News Update

L2D Page (265)

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกปี 69 ทะลุเป้า 10%! อัด 500 กิจกรรมเร่งปั๊มยอด ดันสินค้า AI และอาหารสดบุกตลาดโลก คาดปี 70 แรงไม่ตกโตสองหลักต่อเนื่อง

กระทรวงพาณิชย์ประกาศความสำเร็จทางการค้าครั้งยิ่งใหญ่ โดย น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า มูลค่าการส่งออกของประเทศไทยตลอดปี 2569 จะสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม 8–11% ขึ้นไปแตะตัวเลขสองหลักได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ผลงานการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี (มกราคม–กรกฎาคม) ทำสถิติพุ่งสูงถึง 231,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวพุ่งกระฉูดถึง 18.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

เบื้องหลังความสำเร็จทางการค้านี้ เกิดจากการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “รักษาสมดุล ขยายตลาด และเพิ่มมูลค่า” ผ่านการจัดกิจกรรมเร่งรัดการส่งออกทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 500 กิจกรรม โดยเน้นบุกเจาะตลาดศักยภาพใหม่ๆ ในกลุ่มเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม ซึ่งสามารถจับคู่เจรจาธุรกิจและสร้างมูลค่าการค้ารวมจากกิจกรรมเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นกว่า 163,500 ล้านบาท พร้อมมอบประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าทั้งในและต่างประเทศรวมแล้วกว่า 314,500 ราย

ในระดับภูมิภาค การรุกตลาดเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดีย ได้สร้างมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 800 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งลาตินอเมริกา DITP ได้นำซอฟต์พาวเวอร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยไปเปิดประตูการค้าในบราซิลและเม็กซิโก ก่อให้เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวมหลายร้อยคู่ คิดเป็นมูลค่าการค้าหลายร้อยล้านบาท ส่วนในตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้มีการเชิญบิ๊กผู้นำเข้าจาก 33 บริษัทเดินทางมาเจรจาการค้ากับ SMEs ไทยในประเทศ คาดว่าจะสร้างยอดขายภายใน 1 ปีพุ่งแตะ 890 ล้านบาท ควบคู่กับการนำทัพผู้ส่งออกไทยไปลุยตลาดเคนยา โมร็อกโก และเซเนกัล

นอกจากตลาดสินค้าทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังได้สร้างจุดขายใหม่ในกลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ผ่านการจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM) ที่ปิดม่านลงด้วยมูลค่าการเจรจาการค้าสูงถึง 9,792 ล้านบาท รวมถึงการพาผู้ผลิตเกมไทยไปโชว์ศักยภาพในงาน Gamescom 2026 กวาดรายได้กลับมาอีก 270.36 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายหน้าร้านออนไลน์ระดับโลกผ่านโครงการ "TOPTHAI by DITP" ซึ่งล่าสุดได้เปิดร้านค้าไทยบน Amazon UK เพื่อเจาะตลาดสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

สำหรับกลุ่มสินค้าดาวรุ่งที่ทำหน้าที่เป็นหัวเจาะดันตัวเลขส่งออกโตกระฉูดในปีนี้ ได้แก่ เครื่องจักรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากกระแสความต้องการฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ Data Center และเทคโนโลยี AI ในระดับโลก ขณะที่สินค้าส่งออกอันดับ 2 อย่างอัญมณีและเครื่องประดับ กวาดรายได้ไปแล้ว 18,109 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โต 13.53%) และสินค้าส่งออกอันดับ 8 อย่างผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็ง ทำยอดไปได้ 5,665.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โต 11.99%)

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่า ความร้อนแรงของการส่งออกไทยจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2570 โดยตั้งเป้าดันการส่งออกให้ขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันอีกหนึ่งปี ผ่านการอัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้นเป็น 500–700 กิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อเร่งสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า ทั้งปัญหาความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจกดดันให้ราคาน้ำมันและค่าระวางขนส่งพุ่งสูงขึ้น ตลอดจนมาตรการทางการค้าและภาษีจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งการเตรียมพร้อมด้านโลจิสติกส์และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเป้าหมายการส่งออกของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-340

