News Update

L2D Page (254)

เขย่าวงการขนส่ง ฝ่าคลื่น AI “วราพรรณ วัชรพล” นำทัพ พลิกโฉม ‘ไทยรัฐโลจิสติคส์’ ผู้นำ 3PL ครบวงจร

ฝ่าคลื่น AI พลิกเกมโลจิสติกส์ “วราพรรณ วัชรพล” ปั้นไทยรัฐโลจิสติคส์ สู่ผู้นำ 3PL ครบวงจร

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หนึ่งในองค์กรที่น่าจับตามองคือ “ไทยรัฐ โลจิสติคส์” หรือ TRL ธุรกิจโลจิสติกส์ในเครือไทยรัฐกรุ๊ป ที่ต่อยอดจากจุดแข็งด้านเครือข่ายการขนส่งและกระจายหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศมากว่า 70 ปี สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร หรือ Third Party Logistics (3PL)

การขับเคลื่อนองค์กรอยู่ภายใต้การนำของ คุณวราพรรณ วัชรพล หรือ “คุณมัดหมี่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรัฐ โลจิสติกส์ จำกัด ผู้วางบทบาท TRL ให้เป็น “เรือธงใหม่” ของกลุ่มไทยรัฐ ในโลกธุรกิจโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล

ล่าสุด TRL จัดงานประชุมพันธมิตรประจำปี 2568 เปิดพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการขนส่ง โดยมีผู้ประกอบการขนส่งหรือซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นกำลังหลักของกองทัพรถขนส่ง เข้าร่วมมากกว่า 30 ราย สะท้อนความร่วมมือเชิงระบบที่ TRL ต้องการสร้างกับพันธมิตรในระยะยาว

คุณวราพรรณกล่าวถึงเส้นทางการเติบโตของ TRL ว่า บริษัทเริ่มต้นในช่วงปี 2564 จากการให้บริการลูกค้ากลุ่ม Express เพียงไม่กี่ราย ก่อนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2–3 ปีถัดมา ครอบคลุมงานคลังสินค้าและการบริหารจัดการซัพพลายเชนภายในประเทศอย่างครบวงจร ปัจจุบัน TRL มุ่งเน้นการให้บริการ Domestic Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมการจัดเก็บสินค้า การบริหารคลัง การขนส่ง และการกระจายสินค้าไปยังผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สำหรับทิศทางการเติบโตในปี 2569 TRL ตั้งเป้าขยายการให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวางเป้าการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี ควบคู่กับการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน ผ่านการร่วมกันแก้ปัญหาและออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

กลยุทธ์หลักในปี 2569 ของ TRL คือการให้ความสำคัญกับการทำกำไรควบคู่กับการขยายฐานลูกค้า โดยเน้นการดูแลและต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม ซึ่งมีความเข้าใจในรูปแบบบริการอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับงานและบริหารจัดการการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านศักยภาพการให้บริการ บริษัทต้องการขยายความหลากหลายของประเภทรถขนส่ง และพัฒนาโครงสร้าง Hub and Spoke เพื่อรองรับงานขนส่งแบบ LTL หรือการขนส่งสินค้าขนาดเล็ก เช่น สินค้ากล่องและพัสดุ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเครือข่ายพื้นที่และแรงงานที่พร้อมรองรับ

ขณะเดียวกัน TRL ให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการ โดยมองว่าพนักงานขับรถคือด่านหน้าที่สะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัท การบริการที่ดี ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหา คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “AI for Logistics” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งเห็นตรงกันว่า AI คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดจากการทำงานซ้ำ ๆ แต่ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในธุรกิจบริการที่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจและความเข้าใจเชิงบริบท

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันยางรถยนต์ชี้ว่า AI จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและพร้อมใช้งาน พร้อมเน้นว่าต้นทุนยางเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งรองจากน้ำมัน การนำระบบดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการยางและดูแลแรงดันลมอย่างเหมาะสมสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเน้นย้ำถึงการบริหารต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานรถ หรือ Total Cost of Ownership (TCO) มากกว่าการพิจารณาเฉพาะราคารถ พร้อมทั้งกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน Euro 5 และต้นทุนแฝงจากการใช้สาร AdBlue ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ

