News Update

L2D-Page-329

'เอไอแข่งเดือด' พลิกโฉมการขนส่งทางอากาศ! สายการบินปรับทัพแห่ปักหมุดฮับชิป เอเชียเบนเข็มรับเทคโนโลยีล้ำสมัยแทนอีคอมเมิร์ซ

การแข่งขันสร้างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดุเดือดระดับโลก ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอยู่แค่ในโลกซอฟต์แวร์ แต่กำลังปฏิวัติและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ทั่วภูมิภาคเอเชียครั้งใหญ่ บรรดาสายการบินยักษ์ใหญ่ต่างเร่งออกแบบเครือข่ายเส้นทางบินใหม่เพื่อปักหมุดล้อมรอบศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ไฮเทค ในจังหวะเดียวกับที่เครื่องยนต์หลักเดิมอย่างธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเริ่มแผ่วแรงและสูญเสียแรงส่งลงอย่างเห็นได้ชัด

ต่างจากการทะยานขึ้นชั่วคราวของพัสดุออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายการบินและบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระบุตรงกันผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะอยู่ยาวนานต่อเนื่องหลายปี เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเปิดฉากสั่งซื้อชิปหน่วยความจำแบนด์วิธสูงและโปรเซสเซอร์ขั้นสูงล่วงหน้าข้ามปี เพื่อรองรับแผนการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบเข้มงวดเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้ามูลค่าต่ำทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้ส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซราคาถูกจากจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง

ภาพการเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนชัดเจนที่สุดผ่านผลประกอบการของ โคเรียนแอร์ (Korean Air) ที่รายได้จากการขนส่งสินค้าในไตรมาสสองพุ่งกระฉูดถึง 46% มาอยู่ที่ 1.54 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.07 พันล้านดอลลาร์) โดยมีชิป AI ตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ เบียดสินค้าอีคอมเมิร์ซจีนตกกระป๋อง ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลักแทน เช่นเดียวกับ เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines) ที่เปิดเผยว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของปริมาณการส่งออกทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากเอเชีย (ไม่รวมจีน) จนต้องเร่งปรับเส้นทางคาร์โกจากสนามบินนาริตะเพื่อเชื่อมต่อไปยังฮับผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญ ทั้งไทเป กรุงเทพฯ และฮานอย

พฤติกรรมการเติบโตของฮาร์ดแวร์ AI ถือว่ามีความเฉพาะตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ครองมูลค่าสูงถึง 53.5% ของมูลค่าสินค้าขนส่งทางอากาศทั้งหมดในปี 2025 แม้จะคิดเป็นปริมาณน้ำหนักเพียง 7% เท่านั้น ด้วยลักษณะของชิปและอุปกรณ์ประมวลผลที่มีขนาดกะทัดรัดแต่มีมูลค่ามหาศาล บวกกับความจำเป็นที่ต้องเร่งส่งมอบให้ทันกำหนดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ จึงทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายค่าระวางทางอากาศที่แพงกว่า เพื่อแลกกับความรวดเร็วและความปลอดภัยสูงสุด

สนามบินและสายการบินทั่วภูมิภาคต่างได้รับอานิสงส์จากคลื่นเทคโนโลยีนี้กันถ้วนหน้า สนามบินชางงีของสิงคโปร์รายงานปริมาณคาร์โกครึ่งปีแรกโต 8.7% จากอุปสงค์ชิปโลกที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไต้หวัน สายการบิน ไชนาแอร์ไลน์ (China Airlines) และ อีวีเอแอร์ (EVA Air) ต่างโกยรายได้จากการขนส่งอุปกรณ์ AI โดยอีวีเอแอร์ระบุว่าปัจจุบันคาร์โกกลุ่ม AI สร้างรายได้ให้บริษัทไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ขนส่งสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้สายการบินต้องงัดซอฟต์แวร์คํานวณการจัดวางตู้เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์บอบช้างบนเครื่องบินด้วยความแม่นยำขั้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความต้องการขนส่งฮาร์ดแวร์ AI ที่ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วเริ่มส่งสัญญาณฉุดรั้งและสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยกลุ่ม Dimerco Express เผยว่าศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศไทเปในไต้หวันต้องรับสินค้าแน่นเต็มเพดานความจุในเดือนกรกฎาคม จนแทบไม่เหลือพื้นที่รองรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเส้นทางภายในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องเร่งขยายพื้นที่และปรับตัวรับมือ

บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงโตแรงต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากค่ายเทคโนโลยีระดับโลกต่างเตรียมทยอยเปิดตัวโปรเซสเซอร์ AI รุ่นใหม่ๆ และยังคงอัดฉีดงบประมาณลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทรานส์ฟอร์มเส้นทางบินคาร์โกของเอเชียไปอีกนานหลายปี