โลจิสติกส์การบินจีนเร่งเครื่อง! ปักธง 103 เส้นทางใหม่ ลุยตลาดไทย-อาเซียน รับอานิสงส์สินค้า AI และอีคอมเมิร์ซทะลัก

การขนส่งสินค้าทางอากาศของประเทศจีนกำลังขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีปริมาณการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ทางอากาศรวมทะลุ 5.073 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากปี 2568 ที่จีนสร้างสถิติประวัติศาสตร์ทุบสถิติขนส่งสินค้าทางอากาศทะลุ 10.172 ล้านตันเป็นครั้งแรก พร้อมอัดฉีดงบประมาณขยายฝูงบินคาร์โกเฉพาะทางเพิ่มเป็น 272 ลำ โดยเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างระยะไกลถึง 60 ลำ เพื่อรองรับความต้องการของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ต้องการความเร็วขั้นสูงสุด

ยุทธปัจจัยหลักที่ช่วยจุดพลุความต้องการขนส่งทางอากาศ คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในช่วงครึ่งปีแรก จีนส่งออกเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงถึง 9.36 ล้านล้านหยวน (ราว 46.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.5% ของมูลค่าส่งออกรวมทั้งประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสูงถึง 5.13 ล้านล้านหยวน พุ่งขึ้นถึง 56.6% เมื่อบวกกับความต้องการจัดส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การขนส่งทางอากาศกลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไม่สามารถขาดได้

เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่ทะลักเข้าสู่ระบบ สหพันธ์โลจิสติกส์และการจัดซื้อแห่งประเทศจีนรายงานว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จีนได้เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศใหม่เพิ่มขึ้นถึง 103 เส้นทาง เพิ่มเที่ยวบินไป-กลับรวม 229 เที่ยวต่อสัปดาห์ ที่น่าสนใจคือ ทิศทางการขยายเส้นทางส่วนใหญ่มุ่งเน้นมายังภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับหนึ่ง สูงถึง 51 เส้นทาง หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเส้นทางใหม่ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและอาเซียนมากที่สุด

ในส่วนของประเทศไทยและอาเซียน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเพิ่มเที่ยวบินตรงคาร์โกเพื่อเชื่อมโยงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เส้นทางกว่างโจว-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 3 เที่ยว), หนานหนิง-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 4 เที่ยว) และเส้นทางเซี่ยเหมิน-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 2 เที่ยว) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยเครื่องบินคาร์โกเฉพาะทางตรงจากมณฑลฝูเจี้ยนมายังประเทศไทย ช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและเชื่อมต่อสองตลาดเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเพิ่มฝูงบินและเส้นทางบินแล้ว จีนยังเร่งผ่าตัดยกระดับโครงสร้างพื้นฐานศูนย์กลางการขนส่ง (Hub) ท่าอากาศยานเซี่ยงไฮ้ผู่ตงยังคงทำหน้าที่เป็นประตูหลัก โดยจัดการสินค้าต่างประเทศไปแล้วกว่า 1.655 ล้านตัน ในขณะที่ท่าอากาศยานเอ้อโจวฮวาหู ซึ่งเป็นฮับขนส่งสินค้าเฉพาะทาง ได้เปิดคลังสินค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่เพิ่มศักยภาพการรองรับอีก 600,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ปริมาณสินค้าต่างประเทศที่ผ่านฮับแห่งนี้โตกระฉูดขึ้นถึง 138.5%

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเมินว่า การที่จีนเปิดเส้นทางบินตรงคาร์โกมายังไทยมากขึ้น ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและอาหารสดที่เน่าเสียง่าย เช่น ทุเรียนสด มังคุด และอาหารทะเล ซึ่งต้องการรักษาความสดใหม่และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในเมืองระดับรองได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สคต. เซี่ยเหมิน ได้ออกข้อเตือนใจว่า แม้การขนส่งทางอากาศจะให้ความเร็วสูงสุดในการเจาะตลาด แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนค่าระวางที่สูงกว่าทางเรือและทางรถอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องคำนวณเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลาในการเดินทาง และมูลค่าเพิ่มของตัวสินค้าอย่างรอบคอบ เพื่อเลือกใช้รูปแบบโลจิสติกส์ที่สร้างกำไรสูงสุดและกอบโกยโอกาสจากคลื่นการขยายตัวทางการบินของจีนในครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-339

