News Update

L2D-Page-292

เวียดนามปักหมุด "นครด่งนาย" ฮับเศรษฐกิจใหม่ภาคใต้! ยกระดับสู่มหานครส่วนกลาง รับอภิมหาโปรเจกต์สนามบินลองแถ่ง

รัฐบาลเวียดนามสร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยการประกาศยกระดับ จังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ขึ้นเป็น "นครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง" ซึ่งถือเป็นฐานะทางการปกครองสูงสุดเทียบเท่านครโฮจิมินห์และกรุงฮานอย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนป้ายชื่อ แต่เป็นการวางหมากเชิงยุทธภาพเพื่อปั้นให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ของเวียดนาม โดยอาศัยรากฐานความแข็งแกร่งจากการเป็นเมืองท่าการค้าเก่าแก่ สู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อย่าง Nestlé และ Bosch มาอย่างยาวนาน

หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนด่งนายให้กลายเป็นมหานครระดับโลกคือการกำเนิดของ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) อภิมหาโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคนต่อปี โครงการนี้จะทำหน้าที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ ทั้งทางอากาศ ทางบกที่เชื่อมต่อถนนวงแหวนสายที่ 4 และทางน้ำผ่านระบบท่าเรือก๊ายแม๊บ–ถิหวาย เกิดเป็นโครงข่ายการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ด่งนายในโฉมใหม่จะถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด "มหานครหลายศูนย์กลาง" ที่มีการบูรณาการพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดตั้ง เขตการค้าเสรี (Free Trade Zone) ขนาดกว่า 8,000 เฮกตาร์ และโครงการ "นครสนามบิน" (Airport City) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและบริการนวัตกรรมใหม่ๆ พื้นที่อย่างเญินแถกจะถูกแปลงโฉมเป็นเมืองอัจฉริยะริมน้ำที่ผสมผสานที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงเข้ากับแหล่งงานสมัยใหม่ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลก ท่ามกลางความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างนครโฮจิมินห์ไปสู่ที่ราบสูงตอนกลางและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ในมิติของการแข่งขัน การผงาดขึ้นของนครด่งนายถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับทัพ เนื่องจากด่งนายกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในฐานะฐานการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำลงอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันยังมีโอกาสมหาศาลซ่อนอยู่สำหรับธุรกิจไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) พลังงานสะอาด และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจการบิน ซึ่งสามารถเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้

สรุปแล้วการยกระดับนครด่งนายคือการประกาศความพร้อมของเวียดนามในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสานจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติเข้ากับทุนมนุษย์และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สำหรับประเทศไทย นี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องมองให้ออกว่าจะใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโลจิสติกส์ใหม่นี้อย่างไร เพื่อขยายช่องทางการค้าและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับความรุ่งเรืองของภาคใต้เวียดนามในระยะยาวอย่างยั่งยืน

L2D Page (231)

ส่งออกไทยผงาด! มีนาคมทุบสถิติใหม่ 1.1 ล้านล้านบาท อานิสงส์กระแส AI โลกบูม สวนทางวิกฤตฮอร์มุซ

การส่งออกของประเทศไทยสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2569 ด้วยมูลค่าสูงถึง 35,157.1 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.08 ล้านล้านบาท ขยายตัวพุ่งแรงถึง 18.7% นับเป็นการสร้างสถิติมูลค่าการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 21 เดือนติดต่อกัน โดย นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าหากหักสินค้ากลุ่มน้ำมันและทองคำออก การเติบโตที่แท้จริงจะสูงถึง 19.3% สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตจริงของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขส่งออกพุ่งทะยาน มาจาก "คลื่นยักษ์แห่งเทคโนโลยี" โดยเฉพาะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับระบบ AI และการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่ดึงดูดสินค้าไฮเทคจากไทยออกสู่ตลาดโลกอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ยังได้แรงส่งจากการผ่อนคลายมาตรการภาษีชั่วคราวของสหรัฐฯ ช่วยให้สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นการประมวลผลอัจฉริยะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของประเทศ

ขณะที่ภาคเกษตรและอาหารก็ไม่น้อยหน้า ยังคงเป็น "ครัวของโลก" ที่แข็งแกร่งด้วยการขยายตัวของสินค้าศักยภาพสูงอย่างทุเรียนสด มังคุดสด รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีนี้ กลับเริ่มเห็นสัญญาณเตือนภัยจาก "วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ" ที่เริ่มพ่นพิษใส่ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่าง UAE ที่ยอดส่งออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากปัญหาความไม่สงบ ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้และมีความผันผวนสูงมากในขณะนี้

