News

L2D Page (258)

สนค. จับตาโลจิสติกส์ไทย! เจอพิษต้นทุนพลังงาน-วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ยอดเปิดกิจการใหม่ร่วง 14% ปิดกิจการพุ่ง 42%

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ออกมารายงานฉากทัศน์โลจิสติกส์ไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนสภาวะ "การค้าโต แต่ต้นทุนและความเสี่ยงพุ่งสูง" โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า แม้ภาคการค้าระหว่างประเทศจะยังขยายตัวได้ดี แต่มรสุมความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อผู้ประกอบการในประเทศ ส่งผลให้ในเดือนกรกฎาคมมีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่เพียง 336 ราย ลดลงจากเดือนมิถุนายน 14.1% ในทางกลับกัน ตัวเลขการปิดกิจการกลับพุ่งสูงถึง 87 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 42.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลที่ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

แม้ภาพรวมตัวเลขการจดทะเบียนใหม่จะชะลอตัว แต่ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติในภาคโลจิสติกส์ไทยยังคงฉายแววสดใสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสูงถึง 3,352.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินลงทุนทั้งหมด นำโดยกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการขนส่งและคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของเค้กอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าทางถนนภายในประเทศก็ยังคงขยายตัวต้านกระแส สะท้อนว่าความต้องการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สนค. เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับมืออย่างใกล้ชิด คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกิน 19% ไปแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่เพียงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงทางตรง แต่ยังบีบให้เรือพาณิชย์ต้องปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าระวางและระยะเวลาการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคมที่เติบโตแรงถึง 2.391 ล้านล้านบาท (+28.72%) โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการขนส่งทางเรือที่มีสัดส่วนสูงสุด และการขนส่งทางอากาศที่พุ่งกระฉูดถึง 55.18% จากอุปสงค์การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนโทรศัพท์

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนและสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้น ทางรอดเดียวของภาคโลจิสติกส์ไทยคือการเร่งปฏิรูปสู่ "Smart Logistics" โดย สนค. ชี้ว่าแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาช่วยตรวจนับสินค้าในคลังซึ่งเซฟเวลาได้มากกว่า 80% การใช้ระบบ Video Telematics และกล้อง AI วิเคราะห์การขับขี่ของรถขนส่งแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาคลังสินค้าอัตโนมัติที่เชื่อม AI Agent เข้ากับหุ่นยนต์คัดแยกพัสดุเพื่อลดข้อผิดพลาดและตัดลดต้นทุนระยะยาว

บทสรุปของสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยในยามนี้ จึงเป็นบททดสอบวัดความคล่องตัวของภาคธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับประสิทธิภาพภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองตัดสินว่าผู้ประกอบการรายใดจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในโลกการค้ายุคใหม่

L2D-Page-341

'คมนาคม' ตรึงกำลังรับมือน้ำท่วม! ยันสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เที่ยวบินขึ้นลงปกติ ตั้ง War Room 24 ชั่วโมงช่วยประชาชน

กระทรวงคมนาคมยกระดับการรับมือวิกฤตน้าท่วมอย่างเข้มข้น โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วน พร้อมสั่งการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อเผชิญสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วนฉุกเฉิน (ศอฉ.คค.) หรือ War Room ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางบัญชาการ บูรณาการกำลังคนและเครื่องจักรจากทุกหน่วยงานในสังกัด ทั้งระบบถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้สามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับสถานการณ์การเดินทางทางบก กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก และเครื่องจักรหนักเข้าประจำจุดเสี่ยงทันที โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น ย่านรังสิต ถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง และถนนศรีนครินทร์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำการคอยแจ้งเตือน ประสานงานรถยก-รถลาก และพร้อมพิจารณาปิดช่องจราจรทันทีหากระดับน้ำสูงจนอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

ในส่วนของระบบขนส่งทางราง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยืนยันว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู ยังคงเปิดให้บริการตามปกติเพื่อช่วยระบายการเดินทางของประชาชน ในขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานว่า เส้นทางสายใต้และสายอีสานยังเปิดเดินรถได้ตามปกติ ส่วนสายเหนือและสายตะวันออกมีการปรับแผนการเดินรถในบางช่วงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ รฟท. ได้เปิดพื้นที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ให้เป็นจุดพักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวมกว่า 350 คน

ด้านการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางระหว่างประเทศและภูมิภาค ยืนยันว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้ฝนที่ตกหนักสะสมตลอดทั้งวันจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางขับ (แท็กซี่เวย์) ด้านใต้ของสนามบินดอนเมืองบางส่วนก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ได้เร่งบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์จนไม่กระทบต่อการขึ้น-ลงของอากาศยาน และไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้างสะสมภายในอาคารผู้โดยสาร