ขณะที่โซลูชันเทคโนโลยีโลจิสติกส์ได้แสดงให้เห็นบทบาทของ AI ในการวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ การควบคุมและสั่งการรถขนส่งแบบเรียลไทม์ การใช้ระบบ Geo-fencing และ CCTV AI เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของธุรกิจขนส่ง

อีกหนึ่งมุมสำคัญคือการใช้ระบบ ERP สัญชาติไทยที่ผสาน AI เข้ากับการบริหารจัดการข้อมูล ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุน กำไร และผลประกอบการของแต่ละเที่ยววิ่งได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การรับงาน การจัดเที่ยววิ่ง การจัดการเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง ไปจนถึงบัญชีและการเงิน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า AI และข้อมูล ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องนำมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

สำหรับไฮไลต์ของงานพันธมิตรประจำปี 2568 TRL ได้ประกาศรางวัลผู้ประกอบการขนส่งที่มีผลงานโดดเด่นเป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องความร่วมมือและคุณภาพการให้บริการ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งและเติบโตไปด้วยกัน

L2D Page (253)

ทุเรียนไทยฟีเวอร์! จีนแห่ช้อปออนไลน์รับ "ตรุษจีน" ดันยอดนำเข้าทะลุ 7.49 พันล้านดอลล์

ทุเรียนไทยแรงไม่หยุด! กระแสช้อปออนไลน์รับตรุษจีน ดันจีนทุ่มนำเข้าทะลุ 7.49 พันล้านดอลลาร์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรยากาศการค้าขายผลไม้ในจีนช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในเมืองผิงเสียงและนครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการนำเข้าผลไม้จากอาเซียน ผู้ประกอบการร้านค้าผลไม้หลายแห่งเร่งบริหารจัดการคำสั่งซื้อจากทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ทันก่อนช่วงวันหยุดยาวที่ระบบขนส่งจะหยุดให้บริการชั่วคราว

ผลไม้จากอาเซียนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองและส้มโอจากประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นสินค้าขายดีในช่วงก่อนตรุษจีน ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคจีน ระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการจำหน่ายผ่านการไลฟ์สตรีมมิงที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากฝ่ายธุรกิจผลไม้ สังกัดหอการค้าสินค้าอาหารและผลผลิตพื้นเมืองแห่งประเทศจีน ระบุว่า จีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกผลไม้รวมของจีนอยู่ที่ 2.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าผลไม้มีมูลค่าสูงถึง 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 และมีปริมาณการนำเข้ารวม 9.032 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5

ที่น่าสนใจคือ ทุเรียนสดมียอดนำเข้าสูงถึง 1.868 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 คิดเป็นมูลค่า 7.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นร้อยละ 7.1 โดยประเทศไทยและเวียดนามยังคงเป็นแหล่งส่งออกหลัก สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของผลไม้อาเซียนที่ขยายตัวอย่างชัดเจนในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจีนเพิ่มสูงขึ้น

ผู้บริโภคในนครหนานหนิงสะท้อนว่า ผลไม้กลายเป็นสินค้าจำเป็นในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะส้มโอไทยที่นิยมซื้อไว้รับประทานและมอบเป็นของขวัญ การซื้อขายผ่านกลุ่มแชทและการไลฟ์สตรีมมิงช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมาก ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบคุณภาพ เปรียบเทียบราคา และดูแหล่งที่มาของสินค้าได้ผ่านวิดีโอ ก่อนรอรับสินค้าที่บ้าน ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

ด้านการขนส่ง ด่านโหย่วอี้กวนในเขตกว่างซี ซึ่งมีพรมแดนติดกับเวียดนาม ถือเป็นช่องทางยุทธศาสตร์สำคัญในการนำเข้าผลไม้จากอาเซียน ศุลกากรโหย่วอี้กวนรายงานว่า ในปี 2568 มีมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรผ่านด่านสูงถึง 2.59 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.3 โดยเป็นการนำเข้าผลไม้ถึง 2.45 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.5

