News Update

L2D-Page-339

TikTok ทุ่มเม็ดเงินเฉียดพันล้านดอลลาร์! ปักหมุด 'สวิฟต์ โลจิสติกส์' ในโฮจิมินห์ ดันทุนระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซเวียดนามพุ่งทะลุ 1.1 พันล้าน

นครโฮจิมินห์กำลังต้อนรับอภิมหาโปรเจกต์คมนาคมและโลจิสติกส์อีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มระดับโลกขยายทัพการลงทุนอย่างดุดัน โดยล่าสุด กรมการคลังนครโฮจิมินห์ได้อนุมัติใบอนุญาตการลงทุนให้แก่ บริษัท ท็อกจิสติก จำกัด (Tokgistics) จากสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้ง บริษัท สวิฟต์ โลจิสติกส์ จำกัด (Swift Logistics) ด้วยมูลค่าการลงทุนจดทะเบียนรวมสูงถึง 25,850 ล้านดอง หรือเทียบเท่า 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท) โดยมีสัดส่วนเงินทุนจากนักลงทุน 196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระดมทุนเพิ่มเติมอีก 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินโครงการยาวนานถึง 50 ปี และคาดว่าจะดีเดย์เปิดบริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

การปักหมุดโครงการดังกล่าวเลือกทำเลทองใจกลางศูนย์กลางเศรษฐกิจ ณ อาคารเดอะเน็กซัส (The Nexus) บนถนนตงดึ๊กถัง เขตไซง่อน นครโฮจิมินห์ โดย "สวิฟต์ โลจิสติกส์" ได้จดทะเบียนครอบคลุมขอบเขตธุรกิจทั้งบริการไปรษณีย์ การจัดส่งสินค้า การวิจัยตลาด และการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกิจกรรม "บริการไปรษณีย์" ภาครัฐของเวียดนามได้วางกรอบไว้อย่างชัดเจน โดยอนุญาตให้บริษัททำสัญญากับลูกค้าได้ แต่ห้ามลงมือจัดส่งหรือทำบริการโลจิสติกส์ภาคสนามโดยตรง แต่ให้ใช้วิธีจับมือและว่าจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก (3PL) ในท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการแทน

เบื้องหลังการทุ่มทุนมหาศาลครั้งนี้ ถือเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นจากการหารือระดับยุทธศาสตร์ระหว่างผู้นำนครโฮจิมินห์และคณะผู้บริหารของ TikTok ในการขยายอาณาจักรการค้าดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ และบริการชำระเงินออนไลน์ โดยนำเข้ามาผูกเข้ากับระบบนิเวศของศูนย์การเงินระหว่างประเทศเวียดนามในนครโฮจิมินห์ (VIFC-HCMC) เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ไร้รอยต่อและทรงพลังที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ย้อนกลับไปในการประชุมครั้งสำคัญระหว่าง นายเหงียน วัน ดุ๊ก ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ กับผู้บริหารระดับสูงของ TikTok ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่าย TikTok ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการโยกย้ายบริการข้ามพรมแดนบางส่วนมาปักหลักในเวียดนาม พร้อมเดินหน้าเคาะขวาน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ การชำระเงินดิจิทัล (TikTok Payment) เพื่อรองรับผู้ใช้กว่า 45 ล้านคน และการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้ายอดสั่งซื้อในฝั่งโลจิสติกส์สูงถึง 1-2 พันล้านรายการต่อปี และตั้งเป้ามูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ทะลุ 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ร้านค้า TikTok (TikTok Shop Vietnam) เพิ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหม่ในนครโฮจิมินห์ ด้วยอัดฉีดเงินทุนก้อนแรกไป 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำมารวมกับใบอนุมัติล่าสุดของ Swift Logistics มูลค่า 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตัวเลขทุนจดทะเบียนรวมในระบบนิเวศของ TikTok ในนครโฮจิมินห์ พุ่งทะยานทะลุ 1,105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.87 หมื่นล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย

ปรากฏการณ์ทุนทะลักในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนเทคโนโลยีข้ามชาติที่มีต่อนครโฮจิมินห์ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ยุคใหม่ของอาเซียน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลในเวียดนามเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมรภูมิการค้าออนไลน์และการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขยับทัพครั้งใหญ่ของ Swift Logistics จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดบริษัทใหม่ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโลจิสติกส์ระยะยาวที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขัน e-Commerce ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ประกอบการและสายการเดินเรือรวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ในอนาคต

L2D-Page-338

ดัน Data Center เกษตรโลจิสติกส์ ITD เร่งไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับกติกาการค้าโลกยุคใหม่

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ออกมาเปิดขยับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อหนุนภาครัฐและเอกชนไทยในการปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD เผยว่า สถาบันฯ กำลังเร่งผลักดันผลงานวิจัยยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบราง เกษตรยั่งยืน เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเปลี่ยนข้อได้เปรียบทางกายภาพของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง พร้อมยกระดับประเทศจากเพียง "ผู้ขายสินค้า" ไปสู่การเป็น "Trusted Partner" ที่ร่วมสร้างคุณค่าบนเวทีโลก

