News

L2D Page (247)

ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ เปิดประตูโลจิสติกส์ใหม่ หนุนสินค้าไทยบุกตลาดจีนตอนกลาง

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างไทยและจีน หลังจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เที่ยวบินบรรทุกสินค้าปฐมฤกษ์ของ JD Airlines ได้ทำการบินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอ มณฑลหูเป่ย์ สู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ถือเป็นการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในรอบ 4 ปี และสะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้าโดยเฉพาะ รองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมาก โดยเฉพาะพัสดุอีคอมเมิร์ซและสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงจากจีน ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะมุ่งเน้นการขนส่งผลไม้สดจากไทย อาทิ ทุเรียนและผลไม้เขตร้อนอื่น ๆ เพื่อส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นและจีนตอนกลางอย่างรวดเร็ว คงไว้ซึ่งความสดใหม่และคุณภาพของสินค้า

ฝ่ายบริหารของกลุ่มสนามบินหูเป่ยเปิดเผยว่า การวางแผนเส้นทางบินดังกล่าวออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน และเพิ่มเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลพีคของการค้าข้ามพรมแดน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ และลดข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งสินค้า

ความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน แต่ยังช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิหรือ Cold Chain ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสินค้าเกษตรและอาหารสด การมีเส้นทางบินตรงช่วยให้สินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยไม่ต้องผ่านศูนย์กระจายสินค้าในจีนตอนใต้เหมือนที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย เส้นทางบินตรงอู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สดอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ซึ่งสามารถรักษาคุณภาพ รสชาติ และความสดใหม่ได้ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยให้สินค้าไทยกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยจึงควรเร่งพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าอย่างมาก ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้าและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้โครงสร้างการค้าของไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

L2D Page (246)

รฟท. ขยายเวลาเดินรถขบวนพิเศษ ขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง-สุไหงโกลก

รฟท.ต่ออายุขบวนรถพิเศษขนส่งสินค้าภาคใต้ หัวลำโพง–สุไหงโกลก อีก 1 ปี หนุนเอสเอ็มอี–เกษตรกร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าสนับสนุนการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุน และเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รฟท.ได้มีมติขยายการให้บริการขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วน หมายเลข 985/986 ในเส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในปริมาณมาก โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2569

สำหรับขบวนรถพิเศษสินค้าห่อวัตถุด่วนหมายเลข 985 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – สุไหงโกลก จะออกจากต้นทางเวลา 11.00 น. และถึงสถานีปลายทางเวลา 12.35 น. ของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ขบวนรถหมายเลข 986 เส้นทางสุไหงโกลก – กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากต้นทางเวลา 13.25 น. และถึงปลายทางเวลา 13.15 น. ของวันถัดไป

ขบวนรถดังกล่าวจะจอดรับและส่งสินค้าตามสถานีรายทางรวม 33 สถานี ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตั้งแต่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง จนถึงปลายทางสุไหงโกลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับสินค้าได้ภายในระยะเวลาเพียง 1–2 วัน โดยเปิดให้บริการขนส่งสินค้าทุกวันอย่างต่อเนื่อง

รฟท.ระบุว่า การขยายระยะเวลาการเดินรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งที่สะดวกและประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรและตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปสู่ผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการดังกล่าวจะช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้สนใจใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

L2D Page (245)

“คมนาคม” เร่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง-รื้อย้ายสาธารณูปโภค แก้ปัญหาก่อสร้างถนน "สายระยอง-บ้านเพ" ล่าช้า

คมนาคมเร่งแก้คอขวดก่อสร้างถนนสายระยอง–บ้านเพ สั่ง ทล.ปรับแบบเขตทาง–รื้อย้ายสาธารณูปโภค หลังงานล่าช้า

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ หลังความคืบหน้าผ่านมากว่า 6 เดือนยังต่ำกว่าแผน โดยสั่งการให้กรมทางหลวงเร่งประสานปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง พร้อมกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน ควบคู่การย้ำมาตรการความปลอดภัยและการสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคของโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3 สายระยอง–บ้านเพ ตอน 1–5 ของกรมทางหลวง โดยมีผู้บริหารกรมทางหลวง หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดระยอง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ แขวงทางหลวงระยอง จังหวัดระยอง

นายจิระพงศ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 13.87 กิโลเมตร และได้ลงนามสัญญาจ้างตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้า ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่เพียง 2.419% ล่าช้ากว่าแผน 4.644% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2571

โครงการนี้เป็นการขยายช่องจราจรจาก 4 ช่องเป็น 8 ช่องจราจร พร้อมก่อสร้างเกาะกลาง สะพานกลับรถ สะพานลอยคนเดินข้าม สะพานบกและการต่อความกว้างสะพาน ระบบระบายน้ำใต้ทางเท้า สะพานคอนกรีตอัดแรง สะพานยกระดับข้ามจุดกลับรถ รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างและไฟกะพริบบนทางหลวง

ทั้งนี้ การดำเนินงานประสบอุปสรรคสำคัญจากสาธารณูปโภคที่พาดผ่านแนวสายทาง อาทิ เสาไฟฟ้า ท่อประปา สายสื่อสาร ท่อก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำมัน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ ซึ่งฝ่ายโครงการได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับแผนงาน

รองปลัดกระทรวงคมนาคมย้ำว่า โครงการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการก่อสร้างเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน และบริหารจัดการจราจรอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้เส้นทางในช่วงการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เร่งประสานการปรับแบบเขตทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และทำงานร่วมกับแขวงทางหลวงระยองในการกำหนดพื้นที่รองรับการรื้อย้ายสาธารณูปโภคที่เป็นอุปสรรคให้ชัดเจน โดยให้จัดทำแผนดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป

L2D Page (244)

บาทเปิดแข็งค่าแตะ 31.49 ต่อดอลลาร์ ทองคำหนุน ตลาดรอปัจจัยเฟด- ลุ้นเลือกตั้งไทย

เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ 31.49 ต่อดอลลาร์ รับแรงหนุนทองคำ ตลาดจับตาเฟด-ปัจจัยการเมืองไทย

ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down และสามารถทะลุแนวรับสำคัญที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ ก่อนเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.46–31.68 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แม้ค่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง และข้อมูลดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตเดือนมกราคมออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกปรับลดลงบ้าง แต่เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งกลับมายืนเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ขยับขึ้นกว่า 0.5% จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 4.8% สะท้อนมุมมองของตลาดที่ลดการคาดการณ์ต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด

นายพูนมองว่า ในระยะสั้นราคาทองคำอาจปรับขึ้นได้จำกัดและเริ่มเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในลักษณะ Sideways หลังปัจจัยหนุนเริ่มลดลง ขณะที่เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบหรือแข็งค่าเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าที่คาด

สำหรับค่าเงินบาท ยังคงมีแนวโน้มผันผวนสูงและขาดทิศทางที่ชัดเจนในกรอบกว้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจชะลอการปรับสถานะเพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยในเชิงเทคนิค แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 31.50 และ 31.75–31.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ระดับ 31.30 และ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ คาดว่าในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.35–31.65 บาทต่อดอลลาร์

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us