News Update

L2D-Page-307

โฮจิมินห์รุกใหญ่! ทุ่มหมื่นล้านดอลลาร์ปั้นท่าเรือยักษ์ 2 แห่ง ยกระดับสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก

นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยถือฤกษ์ดีวันที่ 30 เมษายนนี้ เริ่มก่อสร้างอภิมหาโครงการท่าเรือ 2 แห่ง คือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ (Can Gio) และ ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา (Cai Mep Ha) ระยะที่ 1 ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือ แต่เป็นการวางรากฐาน "ห่วงโซ่อุปทานแบบปิด" ที่เชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และเขตการค้าเสรี (FTZs) เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเต็มตัว

โครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 แสนล้านดอง) โดยเป็นการร่วมทุนของยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือระดับโลก มีเป้าหมายเพื่อรองรับเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 250,000 ตัน ท่าเรือแห่งนี้ถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญในเส้นทางเดินเรือระยะไกล โดยคาดว่าภายในปี 2047 จะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 16.9 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมท่าเทียบเรือที่ยาวถึง 7.5 กิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่กันจิโอให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยงบลงทุนกว่า 50,820 พันล้านดอง บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 351 เฮกตาร์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น "ท่าเรือประตูสู่สากล" ที่รองรับทั้งการนำเข้า-ส่งออก และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ สำหรับเฟสแรกมีกำหนดเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2028 และเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2045 จะสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 11 ล้าน TEU ต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้มหาศาลให้กับเขตเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของเวียดนาม

นอกจากโครงการใหม่ทั้งสองแห่งแล้ว ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท Gemadept และพันธมิตรจากฝรั่งเศสก็ได้เริ่มก่อสร้างเฟส 2 ของ ท่าเรือน้ำลึก Gemalink ไปแล้วเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทุกโครงการเข้าด้วยกัน นครโฮจิมินห์จะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ที่ก้าวกระโดดอย่างมาก การที่รัฐบาลเวียดนามนำมติพิเศษว่าด้วยนโยบายเฉพาะสำหรับการพัฒนานครโฮจิมินห์มาใช้ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามให้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายพื้นที่เมืองแบบ "ศูนย์กลางหลายแห่ง" ของโฮจิมินห์ โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับศูนย์กระจายสินค้าและท่าเรือน้ำลึกในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าต่อเนื่องนี้ จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ท่าเรือเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงจุดพักสินค้า แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลระดับโลก และเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลระดับสากลของนครโฮจิมินห์ก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

L2D-Page-74

'การท่าเรือแห่งประเทศไทย' ยกระดับความปลอดภัยท่าเรือสู่มาตรฐานสากล เสริมความเชื่อมั่นโลจิสติกส์ไทยรับทุกสถานการณ์โลก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยท่าเรือสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการสายการเดินเรือ ผู้ใช้บริการ และภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบขนส่งทางน้ำของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลจิสติกส์โลกที่ยังคงมีความผันผวนทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า องค์กรได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริมการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเข้าร่วมโครงการ Global Ports Safety (GPS) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสหภาพยุโรปและประเทศฝรั่งเศส เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางทะเล การจัดการสินค้าอันตราย และการรับมือเหตุฉุกเฉินให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับนานาชาติ

ในด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กทท. ได้พัฒนาระบบ Emergency Management แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การสั่งการ ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีการทบทวนแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ และจัดการฝึกซ้อมทั้งในรูปแบบ Drill และ Tabletop Exercise เพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือกับสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในระดับปฏิบัติการ กทท. ยังดำเนินการฝึกซ้อมตามมาตรฐาน ISPS Code อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการฝึกซ้อมเสมือนจริง (Full Scale Exercise) ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ เพื่อทดสอบความพร้อมในการควบคุมสถานการณ์ การระงับเหตุฉุกเฉิน และการรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับเรือและพื้นที่ท่าเรือได้อย่างทันท่วงที

ความพร้อมในทุกมิตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ กทท. ในการดูแลและบริหารจัดการท่าเรือให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบงาน และความร่วมมือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเดินเรือ

ท้ายที่สุด กทท. ยังคงมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเสริมความเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “Empowering Thailand’s Future” ที่เน้นให้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก

L2D-Page-306

GDP จีนโตแกร่ง 5% ในไตรมาสแรก ได้ภาคการผลิต-ส่งออกอุ้มเศรษฐกิจ แม้มรสุมสงครามเริ่มฉุด