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่จะสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้มีเที่ยวบินบางส่วนเกิดความล่าช้าสะสม อย่างไรก็ตาม สายการบินต่างๆ ได้ออกมารับรองมาตรการดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาขึ้นเครื่องได้ตามกำหนดเวลา หรือต้องการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทาง สามารถติดต่อขอเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือเก็บบัตรโดยสารไว้เป็นเครดิตสำหรับใช้เดินทางในภายหลังได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่าจะติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดชนิดนาทีต่อนาที พร้อมทั้งเตรียมแผนสำรองในการขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับประชาชนในทุกเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีความปลอดภัยสูงสุดท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

L2D Page (265)

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกปี 69 ทะลุเป้า 10%! อัด 500 กิจกรรมเร่งปั๊มยอด ดันสินค้า AI และอาหารสดบุกตลาดโลก คาดปี 70 แรงไม่ตกโตสองหลักต่อเนื่อง

กระทรวงพาณิชย์ประกาศความสำเร็จทางการค้าครั้งยิ่งใหญ่ โดย น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า มูลค่าการส่งออกของประเทศไทยตลอดปี 2569 จะสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม 8–11% ขึ้นไปแตะตัวเลขสองหลักได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ผลงานการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี (มกราคม–กรกฎาคม) ทำสถิติพุ่งสูงถึง 231,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวพุ่งกระฉูดถึง 18.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

เบื้องหลังความสำเร็จทางการค้านี้ เกิดจากการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “รักษาสมดุล ขยายตลาด และเพิ่มมูลค่า” ผ่านการจัดกิจกรรมเร่งรัดการส่งออกทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 500 กิจกรรม โดยเน้นบุกเจาะตลาดศักยภาพใหม่ๆ ในกลุ่มเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม ซึ่งสามารถจับคู่เจรจาธุรกิจและสร้างมูลค่าการค้ารวมจากกิจกรรมเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นกว่า 163,500 ล้านบาท พร้อมมอบประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าทั้งในและต่างประเทศรวมแล้วกว่า 314,500 ราย

ในระดับภูมิภาค การรุกตลาดเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดีย ได้สร้างมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 800 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งลาตินอเมริกา DITP ได้นำซอฟต์พาวเวอร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยไปเปิดประตูการค้าในบราซิลและเม็กซิโก ก่อให้เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวมหลายร้อยคู่ คิดเป็นมูลค่าการค้าหลายร้อยล้านบาท ส่วนในตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้มีการเชิญบิ๊กผู้นำเข้าจาก 33 บริษัทเดินทางมาเจรจาการค้ากับ SMEs ไทยในประเทศ คาดว่าจะสร้างยอดขายภายใน 1 ปีพุ่งแตะ 890 ล้านบาท ควบคู่กับการนำทัพผู้ส่งออกไทยไปลุยตลาดเคนยา โมร็อกโก และเซเนกัล

นอกจากตลาดสินค้าทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังได้สร้างจุดขายใหม่ในกลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ผ่านการจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM) ที่ปิดม่านลงด้วยมูลค่าการเจรจาการค้าสูงถึง 9,792 ล้านบาท รวมถึงการพาผู้ผลิตเกมไทยไปโชว์ศักยภาพในงาน Gamescom 2026 กวาดรายได้กลับมาอีก 270.36 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายหน้าร้านออนไลน์ระดับโลกผ่านโครงการ "TOPTHAI by DITP" ซึ่งล่าสุดได้เปิดร้านค้าไทยบน Amazon UK เพื่อเจาะตลาดสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

สำหรับกลุ่มสินค้าดาวรุ่งที่ทำหน้าที่เป็นหัวเจาะดันตัวเลขส่งออกโตกระฉูดในปีนี้ ได้แก่ เครื่องจักรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากกระแสความต้องการฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ Data Center และเทคโนโลยี AI ในระดับโลก ขณะที่สินค้าส่งออกอันดับ 2 อย่างอัญมณีและเครื่องประดับ กวาดรายได้ไปแล้ว 18,109 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โต 13.53%) และสินค้าส่งออกอันดับ 8 อย่างผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็ง ทำยอดไปได้ 5,665.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โต 11.99%)

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่า ความร้อนแรงของการส่งออกไทยจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2570 โดยตั้งเป้าดันการส่งออกให้ขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันอีกหนึ่งปี ผ่านการอัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้นเป็น 500–700 กิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อเร่งสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า ทั้งปัญหาความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจกดดันให้ราคาน้ำมันและค่าระวางขนส่งพุ่งสูงขึ้น ตลอดจนมาตรการทางการค้าและภาษีจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งการเตรียมพร้อมด้านโลจิสติกส์และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเป้าหมายการส่งออกของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-340

