News Update

L2D-Page-295

สรท. จับตาครึ่งปีหลังส่งออกไทยแผ่ว รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก-ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงสันติภาพ แต่ภาคการส่งออกไทยยังคงต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งการเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ยังต้องติดตามภายใน 60 วัน รวมถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับเส้นทางการขนส่งทางทะเลสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เติบโตได้ดีจากแรงหนุนของการเร่งนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ หรือที่เรียกว่า Front-loading ซึ่งผู้นำเข้าต้องการสำรองสินค้าไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าและภาษีนำเข้าในอนาคต ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกของไทยขยายตัวในระดับที่น่าพอใจในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อคำสั่งซื้อที่ถูกเร่งเข้ามาล่วงหน้าเริ่มทยอยชะลอตัว ส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกอาจไม่ร้อนแรงเท่าช่วง 6 เดือนแรก โดย สรท. ประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 2-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตในกรอบ 3-5% หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่รุนแรงเข้ามากระทบเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติม

อีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญคือความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางขนส่งระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งอาจทำให้ค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัย และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจรายใหญ่

ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าในหลายอุตสาหกรรมเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกในระยะต่อไป

แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งในกลุ่มสินค้าที่ตลาดโลกมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้ สินค้าเพื่อสุขภาพ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

นอกจากนี้ การกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดหลัก และสร้างโอกาสทางการค้าในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

สรท. มองว่า ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการสนับสนุนภาคส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่และปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

L2D-Page-317

พาณิชย์กางแผนเชิงรุก! ดัน 2 FTA ใหม่ควบมาตรการเยียวยาพึ่งพาพลังงาน รับมือความผันผวนการค้าโลก

แม้ว่าทิศทางตัวเลขส่งออกในช่วงต้นปี 2569 จะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงไม่นิ่งนอนใจต่อความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศ โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการต้อนรับพันธมิตรในงานเศรษฐกิจว่า ภาพรวมการส่งออกในไตรมาสแรกยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่าง "ทุเรียน" ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศเฉียด 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการวางหมากแก้เกมล่วงหน้าในการกระจายผลผลิตไซส์เล็กและเร่งระบายสินค้าผ่านด่านชายแดนเพื่อนบ้านอย่างทันท่วงทีในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและไม่อาจไว้วางใจได้ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ากลยุทธ์กระจายความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมๆ บทยุทธศาสตร์นี้เห็นได้ชัดจากกรณีที่การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดอิรักต้องสะดุดลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง จนทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและเผชิญกับความล่าช้า กระทรวงพาณิชย์จึงแก้เกมด้วยการเร่งเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงทดแทน ทั้งในทวีปแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อรักษาเป้าหมายการเติบโตของการส่งออกไทยตลอดทั้งปี

หนึ่งในไม้เด็ดที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างแต้มต่อทางการค้าคือ การเร่งรัดจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้นำกรอบความตกลงและพิธีสารด้านการค้าสำคัญรวม 5 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย 2 FTA น้องใหม่อย่าง FTA ไทย-เอฟตา (EFTA) และ FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งจะช่วยเปิดประตูบานใหญ่ให้สินค้าไทยเดินทางไปสู่ตลาดพรีเมียมในยุโรปและเอเชียใต้ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีซ้ำซ้อน

นอกจากกรอบการค้าเสรีใหม่แล้ว รัฐบาลยังได้ยื่นพิจารณาพิธีสารอีก 3 ฉบับเพื่อยกระดับความร่วมมือเดิมให้ทันสมัยและครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้แก่ พิธีสารยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน, พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2 และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาราเกชขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อบรรจุข้อตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากเกมนวัตกรรมและการแข่งขันในอุตสาหกรรมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงาน นางศุภจีชี้แจงว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงหลังความตึงเครียดระลอกล่าสุดเริ่มคลี่คลาย แต่ภาคธุรกิจและประชาชนอาจยังไม่รู้สึกถึงต้นทุนที่ลดลงในทันที เนื่องจากสินค้าในท้องตลาดส่วนใหญ่ยังมีต้นทุนแฝงสะสมมาจากช่วงที่น้ำมันพุ่งสูง ประกอบกับประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 50 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด ทำให้ราคาขายปลีกภายในประเทศยังคงมีความเปราะบางและต้องใช้เวลาปรับสมดุลอีกระยะ

เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพและอุ้มผู้ประกอบการฐานรากไปพร้อมๆ กัน กระทรวงพาณิชย์จึงได้ขยายผลโครงการช่วยเหลือซับซ้อนอย่าง "ไทยช่วยไทย" ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี สู่โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่ม SMEs และผู้ค้ารายย่อยที่ตบเท้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคผ่านสินค้าลดราคาแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ทำมาค้าขายและสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยโจทย์ยากและตัวแปรที่คาดเดาได้ยาก แต่ประเทศไทยมีความพร้อมในการใช้ทุกกลไก ทั้งการเปิดตลาดเชิงรุก การปลดล็อกสิทธิประโยชน์จาก FTA และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกจะยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางมรสุมการค้าโลก

L2D-Page-316

สหรัฐฯ-อิหร่านสงบศึก! สัญญาณบวกดันเศรษฐกิจโลกฟื้น แต่โลจิสติกส์ยังป่วน คาดซัพพลายเชนต้องใช้เวลาเคลียร์ทางอีก 6 เดือน

นับเป็นข่าวดีครั้งใหญ่ที่สร้างความโล่งใจไปทั่วโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการสงบศึกในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยจุดพลุให้เศรษฐกิจการค้าโลก และระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศกลับเข้าสู่โหมดฟื้นตัวอีกครั้ง แน่นอนว่าภาคการส่งออกของไทยที่เคยต้องเผชิญกับมรสุมความผันผวนด้านพลังงานและค่าขนส่งในช่วงที่ผ่านมา ก็เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกที่กำลังทยอยกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวจากสายการเดินเรือระหว่างประเทศเปิดเผยว่า เมื่อภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ลดระดับลง บรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนจะกลับมาคึกคักตามกลไกธรรมชาติ ทันทีที่ผู้คนกล้าเดินทางและภาคธุรกิจกล้าขยายการลงทุน ความต้องการสินค้าหรือดีมานด์ในตลาดโลกจะดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ช่วยอุ้มภาคการส่งออกของหลายประเทศรวมถึงไทยให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ใช่ว่าแผลเป็นในระบบซัพพลายเชนโลกจะหายดีในทันที แหล่งข่าวระบุว่าผลกระทบเชิงบวกอาจยังไม่แสดงผลชัดเจนในระยะสั้น เนื่องจากโครงข่ายการขนส่งทางทะเลทั่วโลกยังคงตกอยู่ในภาวะติดขัดและเสียสมดุลจากการสะสมของปัญหาในช่วงก่อนหน้า ปัจจุบันเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์กระจัดกระจายอยู่ผิดที่ผิดทางในหลายภูมิภาค ทำให้การจะจัดระเบียบตารางเดินเรือใหม่ให้ลงตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ความท้าทายหลักหลังจากนี้คือการปรับเส้นทางเดินเรือระดับโลก โดยเฉพาะเรือสินค้าที่เคยถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางอ้อมเพื่อหลบภัยความตึงเครียดบริเวณตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก สายการเดินเรือทุกค่ายจำเป็นต้องดึงเรือเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางเดิม ซึ่งเปรียบเสมือนการล้างไพ่จัดตารางเดินรถไฟใหม่ทั้งกระดาน จึงมีการคาดการณ์ว่าระบบโลจิสติกส์โลกอาจต้องใช้เวลาปรับสมดุลยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน

การจัดตารางเดินเรือใหม่ในครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบว่าไม่ต่างอะไรกับการจัดการจราจรหลังจบงานคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ขนาดใหญ่ ที่แม้ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การที่รถยนต์จำนวนมหาศาลพยายามจะเบียดเสียดเดินทางกลับพร้อมๆ กัน ย่อมทำให้เกิดความแออัดคอขวดตามท่าเรือต่างๆ และต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่กระบวนการโลจิสติกส์จะกลับมาไหลลื่นเป็นปกติ

เมื่อหันมามองแนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าไทยจะโกยรายได้เข้าประเทศได้ทันที เพราะในช่วงที่สงครามยังคุโม่ ผู้ซื้อในต่างประเทศจำนวนมากได้พากันเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าตุนเอาไว้ก่อนแล้ว (Front Loading) ส่งผลให้หลายๆ ตลาดยังมีสินค้าค้างอยู่ในคลังค่อนข้างสูง และอาจเลือกชะลอการสั่งซื้อรอบใหม่ไปสักระยะในข่วงที่ราคาน้ำมันกำลังเริ่มปรับฐาน

ทว่า ตลาดที่น่าจับตามองและมีแววจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุดคือกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความต้องการสินค้าและวัตถุดิบมหาศาลเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและขับเคลื่อนกิจกรรมทางธุรกิจหลังเสร็จสิ้นสงคราม แหล่งข่าวประเมินว่าภาพการค้าโลกที่ชัดเจนน่าจะเริ่มปรากฏให้เห็นหลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าอานิสงส์บวกที่จะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของไทยอย่างเนื้อๆ เน้นๆ น่าจะไปสะท้อนให้เห็นเด่นชัดในปีหน้ามากกว่า

