News Update

L2D-Page-343

AMRO เตือน ASEAN+3 รับศึกสองด้าน! ส่งออกขานรับ AI โตกระฉูด แต่เสี่ยงเจ็บหนักหากฟองสบู่แตก

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) เผยแพร่รายงานเตือนภัยเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยระบุว่ากลุ่มประเทศอาเซียน+3 ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังตกอยู่ในภาวะ "เผชิญความเสี่ยงเป็นพิเศษ" ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ภูมิภาคนี้จะได้อานิสงส์มหาศาลในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ไฮเทคของโลก แต่การเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับตลาดการเงินและสินทรัพย์ที่ผูกติดกับ AI ก็กลายเป็นดาบสองคมที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกกลับมาฉุดรั้งเศรษฐกิจในวงกว้าง หากเกิดการปรับฐานหรือฟองสบู่ AI แตกขึ้นในอนาคต

รายงานของ AMRO ชี้ให้เห็นว่า การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และการสร้างดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกของภูมิภาค โดยเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน+3 ครองสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของการเติบโตทางการค้าโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกระแสนี้ หลังจากมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูงขึ้นเกินจริง ควบคู่ไปกับการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจลักษณะวงจร (Circular Deals) ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนไขว้กันเอง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าอุปสงค์ที่เห็นอยู่อาจเป็นเพียงความต้องการเทียมชั่วคราว

หากกระแสความต้องการด้าน AI ชะลอตัวลงจริง AMRO ประเมินว่าอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน+3 ในปี 2570 โดยอาจฉุดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของภูมิภาคลงได้สูงสุดถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการพื้นฐานเดิมที่คาดไว้ที่ 4.1% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบสูงกว่าปัจจัยกดดันภายนอกอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซที่คาดว่าจะฉุด GDP ลงราว 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

นอกจากรอยแผลในภาคการค้าและการส่งออกแล้ว AMRO ยังเน้นย้ำถึงเปรี้ยงวิกฤตที่จะส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงิน โดยตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้มีการกระจุกตัวของมูลค่าอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและชิป AI ในระดับสูงมาก ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็เริ่มเคลื่อนไหวผูกติดและสอดคล้องกับทิศทางหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์นี้ทำให้ตลาดการเงินในเอเชียเสี่ยงที่จะรับแรงกระแทกจากการปรับฐานราคาในฝั่งอเมริกาโดยตรง แม้ประเทศในภูมิภาคจะไม่ได้มีปัจจัยลบภายในตัวเองเลยก็ตาม

AMRO ออกข้อเตือนใจทิ้งท้ายว่า หากเกิดการปรับฐานราคาสินทรัพย์ AI อย่างรุนแรงขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ดัชนีตลาดหุ้นที่ดิ่งลง แต่จะลุกลามเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินและสภาพคล่องในวงกว้าง ผ่านกระบวนการลดการใช้เงินกู้ที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้น (Forced Deleverage) และการคุมเข้มเงื่อนไขสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะซ้ำเติมภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลและผู้ประกอบการในอาเซียน+3 จึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยง และเตรียมแผนรับมือความผันผวนเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ AI เพียงอย่างเดียว

L2D-Page-342

“ศุภจี” เกาะติดคาร์โก้สุวรรณภูมิ ห่วงกระทบส่งออก-ความเชื่อมั่นไทย สั่งสปีดรับมือมรสุมฝนหนักถึง 10 ต.ค. นี้

ภาครัฐยกระดับการรับมือวิกฤตธรรมชาติและโลจิสติกส์การค้าอย่างเข้มข้น โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสภาวะฝนตกหนักทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมเร่งกระจายข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสิทธิประโยชน์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวและรับการความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ในมิติของภาคการค้าต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์จับตาและติดตามสถานการณ์ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นของประเทศ พร้อมแสดงความขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันคลี่คลายอุปสรรคจนทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยอมทบทวนการระงับรับ-ส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าระวังและกระชับกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลำเลียงสินค้าพาณิชย์ทางอากาศกลับมาไหลลื่นและสะดุดน้อยที่สุด

สำหรับการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในระดับพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียม "ส้วมกระดาษ" จำนวน 1,500 ชุด ส่งมอบผ่านศูนย์กลางกระจายของกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดส่งตรงไปยังพื้นที่ประสบภัยที่ขาดแคลนสุขอนามัยอย่างเร่งด่วน โดยหากพื้นที่ใดทั้งในส่วนภูมิภาคหรือกรุงเทพมหานครยังคงมีความต้องการเพิ่มเติม สามารถแจ้งพิกัดและปริมาณความต้องการเข้ามาได้ตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานนำส่งความช่วยเหลือไปถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้วางมาตรการตรึงกำลังดูแลระบบการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนสินค้าในพื้นที่น้ำท่วมขังที่เส้นทางคมนาคมตัดขาด โดยกำชับกรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเช็กสต็อกสินค้าจำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีปัจจัยสี่เพียงพอต่อการดำรงชีพท่ามกลางวิกฤตฝนตกหนักในรอบนี้

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งคำเตือนไปยังผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้าในช่วงที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด โดยเน้นย้ำว่าหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา ประชาชนสามารถร้องเรียนมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งทีมสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที

L2D Page (258)

