News Update

L2D-Page-301

ทางออกใหม่ผลไม้ไทย! เปิดเส้นทางเดินเรือ ‘แหลมฉบัง-ยันเทียน’ รับมือวิกฤตขนส่งทางบก ปั้นมาตรฐานเข้มสู้ศึกตลาดจีน

นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโลจิสติกส์สินค้าเกษตรไทย เมื่อทีมประเทศไทยและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ได้ประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าสายตรงระหว่าง ท่าเรือแหลมฉบัง และ ท่าเรือยันเทียน (Yantian Port) เมืองเซินเจิ้น ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาคอขวดของการขนส่งทางบกได้อย่างตรงจุด โดยเส้นทางนี้จะให้บริการทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการเดินทางจากไทยไปจีนผ่านกัมพูชาจะใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น ระยะเวลาที่สั้นลงนี้เปรียบเสมือน "ทางด่วนทางทะเล" ที่ช่วยรักษาความสดใหม่ของราชาและราชินีผลไม้ไทยอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ให้ถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดผ่านระบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ที่มีประสิทธิภาพสูง

เบื้องหลังการผลักดันเส้นทางนี้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในเส้นทางขนส่งทางบกแบบเดิม โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยถึงสถานการณ์การขนส่งผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟลาว-จีน ในช่วงปี 2568-2569 ที่กำลังเผชิญอุปสรรคหนัก ทั้งวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันใน สปป.ลาว และจำนวนโบกี้รถไฟที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนเกิดความแออัดสะสมบริเวณด่านโม่ฮาน การเปิดเส้นทางเรือใหม่จึงกลายเป็นไม้เด็ดที่จะเข้ามาช่วยระบายผลผลิตลำไยภาคเหนือที่คาดว่าจะออกมาพร้อมกันกว่า 5 แสนตันในช่วงกลางปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าตกค้างจนเสื่อมสภาพเสียหาย

นอกจากการปรับปรุงเส้นทางขนส่งแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ยกระดับ "สงครามคุณภาพ" อย่างเข้มข้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของทุเรียนไทยในตลาดโลก โดยมีการตั้งจุดตรวจก่อนตัดมากกว่า 50 จุดในภาคตะวันออก พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสกัดกั้นทุเรียนอ่อนและการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP อย่างเด็ดขาด หากพบโรงคัดบรรจุหรือล้งใดทำผิดซ้ำซ้อน จะมีการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการพักใช้ใบอนุญาตนานถึง 90 วัน และถอนมาตรฐานโรงงานทันที มาตรการที่เฉียบขาดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าชาวจีนว่าทุเรียนทุกลูกที่ส่งออกไปมีคุณภาพดีเยี่ยมและได้มาตรฐานสากล

ในส่วนของสินค้าลำไยที่เคยเผชิญวิกฤตสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างตามมาตรฐานใหม่ของจีนที่เข้มงวดขึ้น ล่าสุดที่ประชุมได้รับข่าวดีจากงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการใช้ "วิธีแช่กรดเกลือร่วมกับโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์" ซึ่งผลการทดสอบพบว่าสารตกค้างอยู่ในระดับต่ำมากจนเกือบตรวจไม่พบ แต่กลับสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 21 วัน และวางจำหน่ายต่อได้อีก 5 วัน ปัจจุบันกำลังเร่งพัฒนาต่อยอดเพื่อลดต้นทุนและรักษาผิวลำไยให้เป็นสีเหลืองทองสวยงามตามความต้องการของตลาด ก่อนจะนำผลงานวิจัยนี้ไปเจรจากับสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนในช่วงต้นปี 2569 ยังคงมีความผันผวน โดยข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า มูลค่าการค้าในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 9.7% แต่ยอดรวม 2 เดือนแรกยังคงประคองตัวได้ที่มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท การปรับกระบวนทัพทั้งระบบโลจิสติกส์ทางน้ำและมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรไทยยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดในจีนได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

