News Update

L2D-Page-330

หอการค้าไทยเชียร์ดัน "หนองคาย" เป็นดีโปใหญ่! รับรถไฟจีน-ลาว ชี้สมเหตุสมผลและทำได้จริงมากกว่าแลนด์บริดจ์

หอการค้าไทยออกมากางพิมพ์เขียวสู้ศึกโลจิสติกส์ภูมิภาค โดยชูแนวคิดยกระดับจังหวัดหนองคายเป็น "ดีโป (Depot)" หรือศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อรับส้มลูกใหญ่จากการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟจีน-ลาว เข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่านี่คือโครงการทางเลือกที่สมเหตุสมผล ลงทุนตามความเป็นจริง และพร้อมใช้งานได้เร็วกว่าอภิมหาโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งยังมีเครื่องหมายคำถามใหญ่โตในเรื่องสมมุติฐานปริมาณตู้สินค้า

โมเดลที่หอการค้าไทยเสนอคือการใช้ประโยชน์จากสถานีเวียงจันทน์ใต้ในการลำเลียงสินค้าจากจีน ข้ามแม่น้ำโขงมาเก็บไว้ที่คลังรวบรวมสินค้าในหนองคาย เพื่อผสมผสานเข้ากับสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมจากภาคอีสานของไทย จากนั้นจึงใช้โครงข่ายทางบกและทางรางที่มีอยู่กระจายสินค้าต่อไปยังปลายทางยุทธศาสตร์ โดยหากต้องการส่งออกฝั่งอ่าวไทยก็เลี้ยวเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ถ้ามุ่งหน้าลงใต้ก็ส่งต่อไปยังชุมพรและลากยาวสู่ท่าเรือระนอง เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้อย่างอิสระ

แนวทางนี้เน้นการค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกตลาดจริง โดยเริ่มต้นจากปริมาณสินค้าที่มีอยู่จริงในระบบ ซึ่งอาจจะเริ่มจากไม่ถึง 1 ล้านตู้ในเฟสแรก แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่และศักยภาพตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วนำมาต่อเชื่อมจุดขาด (Missing Links) จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยกับสินค้าจีนหลอมรวมเป็นซัพพลายเชนเดียวกันได้ทันทีโดยไม่ต้องนั่งรอโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาสร้างนานนับทศวรรษ

ในทางกลับกัน เมื่อหันไปมองโครงการแลนด์บริดจ์ นายภูมินทร์ ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาถึงตัวเลขสมมุติฐาน 40 ล้านตู้ที่นำมาใช้คำนวณความคุ้มค่า โดยชี้ให้เห็นภาพเปรียบเทียบว่า ท่าเรือแหลมฉบังที่เปิดดำเนินการมานานกว่า 30 ปี ในช่วงที่พีคที่สุดยังมีปริมาณสินค้าผ่านท่าเพียงแค่ประมาณ 11 ล้านตู้เท่านั้น ดังนั้นตัวเลข 40 ล้านตู้ของแลนด์บริดจ์จึงเป็นตัวเลขที่ขาดความชัดเจนเชิงเศรษฐกิจ และสร้างความคลางแคลงใจให้กับภาคเอกชนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในการศึกษาความเป็นไปได้ ผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทำร่วมกับสภาหอการค้าฯ เคยระบุไว้ชัดเจนว่า โครงการเชื่อมทะเลสองฝั่งในเชิงเศรษฐกิจยังไม่มีความคุ้มค่าที่ชัดเจน แม้รัฐบาลชุดต่อๆ มาจะมีการตั้งคณะทำงานและว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชุดใหม่ด้วยงบประมาณสูงถึง 68 ล้านบาท แต่ผลสรุปจากวุฒิสภากลับมองว่าตัวเลขการศึกษาชุดแรกมีความน่าเชื่อถือและโปร่งใสมากกว่า จนทำให้รัฐบาลปัจจุบันและ กกร. ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบและเปรียบเทียบตัวเลขกันใหม่อีกครั้ง

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าสิงคโปร์พยายามคัดค้านแลนด์บริดจ์เพราะกลัวไทยแย่งเค้กนั้น หอการค้าไทยมองว่าเป็นการหลงประเด็น เพราะคู่แข่งที่แท้จริงในเกมเชื่อมทะเลสองฝั่งของไทยคือ "มาเลเซีย" ไม่ใช่สิงคโปร์ เนื่องจากมาเลเซียมีเส้นทางรถไฟเชื่อมจากท่าเรือกวนตันทางฝั่งตะวันออก ไปยังท่าเรือกลังทางฝั่งตะวันตกเป็นระยะทาง 300 กว่ากิโลเมตรเรียบร้อยแล้ว และมีฐานสินค้าผ่านท่ารวมกันมากกว่า 16 ล้านตู้ต่อปี ซึ่งเปิดดำเนินการมานับสิบปีแล้ว

เมื่อมาเลเซียมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและฐานลูกค้ารองรับในมืออย่างแน่นหนา การที่ไทยจะกระโดดเข้าไปลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยตัวเลขที่ไม่สมจริง จึงเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ข้อเสนอของหอการค้าไทยในการปักหมุดหนองคายให้เป็นฮับรับรถไฟจีน-ลาว จึงถือเป็นหมากเกมที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ใช้ต้นทุนต่ำกว่า แต่ให้ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ทันที

