News Update

L2D-Page-292

เวียดนามรุกฆาต! กางแผนยุทธศาสตร์ 9 ทิศ พลิกโฉมโลจิสติกส์สู่ "ภาคเศรษฐกิจพื้นฐาน" ระดับโลก

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามกำลังเดินหน้าตามแผนงานก้าวล้ำเพื่อยกระดับภาคโลจิสติกส์ให้กลายเป็นโครงสร้างส่วนบนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเป็นการสานต่อความสำเร็จเดิมและปรับตัวเข้ากับการกระจายอำนาจการบริหารที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 เป้าหมายสำคัญคือการส่งให้โลจิสติกส์เวียดนามเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกผ่านแนวทางหลัก 9 ประการ ดังนี้

วางรากฐานกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญเริ่มต้นที่การปรับปรุงสถาบันและการบริหารจัดการให้โปร่งใส โดยมีการรื้อฟื้นและแก้ไขข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อขจัดอุปสรรคและสร้างเวทีธุรกิจที่เท่าเทียม พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์การจัดอันดับศูนย์โลจิสติกส์และระบบสถิติที่แม่นยำเพื่อติดตามความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นห้องเย็น คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซ หรือการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเชื่อมต่อสนามบินและท่าเรือ เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านแดนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการในเมืองใหญ่ผ่านระบบคัดแยกอัตโนมัติ

เชื่อมโยงภูมิภาคและสร้างตลาดที่ยั่งยืน
แผนงานนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ โดยการส่งเสริมความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคในจุดยุทธศาสตร์อย่างสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและลุ่มน้ำโขง เพื่อลดขั้นตอนตัวกลางและต้นทุนการจัดจำหน่าย พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับเส้นทางโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่เชื่อมเวียดนามกับจีนและอาเซียน นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาตลาดบริการโลจิสติกส์ให้สอดรับกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เพื่อสร้างแหล่งจัดหาบริการที่มั่นคงและยั่งยืน

ยกระดับขีดความสามารถและนวัตกรรมสีเขียว
เวียดนามมุ่งมั่นที่จะปั้นวิสาหกิจโลจิสติกส์ในประเทศให้มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการให้บริการแบบครบวงจร (3PL, 4PL) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในบริการที่มีมูลค่าสูง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบิ๊กดาต้า มาใช้ในการบริหารจัดการ ควบคู่ไปกับนโยบาย "โลจิสติกส์สีเขียว" ที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก

บุคลากรและเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จในระยะยาวจะถูกขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพสูงผ่านการฝึกอบรมที่เป็นระบบและการสร้างกลไกการเจรจาเชิงนโยบายที่เข้มแข็ง โดยมี "Vietnam Logistics Forum" เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าแผนปฏิบัติการนี้จะเปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นฮับโลจิสติกส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

L2D-Page-291

SME ไทยกระอัก! วิกฤตน้ำมันทำโลจิสติกส์จ่ออัมพาต จี้รัฐเร่งเช็กสต็อกด่วนก่อนเศรษฐกิจฐานรากล่มสลาย

สถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ จนระบบโลจิสติกส์ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณใกล้ถึงจุดชะงักงัน

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลหลังการประชุมด่วนร่วมกับผู้ประกอบการ MSME จากทั้ง 76 จังหวัด พบว่าสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้มีความตึงตัวอย่างรุนแรงทั้งในแง่ของราคาที่พุ่งสูงและปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่เริ่มประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่องในเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ยอดขายทั้งในและต่างประเทศหดตัวลงอย่างน่าตกใจ

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องต้นทุน แต่ลามไปถึงการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีการจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันต่อคันในสถานีบริการ บางแห่งเกิดปรากฏการณ์น้ำมันหมดจนรถบรรทุกสินค้าต้องจอดรอคิวเป็นเวลานาน หรือต้องยอมขับรถออกไปหาที่เติมในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงเกินกว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กจะรับไหว จนผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปรับแผนด้วยการรวบรวมคำสั่งซื้อให้ได้ปริมาณมากพอก่อนถึงจะออกรถส่งของได้ ส่งผลให้การกระจายสินค้าเกิดความล่าช้าไปทั้งระบบ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า หากรัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปโดยไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน อาจเกิด "เอฟเฟกต์โดมิโน" ที่ทำให้ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการลง กระทบต่อการจ้างงาน และลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ยากจะควบคุม จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการเข้าตรวจสอบสต็อกน้ำมันของโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่างโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดสรรน้ำมันอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งดูแลเสถียรภาพราคาเพื่อประคับประคองให้ฟันเฟืองเล็กๆ ของเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ก่อนที่จะสายเกินไป