L2D-Page-300

Amazon อั้นไม่ไหว! สั่งชาร์จค่าส่งเพิ่ม 3.5% เซ่นพิษสงครามอิหร่าน ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งทุบสถิติ

มรสุมสงครามในตะวันออกกลางที่ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 เริ่มส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงเข้าสู่หัวใจของวงการอีคอมเมิร์ซระดับโลก เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ออกมาประกาศมาตรการด่วน เตรียมเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์" เพิ่มขึ้นอีก 3.5% จากผู้ค้าบุคคลที่สาม (Third-party sellers) ที่ใช้บริการคลังสินค้าและการจัดส่งของบริษัท (FBA) ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่ภาคธุรกิจจะแบกรับไว้เพียงลำพัง

ชนวนเหตุสำคัญของการปรับขึ้นราคานี้หนีไม่พ้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวาดวิตกของนักลงทุนว่าความขัดแย้งในอิหร่านอาจลุกลามจนปิดตายเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 107.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว ในจดหมายที่ส่งถึงผู้ขาย Amazon ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นไว้ด้วยตัวเองมาตลอด แต่เมื่อสถานการณ์ไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชั่วคราวเพื่อชดเชยต้นทุนที่แท้จริง เช่นเดียวกับที่บริษัทขนส่งรายใหญ่อื่นๆ ได้ดำเนินการไปก่อนหน้า

ด้านโฆษกของ Amazon อย่าง แอชลีย์ วานิเชก ได้ออกมาขยายความเพื่อให้ผู้ค้าคลายความกังวลในบางส่วนว่า ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้จะคำนวณจาก "ค่าบริการจัดส่ง" เท่านั้น ไม่ได้อ้างอิงจากราคาขายของสินค้า โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 17 เซนต์ต่อชิ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามขนาดและน้ำหนักของสินค้าแต่ละประเภท พร้อมทั้งยืนยันว่าอัตราที่เรียกเก็บเพิ่มเติมนี้ยังถือว่า "ต่ำกว่ามาก" เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมขนส่งรายอื่นๆ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ขายบนแพลตฟอร์มที่มีมากกว่า 2 ล้านรายทั่วโลก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Amazon เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโดมิโนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่กำลังพังทลายจากผลของสงคราม เพราะก่อนหน้านี้บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง UPS และ FedEx ต่างก็ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงไปตั้งแต่วันแรกๆ ที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น แม้แต่หน่วยงานภาครัฐอย่างไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ก็ทนกระแสไม่ไหว เตรียมประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มเติมในวันที่ 26 เมษายนนี้เช่นกัน เพื่อพยุงสถานะทางการเงินให้สอดคล้องกับต้นทุนการขนส่งในตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "สงคราม" ไม่ใช่เรื่องของดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่มันได้แทรกซึมเข้ามาถึงปลายนิ้วของผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและค่าบริการขนส่งที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เคยรุ่งโรจน์ด้วยความรวดเร็วและราคาประหยัด กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญว่าความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์จะสามารถทนแรงเสียดทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังไม่มีจุดสูงสุดที่แน่นอนในอนาคตอันใกล้

L2D-Page-299

ศุลกากรเดินหน้า "ดัดหลัง" พัสดุนอก! เล็งขยับภาษีชนเพดาน 40% หวังอุ้ม SME ไทยสู้ศึกสินค้าราคาถูก

กรมศุลกากรเตรียมงัดไม้ตายใหม่เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการรุกคืบของสินค้านำเข้าราคาถูก โดย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงแนวคิดการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับ "พัสดุกล่องย่อย" ให้ขึ้นไปแตะระดับเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีเพดานอยู่ที่ 30% ถึง 40% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าและสอดรับกับนโยบาย "10 Plus" ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME ไทยที่กำลังถูกกระแสสินค้าข้ามชาติถาโถมเข้าใส่จนแทบตั้งตัวไม่ติด

