News Update

L2D-Page-328

สนามบินอุบลฯ ทุบสถิติ New High! ผู้โดยสารพุ่งทะลักรับงานแห่เทียนพรรษา คมนาคมสั่งตรึงระบบเข้มขนส่งเชื่อมต่อไร้รอยต่อ

บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวและการกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ทั่วประเทศมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในระดับภูมิภาค

เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำชับไปยังผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกสนามบินในสังกัด ทย. ให้ยกระดับมาตรการบริหารจัดการ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในท่าอากาศยานให้มีความพร้อมใช้งานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การสั่งการเข้มงวดครอบคลุมถึงการตรวจเช็กระบบเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ กล้องวงจรปิด CCTV ระบบไฟส่องสว่าง ตลอดจนการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการต่าง ๆ ให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อเร่งระบายผู้โดยสารและลดความแออัดบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินและจุดตรวจค้นร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าอากาศยานอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งประสานงานบูรณาการร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินไปยังตัวเมือง สถานีขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ไร้รอยต่อ ช่วยให้นักเดินทางได้รับความสะดวกรวดเร็วตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึง

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการเดินทางในรอบนี้ยกให้ “ท่าอากาศยานอุบลราชธานี” ซึ่งสามารถทำสถิติปริมาณผู้โดยสารสูงสุดต่อวันเป็นประวัติการณ์ (New High) โดยมียอดผู้โดยสารสูงถึง 4,931 คนในวันเดียว เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สนามบินอุบลราชธานีได้รับความนิยมอย่างพุ่งทะยาน มาจากการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทางท่าอากาศยานได้ร่วมมือกับสำนักงานขนส่งจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดบริการรถรับ-ส่งฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานอีกด้วย

นายภัทรพงศ์ ได้ถือโอกาสนี้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งในภาคอีสานและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นไปตามทิศทางนโยบาย “Airport for Regional Development” ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนสนามบินในส่วนภูมิภาคให้กลายเป็นฟันเฟืองและกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางคมนาคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

L2D-Page-327

คมนาคมดันสุดตัว! รถไฟทางคู่ "ชุมพร-ท่าเรือระนอง" 2.7 หมื่นล้าน จ่อประมูลปี 70 ลุมรางเชื่อมอันดามันครั้งแรก

กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดฉากการยกระดับระบบโลจิสติกส์ภาคใต้ครั้งสำคัญ โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ "ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง" เพื่อลบจุดอับและอุดช่องโหว่ทางคมนาคม (Missing Link) ของระบบรางไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะเชื่อมโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศตรงเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันอย่างสมบูรณ์แบบ

โครงการสายใหม่นี้มีระยะทางรวมประมาณ 110 กิโลเมตร ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดตัวโครงการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากผ่านการอนุมัติภายในปี 2569 คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลเคาะราคาได้เร็วที่สุดในปี 2570 ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการขนส่งสินค้าจากภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ให้วิ่งตรงสู่ประตูท่าเรือระนองได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาถ่ายโอนสินค้าขึ้นรถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล

ความสำคัญของรถไฟทางคู่สายนี้คือการสร้าง "ทางเลือกสองมหาสมุทร" ให้กับการค้าของประเทศไทย จากเดิมที่ระบบรางของไทยผูกติดและเชื่อมต่อหลักอยู่กับท่าเรือฝั่งอ่าวไทยอย่าง ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด แต่การลากรางไปถึงท่าเรือระนองจะกลายเป็นประตูด้านตะวันตกที่เปิดออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ช่วยเชื่อมโยงการค้าตรงกับกลุ่มประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา เสริมความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานไทยพร้อมรับมือกับความผันผวนของการเดินเรือโลก

นอกจากประโยชน์ด้านการส่งออกระดับประเทศแล้ว โครงการนี้ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเอกในการสร้างบูรณาการคมนาคมแบบไร้รอยต่อ ที่ทำให้ระบบถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งเพียงด้านเดียวที่เคยเป็นจุดเปราะบางในอดีต