หากสถานการณ์ความสงบนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ต้นทุนค่าขนส่งลดฮวบลง และซัพพลายเชนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุล การส่งออกไทยในปีข้างหน้ามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเติบโตอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นจังหวะพีกที่สุดของภาคการค้าโลกเมื่อทุกอย่างกลับมาเดินหน้าได้เต็มสูบ และนั่นจะเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเรื่องกำลังการผลิตเอาไว้ตั้งแต่วันนี้

L2D Page (229)

'ไทย' ขยับทัพรับสมรภูมินวัตกรรมโลก! กางสถิติมุ่งสู่ "โลจิสติกส์อัจฉริยะ" ดันไทยเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นนำแห่งอาเซียน

การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่งโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคเครื่องยนต์กลไกแบบเดิมไปสู่จุดตัดทางเทคโนโลยี (Technology Convergence) ที่หลอมรวมยานยนต์ พลังงานสะอาด และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลวิเคราะห์บิ๊กดาต้าจากคำขอสิทธิบัตรทั่วโลกพบว่า นวัตกรรมในกลุ่มนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมี "จีน" นั่งแท่นแชมป์โลกด้วยสิทธิบัตรกว่า 1 ล้านฉบับ โดดเด่นที่สุดในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ขณะที่ "สหรัฐอเมริกา" ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 8.7 แสนฉบับ ครองความเหนือชั้นในด้านระบบปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์ไร้คนขับ โดยมี โตโยต้า (Toyota) จากญี่ปุ่น เป็นบริษัทที่ถือครองสิทธิบัตรด้านนี้มากที่สุดในโลกกว่า 22,000 ฉบับ

เมื่อเจาะลึกพิมพ์เขียวเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สามารถแบ่งนวัตกรรมออกเป็น 4 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกคือ กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) ซึ่งครองสัดส่วนถึง 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แม้จะเริ่มอยู่ในระยะอิ่มตัวแต่ปัจจุบันกำลังถูกปลุกให้ตื่นตัวอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างหุ่นยนต์ โดรนส่งของอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับห่วงโซ่อุปทาน โดยมีบิ๊กเทคอย่าง Siemens, IBM และ Microsoft เป็นผู้เล่นหลัก ขณะที่กลุ่มที่ร้อนแรงรองลงมาคือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (Electric Vehicle & Battery) ที่มุ่งพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) และระบบชาร์จไร้สายบนพื้นถนน ซึ่งมีค่ายรถและผู้ผลิตพลังงานฝั่งเอเชียอย่าง BYD และ LG Energy Solution นำทัพ

สำหรับกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management) เติบโตอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI มาช่วยคำนวณเส้นทางและซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ น่าสนใจว่าผู้เล่นหลักกลับเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ที่ใช้ข้อมูลนี้ในการบริหารความเสี่ยง และกลุ่มสุดท้ายที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่เติบโตแรงจัดถึง 38.2% ต่อปีคือ กลุ่มยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) ซึ่งเน้นระบบสื่อสารผ่านเครือข่าย 5G ระหว่างรถยนต์กับสิ่งรอบตัว (V2X) โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและมี Waymo กับ Qualcomm เป็นผู้นำตลาด

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย สถิติตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทยสูงกว่า 4,000 คำขอ โดยกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะทุบสถิติสูงสุดด้วยจำนวน 2,499 คำขอ ตามมาด้วยกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 1,754 คำขอ แม้ว่าตัวเลขคำขอสิทธิบัตรเกือบทั้งหมดจะเป็นของทุนข้ามชาติระดับโลก เช่น Qualcomm, Vivo และ Toyota ที่เข้ามาปักหมุดยึดไทยเป็นฐานที่มั่นทางการค้า แต่ข้อมูลฝั่ง "อนุสิทธิบัตร" กลับรายงานตัวเลขที่น่าสนใจว่า ยอดคำขอส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนไทยสูงถึง 65% ถึง 88% เลยทีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ในตำแหน่ง "ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี" (Technology Integrator) ที่มีศักยภาพสูงมาก นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งในการหยิบยกเอาองค์ความรู้ระดับโลกมาดัดแปลง ต่อยอด และผสมผสานให้เข้ากับบริบทการใช้งานจริงในท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับสภาพถนน หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการขนส่งสำหรับ SME ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็ว

โอกาสในอนาคตของประเทศไทยเปิดกว้างอย่างยิ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น "ฮับเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะแห่งอาเซียน" โดยเฉพาะการนำระบบอัจฉริยะเหล่านี้ไปติดตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงการค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาค สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำหลังจากนี้คือการปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานดาต้าและ AI เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับสากลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us