ค่าเงินบาทกับโอกาสสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “ซื้อเวลา” หรือปีที่ไทยถูกจัดอันดับใหม่
การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ในช่วงปลายปี 2568 อาจดูเหมือนเป็นสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินที่รอคอยกันมานาน แต่ในความเป็นจริง การลดดอกเบี้ยครั้งนี้กลับสะท้อนภาพที่น่ากังวลมากกว่า เพราะมันเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน และอาจสายเกินไปสำหรับการพยุงการเติบโตในระยะสั้น
ตลอดปี 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงินใช้เวลากว่า 6 ครั้งในการถกเถียงว่าจะควรลดดอกเบี้ยหรือไม่ ก่อนจะปรับลดรวม 4 ครั้งจนมาจบที่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี เหตุผลที่แบงก์ชาติยกขึ้นมาคือการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่เผชิญแรงกดดัน และภาคอุตสาหกรรมที่แข่งขันยากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจนเริ่มมีความเสี่ยงด้านเงินฝืด
ปัญหาคือ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี แต่ปรากฏชัดมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ทั้งการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หนี้ครัวเรือนที่สูง การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ที่ยากขึ้น และจำนวนหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น การยึดติดกับแนวคิดการ “เก็บกระสุน” ทางนโยบายการเงิน ทำให้การผ่อนคลายเกิดขึ้นช้ากว่าที่ควร และลดประสิทธิภาพของดอกเบี้ยในฐานะเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจลงอย่างมาก
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยเห็นตรงกันว่า ต่อให้ลดดอกเบี้ยลงจนเหลือศูนย์ ก็อาจไม่สามารถหยุดการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วง 8–12 เดือนข้างหน้าได้อีกแล้ว เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การลดดอกเบี้ยรอบล่าสุดแทบไม่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นจนแตะระดับราว 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมที่อ่อนแออยู่แล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนชัดว่า “ดอกเบี้ย” ไม่ใช่ตัวแปรหลักอีกต่อไปในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย
ในบริบทเช่นนี้ แนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจังคือการ “ลดค่าเงินบาท” เพื่อสร้างพื้นที่หายใจให้เศรษฐกิจ ค่าเงินบาทที่อ่อนลงมาอยู่ในช่วง 35–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นเครื่องมือที่ให้ผลเร็วที่สุดในภาวะที่เครื่องมืออื่นเริ่มหมดแรง
แน่นอนว่าการพูดถึงการอ่อนค่าเงินบาทย่อมเจอแรงต้านทันที ทั้งความกังวลเรื่องต้นทุนนำเข้า ราคาพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ในสภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก และอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแรง ผลเสียเหล่านี้มีแนวโน้มจำกัดกว่าผลบวกที่อาจได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
ในเชิงทฤษฎี ค่าเงินที่อ่อนลงช่วยให้สินค้าไทยถูกลงในสายตาต่างชาติ เพิ่มกำไรผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินบาท และกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่าเครื่องมืออื่น แม้ผลต่อการส่งออกอาจไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เพราะโครงสร้างการผลิตพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ภาคท่องเที่ยวยังเป็นจุดที่ได้ประโยชน์ชัดเจนและทันที
ในมุมของ GDP การอ่อนค่าของเงินบาทย่อมช่วยพยุงการเติบโต ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบต่ำ นักวิชาการด้านเศรษฐมิติและหน่วยงานด้านนโยบายหลายแห่งประเมินตรงกันว่า ระดับค่าเงินบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่แถว 34.5–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่ใช่การตรึงค่าเงิน แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อรองรับแรงกดดันจากภาษีการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในโลกยุค “ทรัมป์ 2.0”
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง มันเป็นเพียง “เวลาหายใจ” ให้ภาคธุรกิจปรับตัว หากค่าเงินแข็งเกินไป ผู้ประกอบการจะถูกบีบจนล้ม แต่ถ้าอ่อนเกินไป ก็เสี่ยงทำให้ธุรกิจไม่ลงทุนพัฒนาประสิทธิภาพ และบ่อนทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว
ความเสี่ยงที่แท้จริงของประเทศไทยในปี 2569 จึงไม่ใช่การอ่อนค่าเงินบาทอย่างมีการบริหารจัดการ แต่คือการปล่อยให้เศรษฐกิจขาด “เรื่องเล่า” หรือ Growth Story ที่น่าเชื่อถือ หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจน ไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้าง และไม่ใช้ช่วงเวลานี้ในการอัพเกรดอุตสาหกรรม ไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ล้มลงในทันที แต่จะค่อย ๆ ถูกจัดอันดับใหม่ในสายตานักลงทุนโลก
และในสถานการณ์เช่นนั้น ค่าเงินบาทอาจอ่อนลงถึง 37–38 บาทเองโดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่เพราะนโยบาย แต่เพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 12–18 เดือนข้างหน้าจึงไม่ใช่การถกเถียงเรื่องดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการใช้ค่าเงินบาทในกรอบที่เหมาะสมเป็นกันชน ควบคู่กับการเร่งสร้างทิศทางเศรษฐกิจใหม่ให้ชัดเจน ก่อนที่โอกาสสุดท้ายของการ “เกิดใหม่” จะหลุดลอยไปอย่างถาวร





