News Update

L2D Page (246)

รฟท. ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษ ขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง-สุไหงโกลก

รฟท.ต่ออายุขบวนรถพิเศษขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง–สุไหงโกลก อีก 1 ปี หนุนเอสเอ็มอี–เกษตรกร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าสนับสนุนการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุน และเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รฟท.ได้มีมติขยายการให้บริการขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วน หมายเลข 985/986 ในเส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในปริมาณมาก โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2569

สำหรับขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนหมายเลข 985 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก จะออกจากต้นทางเวลา 11.00 น. และถึงสถานีปลายทางเวลา 12.35 น. ของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ขบวนรถหมายเลข 986 เส้นทางสุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากต้นทางเวลา 13.25 น. และถึงปลายทางเวลา 13.15 น. ของวันถัดไป

ขบวนรถดังกล่าวจะจอดรับและส่งสินค้าตามสถานีรายทางรวม 33 สถานี ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตั้งแต่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง จนถึงปลายทางสุไหงโกลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับสินค้าได้ภายในระยะเวลาเพียง 1–2 วัน โดยเปิดให้บริการขนส่งสินค้าทุกวันอย่างต่อเนื่อง

รฟท.ระบุว่า การขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งที่สะดวกและประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรและตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปสู่ผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้สนใจใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

L2D Page (245)

“คมนาคม” เร่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง-รื้อย้ายสาธารณูปโภค แก้ปัญหาก่อสร้างถนน "สายระยอง-บ้านเพ" ล่าช้า

คมนาคมเร่งแก้คอขวดก่อสร้างถนนสายระยอง–บ้านเพ สั่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง–รื้อย้ายสาธารณูปโภค หลังงานล่าช้า

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ หลังความคืบหน้าผ่านมากว่า 6 เดือนยังต่ำกว่าแผน โดยสั่งการให้กรมทางหลวงเร่งประสานปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง พร้อมกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน ควบคู่การย้ำมาตรการความปลอดภัยและการสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคของโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ ตอน 1–5 ของกรมทางหลวง โดยมีผู้บริหารกรมทางหลวง หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดระยอง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ แขวงทางหลวงระยอง จังหวัดระยอง

นายจิระพงศ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 13.87 กิโลเมตร และได้ลงนามสัญญาจ้างตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้า ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่เพียง 2.419% ล่าช้ากว่าแผน 4.644% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2571

โครงการนี้เป็นการขยายช่องจราจรจาก 4 ช่องเป็น 8 ช่องจราจร พร้อมก่อสร้างเกาะกลาง สะพานกลับรถ สะพานลอยคนเดินข้าม สะพานบกและการต่อความกว้างสะพาน ระบบระบายน้ำใต้ทางเท้า สะพานคอนกรีตอัดแรง สะพานยกระดับข้ามจุดกลับรถ รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างและไฟกะพริบบนทางหลวง

ทั้งนี้ การดำเนินงานประสบอุปสรรคสำคัญจากสาธารณูปโภคที่พาดผ่านแนวสายทาง อาทิ เสาไฟฟ้า ท่อประปา สายสื่อสาร ท่อก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำมัน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ ซึ่งฝ่ายโครงการได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับแผนงาน

รองปลัดกระทรวงคมนาคมย้ำว่า โครงการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการก่อสร้างเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน และบริหารจัดการจราจรอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้เส้นทางในช่วงการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เร่งประสานการปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และทำงานร่วมกับแขวงทางหลวงระยองในการกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคที่เป็นอุปสรรคให้ชัดเจน โดยให้จัดทำแผนดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป

L2D Page (244)

บาทเปิดแข็งค่าแตะ 31.49 ต่อดอลลาร์ ทองคำหนุน ตลาดรอปัจจัยเฟด- ลุ้นเลือกตั้งไทย

เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ 31.49 ต่อดอลลาร์ รับแรงหนุนทองคำ ตลาดจับตาเฟด-ปัจจัยการเมืองไทย

ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down และสามารถทะลุแนวรับสำคัญที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ ก่อนเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.46–31.68 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แม้ค่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง และข้อมูลดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตเดือนมกราคมออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกปรับลดลงบ้าง แต่เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งกลับมายืนเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ขยับขึ้นกว่า 0.5% จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 4.8% สะท้อนมุมมองของตลาดที่ลดการคาดการณ์ต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด

นายพูนมองว่า ในระยะสั้นราคาทองคำอาจปรับขึ้นได้จำกัดและเริ่มเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในลักษณะ Sideways หลังปัจจัยหนุนเริ่มลดลง ขณะที่เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบหรือแข็งค่าเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าที่คาด

สำหรับค่าเงินบาท ยังคงมีแนวโน้มผันผวนสูงและขาดทิศทางที่ชัดเจนในกรอบกว้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจชะลอการปรับสถานะเพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยในเชิงเทคนิค แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 31.50 และ 31.75–31.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ระดับ 31.30 และ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ คาดว่าในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.35–31.65 บาทต่อดอลลาร์

L2D Page (243)

ปีนี้ GDP ไทยจ่อโตแค่ 1.5% ส่งออกแผ่ว คาดได้รัฐบาลผสม ทำ-เบิกงบล่าช้า

SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเพียง 1.5% การเมืองยืดเยื้อ ฉุดส่งออก–ลงทุน งบประมาณเสี่ยงล่าช้า

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 1% ปัจจัยกดดันหลักยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นภาคเอกชน และการใช้จ่ายของครัวเรือน

แม้ในช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยยังพอได้รับแรงประคองจากการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและงบผูกพันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มอ่อนแรงลงในระยะถัดไปจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนซึ่งปรับดีขึ้นในช่วงปลายปีก่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีลักษณะเป็นเพียงชั่วคราว เมื่อเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

SCB EIC มองว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยในปีนี้จะอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ภาคท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญ แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักท่องเที่ยวจากตลาดศักยภาพสูง เช่น ยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีสัญญาณกลับมาจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ อย่างไรก็ดี ระดับการฟื้นตัวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นได้ทั้งหมด

ด้านการส่งออก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอหรือหดตัว หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปีก่อน ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดันทั้งด้านคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขัน

ในมิติการเมือง SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอาจใช้เวลาราว 5 เดือน และรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ไทม์ไลน์ดังกล่าวยังมีความเสี่ยงล่าช้า จากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน หรือการตัดสินคดีการเมืองสำคัญ อีกทั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ

ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลต่อกระบวนการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงประกาศใช้ล่าช้าอย่างน้อย 1–2 เดือน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือมีการปรับแก้ร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐสะดุด และลดบทบาทของภาครัฐในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนยังอ่อนแรง

ขณะเดียวกัน นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นการอัดฉีดเงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงโครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน และสวัสดิการสังคม ซึ่งล้วนต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น หลังระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะในช่วงที่สินเชื่อภาคเอกชนยังหดตัว และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก SCB EIC ประเมินว่าจะขยายตัวราว 2.5% ในปี 2569 ชะลอลงจากปีก่อน จากผลกระทบของความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงตามตลาดแรงงานที่อ่อนแรง ขณะที่ยุโรปและจีนยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ แม้การส่งออกจะชะลอตัว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us