เฉพาะทุเรียนมีการนำเข้าปริมาณ 7.87 แสนตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.3 คิดเป็นมูลค่า 2.2 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 ขณะที่การนำเข้าผลไม้อื่น ๆ เช่น ขนุน ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้เมืองชายแดนจีน–เวียดนามอย่างผิงเสียงและหนิงหมิงต้องเร่งปรับระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับปริมาณผลไม้สดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดที่ต้องใช้พิธีการศุลกากรแบบเร่งด่วน ล่าสุด ด่านโหย่วอี้กวนได้นำระบบพิธีการศุลกากรแบบเร่งด่วนเวอร์ชัน 3.0 มาใช้กับรถบรรทุกต่างประเทศ ช่วยลดระยะเวลาการตรวจสอบเหลือเพียงประมาณ 15 วินาทีต่อคัน เพิ่มประสิทธิภาพการผ่านแดนได้ถึงร้อยละ 75

นอกจากนี้ ระบบสำแดงสินค้าแบบไร้เอกสารยังช่วยอำนวยความสะดวกให้บริษัทขนส่งสามารถกระจายผลไม้จากอาเซียนเข้าสู่ตลาดทั่วประเทศจีนได้อย่างรวดเร็ว ตอบรับกระแสความต้องการผลไม้นำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสำคัญของจีน

L2D Page (252)

"วาเลนไทน์" สายเปย์ คาดเงินสะพัด 2,900 ลบ. สูงสุดรอบ 6 ปี ดินเนอร์นอกบ้านครองแชมป์

วาเลนไทน์ 69 คึกคัก คนไทยกล้าใช้จ่าย เงินสะพัดเกือบ 3 พันล้านบาท ดินเนอร์นอกบ้านยังฮิต

บรรยากาศวันวาเลนไทน์ปี 2569 สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า เม็ดเงินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน และนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,401 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2550 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังกล้าใช้เงินเพื่อกิจกรรมพิเศษ แม้ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการในกลุ่มไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร

สำหรับกิจกรรมที่คู่รักเลือกใช้เวลาร่วมกันในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยมสูงสุด สะท้อนความสำคัญของประสบการณ์และบรรยากาศมากกว่าการจับจ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว รองลงมาคือการซื้อของขวัญและการเดินห้างสรรพสินค้า ขณะที่บางส่วนเลือกใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้าน หรือซื้อดอกไม้เพื่อสร้างสีสันให้กับเทศกาลแห่งความรัก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในช่วงวาเลนไทน์สะท้อนบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังไม่บอบช้ำจนเกินไป ผู้บริโภคยังมีความมั่นใจและกล้าใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยากาศการเลือกตั้งเข้ามาเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน หากภายหลังการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่และสร้างความเชื่อมั่นได้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกินระดับ 2%

เมื่อเปรียบเทียบบรรยากาศวาเลนไทน์ปีนี้กับปีก่อน กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งมองว่าบรรยากาศใกล้เคียงเดิม ขณะที่ราวหนึ่งในสามเห็นว่าคึกคักมากขึ้น โดยให้เหตุผลสำคัญจากแรงหนุนของโปรโมชันร้านค้า ความคาดหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง การตรงกับวันหยุด รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมบรรยากาศการใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนที่มองว่าวาเลนไทน์ปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากแรงกดดันจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ค่าครองชีพที่สูง และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น สะท้อนภาพความแตกต่างของกำลังซื้อในแต่ละกลุ่มรายได้อย่างชัดเจน

นายธนวรรธน์ ระบุเพิ่มเติมว่า กลุ่มที่มองว่าบรรยากาศคึกคัก เชื่อว่าการหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนของเงินในระบบ ขณะที่กลุ่มที่มองว่าไม่คึกคักยังคงกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่าแสนคน รวมถึงแรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาประเมินภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไปอีกครั้ง

L2D Page (251)

เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

เศรษฐกิจอ่อนแรงยืดเยื้อ ธนาคารไทยเข้าโหมดตั้งรับ คุมสินเชื่อเข้ม ป้องกันคลื่นหนี้เสีย

