News Update

L2D-Page-322

คมนาคมเบรกแรง! ค้านแก้สัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ปมยืดเยื้อ 8 ปี หวั่นชนตอเกณฑ์กฎหมายและมติ ครม. เก่า

มหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) ที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนในปี 2562 กำลังเดินทางมาถึงจุดวัดใจครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อภาครัฐและเอกชนคู่สัญญายังคงติดหล่มในการเจรจาหาทางออก ท่ามกลางปมร้อนเรื่องการจัดหาแหล่งเงินทุน การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง และข้อเสนอขอแก้ไขสัญญาหลัก ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายว่า หากท้ายที่สุดแล้วโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์นี้ต้องหยุดชะงักลง ใครจะเป็นผู้แบกรับความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้น

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการนี้มีปัญหาสะสมคาราคาซังมาหลายปี โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญมาจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้แผนงานทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด แม้ที่ผ่านมาจะมีการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเสนอของภาคเอกชนที่ระบุว่าไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และขอปรับแก้สัญญาร่วมลงทุนหลักนั้น ทางกระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรัดกุมที่สุดว่าขอบเขตทางกฎหมายและมติ ครม. เดิมจะเปิดช่องให้ทำได้มากน้อยเพียงใด

ส่วนประเด็นที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะแกนนำเอกชนคู่สัญญา ยืนยันว่าได้ใส่เงินลงทุนในโครงการนี้ไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาทนั้น นายสิริพงศ์วิเคราะห์ว่า เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวคาดว่าเป็นเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการเข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฉบับนี้

ปัจจุบัน บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเอกชน ได้เข้าไปดำเนินการเดินรถและบริหารสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เรียบร้อยแล้ว ทว่าการชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนยังไม่ได้เป็นการจ่ายเต็มจำนวนตามสัญญาเดิม แต่เป็นการดำเนินงานภายใต้เงื่อนไขเฉพาะกาลของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำขึ้นมาภายหลังเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยที่ผ่านมาเอกชนรับหน้าที่แบกรับภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปก่อน ขณะที่เงินค่าสิทธิส่วนใหญ่ถูกปรับเงื่อนไขให้ผ่อนปรนออกไป

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า มูลค่าค่าสิทธิร่วมลงทุนแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องจัดเก็บจากเอกชนนั้น มีตัวเลขอยู่ที่ 10,671.09 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ไม่ใช่หนี้สินของกิจการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่โอนไปให้เอกชนรับผิดชอบ แต่เป็นภาระหนี้เก่าของ รฟท. ที่กู้มาเพื่อก่อสร้างโครงการตั้งแต่ต้น โดย รฟท. ตั้งใจจะนำเงินค่าสิทธิที่ได้จากเอกชนรายใหม่นี้ไปล้างหนี้ก้อนดังกล่าวตามแผนบริหารจัดการทางการเงิน

ตามกรอบเวลาเดิมในสัญญาหลัก เอกชนจะต้องชำระเงินก้อนนี้ทั้งหมดภายในปี 2564 แต่เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดที่ฉุดให้จำนวนผู้โดยสารและรายได้ของแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ดิ่งลงอย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายจึงได้เจรจาทำ MOU ปรับโครงสร้างการจ่ายเงินใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นการผ่อนชำระรวม 7 งวด ซึ่งเมื่อคำนวณรวมดอกเบี้ยแล้วจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 11,731.13 ล้านบาท โดยปัจจุบันทาง เอเชีย เอรา วัน ได้ประเดิมจ่ายงวดแรกมาแล้ว 10% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,067.11 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าบริหารสิทธิเดินรถล่วงหน้า

นอกจากเรื่องเงินแล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับชั่วคราวนี้นำมาใช้เพื่ออุดรอยรั่วเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง โดยเปิดทางให้ รฟท. สามารถทยอยส่งมอบพื้นที่ส่วนที่พร้อมให้เอกชนเริ่มลงมือทำงานไปก่อนได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้พร้อมทั้งหมด 100% เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โครงการต้องกลายเป็นอัมพาตจากปัญหาการเวนคืนที่ดินหรือการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคที่ยังติดขัดในบางจุด ซึ่งกระทรวงคมนาคมย้ำชัดว่า มาตรการภายใต้ MOU นี้เป็นเพียงข้อตกลงเฉพาะกาลเพื่อประคองโครงการ ไม่ใช่การไฟเขียวให้แก้สัญญาร่วมลงทุนหลักตามที่เอกชนร้องขอแต่อย่างใด

การออกมาเบรกกระแสขอแก้สัญญาของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของภาครัฐในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและเกณฑ์กฎหมายอย่างเคร่งครัด หลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่ากลุ่มเอกชนคู่สัญญาจะปรับกลยุทธ์อย่างไรในการหาแหล่งเงินทุนใหม่มารองรับ หรือภาครัฐจะมีแนวทางผ่อนปรนในรูปแบบอื่นที่ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย เพื่อดึงให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับแฟล็กชิปของอีอีซี สามารถไปต่อได้โดยไม่ล่มกลางคัน

L2D-Page-321

คมนาคมจุดพลุ! จ่อฟื้นบินตรง "หัวหิน-กัวลาลัมเปอร์" ดันสนามบินหัวหินขึ้นแท่นฮับสากล รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองตากอากาศชื่อดังของไทยให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อกระทรวงคมนาคมขยับทัพครั้งใหญ่เตรียมยกระดับ "ท่าอากาศยานหัวหิน" สู่การเป็นศูนย์กลางการบินพาณิชย์และการท่องเที่ยวสากลอย่างเต็มตัว โดยความคืบหน้าล่าสุดมีการเร่งเคลียร์ปมข้อจำกัดทางเทคนิคของทางวิ่ง (Runway) ให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อปูทางสู่การเปิดรับเที่ยวบินข้ามฟ้าจากต่างประเทศแบบไร้รอยต่อ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงวิสัยทัศน์เชิงรุกด้วยการจับมือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน สายการบินไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและขยายโครงข่ายการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลในการกระตุ้นและกระจายเม็ดเงินเศรษฐกิจไปสู่ระดับภูมิภาค

เพื่อขับเคลื่อนแผนงานนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้มีการจัดกิจกรรมระดมสมองครั้งสำคัญในงานเวิร์กชอปเจาะลึกตลาดและพฤติกรรมลูกค้า ณ อำเภอหัวหิน โดยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่ตบเท้าเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย มาร่วมกันวางโรดแมปปรับทัพบริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะบินตรงมาลงยังหัวหินโดยเฉพาะ

การจัดเวิร์กชอปในครั้งนี้มุ่งเน้นการติดอาวุธทางความคิดใน 3 มิติหลัก เริ่มต้นจากการโชว์ศักยภาพความพร้อมของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในท่าอากาศยานหัวหินเพื่อสร้างความมั่นใจ ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับเอกชนในการวิเคราะห์จุดขายของสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธเด็ดในการทำการตลาดดึงดูดกลุ่มทุนและนักเดินทางกระเป๋าหนัก

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เจาะลึกไปถึงพฤติกรรมและรสนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบและพัฒนาโปรแกรมทริปท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและตอบโจทย์กระแสการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เน้นคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด

เมื่อย้อนดูพิมพ์เขียวความสำเร็จในอดีต ข้อมูลสถิติจากกรมท่าอากาศยานในช่วงปี 2561 – 2563 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ยืนยันชัดเจนว่าสนามบินหัวหินมีศักยภาพในการรองรับตลาดต่างประเทศอย่างน่าทึ่ง โดยในอดีตเคยประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดเส้นทางบินตรงร่วมกับสายการบินแอร์เอเชียเบอร์ฮัด เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจระหว่างหัวหินและมาเลเซียมาแล้ว

