแหลมฉบัง" ประตูการค้าหลักของไทยให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด โดยวาระเร่งด่วนคือการรื้อระบบกฎหมายเพื่อทวงคืนส่วนแบ่ง "สินค้าถ่ายลำ" (Transshipment) ที่เคยลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 0.7% เนื่องมาจากขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 17 ฉบับ โดยจะคัด 6 ฉบับสำคัญมาแก้ไขก่อนเพื่อเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" เป็นการ "แจ้งข้อมูล" คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อติดสปีดให้พิธีการศุลกากรไทยลื่นไหลเทียบเท่ามาตรฐานโลก

นอกจากปมกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังเล็งแก้ปัญหาแผลเรื้อรังอย่างตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ที่สะสมอยู่กว่า 1,200 ตู้ โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 26 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ ยกระดับการหมุนเวียนตู้สินค้าให้ได้ถึง 1,000 TEU ต่อปี ซึ่งจะพร้อมเปิดใช้งานภายในปีงบประมาณ 2570 ควบคู่ไปกับการเร่งรัดอภิมหาโปรเจกต์ "ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3" ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าภาพรวมอยู่ที่ 68.89% โดยงานโครงสร้างทางทะเลใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วถึง 95.57% และเตรียมจะติดตั้งเครื่องจักรระบบรถไฟในช่วงปลายปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับตู้สินค้าในอนาคต

ปัญหาจราจรติดขัดซึ่งเป็นอีกหนึ่งขวากหนามสำคัญก็ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ปัจจุบันในชั่วโมงเร่งด่วนมีรถบรรทุกหลั่งไหลเข้าสู่แหลมฉบังสูงถึง 22,000 คันต่อวัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมจึงสั่งการให้ กทท. บริหารพื้นที่ "Buffer Zone" เนื้อที่กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกขนาดใหญ่ ตัดปัญหาแถวคอยท้ายยาวล้นออกไปบนทางหลวงสายหลัก พร้อมบังคับใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue Booking) และมาตรฐาน Smart Port มาควบคุมให้ตู้รับส่งสินค้าผ่านด่านตรวจ Sub Gate ได้ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง พร้อมตั้งวอร์รูมบูรณาการเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง

การขยับตัวอย่างดุดันของกระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรับฟังเสียงของภาคเอกชนและร่วมกันอุดช่องโหว่ทางธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทั้งรวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ซึ่งการทลายข้อจำกัดทั้งทางกฎหมายและกายภาพในจังหวะที่ซัพพลายเชนโลกกำลังมองหาบ้านหลังใหม่ จะเป็นแม่เหล็กชิ้นสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเลือกปักหมุดประเทศไทยให้เป็นฮับหลักของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us