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ปีนี้ไม่ใช่ปีของการเร่งขยายสินเชื่อ หากแต่เป็นช่วงเวลาของการ “ตั้งรับ” และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในภาวะที่ปัญหาหนี้เสียยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคการเงิน

นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเฉพาะกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อที่ไม่สามารถขยายตัวได้เหมือนในอดีต หากมองในภาพเศรษฐกิจมหภาค จะพบว่าการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้ที่ราว 2% อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว การดำเนินธุรกิจของธนาคารจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับกรุงศรีอยุธยา ความระมัดระวังถือเป็นหัวใจของการบริหาร เพราะธนาคารมีหน้าที่ดูแลเงินฝากของประชาชนจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถเร่งปล่อยสินเชื่อได้ในวงกว้าง แต่ยังคงพยายามคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อประคับประคองการเติบโตภายใต้ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ในมุมของคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มที่ยังคงเปราะบางและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด คือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อที่อ่อนแรง และสภาพคล่องที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้ทอดทิ้งลูกหนี้กลุ่มนี้ แต่เลือกใช้แนวทางการทำงานเชิงลึกเป็นรายกรณี ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการหาทางออกที่มากกว่าการอัดฉีดเงินทุนเพียงอย่างเดียว

นอกจากเอสเอ็มอีแล้ว สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังเป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายไม่เติบโตตามเป้า ส่งผลให้ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้กู้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่กลุ่มลูกหนี้รายใหญ่ ลูกค้าญี่ปุ่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังถือว่ามีคุณภาพและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ด้วยบริบทดังกล่าว กรุงศรีฯ จึงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ที่ 2-4% โดยโอกาสหลักในประเทศยังคงอยู่ที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แม้การแข่งขันในกลุ่มนี้จะรุนแรงมากขึ้นจากการที่ธนาคารหลายแห่งหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มเดียวกัน จนเกิดการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะเดียวกัน การเติบโตจากต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง โดยคาดว่าสินเชื่อต่างประเทศจะเติบโตถึง 14-16% แม้จะมีสัดส่วนเพียง 5% ของพอร์ต แต่สามารถสร้างรายได้มากถึง 20% ของรายได้รวม

ในระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์ของกรุงศรีฯ ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยงบกว่า 17,000 ล้านบาท รวมถึงการผสานศักยภาพของบริษัทในเครือภายใต้แนวคิด One Krungsri เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ

ด้านนายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ย้ำว่า ปีนี้เป็นปีที่ต้องบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย ภายใต้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและระดับหนี้เสียที่ยังสูง กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อจึงเน้นการคัดเลือกเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่าการขยายตัวในวงกว้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว

แม้ภาพรวมในประเทศจะยังเปราะบาง แต่ธนาคารยังมองเห็นโอกาสจากการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 10% และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต สำหรับตลาดไทย การเน้นกลุ่มบริษัทข้ามชาติและลูกค้าญี่ปุ่นยังเป็นยุทธศาสตร์หลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและความต้องการใช้สินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ฝั่งธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี ยังคงสะท้อนภาพความระมัดระวังในทิศทางเดียวกัน นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ระบุว่า จีดีพีปีนี้คาดว่าจะอยู่เพียงระดับ 1.5% ทำให้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เพียง 1-2% โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและความมั่นคงมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

พอร์ตสินเชื่อธุรกิจของทีทีบีอยู่ที่ประมาณ 4.5-4.6 แสนล้านบาท โดยลูกค้ารายใหญ่ยังคงมีสัญญาณการลงทุน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ขณะที่เอสเอ็มอียังชะลอการลงทุนและเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องจับตาความเสี่ยงด้านการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและกำลังซื้อ

ภาพสะท้อนจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ชี้ชัดว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเครื่อง แต่เป็นปีของการประคองตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ การรักษาคุณภาพสินทรัพย์และเสถียรภาพของระบบการเงิน จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกแบงก์ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us