มรสุมสงครามในตะวันออกกลางที่ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 เริ่มส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงเข้าสู่หัวใจของวงการอีคอมเมิร์ซระดับโลก เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ออกมาประกาศมาตรการด่วน เตรียมเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์" เพิ่มขึ้นอีก 3.5% จากผู้ค้าบุคคลที่สาม (Third-party sellers) ที่ใช้บริการคลังสินค้าและการจัดส่งของบริษัท (FBA) ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่ภาคธุรกิจจะแบกรับไว้เพียงลำพัง
ชนวนเหตุสำคัญของการปรับขึ้นราคานี้หนีไม่พ้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวาดวิตกของนักลงทุนว่าความขัดแย้งในอิหร่านอาจลุกลามจนปิดตายเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 107.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว ในจดหมายที่ส่งถึงผู้ขาย Amazon ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นไว้ด้วยตัวเองมาตลอด แต่เมื่อสถานการณ์ไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชั่วคราวเพื่อชดเชยต้นทุนที่แท้จริง เช่นเดียวกับที่บริษัทขนส่งรายใหญ่อื่นๆ ได้ดำเนินการไปก่อนหน้า
ด้านโฆษกของ Amazon อย่าง แอชลีย์ วานิเชก ได้ออกมาขยายความเพื่อให้ผู้ค้าคลายความกังวลในบางส่วนว่า ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้จะคำนวณจาก "ค่าบริการจัดส่ง" เท่านั้น ไม่ได้อ้างอิงจากราคาขายของสินค้า โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 17 เซนต์ต่อชิ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามขนาดและน้ำหนักของสินค้าแต่ละประเภท พร้อมทั้งยืนยันว่าอัตราที่เรียกเก็บเพิ่มเติมนี้ยังถือว่า "ต่ำกว่ามาก" เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมขนส่งรายอื่นๆ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ขายบนแพลตฟอร์มที่มีมากกว่า 2 ล้านรายทั่วโลก
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Amazon เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโดมิโนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่กำลังพังทลายจากผลของสงคราม เพราะก่อนหน้านี้บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง UPS และ FedEx ต่างก็ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงไปตั้งแต่วันแรกๆ ที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น แม้แต่หน่วยงานภาครัฐอย่างไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ก็ทนกระแสไม่ไหว เตรียมประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มเติมในวันที่ 26 เมษายนนี้เช่นกัน เพื่อพยุงสถานะทางการเงินให้สอดคล้องกับต้นทุนการขนส่งในตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "สงคราม" ไม่ใช่เรื่องของดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่มันได้แทรกซึมเข้ามาถึงปลายนิ้วของผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและค่าบริการขนส่งที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เคยรุ่งโรจน์ด้วยความรวดเร็วและราคาประหยัด กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญว่าความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์จะสามารถทนแรงเสียดทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังไม่มีจุดสูงสุดที่แน่นอนในอนาคตอันใกล้