การกลับมารวมพลังกันในครั้งนี้จึงเป็นไฟต์บังคับและเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อปลุกชีพเส้นทางบินตรง "หัวหิน – กัวลาลัมเปอร์" ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาโลดแล่นบนน่านฟ้าอีกครั้ง รวมถึงการใช้โอกาสนี้ทบทวนและมองหาลู่ทางในการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศสายใหม่ๆ ที่จะเชื่อมหัวหินเข้ากับเมืองเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยทลายกำแพงและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกมิติ โดยภาครัฐพร้อมอัดฉีดการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมเชื่อมต่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันให้อำเภอหัวหินเติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากลในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

L2D-Page-320

คมนาคมจับมือ 8 แอปฯ เรียกรถ ยกระดับมาตรฐานคนขับ บังคับใช้ใบขับขี่สาธารณะเต็มรูปแบบ 30 ก.ย. 69

กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันครั้งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชั้นนำ 8 ราย ประกาศยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานการให้บริการ พร้อมกำหนดให้ผู้ขับรถรายใหม่ทุกคนต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเตรียมบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวดหลังวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและยกระดับระบบขนส่งสาธารณะในยุคดิจิทัล

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงความร่วมมือด้าน "การปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์" ร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้ง 8 แอปพลิเคชัน ได้แก่ Grab, Bolt, inDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรถรับจ้างผ่านแอปฯ ของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้กำหนดกรอบการดำเนินงานสำคัญที่ครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณสมบัติของผู้ขับรถ การเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร การพัฒนาระบบข้อมูลให้สามารถตรวจสอบได้ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และการปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับรูปแบบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายดำเนินงานภายใต้กติกาเดียวกัน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันทุกแห่งต้องรับเฉพาะผู้ขับรถรายใหม่ที่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะเท่านั้น ขณะเดียวกันยังต้องเร่งผลักดันให้ผู้ขับรถที่อยู่ในระบบเดิมดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนถึงกำหนดบังคับใช้มาตรการเต็มรูปแบบในวันที่ 30 กันยายน 2569 หลังจากนั้น ผู้ขับรถที่ยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะถูกระงับการรับงานผ่านแพลตฟอร์มทันที

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เพิ่มวันให้บริการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะในวันเสาร์ สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขับรถสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งประสานผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในการรวบรวมรายชื่อและจัดรอบนัดหมายผู้ขับรถเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความแออัดและเร่งให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย

นอกจากการยกระดับมาตรฐานผู้ขับรถแล้ว กรมการขนส่งทางบกยังมีแผนพัฒนาระบบกำกับดูแลผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูลผู้ขับรถ การติดตามข้อร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับการกำกับดูแลบริการรถรับจ้างผ่านแอปฯ ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ

มาตรการครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ให้บริการและผู้ขับรถเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับทั้งความปลอดภัย คุณภาพการบริการ และการคุ้มครองผู้โดยสารควบคู่กันไป

กระทรวงคมนาคมเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี มีมาตรฐานในระดับสากล และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

L2D-Page-319

สศก. เดินหน้าวางแผนโลจิสติกส์เกษตรปี 2571-2575 ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เสริมแกร่งสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การจัดเก็บ การแปรรูป การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก ซึ่งหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่อาจหยุดชะงัก (Supply Shock) ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต คุณภาพผลผลิต และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย การพัฒนาโลจิสติกส์จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคการเกษตร และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาดอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงคัดแยก โรงงานแปรรูป ไปจนถึงปลายทางการส่งออก เพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น วัตถุดิบขาดแคลน รวมถึงกระทบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ปริมาณแป้งในมันสำปะหลัง หรือค่าความหวานของอ้อย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการส่งออก

ด้วยเหตุนี้ สศก. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์ในมิติที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการผลิต การกระจายสินค้า และการเข้าถึงตลาด พร้อมลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหรือปลายทางการค้าเพียงแห่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่นคงให้กับภาคเกษตรของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2566–2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเริ่มเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2571–2575 ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนฉบับปัจจุบันที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ส่งผลให้การเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมช่วยลดต้นทุนในหลายกระบวนการ

ในระยะต่อไป สศก. ตั้งเป้าให้แผนโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับใหม่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของสินค้าเกษตรไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความรวดเร็วในการกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us