“ใบยาสูบเตอร์กิช” ทางเลือกหลังนา พลิกผืนดินอีสานสู่รายได้มั่นคงกว่า 20 ปี
ท่ามกลางข้อจำกัดของสภาพอากาศและความแห้งแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ใบยาสูบเตอร์กิช” ได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับเกษตรกรริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ว่างหลังฤดูทำนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรกว่า 31 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประเทศ และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของ GDP ในปี 2567 แรงงานกว่า 9 ล้านคนในภูมิภาคนี้กว่าครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำให้อีสานเป็นฐานการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และสมุนไพร รวมถึงพืชเฉพาะทางอย่างใบยาสูบ
ใบยาสูบเตอร์กิชเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ดินทรายจัดและสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งแตกต่างจากพืชเศรษฐกิจทั่วไป ใบยาชนิดนี้เป็นใบยาบ่มแดด มีลักษณะเด่นคือกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากแว็กซ์หรือเรซิ่นที่สะสมอยู่ในใบ ยิ่งปลูกในสภาพแห้งแล้งมากเท่าใด ใบยาจะยิ่งสร้างแว็กซ์มากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพและกลิ่นหอมเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พื้นที่เพาะปลูกสำคัญกระจายอยู่ในจังหวัดนครพนม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด โดยหนึ่งไร่สามารถปลูกได้มากถึง 30,000–40,000 ต้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวไร่ยาสูบมากกว่า 22,500 ครัวเรือน กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยแต่ละพื้นที่มีการปลูกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ภาคเหนือเน้นสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ภาคกลางตอนบนปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกสายพันธุ์เตอร์กิชเป็นหลัก เนื่องจากมีน้ำมันและกลิ่นหอมสูง ใบยาที่เก็บเกี่ยวจะถูกนำไปตากแดดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำมันอโรม่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของใบยาไทยในตลาดส่งออก
ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์ของไทยมีมูลค่ากว่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้เฉลี่ยจากการปลูกใบยาสูบอยู่ที่ประมาณ 65,000–100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อรอบการผลิต และเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึงร้อยละ 32 สำหรับภาคอีสานเพียงแห่งเดียว มีชาวไร่ยาสูบเกือบ 10,000 ราย ผลิตใบยาดิบได้ราว 4 ล้านกิโลกรัม และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 750 ล้านบาท
แนวโน้มการส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ยาสูบไทยสร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 11 ล้านกิโลกรัม สะท้อนศักยภาพการแข่งขันของใบยาสูบไทยในตลาดโลก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตตามหลักการเกษตรที่ดีหรือ GAP ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ แรงงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถติดตามผลผลิตจากแปลงปลูกถึงโรงงานได้อย่างโปร่งใส
นางไสคำ สิทธิชำนาญ เกษตรกรวัย 54 ปี จากตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่ยึดอาชีพปลูกใบยาสูบเตอร์กิชมายาวนานกว่า 20 ปี ควบคู่กับการทำนา เธอเลือกปลูกใบยาสูบหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจากมีการประกันราคาและมีตลาดรองรับแน่นอนทุกปี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่การเพาะกล้า การดูแลแปลง ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิต
ปัจจุบันนางไสคำมีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 100,000 บาทต่อรอบการผลิต หรือเฉลี่ยไร่ละประมาณ 20,000 บาท รอบการปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเหมาะสมที่สุดต่อคุณภาพใบยา ล่าสุดยังมีการทดลองใช้ระบบน้ำหยด เพื่อลดการใช้น้ำและแรงงาน พร้อมควบคุมการเจริญเติบโตของต้นใบยาให้สม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อคุณภาพผลผลิตในระยะยาว
นางไสคำกล่าวว่า การปลูกใบยาสูบช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งบุตรหลานเรียนหนังสือและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับพืชผักทั่วไปที่มีความผันผวนด้านราคา ใบยาสูบจึงยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรอีสานได้อย่างยั่งยืน





