กระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรแบบถอนรากถอนโคน โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวทางการทำงานยุคใหม่จะไม่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบวันต่อวัน แต่จะใช้วิธีเอ็กซเรย์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำบริเวณหน้าสวน ระบบคนกลาง การแปรรูปกลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างมาตรฐานการส่งออกและตลาดต่างประเทศ ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดมีบริบทและบาดแผลที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเฉพาะทางเข้าไปรักษาให้ตรงจุด
กรณีของ "มะพร้าวน้ำหอม" ที่เคยวิกฤตหนักจนราคาดิ่งเหลือเพียงลูกละ 2 บาท เนื่องจากมีผลผลิตล้นทะลักเข้าสู่ระบบสูงถึงวันละ 2 ล้านลูก จนชาวสวนขาดทุนสะสมและไม่มีทุนมาพัฒนาสวน กระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกับโมเดิร์นเทรดและผู้ประกอบการรายใหญ่ เข้าไปช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดได้ทันท่วงทีกว่า 10 ล้านลูก ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นมาหายใจได้ที่ร้อยละ 12–15 บาทต่อลูกในปัจจุบัน แผนขั้นต่อไปคือการจัดตั้ง "ล้งชุมชน" ต้นแบบ 10 แห่ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร และผลักดันการแปรรูปเปลือก-กะลามะพร้าวตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับ ดีเอสไอ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าตรวจสอบโรงงานต้องสงสัยแอบปลอมปนน้ำมะพร้าวจำนวน 22–24 แห่ง ที่สร้างความเสียหายต่อกลไกราคาและภาพลักษณ์สินค้าไทย ขณะเดียวกันในกลุ่มมะพร้าวแกง ได้เร่งยกระดับมาตรฐาน GAP และการันตีรูปแบบ "ไม่ใช้ลิงเก็บ" อย่างจริงจัง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และช่วยให้โรงงานแปรรูปสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดฝั่งตะวันตกได้อย่างราบรื่นและสง่างาม
สำหรับประเด็นร้อนเรื่อง "กุ้งไทย" หลังจากประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากะทันหันจนสร้างความปั่นป่วนให้เกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่าไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการบอกให้คนไทยฝืนช่วยกันกิน แต่เป็นการใช้กลไกพาณิชย์เชิงรุกประสานงานผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านอาหาร รถพุ่มพวง และโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จนสามารถกระจายกุ้งออกจากระบบไปได้แล้วกว่า 2,900 ตัน ในขณะที่ทีมเจรจาระหว่างประเทศกำลังเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อเปิดด่านมาเลเซียให้กลับมานำเข้ากุ้งไทยอีกครั้ง
ส่วนราชาผลไม้อย่าง "ทุเรียน" ที่ปีนี้ต้องรับศึกหนักจากยอดผลผลิตที่พุ่งสูงขึ้นถึง 33% หรือราว 2.07 ล้านตัน พาณิชย์ได้แก้เกมด้วยการทำจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ล่วงหน้าตั้งแต่มุมปีที่แล้ว พร้อมประสานงานเปิดช่องทางพิเศษ ณ ด่านชายแดนเวียดนามเพิ่มเป็น 40 ช่องทาง เพื่อส่งสินค้าผ่านลาวตรงสู่เมืองเฉิงตู รวมถึงขยายฐานทัพไปตลาดตะวันออกกลาง พร้อมดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาช่วยไลฟ์สดขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่
กลยุทธ์ที่แยบยลอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนมุมขายทุเรียนไซส์เล็กหรือ "ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว" จากเดิมที่มักจะถูกล้งกดราคาเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐานส่งออก ให้กลายเป็นสินค้าเกรด "เนื้อพรีเมียม" เจาะกลุ่มคนชอบทานทุเรียนแต่ไม่อยากซื้อลูกใหญ่ วิธีนี้ช่วยพยุงราคาหน้าสวนของทุเรียนไซส์เล็กได้เป็นอย่างดี โดยไม่ไปแย่งสัดส่วนหรือกระทบทุเรียนไซส์พรีเมียม (AB) ที่ใช้ส่งออกหลัก ส่งผลให้ปีนี้ราคาทุเรียนไทยยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด
กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การจัดระเบียบสินค้าเกษตรทั้งหมดนี้เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต ในระยะสั้นรัฐจะทำหน้าที่เป็นสปริงบอร์ดช่วยดึงผลผลิตออกจากตลาดให้เร็วที่สุดเมื่อเกิดภาวะล้นตลาด แต่ในระยะยาว เกษตรกรไทยต้องอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนด้วยการยกระดับคุณภาพ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และการสร้างมาตรฐานสากลเพื่อลดการพึ่งพาคนกลาง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพังทลายวัฏจักร "ราคาตกต่ำซ้ำซาก" ให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างแท้จริง




