News

L2D Page (62)

ไทยคุมเข้มมาตรการส่งออกลำไย รับมือเข้มงวดจีนสุ่มตรวจสารตกค้าง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าคุมเข้มมาตรการด้านคุณภาพลำไยเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการสุ่มตรวจจากจีน ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกหลักของลำไยไทย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 ว่า ขณะนี้ทางการจีนมีแนวโน้มปรับมาตรการตรวจสอบสารตกค้างในลำไยให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย หากเกษตรกรและผู้ประกอบการไม่สามารถรักษามาตรฐานตามที่กำหนดได้

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแนวทางบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนราชการ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน โดยเฉพาะการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการรักษาคุณภาพลำไยตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการบรรจุและขนส่ง เพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองมาตรการด้านความปลอดภัยทางอาหารของจีน รวมทั้งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลำไยให้มีคุณภาพสดใหม่ยาวนานขึ้น ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคต่างประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการวางแผนเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยมีแนวคิดที่จะเปิดการเจรจากับทางการจีนเพิ่มเติม เพื่อหาข้อยืดหยุ่นและแนวทางแก้ไขปัญหาหากเกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรการในอนาคต การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาสถานะของลำไยไทยในตลาดจีนที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเป็นตลาดนำเข้าลำไยรายใหญ่ที่สุดของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของการส่งออกทั้งหมด มูลค่าการค้าสูงกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่มีความเข้มงวดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชและความปลอดภัยทางอาหารมากที่สุด ทำให้ไทยต้องพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง หากมาตรการตรวจสอบของจีนมีความเข้มงวดขึ้นโดยไม่เตรียมการรับมือ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธการนำเข้า ซึ่งจะสร้างผลกระทบทั้งต่อราคาผลผลิตในประเทศและรายได้ของเกษตรกรอย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ การคุมเข้มมาตรการส่งออกลำไยในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยในระยะยาว ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาดโลก และปูทางสู่การขยายตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากจีนในอนาคต

L2D Page (61)

เวียดนามปฏิรูปตลาดทองคำ เปิดเสรีการผลิตและนำเข้า

รัฐบาลเวียดนามประกาศเดินหน้าเปิดเสรีตลาดทองคำ ยกเลิกการผูกขาดของภาครัฐที่เคยครอบงำทั้งการนำเข้าและการผลิตทองคำแท่ง โดยเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้น มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างราคาทองคำในประเทศกับราคาตลาดโลก รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการซื้อขาย

ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam) จะทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติใบอนุญาตสำหรับการนำเข้าทองคำดิบและการซื้อขายกับต่างประเทศ โดยกำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มงวด บริษัทเอกชนต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 ล้านล้านดอง ส่วนธนาคารพาณิชย์ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านล้านดอง ขณะที่ทองคำดิบที่นำเข้ามาต้องมีความบริสุทธิ์อย่างน้อย 99.5% และใช้เพื่อการผลิตทองคำแท่งหรือเครื่องประดับตามกฎหมายที่กำหนด

นักเศรษฐศาสตร์ ฟาม ลู หง จาก SSI Securities Corp. ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะตลาดทองคำเวียดนามกำลังเปลี่ยนจากระบบควบคุมเบ็ดเสร็จโดยรัฐ ไปสู่ตลาดที่แม้ยังมีการกำกับดูแลแต่เปิดให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แม้มีมาตรการใหม่ ราคาทองคำในเวียดนามยังคงสูงกว่าตลาดโลกอย่างชัดเจน ข้อมูลจากบริษัท Saigon Jewelry ระบุว่า ราคาทองคำในประเทศล่าสุดอยู่ที่ 128 ล้านดอง หรือประมาณ 4,857 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตำลึง (37.5 กรัม) เมื่อนำมาคำนวณเทียบเป็นหนึ่งทรอยออนซ์จะอยู่ที่ราว 4,028 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่เพียง 3,377 ดอลลาร์ หรือถูกกว่าราว 19%

ทั้งนี้ ความต้องการทองคำในเวียดนามยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยสภาทองคำโลกระบุว่าในปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเวียดนามใช้ทองคำถึง 55.3 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีเพียง 39.8 ตัน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่ทองคำยังคงมีในเศรษฐกิจและสังคมเวียดนามอย่างเด่นชัด

L2D Page (60)

คมนาคมเดินหน้าแก้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า กำหนดแบ่งรายได้ 25% เข้ากองทุนตั๋วร่วม รองรับมาตรการ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการรอการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง เพื่อให้มาตรการดังกล่าวสามารถมีผลบังคับใช้ได้โดยเร็ว โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าใน 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีชมพู และสายสีเหลือง เพื่อปรับปรุงสัดส่วนการแบ่งรายได้เข้ากองทุนตั๋วร่วม โดยกำหนดให้ผู้รับสัมปทานแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทในอัตรา 25% จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 15% ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กับระบบตั๋วร่วมและสนับสนุนการเดินหน้านโยบายดังกล่าว

ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะสรุปรายละเอียดของการแก้ไขสัญญาและรายงานให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ รฟม. ในวันที่ 9 กันยายน และส่งต่อให้คณะกรรมการกำกับการแก้ไขสัญญาภายในวันที่ 16 กันยายน 2568 จากนั้นจะส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งตามแผนจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน แต่หากสามารถเร่งรัดให้เสร็จภายใน 30 วัน ก็จะช่วยให้การดำเนินมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทสามารถเริ่มได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้ และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงคณะรัฐมนตรีในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

นายสุริยะย้ำว่า ได้มีการหารือเบื้องต้นกับผู้รับสัมปทานแล้ว และทุกฝ่ายไม่ได้แสดงความคัดค้านแต่อย่างใด โดยเฉพาะสายสีเขียวที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะต้องดำเนินการแก้ไขรายละเอียดสัญญาร่วมกันต่อไป ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีแดง สายสีทอง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เป็นรูปแบบการจ้างเดินรถ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขสัญญา

สำหรับสายสีแดงและสายสีม่วง มาตรการค่าโดยสาร 20 บาทได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 และจะครบกำหนดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ต่อมาได้มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีขยายมาตรการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และจะปรับให้สอดคล้องกับการเริ่มต้นมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทครอบคลุมทั้ง 8 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยจะขยายระยะเวลาเป็นปีต่อปีตามความเหมาะสม

นายสุริยะยังยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้ามาตรการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเดินทางที่สะดวกสบายและมีค่าโดยสารที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างระบบการเงินและสัญญาสัมปทานที่โปร่งใสและยั่งยืน

L2D Page (59)

“ทรัมป์” ส่งสัญญาณกดดันจีน ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 200% หากจำกัดการส่งออกแม่เหล็กหายาก

สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนว่าหากจีนยังคงเดินหน้าจำกัดการส่งออกแม่เหล็กหายาก (Rare-earth Magnets) สหรัฐฯอาจใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 200% เพื่อกดดันให้จีนต้องปรับท่าที

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการพบปะหารือกับประธานาธิบดีอี แจ มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ที่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “จีนจำเป็นต้องส่งแม่เหล็กให้สหรัฐฯ ถ้าไม่ส่ง เราก็ต้องเก็บภาษี 200% หรือทำอะไรบางอย่าง” พร้อมชี้ว่า ชิ้นส่วนเครื่องบินถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางการค้าสำคัญที่สหรัฐฯ สามารถใช้กดดันจีน เนื่องจากหากไม่มีการจัดส่งแม่เหล็กหายากจากจีน เครื่องบินโบอิ้งกว่า 200 ลำของสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถขึ้นบินได้

รายงานจากบลูมเบิร์กเผยว่า ปัจจุบันโบอิ้งอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงครั้งใหญ่กับจีน เพื่อขายเครื่องบินมากถึง 500 ลำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการบินในฐานะตัวแปรหลักที่อาจส่งผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ การซื้อขายในระดับนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายยังคงพึ่งพาซึ่งกันและกัน แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมืองและการค้าก็ตาม

ข้อมูลของรัฐบาลจีนล่าสุดระบุว่า การส่งออกแม่เหล็กหายากไปยังสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนมิถุนายน การส่งออกพุ่งขึ้นกว่า 7 เท่า หรือราว 660% จากเดือนก่อนหน้า และยังขยายตัวต่ออีก 76% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาจีนอย่างหนักในวัตถุดิบสำคัญเหล่านี้

จีนในฐานะผู้ผลิตแม่เหล็กหายากรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งการผลิตมากถึง 90% และยังควบคุมกระบวนการถลุงแร่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมแม่เหล็ก ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงในเวทีการค้าโลก ขณะที่สหรัฐฯยังคงต้องใช้แม่เหล็กหายากในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน

นักวิเคราะห์มองว่าคำพูดของทรัมป์ครั้งนี้อาจเป็นเพียง “การขู่” ทางการเมือง เฮนรี หวัง ประธานศูนย์วิจัย China & Globalization ในนครปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า ทรัมป์มักใช้วาทกรรมแข็งกร้าวเพื่อสร้างแรงกดดัน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามว่าทั้งสองประเทศจะยึดตามข้อตกลงการค้าที่ทำไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐฯและจีนเพิ่งบรรลุกรอบข้อตกลงการค้าใหม่ ที่รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกแม่เหล็กของจีน และการลดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีบางส่วนของสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะลดอัตราภาษีศุลกากรซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 55% และ 32% ตามลำดับ แต่ข้อตกลงพักรบดังกล่าวจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยิ่งทำให้ตลาดจับตามองการเยือนสหรัฐฯ ของหลี่ เฉิงกัง หัวหน้าคณะเจรจาการค้าระดับสูงของจีน ซึ่งจะพบกับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังภายในสัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าการพบปะครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาระดับสูงที่จะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าในอนาคต หากทั้งสองฝ่ายสามารถขยายข้อตกลงพักรบออกไปหลังพ้นกำหนดเดือนพฤศจิกายน ความเสี่ยงที่จะเกิด “สงครามการค้า” รอบใหม่ก็อาจลดลง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us