News Update

L2D Page (229)

สัญญาณบวกส่งออกไทย สินค้าเกี่ยวเนื่อง AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ส่งออกไทยปลายปีฟื้นแรง สินค้าเทคโนโลยี–AI กลายเป็นแรงค้ำเศรษฐกิจ

การส่งออกของไทยในช่วงปลายปี 2568 ส่งสัญญาณบวกชัดเจน หลังตัวเลขเดือนธันวาคมเร่งตัวแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีโลกและความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ข้อมูลจากทีม Wealth Research ของหลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 28,928 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 16.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% จากเดือนก่อนหน้า ถือว่าสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้มาก การเติบโตดังกล่าวทำให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.9% แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยหมวดอิเล็กทรอนิกส์โดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบที่ขยายตัวกว่า 50% โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารที่เร่งตัวมากกว่า 100% รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลทั่วโลก สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนสำคัญ ยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตลาดสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกในหมวดนี้ขยายตัวในระดับสองหลัก และช่วยหนุนภาพรวมการส่งออกปลายปีให้แข็งแกร่งกว่าที่คาด

ด้านสินค้าเกษตร แม้ภาพรวมยังมีความผันผวน แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากการส่งออกผลไม้สดหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน สินค้าเกษตรยังหดตัวเล็กน้อย ขณะที่การส่งออกข้าวยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าส่งออกลดลงค่อนข้างมาก

ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร กลับมีทิศทางที่ดีกว่า โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ผลไม้แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และช่วยพยุงรายได้ภาคการเกษตรแปรรูปของไทยในช่วงปลายปี

แม้ตัวเลขส่งออกจะฟื้นตัวโดดเด่น แต่ไทยยังคงเผชิญภาวะขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากการนำเข้าขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ดุลการค้าทั้งปีติดลบกว่า 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีมวิจัยมองว่าการเติบโตของการส่งออกยังไม่สามารถส่งผ่านไปยังภาคการผลิตภายในประเทศได้เต็มที่ สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในแดนหดตัว โดยมีสาเหตุสำคัญจากโครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบและส่งต่อไปยังประเทศที่สามในลักษณะ Transshipment

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ทีม Wealth Research ประเมินว่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปีอาจชะลอตัวลงราว 2–3% จากฐานที่สูงในปีก่อน รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการลงทุนทั่วโลก ซึ่งจะช่วยพยุงภาคส่งออก ก่อนที่การฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ทั้งปีมีโอกาสขยายตัวเล็กน้อยในกรณีฐาน

ในมุมมองของนักลงทุน แม้การฟื้นตัวของการส่งออกปลายปีจะเป็นสัญญาณบวก แต่โครงสร้างการเติบโตยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ อย่างไรก็ดี กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI ยังคงเป็นธีมสำคัญที่มีศักยภาพเติบโตในระยะกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกและทิศทางอุปสงค์ในช่วงต้นปี 2569

L2D Page (228)

"พิชัย" ชี้ส่งออกปี'68 โตถึง 12.93% ตามที่บอกไว้ แนะสาน ต่อ 11 เรื่อง

พิชัยย้ำส่งออกปี 2568 โตแรงเกือบ 13% ชี้ FTA–การลงทุนหนุนเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลใหม่สานงานพาณิชย์ต่อเนื่อง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่กลางปี แม้ในช่วงแรกจะถูกตั้งคำถามและถูกสบประมาทจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วน โดยยืนยันว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริง

นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกในเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีเติบโตในระดับเกือบ 13% ซึ่งสวนทางกับข้อวิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าการส่งออกขยายตัวเพราะการเร่งส่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ และจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หลังการเจรจาภาษีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม การส่งออกไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่เติบโตถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้เป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกชั่วคราว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ และถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปที่สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามได้ในช่วงต้นปี 2568

นายพิชัยระบุว่า ความสำเร็จของ FTA ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยไม่สามารถปิดการเจรจากับประเทศระดับเดียวกันได้มานานนับสิบปี ส่งผลให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ EFTA ในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% และทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่ายอดทั้งปี 2567 ที่อยู่ราว 1.14 ล้านล้านบาท

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกที่ขยายตัว 12.93% ในปี 2568 เป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัว 5.4% สะท้อนทิศทางบวกทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มแซงไทยด้านขนาดเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นผลจากการที่เวียดนามสามารถรักษาการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และมี FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ

นายพิชัยจึงฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ให้เดินหน้ารักษาโมเมนตัมการส่งออกและการลงทุน พร้อมสานต่องานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคใด โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรงของรัฐมนตรีเพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังควรเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการค้าภายในประเทศ ทั้งการลดการผูกขาดการส่งออกข้าว การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการไทย การจัดการปัญหานอมินี การขยายตลาดสินค้าเกษตรในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย รวมถึงการผลักดันนโยบายคลังอาหาร การสร้างแบรนด์สินค้าไทย การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน และการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านโครงการ Thai Select

นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง และหวังว่างานที่ได้วางรากฐานไว้แล้วจำนวนมากจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

L2D Page (227)

คมนาคมสั่งลุยซ่อมM82 ปิดฉพาะจุดเสี่ยง100% พระราม2 ขาเข้าออก บีบเหลือ 2 เลน

คมนาคมย้ำปิดเฉพาะจุดเสี่ยง M82 พระราม 2 ไม่ได้ปิดทั้งสาย สั่งบีบจราจรเหลือ 2 เลน คุมความปลอดภัยสูงสุด