สนค. จับตาโลจิสติกส์ไทย! เจอพิษต้นทุนพลังงาน-วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ยอดเปิดกิจการใหม่ร่วง 14% ปิดกิจการพุ่ง 42%

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ออกมารายงานฉากทัศน์โลจิสติกส์ไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนสภาวะ "การค้าโต แต่ต้นทุนและความเสี่ยงพุ่งสูง" โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า แม้ภาคการค้าระหว่างประเทศจะยังขยายตัวได้ดี แต่มรสุมความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อผู้ประกอบการในประเทศ ส่งผลให้ในเดือนกรกฎาคมมีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่เพียง 336 ราย ลดลงจากเดือนมิถุนายน 14.1% ในทางกลับกัน ตัวเลขการปิดกิจการกลับพุ่งสูงถึง 87 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 42.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลที่ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

แม้ภาพรวมตัวเลขการจดทะเบียนใหม่จะชะลอตัว แต่ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติในภาคโลจิสติกส์ไทยยังคงฉายแววสดใสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสูงถึง 3,352.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินลงทุนทั้งหมด นำโดยกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการขนส่งและคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของเค้กอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าทางถนนภายในประเทศก็ยังคงขยายตัวต้านกระแส สะท้อนว่าความต้องการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สนค. เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับมืออย่างใกล้ชิด คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกิน 19% ไปแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่เพียงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงทางตรง แต่ยังบีบให้เรือพาณิชย์ต้องปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าระวางและระยะเวลาการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคมที่เติบโตแรงถึง 2.391 ล้านล้านบาท (+28.72%) โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการขนส่งทางเรือที่มีสัดส่วนสูงสุด และการขนส่งทางอากาศที่พุ่งกระฉูดถึง 55.18% จากอุปสงค์การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนโทรศัพท์

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนและสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้น ทางรอดเดียวของภาคโลจิสติกส์ไทยคือการเร่งปฏิรูปสู่ "Smart Logistics" โดย สนค. ชี้ว่าแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาช่วยตรวจนับสินค้าในคลังซึ่งเซฟเวลาได้มากกว่า 80% การใช้ระบบ Video Telematics และกล้อง AI วิเคราะห์การขับขี่ของรถขนส่งแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาคลังสินค้าอัตโนมัติที่เชื่อม AI Agent เข้ากับหุ่นยนต์คัดแยกพัสดุเพื่อลดข้อผิดพลาดและตัดลดต้นทุนระยะยาว

บทสรุปของสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยในยามนี้ จึงเป็นบททดสอบวัดความคล่องตัวของภาคธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับประสิทธิภาพภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองตัดสินว่าผู้ประกอบการรายใดจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในโลกการค้ายุคใหม่

L2D-Page-341

'คมนาคม' ตรึงกำลังรับมือน้ำท่วม! ยันสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เที่ยวบินขึ้นลงปกติ ตั้ง War Room 24 ชั่วโมงช่วยประชาชน

กระทรวงคมนาคมยกระดับการรับมือวิกฤตน้าท่วมอย่างเข้มข้น โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วน พร้อมสั่งการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อเผชิญสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วนฉุกเฉิน (ศอฉ.คค.) หรือ War Room ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางบัญชาการ บูรณาการกำลังคนและเครื่องจักรจากทุกหน่วยงานในสังกัด ทั้งระบบถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้สามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับสถานการณ์การเดินทางทางบก กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก และเครื่องจักรหนักเข้าประจำจุดเสี่ยงทันที โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น ย่านรังสิต ถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง และถนนศรีนครินทร์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำการคอยแจ้งเตือน ประสานงานรถยก-รถลาก และพร้อมพิจารณาปิดช่องจราจรทันทีหากระดับน้ำสูงจนอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

ในส่วนของระบบขนส่งทางราง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยืนยันว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู ยังคงเปิดให้บริการตามปกติเพื่อช่วยระบายการเดินทางของประชาชน ในขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานว่า เส้นทางสายใต้และสายอีสานยังเปิดเดินรถได้ตามปกติ ส่วนสายเหนือและสายตะวันออกมีการปรับแผนการเดินรถในบางช่วงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ รฟท. ได้เปิดพื้นที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ให้เป็นจุดพักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวมกว่า 350 คน

ด้านการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางระหว่างประเทศและภูมิภาค ยืนยันว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้ฝนที่ตกหนักสะสมตลอดทั้งวันจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางขับ (แท็กซี่เวย์) ด้านใต้ของสนามบินดอนเมืองบางส่วนก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ได้เร่งบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์จนไม่กระทบต่อการขึ้น-ลงของอากาศยาน และไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้างสะสมภายในอาคารผู้โดยสาร

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่จะสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้มีเที่ยวบินบางส่วนเกิดความล่าช้าสะสม อย่างไรก็ตาม สายการบินต่างๆ ได้ออกมารับรองมาตรการดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาขึ้นเครื่องได้ตามกำหนดเวลา หรือต้องการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทาง สามารถติดต่อขอเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือเก็บบัตรโดยสารไว้เป็นเครดิตสำหรับใช้เดินทางในภายหลังได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่าจะติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดชนิดนาทีต่อนาที พร้อมทั้งเตรียมแผนสำรองในการขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับประชาชนในทุกเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีความปลอดภัยสูงสุดท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us