การตัดสินใจด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยต่อจากนี้ จึงจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความฝันอันยิ่งใหญ่ของโครงการแลนด์บริดจ์ กับโอกาสทองที่จับต้องได้จริงตรงหน้าอย่างเส้นทางรถไฟจีน-ลาวที่หนองคาย การเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาดโดยอิงจากปริมาณสินค้าจริง จะเป็นตัวตัดสินว่าไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้อย่างมั่นคง หรือจะต้องจมอยู่กับข้อถกเถียงของตัวเลขในกระดาษไปอีกนานหลายปี

L2D-Page-329

'เอไอแข่งเดือด' พลิกโฉมการขนส่งทางอากาศ! สายการบินปรับทัพแห่ปักหมุดฮับชิป เอเชียเบนเข็มรับเทคโนโลยีล้ำสมัยแทนอีคอมเมิร์ซ

การแข่งขันสร้างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดุเดือดระดับโลก ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอยู่แค่ในโลกซอฟต์แวร์ แต่กำลังปฏิวัติและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ทั่วภูมิภาคเอเชียครั้งใหญ่ บรรดาสายการบินยักษ์ใหญ่ต่างเร่งออกแบบเครือข่ายเส้นทางบินใหม่เพื่อปักหมุดล้อมรอบศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ไฮเทค ในจังหวะเดียวกับที่เครื่องยนต์หลักเดิมอย่างธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเริ่มแผ่วแรงและสูญเสียแรงส่งลงอย่างเห็นได้ชัด

ต่างจากการทะยานขึ้นชั่วคราวของพัสดุออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายการบินและบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระบุตรงกันผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะอยู่ยาวนานต่อเนื่องหลายปี เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเปิดฉากสั่งซื้อชิปหน่วยความจำแบนด์วิธสูงและโปรเซสเซอร์ขั้นสูงล่วงหน้าข้ามปี เพื่อรองรับแผนการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบเข้มงวดเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้ามูลค่าต่ำทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้ส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซราคาถูกจากจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง

ภาพการเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนชัดเจนที่สุดผ่านผลประกอบการของ โคเรียนแอร์ (Korean Air) ที่รายได้จากการขนส่งสินค้าในไตรมาสสองพุ่งกระฉูดถึง 46% มาอยู่ที่ 1.54 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.07 พันล้านดอลลาร์) โดยมีชิป AI ตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ เบียดสินค้าอีคอมเมิร์ซจีนตกกระป๋อง ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลักแทน เช่นเดียวกับ เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines) ที่เปิดเผยว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของปริมาณการส่งออกทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากเอเชีย (ไม่รวมจีน) จนต้องเร่งปรับเส้นทางคาร์โกจากสนามบินนาริตะเพื่อเชื่อมต่อไปยังฮับผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญ ทั้งไทเป กรุงเทพฯ และฮานอย

พฤติกรรมการเติบโตของฮาร์ดแวร์ AI ถือว่ามีความเฉพาะตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ครองมูลค่าสูงถึง 53.5% ของมูลค่าสินค้าขนส่งทางอากาศทั้งหมดในปี 2025 แม้จะคิดเป็นปริมาณน้ำหนักเพียง 7% เท่านั้น ด้วยลักษณะของชิปและอุปกรณ์ประมวลผลที่มีขนาดกะทัดรัดแต่มีมูลค่ามหาศาล บวกกับความจำเป็นที่ต้องเร่งส่งมอบให้ทันกำหนดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ จึงทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายค่าระวางทางอากาศที่แพงกว่า เพื่อแลกกับความรวดเร็วและความปลอดภัยสูงสุด

สนามบินและสายการบินทั่วภูมิภาคต่างได้รับอานิสงส์จากคลื่นเทคโนโลยีนี้กันถ้วนหน้า สนามบินชางงีของสิงคโปร์รายงานปริมาณคาร์โกครึ่งปีแรกโต 8.7% จากอุปสงค์ชิปโลกที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไต้หวัน สายการบิน ไชนาแอร์ไลน์ (China Airlines) และ อีวีเอแอร์ (EVA Air) ต่างโกยรายได้จากการขนส่งอุปกรณ์ AI โดยอีวีเอแอร์ระบุว่าปัจจุบันคาร์โกกลุ่ม AI สร้างรายได้ให้บริษัทไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ขนส่งสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้สายการบินต้องงัดซอฟต์แวร์คํานวณการจัดวางตู้เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์บอบช้างบนเครื่องบินด้วยความแม่นยำขั้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความต้องการขนส่งฮาร์ดแวร์ AI ที่ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วเริ่มส่งสัญญาณฉุดรั้งและสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยกลุ่ม Dimerco Express เผยว่าศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศไทเปในไต้หวันต้องรับสินค้าแน่นเต็มเพดานความจุในเดือนกรกฎาคม จนแทบไม่เหลือพื้นที่รองรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเส้นทางภายในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องเร่งขยายพื้นที่และปรับตัวรับมือ

บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงโตแรงต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากค่ายเทคโนโลยีระดับโลกต่างเตรียมทยอยเปิดตัวโปรเซสเซอร์ AI รุ่นใหม่ๆ และยังคงอัดฉีดงบประมาณลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทรานส์ฟอร์มเส้นทางบินคาร์โกของเอเชียไปอีกนานหลายปี

L2D-Page-328

สนามบินอุบลฯ ทุบสถิติ New High! ผู้โดยสารพุ่งทะลักรับงานแห่เทียนพรรษา คมนาคมสั่งตรึงระบบเข้มขนส่งเชื่อมต่อไร้รอยต่อ

บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวและการกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ทั่วประเทศมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในระดับภูมิภาค

เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำชับไปยังผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกสนามบินในสังกัด ทย. ให้ยกระดับมาตรการบริหารจัดการ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในท่าอากาศยานให้มีความพร้อมใช้งานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การสั่งการเข้มงวดครอบคลุมถึงการตรวจเช็กระบบเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ กล้องวงจรปิด CCTV ระบบไฟส่องสว่าง ตลอดจนการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการต่าง ๆ ให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อเร่งระบายผู้โดยสารและลดความแออัดบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินและจุดตรวจค้นร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าอากาศยานอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งประสานงานบูรณาการร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินไปยังตัวเมือง สถานีขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ไร้รอยต่อ ช่วยให้นักเดินทางได้รับความสะดวกรวดเร็วตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึง

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการเดินทางในรอบนี้ยกให้ “ท่าอากาศยานอุบลราชธานี” ซึ่งสามารถทำสถิติปริมาณผู้โดยสารสูงสุดต่อวันเป็นประวัติการณ์ (New High) โดยมียอดผู้โดยสารสูงถึง 4,931 คนในวันเดียว เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สนามบินอุบลราชธานีได้รับความนิยมอย่างพุ่งทะยาน มาจากการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทางท่าอากาศยานได้ร่วมมือกับสำนักงานขนส่งจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดบริการรถรับ-ส่งฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานอีกด้วย

นายภัทรพงศ์ ได้ถือโอกาสนี้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งในภาคอีสานและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นไปตามทิศทางนโยบาย “Airport for Regional Development” ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนสนามบินในส่วนภูมิภาคให้กลายเป็นฟันเฟืองและกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางคมนาคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

L2D-Page-327

คมนาคมดันสุดตัว! รถไฟทางคู่ "ชุมพร-ท่าเรือระนอง" 2.7 หมื่นล้าน จ่อประมูลปี 70 ลุมรางเชื่อมอันดามันครั้งแรก

กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดฉากการยกระดับระบบโลจิสติกส์ภาคใต้ครั้งสำคัญ โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ "ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง" เพื่อลบจุดอับและอุดช่องโหว่ทางคมนาคม (Missing Link) ของระบบรางไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะเชื่อมโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศตรงเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันอย่างสมบูรณ์แบบ

โครงการสายใหม่นี้มีระยะทางรวมประมาณ 110 กิโลเมตร ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดตัวโครงการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากผ่านการอนุมัติภายในปี 2569 คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลเคาะราคาได้เร็วที่สุดในปี 2570 ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการขนส่งสินค้าจากภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ให้วิ่งตรงสู่ประตูท่าเรือระนองได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาถ่ายโอนสินค้าขึ้นรถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล

ความสำคัญของรถไฟทางคู่สายนี้คือการสร้าง "ทางเลือกสองมหาสมุทร" ให้กับการค้าของประเทศไทย จากเดิมที่ระบบรางของไทยผูกติดและเชื่อมต่อหลักอยู่กับท่าเรือฝั่งอ่าวไทยอย่าง ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด แต่การลากรางไปถึงท่าเรือระนองจะกลายเป็นประตูด้านตะวันตกที่เปิดออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ช่วยเชื่อมโยงการค้าตรงกับกลุ่มประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา เสริมความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานไทยพร้อมรับมือกับความผันผวนของการเดินเรือโลก

นอกจากประโยชน์ด้านการส่งออกระดับประเทศแล้ว โครงการนี้ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเอกในการสร้างบูรณาการคมนาคมแบบไร้รอยต่อ ที่ทำให้ระบบถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งเพียงด้านเดียวที่เคยเป็นจุดเปราะบางในอดีต

สำหรับในระดับภูมิภาค รถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนอง จะกลายเป็นหัวเจาะสำคัญในการจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นของทั้งสองจังหวัด ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางรางสายนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปอันขึ้นชื่อของภาคใต้ จะสามารถเข้าสู่ระบบการขนส่งที่รวดเร็วและได้มาตรฐาน สามารถกระจายไปยังตลาดภายในประเทศและส่งออกสู่ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายความเจริญสู่พื้นที่ชายฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืน

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ชุมพร-ท่าเรือระนอง ไม่ใช่เพียงแค่งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปอีกหลายทศวรรษ เพื่อให้ภาคการค้าของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และพร้อมเติบโตเคียงคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกในอนาคต

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us