กระทรวงคมนาคมยืนยันแนวทางซ่อมแซมโครงสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 โดยเน้น “ปิดพื้นที่เฉพาะจุดเสี่ยง 100%” เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่การปิดถนนทั้งเส้น พร้อมสั่งกรมทางหลวงจัดผังจราจรอย่างละเอียด รองรับผลกระทบระหว่างการซ่อมโครงสร้างที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกระแสความกังวลของประชาชนจากการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 บนถนนพระราม 2 โดยเฉพาะประเด็นการประกาศ “ปิดพื้นที่ก่อสร้าง 100%” ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า การปิดพื้นที่ 100% ไม่ได้หมายถึงการปิดถนนพระราม 2 ทั้งสาย แต่เป็นการปิดเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมโครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก แม้จะส่งผลกระทบต่อการจราจรในระยะสั้นก็ตาม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนที่กังวลว่าหน่วยงานรัฐอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีนโยบายอุ้มผู้รับเหมาที่ประมาทเลินเล่อ และการดำเนินคดีทางกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา ยังคงเดินหน้าอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้หยุดการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการก่อสร้างหรือยกวัสดุเหนือเส้นทางสัญจร รวมถึงจุดที่โครงสร้างเสียหายรุนแรง ซึ่งต้องปิดกั้นพื้นที่เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางที่จัดไว้ได้อย่างปลอดภัยสูงสุด

ด้าน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้จัดทำแผนบริหารจัดการจราจรอย่างรัดกุม สำหรับช่วงรื้อถอนพื้นสะพานที่เสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม และการเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นข้ามแม่น้ำท่าจีน บริเวณกิโลเมตรที่ 29+100 ถึง 32+100 ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

ในช่วงการซ่อมแซมดังกล่าว จะมีการปิดช่องทางหลักทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย ทำให้เหลือเพียงช่องทางขนานเปิดใช้งานฝั่งละ 2 เลน รวมทั้งขาเข้าและขาออก โดยมีการปรับกายภาพจุดเข้า-ออก และจัดการทางเชื่อม เพื่อลดปัญหาคอขวดและเพิ่มความคล่องตัวในการสัญจร

จากการประเมินทางวิศวกรรมจราจร คาดว่าความสามารถในการรองรับปริมาณรถจะลดลงราว 60% และในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจเกิดแถวรถสะสมยาวประมาณ 4 กิโลเมตร กรมทางหลวงจึงจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาจราจรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำหนดลำดับการทำงานให้กระชับ โดยบางช่วงจะปิดช่องทางหลักเพียงทิศทางเดียว เพื่อคืนผิวจราจรและช่วยระบายรถ รวมถึงอาจเปิดใช้ช่องทางพิเศษแบบสลับทิศทางตามสถานการณ์

นายปิยพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้รื้อย้ายซากเครนและชิ้นส่วนที่เสียหายออกจากพื้นที่แล้วอย่างปลอดภัย และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินงานหลัก 2 ส่วน คือการรื้อถอนพื้นสะพานที่ได้รับความเสียหาย และการเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่น เพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง ก่อนรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราว โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม ถึง 27 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และยืนยันว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรื้อถอน การจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระ และมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หรือใช้เส้นทางเลี่ยงตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้

L2D Page (226)

"ทองคำโลก" ทะลุ 5,000 เหรียญ "ออลไทมไฮ" กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

ทองคำโลกพุ่งทุบสถิติใหม่ ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ นักลงทุนแห่หลบความเสี่ยงเศรษฐกิจ–ภูมิรัฐศาสตร์

ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค โดยสำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 19.24 น. ตามเวลานิวยอร์ก หรือราว 07.24 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับเพิ่มขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ระดับ 5,042 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 5,036 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนถึงแรงซื้อที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย

ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ประเด็นกรีนแลนด์ เวเนซุเอลา ไปจนถึงตะวันออกกลาง ซึ่งยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ด้าน HSBC ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำและโลหะมีค่าในรอบนี้ มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ซึ่งได้กระตุ้นแรงซื้อในตลาดโลหะมีค่าอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ราคาเงินหรือซิลเวอร์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยราคาตลาดสปอตพุ่งขึ้นถึง 3% สู่ระดับ 106.1 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงหนุนของอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแกร่ง

นักวิเคราะห์จาก Union Bancaire Privée มองว่า ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง และคาดว่าทองคำมีแนวโน้มเผชิญปีที่แข็งแกร่งอีกปีหนึ่ง โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปีไว้ที่ราว 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในขณะที่ Goldman Sachs ระบุว่า ความต้องการทองคำในรอบนี้ขยายตัวออกไปนอกเหนือจากการลงทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยกองทุน ETF ในโลกตะวันตกเพิ่มการถือครองทองคำมากกว่า 500 ตัน นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ตามรายงานของ CNBC อีกทั้งยังมีแรงซื้อทองคำจริงจากกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

ล่าสุด Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มประมาณการราคาทองคำสิ้นปี 2569 เป็น 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดไว้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยประเมินว่า ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า ปัจจุบันธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำเฉลี่ยประมาณ 60 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่อยู่ราว 17 ตันต่อเดือน สะท้อนการปรับโครงสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่หันมาเพิ่มสัดส่วนทองคำมากขึ้นอย่างชัดเจน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us