News Update

L2D Page (285)

แหลมฉบังเร่งสปีดทลายข้อจำกัด! รื้อกฎหมาย-ขยายเฟส 3 รับกระแสโลจิสติกส์โลกเบนเข็มกระจายซัพพลายเชน

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ผลสำรวจล่าสุดจากผู้บริหารระดับสูงด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ทั่วโลกกว่า 3,500 คน สะท้อนภาพเชิงบวกอย่างน่าทึ่ง โดยกว่า 54% คาดการณ์ว่าการค้าโลกในปีนี้จะเติบโตเร็วกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในปี 2569 ก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างพร้อมใจกันปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง มุ่งหน้าสู่ตลาดใหม่ ยอมรับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแสวงหาความยืดหยุ่นในการขนส่ง ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้ามานั่งแท่นประธานประชุมร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อผลักดัน "ท่าเรือแหลมฉบัง" ประตูการค้าหลักของไทยให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด โดยวาระเร่งด่วนคือการรื้อระบบกฎหมายเพื่อทวงคืนส่วนแบ่ง "สินค้าถ่ายลำ" (Transshipment) ที่เคยลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 0.7% เนื่องมาจากขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 17 ฉบับ โดยจะคัด 6 ฉบับสำคัญมาแก้ไขก่อนเพื่อเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" เป็นการ "แจ้งข้อมูล" คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อติดสปีดให้พิธีการศุลกากรไทยลื่นไหลเทียบเท่ามาตรฐานโลก

นอกจากปมกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังเล็งแก้ปัญหาแผลเรื้อรังอย่างตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ที่สะสมอยู่กว่า 1,200 ตู้ โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 26 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ ยกระดับการหมุนเวียนตู้สินค้าให้ได้ถึง 1,000 TEU ต่อปี ซึ่งจะพร้อมเปิดใช้งานภายในปีงบประมาณ 2570 ควบคู่ไปกับการเร่งรัดอภิมหาโปรเจกต์ "ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3" ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าภาพรวมอยู่ที่ 68.89% โดยงานโครงสร้างทางทะเลใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วถึง 95.57% และเตรียมจะติดตั้งเครื่องจักรระบบรถไฟในช่วงปลายปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับตู้สินค้าในอนาคต

ปัญหาจราจรติดขัดซึ่งเป็นอีกหนึ่งขวากหนามสำคัญก็ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ปัจจุบันในชั่วโมงเร่งด่วนมีรถบรรทุกหลั่งไหลเข้าสู่แหลมฉบังสูงถึง 22,000 คันต่อวัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมจึงสั่งการให้ กทท. บริหารพื้นที่ "Buffer Zone" เนื้อที่กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกขนาดใหญ่ ตัดปัญหาแถวคอยท้ายยาวล้นออกไปบนทางหลวงสายหลัก พร้อมบังคับใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue Booking) และมาตรฐาน Smart Port มาควบคุมให้ตู้รับส่งสินค้าผ่านด่านตรวจ Sub Gate ได้ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง พร้อมตั้งวอร์รูมบูรณาการเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง

การขยับตัวอย่างดุดันของกระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรับฟังเสียงของภาคเอกชนและร่วมกันอุดช่องโหว่ทางธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทั้งรวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ซึ่งการทลายข้อจำกัดทั้งทางกฎหมายและกายภาพในจังหวะที่ซัพพลายเชนโลกกำลังมองหาบ้านหลังใหม่ จะเป็นแม่เหล็กชิ้นสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเลือกปักหมุดประเทศไทยให้เป็นฮับหลักของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-314

รถไฟด่วน "ซูโจว-ฮานอย" เปิดหวีดเที่ยวปฐมฤกษ์! หั่นต้นทุนโลจิสติกส์ 10% ติดสปีดขนส่งชิ้นส่วนไฮเทคจีนป้อนเวียดนาม

วงการโลจิสติกส์อาเซียนคึกคักขึ้นอีกขั้น หลังรถไฟขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศเที่ยวปฐมฤกษ์บนเส้นทางสายตรง ซูโจว (มณฑลเจียงซู จีน) - เยนเวียน (ฮานอย เวียดนาม) ได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟขบวนนี้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต รวมน้ำหนักกว่า 1,200 ตัน วิ่งตระเวนผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ระยะทางกว่า 2,800 กิโลเมตร ก่อนจะส่งมอบสินค้าเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเวียดนามได้อย่างราบรื่น ถือเป็นการเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟเชิงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของเส้นทางสายใหม่นี้คือการฉีกกฎเกณฑ์การขนส่งแบบเดิมๆ จากเดิมที่สินค้าจากซูโจวจะต้องถูกส่งไปรวมกันที่เมืองหนานหนิงก่อนจะกระจายต่อเข้าเวียดนาม แต่โมเดลใหม่นี้ถูกปรับให้เป็นการรวบรวมสินค้าโดยตรงจากต้นทางซูโจว ยิงตรงสู่ด่านชายแดนผิงเซียงของจีน และข้ามแดนเข้าสู่สถานีตงตังของเวียดนามได้ทันที ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาร่วมสัปดาห์ เหลือเพียง 5-6 วันเท่านั้น ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้ทันทีถึง 10%