TikTok ทุ่มเม็ดเงินเฉียดพันล้านดอลลาร์! ปักหมุด 'สวิฟต์ โลจิสติกส์' ในโฮจิมินห์ ดันทุนระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซเวียดนามพุ่งทะลุ 1.1 พันล้าน

นครโฮจิมินห์กำลังต้อนรับอภิมหาโปรเจกต์คมนาคมและโลจิสติกส์อีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มระดับโลกขยายทัพการลงทุนอย่างดุดัน โดยล่าสุด กรมการคลังนครโฮจิมินห์ได้อนุมัติใบอนุญาตการลงทุนให้แก่ บริษัท ท็อกจิสติก จำกัด (Tokgistics) จากสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้ง บริษัท สวิฟต์ โลจิสติกส์ จำกัด (Swift Logistics) ด้วยมูลค่าการลงทุนจดทะเบียนรวมสูงถึง 25,850 ล้านดอง หรือเทียบเท่า 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท) โดยมีสัดส่วนเงินทุนจากนักลงทุน 196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระดมทุนเพิ่มเติมอีก 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินโครงการยาวนานถึง 50 ปี และคาดว่าจะดีเดย์เปิดบริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

การปักหมุดโครงการดังกล่าวเลือกทำเลทองใจกลางศูนย์กลางเศรษฐกิจ ณ อาคารเดอะเน็กซัส (The Nexus) บนถนนตงดึ๊กถัง เขตไซง่อน นครโฮจิมินห์ โดย "สวิฟต์ โลจิสติกส์" ได้จดทะเบียนครอบคลุมขอบเขตธุรกิจทั้งบริการไปรษณีย์ การจัดส่งสินค้า การวิจัยตลาด และการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกิจกรรม "บริการไปรษณีย์" ภาครัฐของเวียดนามได้วางกรอบไว้อย่างชัดเจน โดยอนุญาตให้บริษัททำสัญญากับลูกค้าได้ แต่ห้ามลงมือจัดส่งหรือทำบริการโลจิสติกส์ภาคสนามโดยตรง แต่ให้ใช้วิธีจับมือและว่าจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก (3PL) ในท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการแทน

เบื้องหลังการทุ่มทุนมหาศาลครั้งนี้ ถือเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นจากการหารือระดับยุทธศาสตร์ระหว่างผู้นำนครโฮจิมินห์และคณะผู้บริหารของ TikTok ในการขยายอาณาจักรการค้าดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ และบริการชำระเงินออนไลน์ โดยนำเข้ามาผูกเข้ากับระบบนิเวศของศูนย์การเงินระหว่างประเทศเวียดนามในนครโฮจิมินห์ (VIFC-HCMC) เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ไร้รอยต่อและทรงพลังที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ย้อนกลับไปในการประชุมครั้งสำคัญระหว่าง นายเหงียน วัน ดุ๊ก ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ กับผู้บริหารระดับสูงของ TikTok ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่าย TikTok ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการโยกย้ายบริการข้ามพรมแดนบางส่วนมาปักหลักในเวียดนาม พร้อมเดินหน้าเคาะขวาน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ การชำระเงินดิจิทัล (TikTok Payment) เพื่อรองรับผู้ใช้กว่า 45 ล้านคน และการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้ายอดสั่งซื้อในฝั่งโลจิสติกส์สูงถึง 1-2 พันล้านรายการต่อปี และตั้งเป้ามูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ทะลุ 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ร้านค้า TikTok (TikTok Shop Vietnam) เพิ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหม่ในนครโฮจิมินห์ ด้วยอัดฉีดเงินทุนก้อนแรกไป 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำมารวมกับใบอนุมัติล่าสุดของ Swift Logistics มูลค่า 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตัวเลขทุนจดทะเบียนรวมในระบบนิเวศของ TikTok ในนครโฮจิมินห์ พุ่งทะยานทะลุ 1,105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.87 หมื่นล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย

ปรากฏการณ์ทุนทะลักในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนเทคโนโลยีข้ามชาติที่มีต่อนครโฮจิมินห์ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ยุคใหม่ของอาเซียน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลในเวียดนามเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมรภูมิการค้าออนไลน์และการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขยับทัพครั้งใหญ่ของ Swift Logistics จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดบริษัทใหม่ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโลจิสติกส์ระยะยาวที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขัน e-Commerce ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ประกอบการและสายการเดินเรือรวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ในอนาคต

L2D-Page-338

ดัน Data Center เกษตรโลจิสติกส์ ITD เร่งไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับกติกาการค้าโลกยุคใหม่

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ออกมาเปิดขยับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อหนุนภาครัฐและเอกชนไทยในการปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD เผยว่า สถาบันฯ กำลังเร่งผลักดันผลงานวิจัยยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบราง เกษตรยั่งยืน เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเปลี่ยนข้อได้เปรียบทางกายภาพของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง พร้อมยกระดับประเทศจากเพียง "ผู้ขายสินค้า" ไปสู่การเป็น "Trusted Partner" ที่ร่วมสร้างคุณค่าบนเวทีโลก

หนึ่งในประเด็นไฮไลต์คือการวิเคราะห์การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยงานวิจัยชี้ว่าความต้องการ Data Center ทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างมหาศาลจากการหลั่งไหลของเทคโนโลยี AI โดยคาดการณ์ว่ากำลังการติดตั้ง Data Center ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นจาก 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 ไปแตะ 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และสูงถึง 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมสูงในด้านพลังงานสะอาด แต่ ITD แนะว่ารัฐบาลต้องกำหนดเงื่อนไขการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะมาตรการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โดยศึกษาแนวทางจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพื่อกำกับดูแลอย่างเข้มงวดให้เกิดประโยชน์ระยะยาว

นอกจากนี้ การเข้าสู่ตลาดการค้าโลกยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คุณภาพ และความยั่งยืนของสินค้า โดยเฉพาะในหมวดเกษตรและอาหาร แต่ปัจจุบันระบบข้อมูลของไทยยังประสบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน ITD จึงเสนอให้มีการเร่งจัดทำ "มาตรฐานข้อมูลกลาง" บูรณาการฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน พร้อมคลอดกฎหมายกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก

ในมิติของโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค แม้ไทยจะมีตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งไข่แดงเชื่อมอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่โจทย์สำคัญคือการบูรณาการระบบราง ถนน ท่าเรือ พิธีการศุลกากร และกฎระเบียบข้ามพรมแดนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ การลดต้นทุนและยกระดับสปีดการขนส่งจะช่วยสถาปนาให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ซึ่งจะกระจายความเจริญและเม็ดเงินการค้าลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและ FTA สะท้อนว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์การค้าเสรีได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากติดขัดเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานซับซ้อนของประเทศคู่ค้า ITD จึงเสนอเร่งจัดตั้ง "FTA Clinic" เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึก นำผู้ประกอบการรายใหญ่มาจับคู่ช่วยดัน SMEs และปรับบทบาทระเบียงเศรษฐกิจไทยจากการเป็นเพียงฐานผลิตและประกอบ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งงานวิจัย ออกแบบ แบรนด์ดิ้ง และการทำการตลาด

หัวใจสำคัญสูงสุดในยามนี้คือการสร้าง "Connectivity" หรือการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ บิ๊กดาต้า ผู้ประกอบการ ตลอดจนกฎระเบียบทางการค้าเข้าด้วยกัน การผลักดันงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนศักยภาพแฝงของประเทศไทยให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนบนสมรภูมิการค้าโลกยุคใหม่

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us