News Update

L2D Page (252)

"วาเลนไทน์" สายเปย์ คาดเงินสะพัด 2,900 ลบ. สูงสุดรอบ 6 ปี ดินเนอร์นอกบ้านครองแชมป์

วาเลนไทน์ 69 คึกคัก คนไทยกล้าใช้จ่าย เงินสะพัดเกือบ 3 พันล้านบาท ดินเนอร์นอกบ้านยังฮิต

บรรยากาศวันวาเลนไทน์ปี 2569 สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า เม็ดเงินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน และนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,401 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2550 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังกล้าใช้เงินเพื่อกิจกรรมพิเศษ แม้ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการในกลุ่มไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร

สำหรับกิจกรรมที่คู่รักเลือกใช้เวลาร่วมกันในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยมสูงสุด สะท้อนความสำคัญของประสบการณ์และบรรยากาศมากกว่าการจับจ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว รองลงมาคือการซื้อของขวัญและการเดินห้างสรรพสินค้า ขณะที่บางส่วนเลือกใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้าน หรือซื้อดอกไม้เพื่อสร้างสีสันให้กับเทศกาลแห่งความรัก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในช่วงวาเลนไทน์สะท้อนบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังไม่บอบช้ำจนเกินไป ผู้บริโภคยังมีความมั่นใจและกล้าใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยากาศการเลือกตั้งเข้ามาเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน หากภายหลังการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่และสร้างความเชื่อมั่นได้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกินระดับ 2%

เมื่อเปรียบเทียบบรรยากาศวาเลนไทน์ปีนี้กับปีก่อน กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งมองว่าบรรยากาศใกล้เคียงเดิม ขณะที่ราวหนึ่งในสามเห็นว่าคึกคักมากขึ้น โดยให้เหตุผลสำคัญจากแรงหนุนของโปรโมชันร้านค้า ความคาดหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง การตรงกับวันหยุด รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมบรรยากาศการใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนที่มองว่าวาเลนไทน์ปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากแรงกดดันจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ค่าครองชีพที่สูง และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น สะท้อนภาพความแตกต่างของกำลังซื้อในแต่ละกลุ่มรายได้อย่างชัดเจน

นายธนวรรธน์ ระบุเพิ่มเติมว่า กลุ่มที่มองว่าบรรยากาศคึกคัก เชื่อว่าการหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนของเงินในระบบ ขณะที่กลุ่มที่มองว่าไม่คึกคักยังคงกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่าแสนคน รวมถึงแรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาประเมินภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไปอีกครั้ง

L2D Page (251)

เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

เศรษฐกิจอ่อนแรงยืดเยื้อ ธนาคารไทยเข้าโหมดตั้งรับ คุมสินเชื่อเข้ม ป้องกันคลื่นหนี้เสีย

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ปีนี้ไม่ใช่ปีของการเร่งขยายสินเชื่อ หากแต่เป็นช่วงเวลาของการ “ตั้งรับ” และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในภาวะที่ปัญหาหนี้เสียยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคการเงิน

นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเฉพาะกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อที่ไม่สามารถขยายตัวได้เหมือนในอดีต หากมองในภาพเศรษฐกิจมหภาค จะพบว่าการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้ที่ราว 2% อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว การดำเนินธุรกิจของธนาคารจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับกรุงศรีอยุธยา ความระมัดระวังถือเป็นหัวใจของการบริหาร เพราะธนาคารมีหน้าที่ดูแลเงินฝากของประชาชนจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถเร่งปล่อยสินเชื่อได้ในวงกว้าง แต่ยังคงพยายามคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อประคับประคองการเติบโตภายใต้ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ในมุมของคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มที่ยังคงเปราะบางและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด คือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อที่อ่อนแรง และสภาพคล่องที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้ทอดทิ้งลูกหนี้กลุ่มนี้ แต่เลือกใช้แนวทางการทำงานเชิงลึกเป็นรายกรณี ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการหาทางออกที่มากกว่าการอัดฉีดเงินทุนเพียงอย่างเดียว

นอกจากเอสเอ็มอีแล้ว สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังเป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายไม่เติบโตตามเป้า ส่งผลให้ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้กู้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่กลุ่มลูกหนี้รายใหญ่ ลูกค้าญี่ปุ่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังถือว่ามีคุณภาพและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ด้วยบริบทดังกล่าว กรุงศรีฯ จึงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ที่ 2-4% โดยโอกาสหลักในประเทศยังคงอยู่ที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แม้การแข่งขันในกลุ่มนี้จะรุนแรงมากขึ้นจากการที่ธนาคารหลายแห่งหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มเดียวกัน จนเกิดการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะเดียวกัน การเติบโตจากต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง โดยคาดว่าสินเชื่อต่างประเทศจะเติบโตถึง 14-16% แม้จะมีสัดส่วนเพียง 5% ของพอร์ต แต่สามารถสร้างรายได้มากถึง 20% ของรายได้รวม

ในระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์ของกรุงศรีฯ ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยงบกว่า 17,000 ล้านบาท รวมถึงการผสานศักยภาพของบริษัทในเครือภายใต้แนวคิด One Krungsri เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ

ด้านนายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ย้ำว่า ปีนี้เป็นปีที่ต้องบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย ภายใต้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและระดับหนี้เสียที่ยังสูง กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อจึงเน้นการคัดเลือกเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่าการขยายตัวในวงกว้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว

แม้ภาพรวมในประเทศจะยังเปราะบาง แต่ธนาคารยังมองเห็นโอกาสจากการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 10% และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต สำหรับตลาดไทย การเน้นกลุ่มบริษัทข้ามชาติและลูกค้าญี่ปุ่นยังเป็นยุทธศาสตร์หลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและความต้องการใช้สินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ฝั่งธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี ยังคงสะท้อนภาพความระมัดระวังในทิศทางเดียวกัน นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ระบุว่า จีดีพีปีนี้คาดว่าจะอยู่เพียงระดับ 1.5% ทำให้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เพียง 1-2% โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและความมั่นคงมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

พอร์ตสินเชื่อธุรกิจของทีทีบีอยู่ที่ประมาณ 4.5-4.6 แสนล้านบาท โดยลูกค้ารายใหญ่ยังคงมีสัญญาณการลงทุน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ขณะที่เอสเอ็มอียังชะลอการลงทุนและเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องจับตาความเสี่ยงด้านการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและกำลังซื้อ

ภาพสะท้อนจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ชี้ชัดว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเครื่อง แต่เป็นปีของการประคองตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ การรักษาคุณภาพสินทรัพย์และเสถียรภาพของระบบการเงิน จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกแบงก์ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

L2D Page (250)

Green & Digital Supply Chain: พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย ตอบโจทย์คู่ค้ายุโรปและตะวันออกกลาง

Green & Digital Supply Chain: ไทยบนจุดเปลี่ยนสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่

กุมภาพันธ์ 2569 คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทใหม่ในเวทีการค้าโลก จากประเทศทางผ่านของการขนส่งสินค้า สู่การเป็น “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของห่วงโซ่อุปทานโลก” ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การปรับตัวสู่ระบบ Green & Digital Supply Chain จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์เสริม แต่คือกลไกหลักของการอยู่รอดและเติบโตในตลาดระดับพรีเมียมอย่างยุโรปและตะวันออกกลาง

ในฝั่งของตลาดยุโรป กระแสสิ่งแวดล้อมได้พัฒนาไปไกลกว่าความสมัครใจ สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ทำให้ต้นทุนการส่งออกไม่ได้วัดกันที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต สินค้าไทยที่ยังใช้พลังงานฟอสซิลเข้มข้นหรือขาดข้อมูลคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ จะเสียเปรียบคู่แข่งโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนและแสดงข้อมูล Carbon Footprint อย่างโปร่งใส จะเปลี่ยนภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นแต้มต่อทางการค้าได้อย่างชัดเจน

