สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ! "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" หั่น GDP ไทยจ่อลด 0.7% จับตาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำต้นทุนพุ่ง-ส่งออกอัมพาต
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นมรสุมใหญ่ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า ตัวเลข GDP ปี 2569 ที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.9% กำลังเผชิญกับความเสี่ยงขาลงอย่างหนัก และมีโอกาสถูกหั่นทิ้งลงไปอีกราว -0.2% ถึง -0.7% หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน จนฉุดราคาน้ำมันโลกทะยานแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์ว่า จุดเปราะบางที่สุดของไทยคือโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่สูงถึง 70% และในจำนวนนี้กว่า 60% ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเส้นทางยุทธศาสตร์ถูกปิดกั้น แรงกระแทกจึงส่งผ่านมายัง "เงินเฟ้อ" อย่างรวดเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 แม้รัฐจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ แต่ต้นทุนที่แฝงอยู่ในภาคการผลิตไฟฟ้า โรงแรม ประมง และอุตสาหกรรมหนัก จะกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในฟากของภาคการผลิต "อุตสาหกรรมยานยนต์" และ "อิเล็กทรอนิกส์" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการส่งออกไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางครองสัดส่วนถึง 20% ของยอดส่งออกรถยนต์ไทย สถานการณ์นี้อาจทำให้ยอดขายหายไปถึง 15,000 คันต่อเดือน ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยรุ่งโรจน์ก็เริ่มสะดุดจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่แพงขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อทั่วโลกที่เริ่มอ่อนแรงลงตามภาวะสงคราม
นอกจากนี้ "วิกฤตโลจิสติกส์" ยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ซ้ำเติมผู้ส่งออก แม้การค้าโดยตรงกับตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการต้องปรับเส้นทางเดินเรืออ้อมแอฟริกาไปยุโรปที่ต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 10-15 วัน ได้กลายเป็นกำแพงภาษีทางอ้อมที่กดดันคำสั่งซื้อสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักสุดท้ายของไทย แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) แต่ตะวันออกกลางคือจุดเชื่อมต่อทางการบิน (Aviation Hub) ที่สำคัญระหว่างยุโรปและเอเชีย หากน่านฟ้าไม่ปลอดภัยหรือต้นทุนตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เข้าประเทศย่อมสั่นคลอน ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้จะสะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะกดดันฐานะทางการเงินของประเทศลงราว 0.6-0.7% ของ GDP ถือเป็นแรงกดทับแบบลูกโซ่ที่กำลังดึงรั้งเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อได้ยากลำบากยิ่งขึ้นในขณะนี้