เศรษฐกิจจีนเปิดปี 2569 ด้วยสัญญาณเชิงบวก หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า GDP ไตรมาสแรกขยายตัว 5% สูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ สะท้อนแรงส่งของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดในช่วงต้นปี แม้จะยังอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงมาจาก “ภาคการส่งออก” ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรก การส่งออกของจีนขยายตัวถึง 14.7% ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ช่วยชดเชยการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง และกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีรอยร้าวให้เห็น โดยเฉพาะในฝั่งอุปสงค์ภายในประเทศ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ต่ำกว่าที่คาด ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องกว่า 11% ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนมีนาคมก็ขยายตัวเพียง 1.7% สะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยผลผลิตเพิ่มขึ้น 5.7% และหากมองในภาพรวมรายไตรมาสยังขยายตัวได้กว่า 6% แต่แนวโน้มเริ่มชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการค้าของจีนในระยะสั้น โดยในเดือนมีนาคม การเติบโตของการส่งออกชะลอลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2.5% จากที่เคยพุ่งสูงในช่วงต้นปี ขณะเดียวกันราคาหน้าโรงงานก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี บ่งชี้ว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ภาคการผลิต และอาจกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจในระยะถัดไป

แม้การเติบโตในช่วงต้นปีจะช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่ผู้กำหนดนโยบายของจีนยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาการส่งออกกับการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้ยั่งยืนมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวนและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจจีนในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

L2D-Page-305

มันสำปะหลังไทยรุกจีน เร่งปั้นมูลค่าเพิ่ม แม้ส่งออกต้นปีชะลอ

ภาพรวมการส่งออกมันสำปะหลังไทยในช่วงต้นปี 2569 อาจดูชะลอลงในเชิงปริมาณ แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับสะท้อนการ “เปลี่ยนเกม” ของตลาดที่เริ่มขยับจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ปริมาณส่งออกลดลง แต่ราคาสินค้าหลักอย่างมันอัดเม็ด มันเส้น และแป้งมันสำปะหลังดิบกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แรงหนุนสำคัญยังคงมาจากตลาดจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เอทานอล และอาหารแปรรูป ขณะเดียวกันซาอุดีอาระเบียก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะตลาดใหม่ จากการผลักดันเชิงนโยบายของภาครัฐ ทำให้แม้ปริมาณการส่งออกโดยรวมจะลดลง แต่สินค้าบางประเภทอย่างมันอัดเม็ดกลับเติบโตโดดเด่นทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า

เพื่อต่อยอดโอกาสดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ยกคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 12 ราย บุกนครฉงชิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีนกว่า 30 ราย หวังขยายตลาดและผลักดันสินค้ามันสำปะหลังมูลค่าเพิ่มเข้าสู่ตลาดจีนให้มากขึ้น ซึ่งสัญญาณจากการเจรจาถือว่าเป็นบวก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และแป้งมันที่ให้ความสนใจสูง แม้ยังอยู่ระหว่างการต่อรองราคาเนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น

จีนยังคงเป็นตลาดหลักของมันสำปะหลังไทย โดยมีความต้องการนำเข้าสูงถึงประมาณ 10 ล้านตันต่อปี และไทยครองส่วนแบ่งมากกว่า 6 ล้านตัน หรือคิดเป็นกว่า 56% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สินค้าหลักยังคงเป็นมันเส้นที่ใช้ในอุตสาหกรรมเอทานอล และแป้งมันสำหรับอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกลุ่มอาหารสัตว์ก็ถูกจับตามองว่าเป็น “ตลาดดาวรุ่ง” เนื่องจากมันสำปะหลังสามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบอื่นอย่างข้าวโพดและข้าวสาลีได้ในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรโลกผันผวน

แม้แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสเติบโต แต่ตัวเลขช่วงต้นปีสะท้อนความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังรวมอยู่ที่ 0.90 ล้านตัน ลดลงกว่า 30% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการอยู่ระหว่างรวบรวมผลผลิตเพื่อแปรรูป ทำให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทอย่างมันอัดเม็ดกลับเติบโตแรงกว่า 130% แสดงให้เห็นถึงโอกาสในตลาดเฉพาะทาง

ในระยะต่อไป ภาครัฐเตรียมเดินหน้ากระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ โดยมีแผนขยายไปยังยุโรปและสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแป้งมันแปรรูปและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับมันสำปะหลังไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ สู่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us