เดิมทีสินค้าพัสดุขนาดเล็กหลายรายการเสียภาษีในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ สินค้าอย่างเคสโทรศัพท์มือถือหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เคยเสียภาษีเพียง 5% อาจถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ 30% ทันที เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้ผลิตในประเทศจนเกินไป โดยอธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะต้องมีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการนี้ กรมศุลกากรได้วางแผนงานไว้อย่างเป็นระบบทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้าได้ ในระยะแรกจึงจะเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยับเพดานภาษีเฉพาะกลุ่มก่อน หลังจากนั้นจึงจะทยอยยกระดับมาตรการควบคู่ไปกับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรให้สอดคล้องกับบริบทการค้ายุคใหม่ในระยะยาว

ที่ผ่านมา กรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยได้มีการตกผลึกมาตรการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การใช้อำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ของการค้ายุคดิจิทัลที่มักมีพัสดุกล่องย่อยส่งตรงจากต่างประเทศถึงมือผู้ซื้อชาวไทยโดยแทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศเลย เพราะผู้ค้าเหล่านี้ไม่ได้มีการจ้างงานหรือเช่าคลังสินค้าภายในประเทศเหมือนรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม

ผลจากการเริ่มเก็บภาษีพัสดุราคาต่ำตั้งแต่บาทแรกที่ผ่านมา สามารถช่วยเพิ่มรายได้เข้ารัฐได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 300 ล้านบาท และเพื่อความเข้มข้นยิ่งขึ้น กรมศุลกากรยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ทั้ง TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยบังคับให้แสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคา ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-valuation) เพื่อหลบเลี่ยงภาษี

นอกจากกลุ่มแพลตฟอร์มหลักแล้ว กรมศุลกากรยังเตรียมยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยหรือเพจร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ได้สังกัดแพลตฟอร์มมาตรฐานให้เข้มงวดยิ่งขึ้น มาตรการทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การจัดเก็บรายได้ แต่เป็นการสร้างกำแพงภาษีที่สมเหตุสมผลเพื่อประคอประคอง SME ไทยให้ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสมรภูมิการค้าที่ไร้พรมแดน ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

L2D-Page-298

ส่งออกอาหารไทยอ่วมพิษสงคราม! 3 องค์กรเศรษฐกิจหั่นเป้าส่งออกเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท จับตาไตรมาส 2 ทรุดหนักเซ่นวิกฤตฮอร์มุซ

กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาครัวโลกอย่างจัง เมื่อ 3 องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ส.อ.ท., สภาหอการค้าฯ และสถาบันอาหาร ต้องออกมาประกาศปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารไทยปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านล้านบาท หรือหดตัวถึง -7.3% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำลายบรรยากาศการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เพียงแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปี มูลค่าการส่งออกก็ร่วงลงไปแล้วกว่า 10.5% โดยมีปัจจัยลบรุมเร้าจากทุกทิศทาง ทั้งสงครามการค้าที่รุนแรง การแข่งขันด้านราคาที่บีบคั้นผู้ผลิตไทย ตลอดจนนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่สั่งระงับนำเข้าสินค้าหลักอย่างข้าวและน้ำตาลในปีนี้ ซ้ำร้ายความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังทำให้ยอดส่งออกในแถบ CLMV หายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันรายได้เข้าประเทศอย่างหนัก

วิกฤตที่น่าจับตาที่สุดจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะดิ่งลงลึกถึง -17.7% เนื่องจากเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวาน และสับปะรดกระป๋อง ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผ่านไปยังปุ๋ย วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงในขณะที่เงินเฟ้อโลกกำลังดีดตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างในบางตลาด โดยเฉพาะเอเชียใต้และสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะขยายตัวสวนกระแส ซึ่ง นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา จากหอการค้าไทย มองว่านี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว แม้ในระยะสั้นจะต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง แต่ในระยะยาว ประเทศในตะวันออกกลางที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารกว่า 90% จะประสบภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก ซึ่งจะเป็นโอกาสให้สินค้าไทยกลับเข้าไปยึดส่วนแบ่งตลาดได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยภาครัฐและเอกชนกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและหาทางออกในการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจครั้งนี้

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us