News Update

L2D Page (233)

รมว.สาธารณสุข เผย นายกฯ กำชับ สธ.-คมนาคม คุมเข้มสกัด "ไวรัสนิ ปาห์" ตั้งแต่สนามบิน ยันยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย

สธ.จับมือคมนาคม คุมเข้มด่านสนามบิน รับมือไวรัสนิปาห์ ย้ำไทยยังปลอดเชื้อ
กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ามาตรการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์อย่างเข้มข้น หลังนายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงคมนาคม บูรณาการการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ด่านสนามบิน ยืนยันขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่วันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับท่าอากาศยานตรวจคัดกรองผู้เดินทางจากรัฐเวสต์เบงกอล เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในวงจำกัด

จนถึงขณะนี้มีการตรวจคัดกรองผู้โดยสารแล้วกว่า 1,700 คน และยังไม่พบผู้ติดเชื้อ โดยในแต่ละวันมีผู้โดยสารจากพื้นที่ดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 700 คน ผ่านสนามบินหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรอง พร้อมยืนยันว่าหากพบผู้ต้องสงสัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถกักตัวและตรวจยืนยันเชื้อได้ภายใน 8 ชั่วโมง

นายพัฒนา อธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์แตกต่างจากโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไวรัสนิปาห์ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ในระยะฟักตัว หากผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการ จะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้นกรณีพบผู้ติดเชื้อบนเที่ยวบิน ความเสี่ยงของผู้โดยสารรายอื่นถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่า ประเทศไทยได้เริ่มตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เคยพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์มาก่อน ทั้งนี้ไวรัสชนิดดังกล่าวไม่ใช่เชื้อใหม่ แต่พบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2541 และมักเกิดการระบาดเป็นกลุ่มเล็กภายในบางพื้นที่ของประเทศอินเดีย

สำหรับความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นสัตว์พาหะของไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นายพัฒนา ยืนยันว่า แม้ค้างคาวแม่ไก่จะเป็นแหล่งรังโรค แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยพบการติดเชื้อจากสัตว์ดังกล่าว และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก

ในส่วนระยะเวลาการติดตามและเฝ้าระวัง นายพัฒนา ระบุว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่ในช่วงสัปดาห์นี้จะให้กรมควบคุมโรครายงานผลการตรวจและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาควบคู่กับแนวโน้มการแพร่ระบาดในประเทศอินเดีย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการกลายพันธุ์ของเชื้อ นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าไวรัสนิปาห์จะกลายพันธุ์ในลักษณะที่น่ากังวล พร้อมฝากถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากรัฐเวสต์เบงกอล หากมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือมีอาการผิดปกติ ขอให้รีบแจ้งและเข้ารับการตรวจจากหน่วยงานสาธารณสุขทันที

L2D Page (232)

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

ไทยประกาศบทบาทใหม่บนเวทีการเงินโลก ดันเศรษฐกิจยืดหยุ่นรับโลกแตกขั้ว ก่อนเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ปี 2569
ประเทศไทยเตรียมก้าวขึ้นสู่จุดสนใจของเวทีการเงินโลกอีกครั้ง หลังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีผู้นำด้านการเงิน รัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศเข้าร่วม นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบกว่า 35 ปี หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534

การแถลงความพร้อมจัดงานมีขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวแนวคิดหลักของการประชุมภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการสร้างความทนทานต่อความเสี่ยงในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความขัดแย้งเชิงขั้วอำนาจ

นายเอกนิติระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เปรียบได้กับการจัด “โอลิมปิกด้านการคลังและการเงิน” ที่เปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพในฐานะประเทศตัวกลางซึ่งสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศท่ามกลางโลกที่แตกขั้ว พร้อมผลักดันแนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยึดติดเพียงตัวเลข แต่เน้นความเข้มแข็งจากภายในตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แนวคิดดังกล่าวยังถูกนำเสนอในเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Road to Bangkok” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำระดับโลกอย่างกว้างขวาง โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000–20,000 คน และจัดการประชุมย่อยมากกว่าพันรายการ ครอบคลุมทั้งระดับพหุภาคีและทวิภาคี

ในมุมของธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ไทยจะใช้เวทีนี้ผลักดันแนวคิด “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัลที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกในระดับมหาศาล ซึ่งปัจจุบันยังขาดกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่กรุงเทพมหานครในฐานะเมืองเจ้าภาพ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันความพร้อมของเมืองในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และสาธารณสุข พร้อมชู “พลังของผู้คน” และวัฒนธรรมการต้อนรับของไทยเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยมองว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับกรุงเทพฯ จากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก สู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินและแหล่งรวมบุคลากรคุณภาพจากนานาชาติ

กระทรวงการคลังคาดว่า การจัดประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นจากการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการ และในระยะยาวจากการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน โดยรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมความพร้อม พร้อมกรอบงบประมาณสนับสนุนระหว่างปี 2567–2570 รวมกว่า 2,300 ล้านบาท

การกลับมาของเวทีการเงินโลกสู่ประเทศไทยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะประกาศบทบาทใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของศตวรรษที่ 21

L2D Page (231)

พาณิชย์ ชี้ส่งออกไทยเสี่ยงชะลอ เร่งดัน FDI ลงทุนจริง 4.8 แสนล้าน

พาณิชย์เตือนส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงชะลอ เร่งดัน FDI เปลี่ยนคำขอเป็นลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงชะลอตัว หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง และแรงเร่งส่งออกไปสหรัฐในปีก่อนเริ่มคลี่คลายลง โดยรัฐบาลเตรียมเร่งผลักดันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะถัดไป

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความผันผวนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 2 และยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้จะขยายตัวได้ดีในปีก่อนจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาตรการภาษี แต่ในปีนี้แนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงเข้าใกล้ระดับศูนย์หรืออาจหดตัว หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาเสริม

ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ นางศุภจีเปิดเผยว่า ปัจจุบันคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ถึง 9.8 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 480,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยแรงส่งจากภาคส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง

ทั้งนี้ การผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด โดยรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตและกฎระเบียบต่าง ๆ ในลักษณะ fast pass เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริบทการค้าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากโครงสร้างโลกสองขั้วไปสู่โลกหลายขั้ว หรือ Multipolar World ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้งเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยในมุมมองของนานาชาติ เอเชียยังคงถูกมองว่าเป็นภูมิภาคแห่งโอกาส และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายฝ่ายต้องการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าประเทศไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาดและจำนวนประชากรของภูมิภาคเป็นพลังต่อรอง พร้อมต่อยอดจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement ซึ่งตั้งเป้ายกระดับมูลค่าการค้าและการลงทุนของอาเซียนจากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการพัฒนาทักษะแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ โดยชี้ว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่แรงงาน แต่คนที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ได้เปรียบ และสามารถทดแทนผู้ที่ไม่ปรับตัวได้ในอนาคต

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลอุตสาหกรรมภายในประเทศ การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่เป็นธรรม การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงการปราบปรามธุรกิจอำพรางและนอมินี โดยนำ AI มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายการค้าของไทยในระยะต่อไปจะมุ่งสู่การค้าอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนพลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำการค้าในโลกยุคใหม่ไม่สามารถมองเพียงจุดใดจุดหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ และไทยต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากสามารถทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตามเกมการค้าโลก แต่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำหนดทิศทางของเกมเศรษฐกิจโลกในอนาคต

L2D Page (230)

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดไทยมีรัฐบาลใหม่ มิ.ย. 69 ลุ้นการเมืองนิ่งดัน เศรษฐกิจฟื้น

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดไทยได้รัฐบาลใหม่กลางปี 2569 การเมืองนิ่งหนุนเศรษฐกิจฟื้น ดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำกว่า 1%

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยคาดว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาในกรอบกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้ ตลาดการเงินและนักลงทุนยังมองความเสี่ยงทางการเมืองของไทยอยู่ในระดับต่ำ และไม่คาดว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงหรือการประท้วงขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นความต่างเชิงนโยบายมากกว่าความขัดแย้งบนท้องถนน

ดร.ทิม ลีฬนะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยและเวียดนามของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ระบุว่า จากสถิติในอดีต กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจนถึงการแถลงนโยบายใช้เวลาประมาณ 119 วัน ซึ่งทำให้คาดว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่พร้อมเริ่มทำงานได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี หากกระบวนการล่าช้า อาจส่งผลให้การใช้งบประมาณปี 2570 ไม่ทันในไตรมาสสุดท้ายของปี และอาจต้องเลื่อนไปถึงต้นปีถัดไป

ในเชิงฉากทัศน์ทางการเมือง สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่ามีหลายความเป็นไปได้ ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากพรรคการเมืองใหม่ หรือการประนีประนอมทางการเมืองระหว่างพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังการเลือกตั้ง

สำหรับโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ ดร.ทิมชี้ว่า วินัยทางการคลังจะเป็นประเด็นที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะของไทยมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ปัจจุบันไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบ (Negative Outlook) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch และ Moody’s การรักษาอันดับเครดิตให้อยู่ในระดับ Investment Grade จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะต่อไป

ด้านค่าเงินบาท สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่าการแข็งค่าในช่วงนี้เป็นเพียงระยะสั้น โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นก่อนการเลือกตั้ง ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วใกล้ระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ รวมถึงปัจจัยฤดูกาลจากการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าในระยะถัดไป สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด รวมถึงแนวโน้มเงินทุนของคนไทยที่ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

แม้ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ในช่วงประมาณ 30.5–30.6 บาทต่อดอลลาร์ แต่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่ากลับไปที่ระดับราว 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางปี และ 33.5 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีจะขยายตัวได้ค่อนข้างต่ำเพียง 0.7% จากการรอความชัดเจนทางการเมือง ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3.4% ในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่

ขณะที่นโยบายการเงิน ธนาคารประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เหลือระดับ 1% และยังเปิดโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจปรับลดลงต่ำกว่า 1% หากภาวะเศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติม

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us