โลจิสติกส์การบินจีนเร่งเครื่อง! ปักธง 103 เส้นทางใหม่ ลุยตลาดไทย-อาเซียน รับอานิสงส์สินค้า AI และอีคอมเมิร์ซทะลัก

การขนส่งสินค้าทางอากาศของประเทศจีนกำลังขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีปริมาณการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ทางอากาศรวมทะลุ 5.073 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากปี 2568 ที่จีนสร้างสถิติประวัติศาสตร์ทุบสถิติขนส่งสินค้าทางอากาศทะลุ 10.172 ล้านตันเป็นครั้งแรก พร้อมอัดฉีดงบประมาณขยายฝูงบินคาร์โกเฉพาะทางเพิ่มเป็น 272 ลำ โดยเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างระยะไกลถึง 60 ลำ เพื่อรองรับความต้องการของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ต้องการความเร็วขั้นสูงสุด

ยุทธปัจจัยหลักที่ช่วยจุดพลุความต้องการขนส่งทางอากาศ คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในช่วงครึ่งปีแรก จีนส่งออกเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงถึง 9.36 ล้านล้านหยวน (ราว 46.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.5% ของมูลค่าส่งออกรวมทั้งประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสูงถึง 5.13 ล้านล้านหยวน พุ่งขึ้นถึง 56.6% เมื่อบวกกับความต้องการจัดส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การขนส่งทางอากาศกลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไม่สามารถขาดได้

เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่ทะลักเข้าสู่ระบบ สหพันธ์โลจิสติกส์และการจัดซื้อแห่งประเทศจีนรายงานว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จีนได้เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศใหม่เพิ่มขึ้นถึง 103 เส้นทาง เพิ่มเที่ยวบินไป-กลับรวม 229 เที่ยวต่อสัปดาห์ ที่น่าสนใจคือ ทิศทางการขยายเส้นทางส่วนใหญ่มุ่งเน้นมายังภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับหนึ่ง สูงถึง 51 เส้นทาง หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเส้นทางใหม่ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและอาเซียนมากที่สุด

ในส่วนของประเทศไทยและอาเซียน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเพิ่มเที่ยวบินตรงคาร์โกเพื่อเชื่อมโยงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เส้นทางกว่างโจว-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 3 เที่ยว), หนานหนิง-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 4 เที่ยว) และเส้นทางเซี่ยเหมิน-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 2 เที่ยว) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยเครื่องบินคาร์โกเฉพาะทางตรงจากมณฑลฝูเจี้ยนมายังประเทศไทย ช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและเชื่อมต่อสองตลาดเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเพิ่มฝูงบินและเส้นทางบินแล้ว จีนยังเร่งผ่าตัดยกระดับโครงสร้างพื้นฐานศูนย์กลางการขนส่ง (Hub) ท่าอากาศยานเซี่ยงไฮ้ผู่ตงยังคงทำหน้าที่เป็นประตูหลัก โดยจัดการสินค้าต่างประเทศไปแล้วกว่า 1.655 ล้านตัน ในขณะที่ท่าอากาศยานเอ้อโจวฮวาหู ซึ่งเป็นฮับขนส่งสินค้าเฉพาะทาง ได้เปิดคลังสินค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่เพิ่มศักยภาพการรองรับอีก 600,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ปริมาณสินค้าต่างประเทศที่ผ่านฮับแห่งนี้โตกระฉูดขึ้นถึง 138.5%

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเมินว่า การที่จีนเปิดเส้นทางบินตรงคาร์โกมายังไทยมากขึ้น ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและอาหารสดที่เน่าเสียง่าย เช่น ทุเรียนสด มังคุด และอาหารทะเล ซึ่งต้องการรักษาความสดใหม่และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในเมืองระดับรองได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สคต. เซี่ยเหมิน ได้ออกข้อเตือนใจว่า แม้การขนส่งทางอากาศจะให้ความเร็วสูงสุดในการเจาะตลาด แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนค่าระวางที่สูงกว่าทางเรือและทางรถอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องคำนวณเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลาในการเดินทาง และมูลค่าเพิ่มของตัวสินค้าอย่างรอบคอบ เพื่อเลือกใช้รูปแบบโลจิสติกส์ที่สร้างกำไรสูงสุดและกอบโกยโอกาสจากคลื่นการขยายตัวทางการบินของจีนในครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us