News Update

L2D-Page-301

ลงทุน 2 หมื่นล้าน! ยุคใหม่โลจิสติกส์ไทย "สรรเพชญ" ชู AI-รถไร้คนขับ ดัน "ท่าเรืออัจฉริยะ" แหลมฉบังยกระดับ EEC

การขนส่งทางน้ำของประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกขั้นของการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือ ชุด D ของบริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำระบบอัตโนมัติ (Port Automation) และนวัตกรรมดิจิทัลมาปรับใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ โดยมีผู้บริหารของ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) นำโดย Mr. Stephen Ashworth และนายอาณัติ มัชฌิมา คอยให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนวัตกรรมการขนส่งล้ำสมัย

ท่าเทียบเรือ ชุด D ถือเป็นหัวเจาะสำคัญของท่าเรือแหลมฉบังที่ได้รับการทุ่มงบประมาณลงทุนสูงถึง 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าข้ามพรมแดนและการเติบโตในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยออกแบบมาให้สามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Vessel) ได้พร้อมกันถึง 3 ลำ และดันขีดความสามารถการรับส่งตู้สินค้าสูงถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593

จุดเด่นสำคัญของท่าเรืออัจฉริยะแห่งนี้ คือการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงในการปฏิบัติงาน ทั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าและปั้นจั่นลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าที่ทำงานผ่านระบบควบคุมจากระยะไกล (RCQC และ RCeRTGC) รวมถึงไฮไลต์อย่าง "รถหัวลากไร้คนขับ" (Autonomous Truck) ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่งในการวางแผนเส้นทางลำเลียงตู้สินค้า นอกจากนี้ยังมีรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (Electric Truck) และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่อัจฉริยะ (Battery Swapping Station) ที่ใช้เวลาสับเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 5 นาที ช่วยให้การขนส่งดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสะดุด ทั้งยังลดการปล่อยมลพิษในพื้นที่ท่าเรืออย่างเห็นผล

ในด้านการบริหารจัดการข้อมูล HPT ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ nGen และแอปพลิเคชัน UBI บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามสถานะตู้สินค้า ตรวจสอบตารางเรือเข้าเทียบท่า และดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้ง e-DO, e-Billing และ e-Tax ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เสริมด้วยระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออกประตูท่าเรือด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งช่วยเพิ่มสปีดและความแม่นยำ อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสรรเพชญ เน้นย้ำปิดท้ายว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำและโลจิสติกส์ไทยให้เป็นเลิศ การได้เห็นโมเดลท่าเรืออัตโนมัติที่นำ AI ระบบควบคุมระยะไกล และดิจิทัลแพลตฟอร์มมาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กระทรวงฯ จะนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับท่าเรืออื่นๆ ของประเทศ เพื่อยกระดับความเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการขนส่ง ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-343

AMRO เตือน ASEAN+3 รับศึกสองด้าน! ส่งออกขานรับ AI โตกระฉูด แต่เสี่ยงเจ็บหนักหากฟองสบู่แตก

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) เผยแพร่รายงานเตือนภัยเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยระบุว่ากลุ่มประเทศอาเซียน+3 ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังตกอยู่ในภาวะ "เผชิญความเสี่ยงเป็นพิเศษ" ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ภูมิภาคนี้จะได้อานิสงส์มหาศาลในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ไฮเทคของโลก แต่การเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับตลาดการเงินและสินทรัพย์ที่ผูกติดกับ AI ก็กลายเป็นดาบสองคมที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกกลับมาฉุดรั้งเศรษฐกิจในวงกว้าง หากเกิดการปรับฐานหรือฟองสบู่ AI แตกขึ้นในอนาคต

รายงานของ AMRO ชี้ให้เห็นว่า การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และการสร้างดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกของภูมิภาค โดยเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน+3 ครองสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของการเติบโตทางการค้าโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกระแสนี้ หลังจากมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูงขึ้นเกินจริง ควบคู่ไปกับการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจลักษณะวงจร (Circular Deals) ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนไขว้กันเอง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าอุปสงค์ที่เห็นอยู่อาจเป็นเพียงความต้องการเทียมชั่วคราว

หากกระแสความต้องการด้าน AI ชะลอตัวลงจริง AMRO ประเมินว่าอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน+3 ในปี 2570 โดยอาจฉุดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของภูมิภาคลงได้สูงสุดถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการพื้นฐานเดิมที่คาดไว้ที่ 4.1% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบสูงกว่าปัจจัยกดดันภายนอกอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซที่คาดว่าจะฉุด GDP ลงราว 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

นอกจากรอยแผลในภาคการค้าและการส่งออกแล้ว AMRO ยังเน้นย้ำถึงเปรี้ยงวิกฤตที่จะส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงิน โดยตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้มีการกระจุกตัวของมูลค่าอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและชิป AI ในระดับสูงมาก ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็เริ่มเคลื่อนไหวผูกติดและสอดคล้องกับทิศทางหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์นี้ทำให้ตลาดการเงินในเอเชียเสี่ยงที่จะรับแรงกระแทกจากการปรับฐานราคาในฝั่งอเมริกาโดยตรง แม้ประเทศในภูมิภาคจะไม่ได้มีปัจจัยลบภายในตัวเองเลยก็ตาม