สินค้าล็อตแรกที่เดินทางมากับรถไฟขบวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงจอแสดงผลอัจฉริยะเพื่อป้อนให้กับฐานการผลิตใหญ่ในฮานอย ไฮฟอง และนิงบิงห์ โดยผู้บริหารจาก บริษัท อัมทราน เวียดนาม เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนใจหันมาพึ่งพาเส้นทางรถไฟแทนการขนส่งทางเรือถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังสามารถหั่นเวลาการขนส่งทางทะเลที่เคยยาวนานถึง 10 วัน ให้เหลือเพียง 6 วัน ช่วยให้โรงงานสามารถวางแผนบริหารจัดการวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นกว่าเดิม

ในมิติทางการค้า ซูโจวถือเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจของจีนที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้ามายังเวียดนามสูงถึง 10% และเพียงแค่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นี้ ปริมาณสินค้าจากซูโจวทะยานเติบโตขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ความสำเร็จของการเปิดเส้นทางเดินรถไฟเที่ยวนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การขนส่งชิ้นส่วนอุตสาหกรรมขาเข้าเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์และการรถไฟเวียดนามกำลังเล็งแผนขั้นต่อไปในการเดินรถอย่างสม่ำเสมอ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ขบวนรถไฟตีกลับ ขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สดจากภาคใต้ของเวียดนามยิงตรงกลับไปขายที่ประเทศจีน เพื่อขยายตลาดส่งออกให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

นายเหงียน ชินห์ นาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การรถไฟเวียดนาม ทิ้งท้ายว่า เส้นทางรถไฟ ซูโจว-เยนเวียน รวมถึงเส้นทางชิงไห่-ด่งนาย ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อ "ระเบียงเศรษฐกิจจีน-อาเซียน" ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลกและปัญหาความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การหันมาพึ่งพาการคมนาคมทางรางที่ประหยัดพลังงานและทำเวลาได้แม่นยำ จะกลายเป็นทางรอดหลักและเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง

L2D-Page-313

'ไทย-จีน' เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์! ดันไฮสปีด - แหลมฉบังเฟส 3 ปูทางไทยสู่ฮับคมนาคมภูมิภาค

ความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทยและจีนเดินหน้าอีกขั้น เมื่อ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หารือทวิภาคีกับ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่ศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค

บรรยากาศการหารือเป็นไปในทิศทางบวก ทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนร่วมกันในการเร่งแก้ไขอุปสรรคของโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเชื่อมโยงการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ควบคู่กับการเตรียมต่อยอดสู่ระยะที่ 2 ไปยังหนองคาย

นอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟต่อเนื่องไปยัง สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ

ในฝั่งจีนได้แสดงความพร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมความร่วมมือด้านรถไฟไทย–จีน พร้อมเน้นย้ำว่า โครงการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงมิติด้านการคมนาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

อีกหนึ่งโครงการที่ถูกจับตาคือ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งมีบริษัทจีนเข้าร่วมดำเนินงาน โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพท่าเรือไทยให้รองรับปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และเชื่อมโยงกับโครงข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้ทุกโครงการเดินหน้าได้ตามแผน ฝ่ายจีนยังเสนอให้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมยืนยันบทบาทของสถานเอกอัครราชทูตจีนในการเป็นตัวกลางประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น สะท้อนความตั้งใจร่วมกันของทั้งสองประเทศในการผลักดันไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของภูมิภาคในอนาคต
 
 

L2D-Page-312

คมนาคมลุยกระตุ้นท่องเที่ยว! เปิดแพ็กเกจ “บิน พัก กิน” ดัน 7 สนามบินเมืองรอง กระจายรายได้ทั่วประเทศ

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าใช้ “สนามบิน” เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว ล่าสุด กรมท่าอากาศยาน จับมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสายการบิน เตรียมเปิดตัวแคมเปญแพ็กเกจท่องเที่ยวเมืองรองแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหาร เพื่อกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

แนวคิดหลักของโครงการนี้ คือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อสร้าง “เส้นทางท่องเที่ยวใหม่” ที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายให้สนามบินกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตามแนวคิด Airport for Regional Development

ในระยะแรก แคมเปญดังกล่าวจะนำร่องใน 7 ท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานลำปาง ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ท่าอากาศยานหัวหิน ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ท่าอากาศยานน่านนคร และ ท่าอากาศยานแพร่ โดยจะออกแบบแพ็กเกจที่รวมบริการครบในครั้งเดียว เพื่อลดความยุ่งยากในการวางแผนเดินทาง และเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเลือกเมืองรองมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา “ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค” เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปยังเมืองรองให้สะดวกยิ่งขึ้น ได้แก่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ สำหรับภาคเหนือ ท่าอากาศยานอุดรธานี สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี สำหรับภาคใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการผลักดัน ท่าอากาศยานหัวหิน ให้กลับมารองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้ง โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ต้องการพักระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงกับจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม

การขับเคลื่อนครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของภาครัฐที่ต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่เพียงแค่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังมุ่งสร้างรายได้ให้กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us