หนึ่งในประเด็นไฮไลต์คือการวิเคราะห์การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยงานวิจัยชี้ว่าความต้องการ Data Center ทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างมหาศาลจากการหลั่งไหลของเทคโนโลยี AI โดยคาดการณ์ว่ากำลังการติดตั้ง Data Center ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นจาก 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 ไปแตะ 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และสูงถึง 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมสูงในด้านพลังงานสะอาด แต่ ITD แนะว่ารัฐบาลต้องกำหนดเงื่อนไขการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะมาตรการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โดยศึกษาแนวทางจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพื่อกำกับดูแลอย่างเข้มงวดให้เกิดประโยชน์ระยะยาว

นอกจากนี้ การเข้าสู่ตลาดการค้าโลกยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คุณภาพ และความยั่งยืนของสินค้า โดยเฉพาะในหมวดเกษตรและอาหาร แต่ปัจจุบันระบบข้อมูลของไทยยังประสบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน ITD จึงเสนอให้มีการเร่งจัดทำ "มาตรฐานข้อมูลกลาง" บูรณาการฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน พร้อมคลอดกฎหมายกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก

ในมิติของโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค แม้ไทยจะมีตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งไข่แดงเชื่อมอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่โจทย์สำคัญคือการบูรณาการระบบราง ถนน ท่าเรือ พิธีการศุลกากร และกฎระเบียบข้ามพรมแดนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ การลดต้นทุนและยกระดับสปีดการขนส่งจะช่วยสถาปนาให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ซึ่งจะกระจายความเจริญและเม็ดเงินการค้าลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและ FTA สะท้อนว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์การค้าเสรีได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากติดขัดเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานซับซ้อนของประเทศคู่ค้า ITD จึงเสนอเร่งจัดตั้ง "FTA Clinic" เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึก นำผู้ประกอบการรายใหญ่มาจับคู่ช่วยดัน SMEs และปรับบทบาทระเบียงเศรษฐกิจไทยจากการเป็นเพียงฐานผลิตและประกอบ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งงานวิจัย ออกแบบ แบรนด์ดิ้ง และการทำการตลาด

หัวใจสำคัญสูงสุดในยามนี้คือการสร้าง "Connectivity" หรือการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ บิ๊กดาต้า ผู้ประกอบการ ตลอดจนกฎระเบียบทางการค้าเข้าด้วยกัน การผลักดันงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนศักยภาพแฝงของประเทศไทยให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนบนสมรภูมิการค้าโลกยุคใหม่

L2D-Page-337

ส่งออกเกาหลีใต้ ส.ค. พุ่งกระฉูด 68.7%! อานิสงส์ดีมานด์ชิป AI โตแรง ดันยอดเกินดุลการค้าทะลุ 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์

กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ ออกมากางสถิติเศรษฐกิจต้อนรับเดือนใหม่อย่างน่าทึ่ง โดยเปิดเผยว่า ยอดการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคม 2569 ทะยานขึ้นสูงถึง 68.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมแตะระดับ 9.825 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากอุปสงค์ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงไร้แผ่ว

ในฝั่งของการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.6% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 6.351 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ตัวเลขเกินดุลการค้าของเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 3.475 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกที่กลับมาทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเจาะลึกไปที่รายภาคอุตสาหกรรม "เซมิคอนดักเตอร์" ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของแดนโสมขาว ได้สร้างปรากฏการณ์เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยยอดส่งออกที่ทุบสถิติพุ่งขึ้นถึง 209% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.665 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ระดับโลก เช่น Google และ Amazon ที่แข่งขันกันเร่งอัดฉีดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างหนัก

ความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ที่พุ่งสูงนี้ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้สามารถทำยอดทลายระดับ 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้าพลังงานก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน โดยยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมพุ่งขึ้น 65.3% แตะระดับ 6.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 12.2% สู่ระดับ 3.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์กลับต้องเผชิญกับปัจจัยลบชั่วคราว โดยยอดส่งออกรถยนต์ปรับตัวลดลง 29.8% เหลือมูลค่า 3.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระทรวงการค้าฯ ระบุว่ามีสาเหตุหลักมาจากจำนวนวันทำการที่ลดลงในช่วงเทศกาลวันหยุดฤดูร้อน ประกอบกับการหยุดชะงักของสายการผลิตในบางโรงงานที่เกิดจากการผละงานประท้วงเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้าง

เมื่อพิจารณาตามประเทศคู่ค้า ยอดส่งออกไปยังตลาดใหญ่อย่าง "จีน" พุ่งขึ้นถึง 119.3% สู่ระดับ 2.41 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มชิปและเครื่องจักรทั่วไป ขณะที่การส่งออกไปยัง "สหรัฐอเมริกา" ขยายตัวขึ้นถึง 89.3% แตะ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และคอมพิวเตอร์สามารถทำยอดเติบโตทะลุตัวเลขสามหลัก (มากกว่า 100%) เลยทีเดียว