สำหรับในระดับภูมิภาค รถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนอง จะกลายเป็นหัวเจาะสำคัญในการจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นของทั้งสองจังหวัด ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางรางสายนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปอันขึ้นชื่อของภาคใต้ จะสามารถเข้าสู่ระบบการขนส่งที่รวดเร็วและได้มาตรฐาน สามารถกระจายไปยังตลาดภายในประเทศและส่งออกสู่ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายความเจริญสู่พื้นที่ชายฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืน

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ชุมพร-ท่าเรือระนอง ไม่ใช่เพียงแค่งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปอีกหลายทศวรรษ เพื่อให้ภาคการค้าของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และพร้อมเติบโตเคียงคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกในอนาคต

L2D-Page-326

เส้นทางเดินเรือสายทองคำ "ล้านช้าง-แม่โขง" พุ่งทะยาน 85.8%! ด่านกวนเหล่ยทุบสถิติ ขนผลไม้ไทยทะลักตลาดจีน

บรรยากาศริมแม่น้ำล้านช้าง ณ ท่าเรือกวนเหล่ย ประตูด่านแรกของจีนกำลังคึกคักเป็นประวัติการณ์ เสียงหวูดเรือสินค้าดังก้องสะท้อนภาพการเติบโตอันรวดเร็วของ “เส้นทางเดินเรือสายทองคำ” ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่าง 6 ประเทศลุ่มน้ำแม่โขงเข้าด้วยกัน ข้อมูลจากศุลกากรสิบสองปันนาเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกผ่านเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศล้านช้าง–แม่โขง พุ่งสูงถึง 2,876 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 85.8 โดยมีปริมาณขนส่งสินค้ารวม 160,100 ตัน ขยายตัวร้อยละ 27.5 พร้อมจำนวนเรือเข้า-ออกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนการฟื้นตัวอย่างเต็มกำลังของการค้าข้ามแดน

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการขนส่งสินค้าเกษตรและผลไม้สด โดยเฉพาะบริการเรือบรรทุกสินค้าควบคุมอุณหภูมิ “Lancang-Mekong Express” ที่ขนส่งทุเรียน ลำไย และมังคุดสดๆ จากท่าเรือเชียงแสนของไทย เดินเรือตรงถึงท่าเรือกวนเหล่ยโดยใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อบวกกับระบบโลจิสติกส์เชื่อมต่อภายในประเทศจีน สินค้าไทยสามารถกระจายไปยังศูนย์กลางการค้าสำคัญกว่า 20 แห่งทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นฉงชิ่ง ซีอาน หรือกว่างโจว ทำให้ยอดนำเข้าผลไม้ผ่านด่านกวนเหล่ยในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งแตะ 21,600 ตัน คิดเป็นมูลค่า 360 ล้านหยวน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 ถึง 2 เท่าตัว

เบื้องหลังสถิติอันน่าทึ่งนี้มาจากความพยายามของศุลกากรสิบสองปันนาในการแก้โจทย์สินค้าสดที่เน่าเสียง่าย โดยการเปิด "ช่องทางสีเขียว" สำหรับผลไม้ไทย พร้อมบริการนัดหมายผ่านพิธีการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมง และระบบยื่นสำแดงสินค้าล่วงหน้า ทำให้เกิดมาตรการ “ถึงปุ๊บตรวจปั๊บ ตรวจผ่านแล้วปล่อยสินค้าทันที” ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมศุลกากรอัจฉริยะผ่านแพลตฟอร์ม "โลจิสติกส์อัจฉริยะ 2.0" ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ ยกระดับการไหลเวียนของเอกสารและสินค้าให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ความสะดวกสบายในการขนส่งสินค้ายังส่งผลดีอย่างเป็นโดมิโนต่อการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน โดยมีตัวเลขผู้โดยสารผ่านแดนบนเส้นทางสายนี้พุ่งขึ้นถึง 25,700 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.8 การเปิดเส้นทางเรือโดยสารท่องเที่ยวข้ามพรมแดนในรูปแบบ “ล่องเรือหนึ่งลำเที่ยวได้ 3 ประเทศ” กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีนักท่องเที่ยวจากไทย เมียนมา และลาว เดินทางเข้าสู่ประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคไปพร้อมกัน

เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว ศุลกากรประจำด่านกวนเหล่ยได้นำเทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมืองอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเครื่องตรวจร่างกายแบบอัจฉริยะและระบบตรวจข้อมูลด้วยตนเองหลายภาษา ณ จุดผ่านแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้เดินทางข้ามพรมแดนทุกคน