พร้อมกันนั้น แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้กลายเป็นหัวใจของการตัดสินใจลงทุนจากยุโรป การใช้วัสดุรีไซเคิล การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการเชื่อมโยงของเสียจากอุตสาหกรรมหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์สีเขียว แต่คือหลักฐานของระบบการผลิตที่ยั่งยืน นักลงทุนยุโรปจำนวนมากมองหาไทยในฐานะฐานการผลิตที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ และส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดตนเองโดยมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมต่ำที่สุด

ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลางกลับให้ความสำคัญกับมิติที่แตกต่างออกไป ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคือหัวใจของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ GCC สินค้าอาหารและเกษตรจากไทยได้รับความสนใจสูง แต่สิ่งที่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าให้ความสำคัญไม่แพ้คุณภาพ คือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง Blockchain เข้ามาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สินค้าสามารถแสดงที่มา กระบวนการผลิต และความถูกต้องตามหลักฮาลาลได้อย่างโปร่งใส ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตลาดที่มีความอ่อนไหวด้านศาสนาและความปลอดภัยของอาหาร

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ AI ในระบบโลจิสติกส์ยังช่วยให้การส่งออกไปตะวันออกกลางมีความแม่นยำมากขึ้น การวิเคราะห์ความต้องการล่วงหน้า การบริหารสต็อก และการวางแผนเส้นทางขนส่ง ช่วยลดการสูญเสียสินค้า เพิ่มความสดใหม่ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดที่ระยะทางไกลและต้นทุนโลจิสติกส์สูง

บทบาทของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งออกโดยลำพัง ในปี 2569 ประเทศไทยถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค CLMV อย่างเต็มรูปแบบ การเชื่อมโยงระบบศุลกากรดิจิทัล ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินข้ามพรมแดน จะทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจีนและอินเดีย ผ่านประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่ไทย และกระจายไปยังตลาดโลก เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ ความได้เปรียบนี้ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนต่างชาติไม่อาจมองข้าม

ในมิติของความยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบรางไฟฟ้าและเส้นทางขนส่งคาร์บอนต่ำ จะช่วยตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะ Green Corridor ของภูมิภาคอาเซียน และตอบโจทย์บริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ท้ายที่สุด การผสานพลังระหว่าง Green และ Digital คือกุญแจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 หากประเทศไทยสามารถยกระดับตนเองจาก Low-cost Gateway สู่ High-value Gateway ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกในฐานะผู้เล่นที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ

ในโลกการค้ายุคใหม่ ความเร็วในการปรับตัวคือปัจจัยชี้ขาด ผู้ที่ยังยึดติดกับรูปแบบเดิมอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ประเทศและธุรกิจที่กล้าเดินหน้าสู่ Green & Digital Supply Chain จะเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในทศวรรษต่อไป

L2D Page (249)

กระทรวงคมนาคม เตรียมใช้ระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI

คมนาคมชี้แจง ยังไม่ใช้ระบบจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI ย้ำตำรวจทางหลวงตรวจจับความเร็วเฉพาะจุดตามมาตรฐานสากล

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมนำระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ยด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานนั้น ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยังไม่มีมาตรการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

ตำรวจทางหลวงยืนยันว่า ปัจจุบันยังคงใช้มาตรการตรวจจับความเร็วเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนตามแนวทางมาตรฐานสากล โดยเป็นการตรวจจับความเร็วเฉพาะจุดในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่การตรวจวัดความเร็วเฉลี่ยตลอดเส้นทางตามที่มีการเข้าใจผิด

สำหรับการตรวจจับความเร็วที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เป็นการใช้กล้องระบบ ASE หรือ Automatic Speed Enforcement ซึ่งเป็นระบบกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเรดาร์ เพื่อตรวจวัดความเร็วของยานพาหนะตลอดเวลา หากพบว่ารถคันใดใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ระบบจะทำการบันทึกภาพรถและป้ายทะเบียนโดยอัตโนมัติ ก่อนส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประกอบการออกใบสั่งได้ทันที

ทั้งนี้ การติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วจะดำเนินการในจุดที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงหรือเป็นพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดพฤติกรรมการขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกฎหมาย และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ตำรวจทางหลวงย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายด้านการจราจรและความปลอดภัย

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us