News Update

L2D-Page-320

คมนาคมจับมือ 8 แอปฯ เรียกรถ ยกระดับมาตรฐานคนขับ บังคับใช้ใบขับขี่สาธารณะเต็มรูปแบบ 30 ก.ย. 69

กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันครั้งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชั้นนำ 8 ราย ประกาศยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานการให้บริการ พร้อมกำหนดให้ผู้ขับรถรายใหม่ทุกคนต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเตรียมบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวดหลังวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและยกระดับระบบขนส่งสาธารณะในยุคดิจิทัล

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงความร่วมมือด้าน "การปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์" ร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้ง 8 แอปพลิเคชัน ได้แก่ Grab, Bolt, inDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรถรับจ้างผ่านแอปฯ ของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้กำหนดกรอบการดำเนินงานสำคัญที่ครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณสมบัติของผู้ขับรถ การเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร การพัฒนาระบบข้อมูลให้สามารถตรวจสอบได้ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และการปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับรูปแบบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายดำเนินงานภายใต้กติกาเดียวกัน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันทุกแห่งต้องรับเฉพาะผู้ขับรถรายใหม่ที่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะเท่านั้น ขณะเดียวกันยังต้องเร่งผลักดันให้ผู้ขับรถที่อยู่ในระบบเดิมดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนถึงกำหนดบังคับใช้มาตรการเต็มรูปแบบในวันที่ 30 กันยายน 2569 หลังจากนั้น ผู้ขับรถที่ยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะถูกระงับการรับงานผ่านแพลตฟอร์มทันที

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เพิ่มวันให้บริการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะในวันเสาร์ สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขับรถสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งประสานผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในการรวบรวมรายชื่อและจัดรอบนัดหมายผู้ขับรถเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความแออัดและเร่งให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย

นอกจากการยกระดับมาตรฐานผู้ขับรถแล้ว กรมการขนส่งทางบกยังมีแผนพัฒนาระบบกำกับดูแลผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูลผู้ขับรถ การติดตามข้อร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับการกำกับดูแลบริการรถรับจ้างผ่านแอปฯ ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ

มาตรการครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ให้บริการและผู้ขับรถเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับทั้งความปลอดภัย คุณภาพการบริการ และการคุ้มครองผู้โดยสารควบคู่กันไป

กระทรวงคมนาคมเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี มีมาตรฐานในระดับสากล และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

L2D-Page-319

สศก. เดินหน้าวางแผนโลจิสติกส์เกษตรปี 2571-2575 ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เสริมแกร่งสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การจัดเก็บ การแปรรูป การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก ซึ่งหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่อาจหยุดชะงัก (Supply Shock) ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต คุณภาพผลผลิต และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย การพัฒนาโลจิสติกส์จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคการเกษตร และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาดอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงคัดแยก โรงงานแปรรูป ไปจนถึงปลายทางการส่งออก เพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น วัตถุดิบขาดแคลน รวมถึงกระทบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ปริมาณแป้งในมันสำปะหลัง หรือค่าความหวานของอ้อย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการส่งออก

ด้วยเหตุนี้ สศก. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์ในมิติที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการผลิต การกระจายสินค้า และการเข้าถึงตลาด พร้อมลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหรือปลายทางการค้าเพียงแห่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่นคงให้กับภาคเกษตรของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2566–2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเริ่มเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2571–2575 ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนฉบับปัจจุบันที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ส่งผลให้การเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมช่วยลดต้นทุนในหลายกระบวนการ

ในระยะต่อไป สศก. ตั้งเป้าให้แผนโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับใหม่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของสินค้าเกษตรไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความรวดเร็วในการกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

L2D-Page-318

สงครามตะวันออกกลางฉุดส่งออกรถยนต์ไทยร่วง 26% แต่ตลาดในประเทศฟื้นแรง ดันยอดขาย EV โตทะลุ 61%

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างหนัก หลังสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดภายในประเทศกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตอย่างโดดเด่นจากกระแสราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมาก หลังยอดส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 26.66% และ 38.79% ตามลำดับ ส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกลดลงเหลือ 55,694 คัน หรือหดตัวถึง 36.20%

อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดในประเทศกลับสวนทางอย่างน่าสนใจ เมื่อยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 12.78% มาอยู่ที่ 58,520 คัน ทำให้เป็นครั้งแรกที่สัดส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศสูงกว่าการผลิตเพื่อส่งออก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่สะท้อนการปรับกลยุทธ์ของผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อรองรับกำลังซื้อภายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว

ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคมทำได้เพียง 59,434 คัน ลดลง 26.69% โดยตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ยอดส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวลดลงกว่า 66% ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียก็ชะลอตัวลงเช่นกัน จากการแข่งขันที่รุนแรงกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปลดลงเหลือ 41,723 ล้านบาท หดตัวกว่า 24%

แม้การส่งออกรถยนต์จะชะลอตัว แต่การส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ยังช่วยพยุงอุตสาหกรรมไว้ได้ โดยมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นกว่า 42% ขณะที่ชิ้นส่วนรถยนต์ยังขยายตัวเล็กน้อย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่กว่า 70,000 ล้านบาท ส่วนภาพรวม 5 เดือนแรกของปี ไทยผลิตรถยนต์สะสม 587,759 คัน ลดลงเพียง 1.13% และยอดส่งออกสะสมอยู่ที่ 339,618 คัน ลดลง 8.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ตลาดภายในประเทศได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่มียอดขายถึง 18,034 คัน เติบโตถึง 61.19% ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เติบโตถึง 123.82% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพิ่มขึ้น 28.82% สวนทางกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ยอดขายลดลงเกือบ 39%

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้ว่ารถกระบะไฟฟ้าจะเติบโตมากกว่า 130% แต่ยังมีปริมาณการขายไม่มากนัก สะท้อนว่ากำลังซื้อของกลุ่มผู้ประกอบการและภาคธุรกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี ส.อ.ท. มองว่าตลาดรถยนต์ในประเทศยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงสนับสนุนของการลงทุนภายในประเทศ การปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดยล่าสุดยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ป้ายแดงสะสมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นแตะ 468,757 คัน เติบโตมากกว่า 67% จากปีก่อน สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

L2D-Page-295

สรท. จับตาครึ่งปีหลังส่งออกไทยแผ่ว รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก-ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงสันติภาพ แต่ภาคการส่งออกไทยยังคงต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งการเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ยังต้องติดตามภายใน 60 วัน รวมถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับเส้นทางการขนส่งทางทะเลสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เติบโตได้ดีจากแรงหนุนของการเร่งนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ หรือที่เรียกว่า Front-loading ซึ่งผู้นำเข้าต้องการสำรองสินค้าไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าและภาษีนำเข้าในอนาคต ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกของไทยขยายตัวในระดับที่น่าพอใจในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อคำสั่งซื้อที่ถูกเร่งเข้ามาล่วงหน้าเริ่มทยอยชะลอตัว ส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกอาจไม่ร้อนแรงเท่าช่วง 6 เดือนแรก โดย สรท. ประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 2-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตในกรอบ 3-5% หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่รุนแรงเข้ามากระทบเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติม

อีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญคือความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางขนส่งระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งอาจทำให้ค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัย และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจรายใหญ่

ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าในหลายอุตสาหกรรมเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกในระยะต่อไป

แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งในกลุ่มสินค้าที่ตลาดโลกมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้ สินค้าเพื่อสุขภาพ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

นอกจากนี้ การกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดหลัก และสร้างโอกาสทางการค้าในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

สรท. มองว่า ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการสนับสนุนภาคส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่และปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us