ตอกย้ำความแข็งแกร่งของท่าเรือกวนเหล่ยด้วยการเตรียมความพร้อมติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ (H986) ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้ เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถสแกนตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ข้ามพรมแดนได้อย่างสแกนลึกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดตู้สินค้า ยกระดับให้ท่าเรือกวนเหล่ยกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงโลจิสติกส์ที่ทันสมัยของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครคุนหมิง ได้ให้ความเห็นเชิงยุทธศาสตร์ว่า การยกระดับท่าเรือกวนเหล่ยและเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง–แม่โขงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็น "โอกาสทองคำ" ของผลไม้และสินค้าเกษตรไทยในการขยายส่วนแบ่งตลาดในจีน เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาขนส่ง ลดความเสียหายของสินค้า และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิที่ได้มาตรฐาน

L2D-Page-325

รัฐบาลรื้อแผนใหญ่! สั่งชะลอแลนด์บริดจ์เบรกโครงการยาว หันโฟกัสเร่ง "อุดจุดเชื่อมต่อ" เชื่อมรถไฟไทย-ลาว-จีน พร้อมดันท่าเรือระนองด่วน

รัฐบาลปรับทัพยุทธศาสตร์คมนาคมครั้งใหญ่ โดย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางนโยบายล่าสุดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) พร้อมปรับเปลี่ยนเข็มทิศมุ่งเน้นไปที่การอัดฉีดงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถลงมือทำได้ทันที โดยเฉพาะการเร่งเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อให้ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานการค้าของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ มาจากการประเมินว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน หากรัฐบาลสามารถเร่งอุดช่องโหว่ตามจุดเชื่อมต่อทางคมนาคมที่ขาดหายไปได้สำเร็จ จะช่วยยกระดับความเร็วในการขนส่งสินค้าและลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วกว่าการนั่งรออภิมหาโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและระดมทุนอีกหลายปี

นอกจากนี้ วิกฤตความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลกระทบรุนแรงต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลระดับโลก ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างเกราะป้องกัน ความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมแบบไร้รอยต่อทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ จึงกลายเป็นโจทย์ด่วนระดับชาติที่จะช่วยประคอประคองภาคการส่งออกและการค้าของไทยไม่ให้ต้องไปผูกติดกับความเสี่ยงของเส้นทางเรือเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายระยะสั้นที่รัฐบาลกำลังเร่งสปีดอย่างหนัก คือการลบจุดอับสัญญาณคมนาคมตามแนว ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายหลักที่เชื่อมโยงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ลงมายัง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเปิดทางให้สินค้าและพัสดุสามารถเดินทางข้ามแดนได้อย่างไหลลื่นตั้งแต่เหนือจดใต้ของภูมิภาค

ความจริงจังในเรื่องนี้สะท้อนได้จากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ที่ได้มีการเข้าพบและหารือร่วมกับผู้นำจีน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันการเชื่อมโยงระบบรางครั้งประวัติศาสตร์ โดยเน้นไปที่การสร้างเส้นทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามแม่น้ำโขงไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ด่านโม่ฮานของจีน เพื่อทำให้ระบบรางในภูมิภาคเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

การเชื่อมต่อทางรถไฟจากเชียงของไปยังจีนนี้ จะกลายเป็นทางด่วนสายใหม่ที่ช่วยเร่งอัตราการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ที่สำคัญของอาเซียนในอนาคตอันใกล้

สำหรับแผนงานในฝั่งทะเลตะวันตก รัฐบาลได้เลือกชู "ท่าเรือระนอง" ขึ้นมาเป็นโปรเจกต์เร่งด่วน โดยเตรียมยกระดับศักยภาพของท่าเรือให้มีความทันสมัย ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างโครงข่ายคมนาคมทั้งถนนและระบบรางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดชุมพร เพื่อเปิดเส้นทางลัดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้าที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับเรือพาณิชย์

โฆษกรัฐบาลระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับทุกโครงการเร่งด่วนเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินความคุ้มค่าทางการเงิน รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ตลอดจนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินงบประมาณทุบาทจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และสามารถสร้างอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยได้จริงในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us