News Update

L2D-Page-305

มันสำปะหลังไทยรุกจีน เร่งปั้นมูลค่าเพิ่ม แม้ส่งออกต้นปีชะลอ

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังไทยในช่วงต้นปี 2569 อาจดูชะลอลงในเชิงปริมาณ แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับสะท้อนการ “เปลี่ยนเกม” ของตลาดที่เริ่มขยับจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ปริมาณส่งออกลดลง แต่ราคาสินค้าหลักอย่างมันอัดเม็ด มันเส้น และแป้งมันสำปะหลังดิบกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แรงหนุนสำคัญยังคงมาจากตลาดจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เอทานอล และอาหารแปรรูป ขณะเดียวกันซาอุดีอาระเบียก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะตลาดใหม่ จากการผลักดันเชิงนโยบายของภาครัฐ ทำให้แม้ปริมาณการส่งออกโดยรวมจะลดลง แต่สินค้าบางประเภทอย่างมันอัดเม็ดกลับเติบโตโดดเด่นทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า

เพื่อต่อยอดโอกาสดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ยกคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 12 ราย บุกนครฉงชิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีนกว่า 30 ราย หวังขยายตลาดและผลักดันสินค้ามันสำปะหลังมูลค่าเพิ่มเข้าสู่ตลาดจีนให้มากขึ้น ซึ่งสัญญาณจากการเจรจาถือว่าเป็นบวก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และแป้งมันที่ให้ความสนใจสูง แม้ยังอยู่ระหว่างการต่อรองราคาเนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น

จีนยังคงเป็นตลาดหลักของมันสำปะหลังไทย โดยมีความต้องการนำเข้าสูงถึงประมาณ 10 ล้านตันต่อปี และไทยครองส่วนแบ่งมากกว่า 6 ล้านตัน หรือคิดเป็นกว่า 56% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สินค้าหลักยังคงเป็นมันเส้นที่ใช้ในอุตสาหกรรมเอทานอล และแป้งมันสำหรับอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกลุ่มอาหารสัตว์ก็ถูกจับตามองว่าเป็น “ตลาดดาวรุ่ง” เนื่องจากมันสำปะหลังสามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบอื่นอย่างข้าวโพดและข้าวสาลีได้ในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรโลกผันผวน

แม้แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสเติบโต แต่ตัวเลขช่วงต้นปีสะท้อนความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังรวมอยู่ที่ 0.90 ล้านตัน ลดลงกว่า 30% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการอยู่ระหว่างรวบรวมผลผลิตเพื่อแปรรูป ทำให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทอย่างมันอัดเม็ดกลับเติบโตแรงกว่า 130% แสดงให้เห็นถึงโอกาสในตลาดเฉพาะทาง

ในระยะต่อไป ภาครัฐเตรียมเดินหน้ากระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ โดยมีแผนขยายไปยังยุโรปและสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแป้งมันแปรรูปและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับมันสำปะหลังไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ สู่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

L2D-Page-304

อุตสาหกรรมไทยเผชิญแรงกดดัน! ต้นทุนพุ่ง 20% เสี่ยงลามถึงการปิดกิจการ

วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ธุรกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่เพียงกระทบต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงค่าขนส่งและสภาพคล่องของผู้ประกอบการในวงกว้าง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการสำรวจ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-20% ขณะที่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ขยับขึ้นอีก 15-20% ตามราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งจากไม่ถึง 30 บาทต่อลิตร ไปแตะระดับเกือบ 40-50 บาทในปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปูนซีเมนต์ แก้ว เซรามิก และเหล็ก จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มเห็นชัดในภาคธุรกิจจริง โดยมีกรณีโรงงานพลาสติกขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครที่ต้องลดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปิดกิจการในที่สุด สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ผนวกกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนไม่สามารถประคองสภาพคล่องได้

สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเตือน” ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป อาจเกิดการหยุดผลิตหรือปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากเริ่มเผชิญปัญหาเงินหมุนไม่ทัน และกำไรที่บางลงเรื่อยๆ

ในมุมของภาครัฐ ภาคเอกชนเสนอให้เร่งใช้มาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคา หรือการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้จะมีข้อกังวลด้านวินัยการคลัง ขณะเดียวกันยังเสนอให้ตรวจสอบโครงสร้างตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคาในระบบ

ด้านภาคธุรกิจเองก็ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนแบบ Lean การนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้บริหารจัดการพลังงานและกระบวนการผลิต รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ เช่น การลดเที่ยวรถเปล่า และการปรับรูปแบบการทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยรวม

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่สูง และมีแนวโน้มทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แรงกระแทกแบบฉับพลัน แต่เป็นแรงกดดันที่ค่อยๆ ซึมลึก ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว หากไม่มีการรับมืออย่างเป็นระบบจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกัน

L2D-Page-303

เซินเจิ้นเขย่าวงการอีคอมเมิร์ซ! เปิดตัวระบบ "ตรวจก่อน โหลดทีหลัง" ยกระดับส่งออกติดสปีด 2 เท่า พร้อมหั่นต้นทุนธุรกิจลง 30%

นครเซินเจิ้น เมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีทางตอนใต้ของจีน สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการค้าขายออนไลน์ระดับโลกอีกครั้ง หลังประกาศเปิดใช้งานโมเดลการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในรูปแบบ “ตรวจก่อน โหลดทีหลัง” (Inspect First, Load Later) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยระบบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงความล่าช้าในพิธีการศุลกากรแบบเดิมๆ ซึ่งสินค้าล็อตแรกที่ประเดิมระบบนี้สามารถผ่านด่านและถูกส่งออกไปถึงมือลูกค้าต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์

หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ "ความเร็วและต้นทุน" โดยข้อมูลจากภาครัฐระบุว่าโมเดลใหม่นี้ช่วยลดระยะเวลาในการผ่านพิธีการศุลกากรลงได้มากกว่า 50% หรือเร็วขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมได้ถึง 30% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากในสมรภูมิการค้าที่มีการแข่งขันด้านราคากันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน ช่วยให้สินค้า "เมดอินเซินเจิ้น" มีความได้เปรียบในตลาดโลกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากย้อนไปในอดีต ปัญหาใหญ่ของการส่งออกพัสดุอีคอมเมิร์ซคือการที่สินค้าหลายร้อยชิ้นถูกอัดรวมกันในตู้คอนเทนเนอร์เดียว หากมีสินค้าเพียงชิ้นเดียวติดปัญหาการตรวจสอบ จะทำให้สินค้าทั้งตู้ต้องถูกกักไว้ทั้งหมด แต่ระบบใหม่นี้แก้เกมด้วยการให้สินค้าทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบและเคลียร์ศุลกากรให้เสร็จสิ้นเป็นรายชิ้นก่อน แล้วจึงค่อยนำไปโหลดลงตู้เพื่อส่งออก วิธีนี้ช่วยกำจัดความเสี่ยงเรื่องการล่าช้ายกแผง และทำให้กระบวนการโลจิสติกส์ไหลลื่นไม่มีสะดุด

นอกจากกระบวนการที่คิดใหม่ทำใหม่แล้ว เซินเจิ้นยังขนกองทัพเทคโนโลยีสุดล้ำมาติดตั้งในศูนย์ควบคุม ไม่ว่าจะเป็นระบบ "ดิจิทัลทวิน" หรือการสร้างแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อจำลองสถานการณ์การขนส่ง ประตูอัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติ และระบบติดตามสินค้าด้วยรหัสเฉพาะตัวที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะพัสดุได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยสร้างความโปร่งใสและแม่นยำในทุกขั้นตอนการทำงาน

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือการใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบภายในคลังสินค้า ตั้งแต่ชั้นวางของอัจฉริยะ สายพานคัดแยกความเร็วสูง ไปจนถึงหุ่นยนต์ตรวจสอบที่ทำงานแทนมนุษย์ในจุดเสี่ยง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความเท่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของเซินเจิ้นในฐานะเบอร์หนึ่งด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และเป็นบ้านของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนถึง 1 ใน 3 ของประเทศ

L2D-Page-302

'ไปรษณีย์ไทย' กางแผน 'EV-Driven Logistics' ทรานส์ฟอร์มฝูงรถไฟฟ้าหมื่นคัน สยบวิกฤตน้ำมันแพง

ท่ามกลางมรสุมราคาพลังงานที่ผันผวนจากชนวนเหตุความตึงเครียดในตะวันออกกลาง "ไปรษณีย์ไทย" ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งของชาติได้ตัดสินใจขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการเร่งเครื่องยุทธศาสตร์ "EV-Driven Logistics" เพื่อปรับโฉมองค์กรสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดแบบครบวงจร โดยมุ่งหวังให้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวเจาะหลักในการสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายโลจิสติกส์ไทยในระยะยาว ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่นับวันจะควบคุมต้นทุนได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ซีอีโอไปรษณีย์ไทย ยอมรับว่าที่ผ่านมาต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานบริการได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โลก แม้ว่าในส่วนของบริการไปรษณีย์พื้นฐานอย่างจดหมายหรือพัสดุลงทะเบียนจะยังคงยืนหยัดตรึงราคาเดิมเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน แต่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์อย่าง EMS และ eCo Post มีความจำเป็นต้องปรับค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อชิ้น ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนนี้เป็นต้นไป เพื่อประคองมาตรฐานการนำจ่ายให้รวดเร็วแม่นยำเช่นเดิม

จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจของการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยน "รถน้ำมัน" เป็น "รถไฟฟ้า" แต่เป็นการรีดีไซน์ระบบโลจิสติกส์ใหม่ทั้งกระดาน โดยมีการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์เพื่อจัดเส้นทางเดินรถใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ต้องหยุดรับส่งบ่อยครั้ง ซึ่งรถ EV สามารถสำแดงสมรรถนะได้เต็มที่ ช่วยลดต้นทุนพลังงานได้สูงถึง 30-40% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปแบบเดิม แถมยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกกว่าร้อยละ 30 ตอบโจทย์เทรนด์โลกสีเขียวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังไม่ได้มองแค่ตัวรถ แต่ยังวางแผนสร้าง "ระบบนิเวศพลังงานสะอาด" ให้สมบูรณ์แบบ ด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในจุดยุทธศาสตร์และโครงการ Solar Rooftop บนหลังคาศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาใช้เองภายในองค์กร เป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกที่ไม่มีความแน่นอน พร้อมทั้งมีทีม War Room ติดตามสถานการณ์พลังงานแบบเรียลไทม์เพื่อให้สามารถปรับแผนการเดินรถได้ทันทีหากเกิดภาวะวิกฤต

สำหรับโรดแมปในระยะ 5 ปีข้างหน้า ไปรษณีย์ไทยเตรียมสร้างปรากฏการณ์ "กองทัพมดพลังงานสะอาด" แบบก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าให้แตะระดับเกือบพันคันภายในปี 2572 ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่พี่ไปรฯ ใช้ขี่นำจ่ายจะขยายตัวอย่างรุนแรงจากหลักร้อยคันสู่หลัก 3,000 คันในช่วงปี 2571-2572 สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ขององค์กร 140 กว่าปีที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซด้วยพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us