การขนส่งทางน้ำของประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกขั้นของการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือ ชุด D ของบริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำระบบอัตโนมัติ (Port Automation) และนวัตกรรมดิจิทัลมาปรับใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ โดยมีผู้บริหารของ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) นำโดย Mr. Stephen Ashworth และนายอาณัติ มัชฌิมา คอยให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนวัตกรรมการขนส่งล้ำสมัย
ท่าเทียบเรือ ชุด D ถือเป็นหัวเจาะสำคัญของท่าเรือแหลมฉบังที่ได้รับการทุ่มงบประมาณลงทุนสูงถึง 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าข้ามพรมแดนและการเติบโตในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยออกแบบมาให้สามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Vessel) ได้พร้อมกันถึง 3 ลำ และดันขีดความสามารถการรับส่งตู้สินค้าสูงถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593
จุดเด่นสำคัญของท่าเรืออัจฉริยะแห่งนี้ คือการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงในการปฏิบัติงาน ทั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าและปั้นจั่นลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าที่ทำงานผ่านระบบควบคุมจากระยะไกล (RCQC และ RCeRTGC) รวมถึงไฮไลต์อย่าง "รถหัวลากไร้คนขับ" (Autonomous Truck) ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่งในการวางแผนเส้นทางลำเลียงตู้สินค้า นอกจากนี้ยังมีรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (Electric Truck) และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่อัจฉริยะ (Battery Swapping Station) ที่ใช้เวลาสับเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 5 นาที ช่วยให้การขนส่งดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสะดุด ทั้งยังลดการปล่อยมลพิษในพื้นที่ท่าเรืออย่างเห็นผล
ในด้านการบริหารจัดการข้อมูล HPT ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ nGen และแอปพลิเคชัน UBI บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามสถานะตู้สินค้า ตรวจสอบตารางเรือเข้าเทียบท่า และดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้ง e-DO, e-Billing และ e-Tax ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เสริมด้วยระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออกประตูท่าเรือด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งช่วยเพิ่มสปีดและความแม่นยำ อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายสรรเพชญ เน้นย้ำปิดท้ายว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำและโลจิสติกส์ไทยให้เป็นเลิศ การได้เห็นโมเดลท่าเรืออัตโนมัติที่นำ AI ระบบควบคุมระยะไกล และดิจิทัลแพลตฟอร์มมาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กระทรวงฯ จะนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับท่าเรืออื่นๆ ของประเทศ เพื่อยกระดับความเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการขนส่ง ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน




