News Update

L2D Page (266)

ส.อ.ท.ชูเศรษฐกิจใยแมงมุม หวัง ‘รถปิกอัพ’ ตัวเร่งอุตฯยานยนต์ฟื้น

ส.อ.ท.ดัน “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ปลุกตลาดปิกอัพ หนุนผลิตรถแตะ 1.5 ล้านคัน เร่งรัฐใหม่ขับเคลื่อนทั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เป็นกลไกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยชูตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นตัวเร่งสำคัญ หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนขยายวงกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศ โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยอดขายช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวต่อเนื่อง จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อดึงตลาดกลับมา

ตามแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เมื่อยอดขายรถเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิต ชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่ง ไปจนถึงแรงงานในระบบ หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถปิกอัพเพิ่มอีกปีละ 50,000–60,000 คัน ที่ราคาเฉลี่ยคันละ 600,000 บาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดราว 30,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท จากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ยังไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กลุ่มยานยนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าค้างอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสภาพคล่องในระบบ

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก และคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับภาพรวมปีนี้ กลุ่มยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 3% จากปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10% โดยตลาดในประเทศยังต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ การลดภาระค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยซึ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งชายแดนและความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนชีวิตประชาชน และเร่งรัดการลงทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบขยายวงกว้างตามแนวคิด “ใยแมงมุม” ที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมหลัก แล้วส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ.

L2D Page (265)

จับตากติกาใหม่คุม “โลจิสติกส์” ชงโทษปรับสูงสุด 10% ของรายได้

ส.อ.ท.ดัน “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ปลุกตลาดปิกอัพ หนุนผลิตรถแตะ 1.5 ล้านคัน เร่งรัฐใหม่ขับเคลื่อนทั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เป็นกลไกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยชูตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นตัวเร่งสำคัญ หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนขยายวงกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศ โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยอดขายช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวต่อเนื่อง จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อดึงตลาดกลับมา

ตามแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เมื่อยอดขายรถเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิต ชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่ง ไปจนถึงแรงงานในระบบ หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถปิกอัพเพิ่มอีกปีละ 50,000–60,000 คัน ที่ราคาเฉลี่ยคันละ 600,000 บาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดราว 30,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท จากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ยังไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กลุ่มยานยนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าค้างอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสภาพคล่องในระบบ

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก และคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับภาพรวมปีนี้ กลุ่มยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 3% จากปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10% โดยตลาดในประเทศยังต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ การลดภาระค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยซึ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งชายแดนและความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนชีวิตประชาชน และเร่งรัดการลงทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบขยายวงกว้างตามแนวคิด “ใยแมงมุม” ที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมหลัก แล้วส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ.

L2D Page (264)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท นักลงทุนกังวลผลกระทบ AI

ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตามวอลล์สตรีท ท่ามกลางแรงกดดันจาก AI และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียช่วงเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงในคืนก่อนหน้า ความกังวลหลักของนักลงทุนอยู่ที่ผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโลจิสติกส์เร็วกว่าที่คาด รวมถึงแรงกดดันด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ที่ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei เปิดตลาดลดลงราว 0.77% สะท้อนแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงอ่อนตัวกว่า 1.4% และดัชนี Shanghai Composite ของจีนปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดออสเตรเลียปรับลดลงมากกว่า 1% ขณะที่เกาหลีใต้สวนทางด้วยแรงซื้อบางส่วนในหุ้นรายตัว

แรงกดดันสำคัญมาจากการร่วงลงของตลาดวอลล์สตรีทเมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 600 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงมากกว่า 2% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและขนส่ง นักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งสินค้าและซัพพลายเชนอย่างก้าวกระโดด จนอาจลดความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการบางกลุ่ม ส่งผลให้หุ้นบริษัทโลจิสติกส์และรถบรรทุกเผชิญแรงขายเด่นชัด

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าประมาณการที่ 66,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีแรงส่ง

ในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังรอการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย นักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมจะชะลอลงเมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการคงดอกเบี้ยในระดับสูงได้ แต่หากสูงกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่อง

ภาพรวมจึงสะท้อนความเปราะบางของตลาดการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการเร่งพัฒนา AI ที่อาจพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรม และจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินทุนทั่วโลกในเวลานี้

L2D Page (263)

นครโฮจิมินห์ประสบความสำเร็จในการขนส่งสินค้าข้ามทะเลเป็นครั้งแรกโดยใช้ยานบินไร้คนขับ (โดรน)

นครโฮจิมินห์เปิดศักราชใหม่โลจิสติกส์ทางอากาศ ด้วยโดรนขนส่งข้ามทะเลครั้งแรก
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นครโฮจิมินห์ ได้จารึกอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่ง ด้วยการเปิดเส้นทางขนส่งไปรษณีย์ข้ามทะเลโดยใช้ยานบินไร้คนขับเป็นครั้งแรกของประเทศ พิธีเปิดจัดขึ้นที่ท่าเรือเฟอร์รี่กันจอ โดยความร่วมมือระหว่างกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนครโฮจิมินห์ ไปรษณีย์เวียดนาม และ UAV Corporation นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการประยุกต์ใช้โดรนในระบบโลจิสติกส์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางใหม่นี้เชื่อมพื้นที่กันจอกับเขตหวุงเตา ครอบคลุมระยะทางบินกว่า 12 กิโลเมตรต่อเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการขนส่งพัสดุน้ำหนัก 2 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการลดเวลาขนส่งลงอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเดินทางทางถนนและเรือ บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีประเมินว่าสามารถลดระยะเวลาโดยรวมได้มากถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนศักยภาพของโดรนในการแก้โจทย์พื้นที่ชายฝั่งและเส้นทางที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2568 โครงการได้ผ่านการทดสอบบินระยะจำกัด ซึ่งผลลัพธ์เป็นบวกและยืนยันความพร้อมด้านเทคโนโลยี ครั้งนี้จึงถือเป็นการก้าวสู่การปฏิบัติการจริงภายใต้เงื่อนไขที่ท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการบินเหนือทะเลท่ามกลางสภาพลมแรง ระบบควบคุมการบิน CT-Nexus Flight Control System ถูกออกแบบให้ทนต่อสภาพอากาศชายฝั่ง และรักษาเสถียรภาพการบินในระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตร ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวดของหน่วยงานด้านการบินและกองทัพเวียดนาม

ในระยะเริ่มต้น บริการจะมุ่งเน้นพัสดุขนาดเล็ก เช่น เอกสารและสินค้าอีคอมเมิร์ซที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม และเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ เส้นทางนี้คาดว่าจะรองรับพัสดุขนาดไม่เกิน 2 กิโลกรัมได้ประมาณ 3,000–5,000 ชิ้นต่อวัน การดำเนินงานทั้งหมดเชื่อมต่อกับระบบติดตามของไปรษณีย์เวียดนามผ่านโมเดล “หนึ่งรหัส – หนึ่งการเดินทาง” ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะได้แบบเรียลไทม์ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสาธิตเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานการบินระดับต่ำของเมือง เพื่อรองรับบริการด้านโลจิสติกส์นอกชายฝั่ง การแพทย์ฉุกเฉิน การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนภารกิจตรวจสอบทางทะเลในอนาคต แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนครโฮจิมินห์ที่ต้องการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์อัจฉริยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล

จากจุดเริ่มต้นของการขนส่งพัสดุหนัก 2 กิโลกรัมภายในเวลาเพียง 15 นาที วันนี้นครโฮจิมินห์กำลังค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ ที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้เมืองชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเวียดนามในฐานะหนึ่งในประเทศที่เร่งนำเทคโนโลยีโดรนมาประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์อย่างจริงจังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us