L2D-Page-328

สนามบินอุบลฯ ทุบสถิติ New High! ผู้โดยสารพุ่งทะลักรับงานแห่เทียนพรรษา คมนาคมสั่งตรึงระบบเข้มขนส่งเชื่อมต่อไร้รอยต่อ

บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวและการกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ทั่วประเทศมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในระดับภูมิภาค

เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำชับไปยังผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกสนามบินในสังกัด ทย. ให้ยกระดับมาตรการบริหารจัดการ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในท่าอากาศยานให้มีความพร้อมใช้งานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การสั่งการเข้มงวดครอบคลุมถึงการตรวจเช็กระบบเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ กล้องวงจรปิด CCTV ระบบไฟส่องสว่าง ตลอดจนการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการต่าง ๆ ให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อเร่งระบายผู้โดยสารและลดความแออัดบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินและจุดตรวจค้นร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าอากาศยานอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งประสานงานบูรณาการร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินไปยังตัวเมือง สถานีขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ไร้รอยต่อ ช่วยให้นักเดินทางได้รับความสะดวกรวดเร็วตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึง

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการเดินทางในรอบนี้ยกให้ “ท่าอากาศยานอุบลราชธานี” ซึ่งสามารถทำสถิติปริมาณผู้โดยสารสูงสุดต่อวันเป็นประวัติการณ์ (New High) โดยมียอดผู้โดยสารสูงถึง 4,931 คนในวันเดียว เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สนามบินอุบลราชธานีได้รับความนิยมอย่างพุ่งทะยาน มาจากการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทางท่าอากาศยานได้ร่วมมือกับสำนักงานขนส่งจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดบริการรถรับ-ส่งฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานอีกด้วย

นายภัทรพงศ์ ได้ถือโอกาสนี้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งในภาคอีสานและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นไปตามทิศทางนโยบาย “Airport for Regional Development” ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนสนามบินในส่วนภูมิภาคให้กลายเป็นฟันเฟืองและกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางคมนาคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

L2D-Page-327

คมนาคมดันสุดตัว! รถไฟทางคู่ "ชุมพร-ท่าเรือระนอง" 2.7 หมื่นล้าน จ่อประมูลปี 70 ลุมรางเชื่อมอันดามันครั้งแรก

กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดฉากการยกระดับระบบโลจิสติกส์ภาคใต้ครั้งสำคัญ โดย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ "ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง" เพื่อลบจุดอับและอุดช่องโหว่ทางคมนาคม (Missing Link) ของระบบรางไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะเชื่อมโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศตรงเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันอย่างสมบูรณ์แบบ

โครงการสายใหม่นี้มีระยะทางรวมประมาณ 110 กิโลเมตร ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดตัวโครงการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากผ่านการอนุมัติภายในปี 2569 คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลเคาะราคาได้เร็วที่สุดในปี 2570 ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการขนส่งสินค้าจากภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ให้วิ่งตรงสู่ประตูท่าเรือระนองได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาถ่ายโอนสินค้าขึ้นรถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล

ความสำคัญของรถไฟทางคู่สายนี้คือการสร้าง "ทางเลือกสองมหาสมุทร" ให้กับการค้าของประเทศไทย จากเดิมที่ระบบรางของไทยผูกติดและเชื่อมต่อหลักอยู่กับท่าเรือฝั่งอ่าวไทยอย่าง ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด แต่การลากรางไปถึงท่าเรือระนองจะกลายเป็นประตูด้านตะวันตกที่เปิดออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ช่วยเชื่อมโยงการค้าตรงกับกลุ่มประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา เสริมความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานไทยพร้อมรับมือกับความผันผวนของการเดินเรือโลก

นอกจากประโยชน์ด้านการส่งออกระดับประเทศแล้ว โครงการนี้ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเอกในการสร้างบูรณาการคมนาคมแบบไร้รอยต่อ ที่ทำให้ระบบถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งเพียงด้านเดียวที่เคยเป็นจุดเปราะบางในอดีต

สำหรับในระดับภูมิภาค รถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนอง จะกลายเป็นหัวเจาะสำคัญในการจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นของทั้งสองจังหวัด ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางรางสายนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปอันขึ้นชื่อของภาคใต้ จะสามารถเข้าสู่ระบบการขนส่งที่รวดเร็วและได้มาตรฐาน สามารถกระจายไปยังตลาดภายในประเทศและส่งออกสู่ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายความเจริญสู่พื้นที่ชายฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืน

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ชุมพร-ท่าเรือระนอง ไม่ใช่เพียงแค่งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปอีกหลายทศวรรษ เพื่อให้ภาคการค้าของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และพร้อมเติบโตเคียงคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกในอนาคต

L2D-Page-326

เส้นทางเดินเรือสายทองคำ "ล้านช้าง-แม่โขง" พุ่งทะยาน 85.8%! ด่านกวนเหล่ยทุบสถิติ ขนผลไม้ไทยทะลักตลาดจีน

บรรยากาศริมแม่น้ำล้านช้าง ณ ท่าเรือกวนเหล่ย ประตูด่านแรกของจีนกำลังคึกคักเป็นประวัติการณ์ เสียงหวูดเรือสินค้าดังก้องสะท้อนภาพการเติบโตอันรวดเร็วของ “เส้นทางเดินเรือสายทองคำ” ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่าง 6 ประเทศลุ่มน้ำแม่โขงเข้าด้วยกัน ข้อมูลจากศุลกากรสิบสองปันนาเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกผ่านเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศล้านช้าง–แม่โขง พุ่งสูงถึง 2,876 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 85.8 โดยมีปริมาณขนส่งสินค้ารวม 160,100 ตัน ขยายตัวร้อยละ 27.5 พร้อมจำนวนเรือเข้า-ออกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนการฟื้นตัวอย่างเต็มกำลังของการค้าข้ามแดน

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการขนส่งสินค้าเกษตรและผลไม้สด โดยเฉพาะบริการเรือบรรทุกสินค้าควบคุมอุณหภูมิ “Lancang-Mekong Express” ที่ขนส่งทุเรียน ลำไย และมังคุดสดๆ จากท่าเรือเชียงแสนของไทย เดินเรือตรงถึงท่าเรือกวนเหล่ยโดยใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อบวกกับระบบโลจิสติกส์เชื่อมต่อภายในประเทศจีน สินค้าไทยสามารถกระจายไปยังศูนย์กลางการค้าสำคัญกว่า 20 แห่งทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นฉงชิ่ง ซีอาน หรือกว่างโจว ทำให้ยอดนำเข้าผลไม้ผ่านด่านกวนเหล่ยในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งแตะ 21,600 ตัน คิดเป็นมูลค่า 360 ล้านหยวน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 ถึง 2 เท่าตัว

เบื้องหลังสถิติอันน่าทึ่งนี้มาจากความพยายามของศุลกากรสิบสองปันนาในการแก้โจทย์สินค้าสดที่เน่าเสียง่าย โดยการเปิด "ช่องทางสีเขียว" สำหรับผลไม้ไทย พร้อมบริการนัดหมายผ่านพิธีการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมง และระบบยื่นสำแดงสินค้าล่วงหน้า ทำให้เกิดมาตรการ “ถึงปุ๊บตรวจปั๊บ ตรวจผ่านแล้วปล่อยสินค้าทันที” ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมศุลกากรอัจฉริยะผ่านแพลตฟอร์ม "โลจิสติกส์อัจฉริยะ 2.0" ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ ยกระดับการไหลเวียนของเอกสารและสินค้าให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ความสะดวกสบายในการขนส่งสินค้ายังส่งผลดีอย่างเป็นโดมิโนต่อการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน โดยมีตัวเลขผู้โดยสารผ่านแดนบนเส้นทางสายนี้พุ่งขึ้นถึง 25,700 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.8 การเปิดเส้นทางเรือโดยสารท่องเที่ยวข้ามพรมแดนในรูปแบบ “ล่องเรือหนึ่งลำเที่ยวได้ 3 ประเทศ” กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีนักท่องเที่ยวจากไทย เมียนมา และลาว เดินทางเข้าสู่ประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคไปพร้อมกัน

เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว ศุลกากรประจำด่านกวนเหล่ยได้นำเทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมืองอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเครื่องตรวจร่างกายแบบอัจฉริยะและระบบตรวจข้อมูลด้วยตนเองหลายภาษา ณ จุดผ่านแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้เดินทางข้ามพรมแดนทุกคน

ตอกย้ำความแข็งแกร่งของท่าเรือกวนเหล่ยด้วยการเตรียมความพร้อมติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ (H986) ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้ เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถสแกนตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ข้ามพรมแดนได้อย่างสแกนลึกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดตู้สินค้า ยกระดับให้ท่าเรือกวนเหล่ยกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงโลจิสติกส์ที่ทันสมัยของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครคุนหมิง ได้ให้ความเห็นเชิงยุทธศาสตร์ว่า การยกระดับท่าเรือกวนเหล่ยและเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง–แม่โขงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็น "โอกาสทองคำ" ของผลไม้และสินค้าเกษตรไทยในการขยายส่วนแบ่งตลาดในจีน เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาขนส่ง ลดความเสียหายของสินค้า และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิที่ได้มาตรฐาน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us