วาเลนไทน์ 69 คึกคัก คนไทยกล้าใช้จ่าย เงินสะพัดเกือบ 3 พันล้านบาท ดินเนอร์นอกบ้านยังฮิต
บรรยากาศวันวาเลนไทน์ปี 2569 สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า เม็ดเงินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน และนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,401 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2550 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังกล้าใช้เงินเพื่อกิจกรรมพิเศษ แม้ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการในกลุ่มไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร
สำหรับกิจกรรมที่คู่รักเลือกใช้เวลาร่วมกันในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยมสูงสุด สะท้อนความสำคัญของประสบการณ์และบรรยากาศมากกว่าการจับจ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว รองลงมาคือการซื้อของขวัญและการเดินห้างสรรพสินค้า ขณะที่บางส่วนเลือกใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้าน หรือซื้อดอกไม้เพื่อสร้างสีสันให้กับเทศกาลแห่งความรัก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในช่วงวาเลนไทน์สะท้อนบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังไม่บอบช้ำจนเกินไป ผู้บริโภคยังมีความมั่นใจและกล้าใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยากาศการเลือกตั้งเข้ามาเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน หากภายหลังการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่และสร้างความเชื่อมั่นได้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกินระดับ 2%
เมื่อเปรียบเทียบบรรยากาศวาเลนไทน์ปีนี้กับปีก่อน กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งมองว่าบรรยากาศใกล้เคียงเดิม ขณะที่ราวหนึ่งในสามเห็นว่าคึกคักมากขึ้น โดยให้เหตุผลสำคัญจากแรงหนุนของโปรโมชันร้านค้า ความคาดหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง การตรงกับวันหยุด รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมบรรยากาศการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนที่มองว่าวาเลนไทน์ปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากแรงกดดันจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ค่าครองชีพที่สูง และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น สะท้อนภาพความแตกต่างของกำลังซื้อในแต่ละกลุ่มรายได้อย่างชัดเจน
นายธนวรรธน์ ระบุเพิ่มเติมว่า กลุ่มที่มองว่าบรรยากาศคึกคัก เชื่อว่าการหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนของเงินในระบบ ขณะที่กลุ่มที่มองว่าไม่คึกคักยังคงกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่าแสนคน รวมถึงแรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาประเมินภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไปอีกครั้ง