AMRO ออกข้อเตือนใจทิ้งท้ายว่า หากเกิดการปรับฐานราคาสินทรัพย์ AI อย่างรุนแรงขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ดัชนีตลาดหุ้นที่ดิ่งลง แต่จะลุกลามเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินและสภาพคล่องในวงกว้าง ผ่านกระบวนการลดการใช้เงินกู้ที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้น (Forced Deleverage) และการคุมเข้มเงื่อนไขสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะซ้ำเติมภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลและผู้ประกอบการในอาเซียน+3 จึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยง และเตรียมแผนรับมือความผันผวนเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ AI เพียงอย่างเดียว

L2D-Page-342

“ศุภจี” เกาะติดคาร์โก้สุวรรณภูมิ ห่วงกระทบส่งออก-ความเชื่อมั่นไทย สั่งสปีดรับมือมรสุมฝนหนักถึง 10 ต.ค. นี้

ภาครัฐยกระดับการรับมือวิกฤตธรรมชาติและโลจิสติกส์การค้าอย่างเข้มข้น โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสภาวะฝนตกหนักทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมเร่งกระจายข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสิทธิประโยชน์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวและรับการความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ในมิติของภาคการค้าต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์จับตาและติดตามสถานการณ์ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นของประเทศ พร้อมแสดงความขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันคลี่คลายอุปสรรคจนทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยอมทบทวนการระงับรับ-ส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าระวังและกระชับกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลำเลียงสินค้าพาณิชย์ทางอากาศกลับมาไหลลื่นและสะดุดน้อยที่สุด

สำหรับการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในระดับพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียม "ส้วมกระดาษ" จำนวน 1,500 ชุด ส่งมอบผ่านศูนย์กลางกระจายของกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดส่งตรงไปยังพื้นที่ประสบภัยที่ขาดแคลนสุขอนามัยอย่างเร่งด่วน โดยหากพื้นที่ใดทั้งในส่วนภูมิภาคหรือกรุงเทพมหานครยังคงมีความต้องการเพิ่มเติม สามารถแจ้งพิกัดและปริมาณความต้องการเข้ามาได้ตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานนำส่งความช่วยเหลือไปถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้วางมาตรการตรึงกำลังดูแลระบบการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนสินค้าในพื้นที่น้ำท่วมขังที่เส้นทางคมนาคมตัดขาด โดยกำชับกรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเช็กสต็อกสินค้าจำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีปัจจัยสี่เพียงพอต่อการดำรงชีพท่ามกลางวิกฤตฝนตกหนักในรอบนี้

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งคำเตือนไปยังผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้าในช่วงที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด โดยเน้นย้ำว่าหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา ประชาชนสามารถร้องเรียนมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งทีมสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที

L2D Page (258)

สนค. จับตาโลจิสติกส์ไทย! เจอพิษต้นทุนพลังงาน-วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ยอดเปิดกิจการใหม่ร่วง 14% ปิดกิจการพุ่ง 42%

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ออกมารายงานฉากทัศน์โลจิสติกส์ไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนสภาวะ "การค้าโต แต่ต้นทุนและความเสี่ยงพุ่งสูง" โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า แม้ภาคการค้าระหว่างประเทศจะยังขยายตัวได้ดี แต่มรสุมความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อผู้ประกอบการในประเทศ ส่งผลให้ในเดือนกรกฎาคมมีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่เพียง 336 ราย ลดลงจากเดือนมิถุนายน 14.1% ในทางกลับกัน ตัวเลขการปิดกิจการกลับพุ่งสูงถึง 87 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 42.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลที่ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

แม้ภาพรวมตัวเลขการจดทะเบียนใหม่จะชะลอตัว แต่ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติในภาคโลจิสติกส์ไทยยังคงฉายแววสดใสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสูงถึง 3,352.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินลงทุนทั้งหมด นำโดยกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการขนส่งและคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของเค้กอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าทางถนนภายในประเทศก็ยังคงขยายตัวต้านกระแส สะท้อนว่าความต้องการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สนค. เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับมืออย่างใกล้ชิด คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกิน 19% ไปแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่เพียงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงทางตรง แต่ยังบีบให้เรือพาณิชย์ต้องปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าระวางและระยะเวลาการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคมที่เติบโตแรงถึง 2.391 ล้านล้านบาท (+28.72%) โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการขนส่งทางเรือที่มีสัดส่วนสูงสุด และการขนส่งทางอากาศที่พุ่งกระฉูดถึง 55.18% จากอุปสงค์การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนโทรศัพท์

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนและสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้น ทางรอดเดียวของภาคโลจิสติกส์ไทยคือการเร่งปฏิรูปสู่ "Smart Logistics" โดย สนค. ชี้ว่าแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาช่วยตรวจนับสินค้าในคลังซึ่งเซฟเวลาได้มากกว่า 80% การใช้ระบบ Video Telematics และกล้อง AI วิเคราะห์การขับขี่ของรถขนส่งแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาคลังสินค้าอัตโนมัติที่เชื่อม AI Agent เข้ากับหุ่นยนต์คัดแยกพัสดุเพื่อลดข้อผิดพลาดและตัดลดต้นทุนระยะยาว

บทสรุปของสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยในยามนี้ จึงเป็นบททดสอบวัดความคล่องตัวของภาคธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับประสิทธิภาพภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองตัดสินว่าผู้ประกอบการรายใดจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในโลกการค้ายุคใหม่

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us