เมื่อมองภาพรวมในไตรมาสแรกของปี 2569 ไทยสามารถส่งออกไปแล้วกว่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือตัวเลขการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมีนาคมขาดดุลอยู่ที่ 3,339.5 ล้านดอลลาร์ ทาง สนค. จึงได้วางฉากทัศน์เป้าหมายการส่งออกทั้งปีไว้ 3 กรณี โดยกรณีที่ดีที่สุดคาดว่าจะโตได้ถึง 8% หากปัญหาความขัดแย้งเบาบางลงในไตรมาส 2 และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงรักษาแรงส่งไว้ได้ต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางในช่วงที่เหลือของปี 2569 สนค. มองว่าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และมือถือที่รองรับการทำงานของ AI จะยังเป็นพระเอกขี่ม้าขาวช่วยพยุงการส่งออกของไทย ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่นิ่ง ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้ออาจกลายเป็นอุปสรรคต่อระบบโลจิสติกส์และราคาพลังงาน ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังและปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา

L2D-Page-307

โฮจิมินห์รุกใหญ่! ทุ่มหมื่นล้านดอลลาร์ปั้นท่าเรือยักษ์ 2 แห่ง ยกระดับสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก

นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยถือฤกษ์ดีวันที่ 30 เมษายนนี้ เริ่มก่อสร้างอภิมหาโครงการท่าเรือ 2 แห่ง คือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ (Can Gio) และ ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา (Cai Mep Ha) ระยะที่ 1 ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือ แต่เป็นการวางรากฐาน "ห่วงโซ่อุปทานแบบปิด" ที่เชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และเขตการค้าเสรี (FTZs) เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเต็มตัว

โครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 แสนล้านดอง) โดยเป็นการร่วมทุนของยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือระดับโลก มีเป้าหมายเพื่อรองรับเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 250,000 ตัน ท่าเรือแห่งนี้ถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญในเส้นทางเดินเรือระยะไกล โดยคาดว่าภายในปี 2047 จะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 16.9 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมท่าเทียบเรือที่ยาวถึง 7.5 กิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่กันจิโอให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยงบลงทุนกว่า 50,820 พันล้านดอง บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 351 เฮกตาร์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น "ท่าเรือประตูสู่สากล" ที่รองรับทั้งการนำเข้า-ส่งออก และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ สำหรับเฟสแรกมีกำหนดเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2028 และเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2045 จะสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 11 ล้าน TEU ต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้มหาศาลให้กับเขตเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของเวียดนาม

นอกจากโครงการใหม่ทั้งสองแห่งแล้ว ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท Gemadept และพันธมิตรจากฝรั่งเศสก็ได้เริ่มก่อสร้างเฟส 2 ของ ท่าเรือน้ำลึก Gemalink ไปแล้วเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทุกโครงการเข้าด้วยกัน นครโฮจิมินห์จะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ที่ก้าวกระโดดอย่างมาก การที่รัฐบาลเวียดนามนำมติพิเศษว่าด้วยนโยบายเฉพาะสำหรับการพัฒนานครโฮจิมินห์มาใช้ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามให้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายพื้นที่เมืองแบบ "ศูนย์กลางหลายแห่ง" ของโฮจิมินห์ โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับศูนย์กระจายสินค้าและท่าเรือน้ำลึกในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าต่อเนื่องนี้ จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ท่าเรือเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงจุดพักสินค้า แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลระดับโลก และเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลระดับสากลของนครโฮจิมินห์ก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

L2D-Page-74

'การท่าเรือแห่งประเทศไทย' ยกระดับความปลอดภัยท่าเรือสู่มาตรฐานสากล เสริมความเชื่อมั่นโลจิสติกส์ไทยรับทุกสถานการณ์โลก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยท่าเรือสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการสายการเดินเรือ ผู้ใช้บริการ และภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบขนส่งทางน้ำของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลจิสติกส์โลกที่ยังคงมีความผันผวนทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า องค์กรได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริมการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเข้าร่วมโครงการ Global Ports Safety (GPS) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสหภาพยุโรปและประเทศฝรั่งเศส เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางทะเล การจัดการสินค้าอันตราย และการรับมือเหตุฉุกเฉินให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับนานาชาติ

ในด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กทท. ได้พัฒนาระบบ Emergency Management แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การสั่งการ ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีการทบทวนแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ และจัดการฝึกซ้อมทั้งในรูปแบบ Drill และ Tabletop Exercise เพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือกับสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในระดับปฏิบัติการ กทท. ยังดำเนินการฝึกซ้อมตามมาตรฐาน ISPS Code อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการฝึกซ้อมเสมือนจริง (Full Scale Exercise) ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ เพื่อทดสอบความพร้อมในการควบคุมสถานการณ์ การระงับเหตุฉุกเฉิน และการรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับเรือและพื้นที่ท่าเรือได้อย่างทันท่วงที

ความพร้อมในทุกมิตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ กทท. ในการดูแลและบริหารจัดการท่าเรือให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบงาน และความร่วมมือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเดินเรือ

ท้ายที่สุด กทท. ยังคงมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเสริมความเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “Empowering Thailand’s Future” ที่เน้นให้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us