สำหรับภูมิภาคใกล้เคียง ยอดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) พุ่งขึ้น 75.4% แตะระดับ 1.909 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (EU) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.6% สู่ระดับ 6.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งสองตลาดต่างได้รับอานิสงส์อย่างมหาศาลจากความต้องการชิปและอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงเพื่อนำไปใช้วางระบบอินฟราสตรัคเจอร์ AI เช่นเดียวกัน

บทสรุปของตัวเลขการส่งออกในเดือนสิงหาคมนี้ ยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระแสการแข่งขันด้าน AI ระดับโลก ได้กลายมาเป็นกระดูกสันหลังใหม่ในการค้ำยันเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าแรงส่งจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ จะยังคงหนุนอุตสาหกรรมส่งออกของแดนโสมให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไปตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569

L2D-Page-336

อินเดียอนุมัติไฟเขียว 5 โปรเจกต์ยักษ์ 1.3 แสนล้านรูปี! อัดฉีดราง-ทางหลวง เชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้และภาคตะวันออก

รัฐบาลอินเดียเดินหน้ายกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการกิจการเศรษฐกิจแห่งคณะรัฐมนตรีอินเดีย (CCEA) ได้มีมติอนุมัติโครงการพัฒนาคมนาคมทางรางและทางหลวงรวม 5 โครงการใหญ่ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ด้วยวงเงินลงทุนรวมสูงถึง 130,407.3 ล้านรูปีอินเดีย (หรือราว 1.3 แสนล้านรูปี) ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 รัฐสำคัญ ได้แก่ เบงกอลตะวันตก โอฑิศา อานธรประเทศ ทมิฬนาฑู และพิหาร มุ่งเน้นการทลายปัญหาความแออัดและเชื่อมโยงเครือข่ายขนส่งระหว่างแหล่งผลิต นิคมอุตสาหกรรม ตลาดผู้บริโภค และพื้นที่ชายแดนเข้าด้วยกัน

แผนการอัดฉีดงบประมาณในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดราว 94,500 ล้านรูปีอินเดีย ถูกจัดสรรให้กับโครงการขยายทางรถไฟ (Multi-tracking) จำนวน 4 โครงการ ครอบคลุม 8 อำเภอในกลุ่มรัฐภาคตะวันออกและภาคใต้ ขณะที่งบประมาณส่วนที่เหลืออีก 35,907.3 ล้านรูปีอินเดีย จะถูกนำไปใช้ในโครงการยกระดับทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 22 (NH-22) ในรัฐพิหาร เพื่อขยายเป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งทางบกทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ

สำหรับรายละเอียดของโครงการรถไฟทั้ง 4 โครงการ มีระยะทางรวมกันประมาณ 410 กิโลเมตร ประกอบด้วย เส้นทาง Kharagpur–Bhadrak (Ranital) สายที่ 4 ระยะทาง 173 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างรัฐเบงกอลตะวันตกและโอฑิศา, เส้นทาง Bhadrak–Haridaspur สายที่ 4 ระยะทาง 75 กิโลเมตร ในรัฐโอฑิศา, เส้นทาง Gummidipundi–Gudur สายที่ 3 และ 4 ระยะทาง 90 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างรัฐอานธรประเทศและทมิฬนาฑู และเส้นทาง Cuttack–Paradeep (Badabandha) สายที่ 3 และ 4 ระยะทาง 72 กิโลเมตร ในรัฐโอฑิศา

เป้าหมายสำคัญของโครงการขยายเส้นทางรถไฟทั้งหมดนี้ กำหนดกรอบเวลาแล้วเสร็จภายในปี 2573–2574 (2030–31) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการขนส่งทางราง ลดเวลารอคอยขบวนรถ และเพิ่มขีดความสามารถในการลำเลียงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอินเดีย ทั้งถ่านหิน แร่เหล็ก เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ ธัญพืช ตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์สำเร็จรูป ให้เดินทางสู่ปลายทางได้อย่างรวดเร็ว

โครงการรถไฟสายยุทธศาสตร์เหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการเกษตรของรัฐภาคใต้และภาคตะวันออกอย่างทมิฬนาฑู อานธรประเทศ และโอฑิศา โดยเฉพาะเส้นทาง Gummidipundi–Gudur ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการปลดล็อกขีดความสามารถระบบรางระหว่างสองรัฐอุตสาหกรรม ขณะที่เส้นทาง Cuttack–Paradeep จะทำหน้าที่เป็นหัวเจาะสำคัญในการเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมของรัฐโอฑิศาเข้ากับท่าเรือ Paradeep ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกสำคัญทางฝั่งตะวันออก

รัฐบาลอินเดียคาดการณ์ว่า เมื่อโครงการรถไฟทั้ง 4 โครงการสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าของประเทศได้มหาศาลถึงประมาณ 76 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้กับภาคเอกชน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้าเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างร้อนแรงในทศวรรษหน้า

การอนุมัติแพ็กเกจเมกะโปรเจกต์คมนาคมมูลค่า 1.3 แสนล้านรูปีในครั้งนี้ จึงถือเป็นหมากเกมสำคัญของอินเดียในการปิดจุดอับสายทางขนส่ง และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงข่ายคมนาคมแบบบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us