L2D-Page-290

เปิดเส้นทาง “Green Corridor” โอมาน-ดูไบ รับมือการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนเส้นทาง

ท่ามกลางความผันผวนของเส้นทางขนส่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้จับมือกันเปิดใช้กลไก “Green Corridor” หรือระเบียงขนส่งสินค้าสีเขียว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่สินค้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางจากเดิม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าและลดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

มาตรการดังกล่าวมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากรของทั้งสองประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าที่เดิมมีปลายทางอยู่ที่ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali Port) แต่ต้องเปลี่ยนไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือในโอมาน สามารถถูกลำเลียงต่อไปยังดูไบได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบขนส่งทางบก ภายใต้การควบคุมแบบทัณฑ์บน (Bonded Transport)

หัวใจสำคัญของ Green Corridor คือการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรให้เรียบง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยอนุญาตให้สินค้าดำเนินการผ่านโอมานก่อน แล้วค่อยไปชำระภาษีปลายทางที่ดูไบในภายหลัง ภายใต้ระบบควบคุมร่วมของทั้งสองประเทศ แนวทางนี้ช่วยลดความล่าช้า ลดภาระด้านเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางจากทั่วโลกมายังโอมาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางทะเลหรือบางส่วนของสินค้าทางอากาศที่มีปลายทางเดิมในดูไบ โดยหลังผ่านพิธีการศุลกากรในโอมานแล้ว สินค้าจะถูกขนส่งต่อไปยัง Jebel Ali Port โดยตรง ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทำให้การเดินทางของสินค้าเกิดความสะดุดน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบอย่างครบถ้วน

การเปิด Green Corridor ครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของท่าเรือในโอมาน ซึ่งกำลังกลายเป็น “ประตูทางเลือก” สำคัญของภูมิภาค ในช่วงเวลาที่เส้นทางหลักเผชิญความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความร่วมมือเชิงลึกด้านโลจิสติกส์ระหว่างโอมานและยูเออี ที่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในมุมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่ง Green Corridor ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเส้นทาง ลดความเสี่ยงจากการติดค้างของสินค้า และยังคงสามารถเข้าถึงศูนย์กลางกระจายสินค้าระดับภูมิภาคอย่างดูไบได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย มาตรการนี้ยังเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการรักษาความต่อเนื่องของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีปลายทางในตะวันออกกลางและแอฟริกา การมีเส้นทางสำรองที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และยังคงแข่งขันในตลาดโลกได้แม้ในช่วงเวลาที่โลจิสติกส์เผชิญความท้าทายสูง

ที่มา: ditp.go.th

L2D-Page-289

'LEO' ผนึกพันธมิตร 'NTF - AMARC - LSSC' ปั้นซัพพลายเชนทุเรียนไทยครบวงจร ดันขนส่งทางรางสู่จีน หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ล่าสุดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC และบริษัท ลีโอ ซอร์สซิ่ง แอนด์ ซัพพลายเชน จำกัด (LSSC) บริษัทย่อยของ LEO เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยแบบครบวงจร รองรับการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาทุเรียนจากแหล่งผลิต การคัดแยกและบรรจุ การตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ภายใต้โครงการดังกล่าว LEO จะรับหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยดูแลการขนส่งทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปยังประเทศจีน ผ่านระบบขนส่งทางรถไฟข้ามพรมแดนจากไทย ผ่านลาว สู่จีน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ทำให้สินค้าไปถึงปลายทางได้รวดเร็วและคงคุณภาพสินค้าได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ LSSC จะทำหน้าที่ขยายตลาดและสร้างเครือข่ายลูกค้าในประเทศจีน รวมถึงบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ NTF จะดูแลการจัดหาทุเรียน การคัดแยกเกรดคุณภาพ และการบรรจุสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดจีน ส่วน AMARC จะรับผิดชอบด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้า เช่น การตรวจสารตกค้างอย่าง Basic Yellow 2 และ Cadmium เพื่อให้สินค้าผ่านมาตรฐานนำเข้าของจีนและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผู้บริหาร LEO ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างทั้งสี่ฝ่ายถือเป็นการสร้าง Ecosystem การส่งออกทุเรียนไทยแบบครบวงจร ที่ผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการขนส่งและการหาตลาดปลายทางในจีน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไทย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีน และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยประเภทอื่น ๆ สามารถขยายตลาดในอนาคตได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าการพัฒนาระบบซัพพลายเชนรูปแบบใหม่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของ LEO ทั้งในกลุ่ม Freight และ Non-Freight สร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่เชื่อมโยงการค้าไทยสู่ตลาดโลก

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us