News

L2D Page (54)

พาณิชย์เร่งบูรณาการดันส่งออกข้าว รุกตลาดใหม่ทั่วโลก รับมือผลผลิตล้นตลาดโลก มั่นใจปีนี้แตะ 7.5 ล้านตัน

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” หลังสถานการณ์ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกในปี 2568 ออกมาจำนวนมาก ทำให้หลายประเทศต่างเร่งหาตลาดรองรับ ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดโลกดุเดือดและราคามีแนวโน้มผันผวนลดต่ำลง โดยนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งหารือและบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ รองรับผลผลิต โดยเฉพาะสินค้าข้าวและมันสำปะหลังที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แนวทางแก้ปัญหาในเบื้องต้นคือต้องเร่งผลักดันการส่งออกโดยใช้กลไกการเจรจารัฐต่อรัฐ (G to G) ร่วมกับประเทศคู่ค้า รวมถึงการหาช่องทางผ่านภาคเอกชน เพื่อระบายผลผลิตออกไปให้ได้มากที่สุดในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญ ขณะเดียวกัน ยังเตรียมวางแผนระยะยาวในด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะกับข้าวจากเวียดนามที่มีคุณภาพสูงขึ้นต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า แม้ในช่วงครึ่งปีแรก ไทยส่งออกข้าวได้เพียง 3.73 ล้านตัน ลดลงถึง 27.29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีมูลค่าการส่งออก 75,563 ล้านบาท ลดลงกว่า 36% แต่กรมยังคงมั่นใจว่าภาพรวมทั้งปีจะบรรลุเป้าหมายที่ 7.5 ล้านตัน เนื่องจากได้เตรียมมาตรการเชิงรุกในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปีอย่างเข้มข้น

แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการเร่งเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีน โดยเฉพาะกับรัฐวิสาหกิจ COFCO ที่ยังเหลือสัญญาส่งมอบอีกกว่า 280,000 ตัน ซึ่งจะมีการเดินทางไปเจรจาที่กรุงปักกิ่งในเดือนกันยายนนี้ พร้อมทั้งรุกเปิดตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบียและอิรัก รวมถึงการขยายตลาดไปยังฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น ซึ่งไทยมีการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นปีละราว 300,000 ตัน ขณะเดียวกัน ยังมีการเตรียมต้อนรับคณะผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกงที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน

นอกจากการเจรจาแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังวางกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติหลายแห่ง อาทิ งาน Fine Food Australia ที่นครซิดนีย์ งาน China-ASEAN Expo ที่เมืองหนานหนิง งาน ANUGA ที่เยอรมนี งาน Foodex Saudi ที่ซาอุดีอาระเบีย และงาน CIIE ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งล้วนเป็นเวทีสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าของข้าวไทย นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดประชุมข้าวนานาชาติ “Thailand Rice Convention” สัญจร ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมนี้ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ซื้อ และสร้างการรับรู้เชิงบวกในตลาดโลก

แม้จะเผชิญแรงกดดันจากผลผลิตที่ล้นตลาด แต่ภาครัฐยังคงเชื่อมั่นว่าการบูรณาการอย่างรอบด้าน ทั้งการเจรจาทางการค้า การขยายตลาดใหม่ การสร้างภาพลักษณ์สินค้า และการพัฒนาพันธุ์ข้าวในระยะยาว จะช่วยให้ไทยรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก และสามารถบรรลุเป้าหมายการส่งออก 7.5 ล้านตันในปีนี้ได้สำเร็จ

L2D Page (53)

เปิดตลาดสหรัฐฯ ภาษีนำเข้า 0% แลก “ภาษีทรัมป์” คนไทยได้ของถูก แต่ไทยอาจเสียเปรียบการค้า

การเปิดตลาดสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้อัตราภาษี 0% กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงหรือไม่ และไทยต้องสูญเสียอะไรจากข้อตกลงการค้าในครั้งนี้ เพราะแม้สินค้าสหรัฐฯ จะมีราคาถูกลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกลับต้องเผชิญกับมาตรการภาษี “ทรัมป์” ที่บังคับใช้กับการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ในอัตรา 19% หลังจากที่ถูกปรับลดลงมาจากเดิม 36% ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อศักยภาพการส่งออกไทย

จากข้อมูลปี 2567 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 6.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 4.56 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลเรียกเก็บภาษีตอบโต้ อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เข้ามาโดยไม่เสียภาษีนำเข้า อาจทำให้ผู้บริโภคไทยได้รับประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เครื่องบิน และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็มีสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่มีมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว ราคาสินค้าในกลุ่มนี้จะลดลงเฉลี่ยชิ้นละกว่า 13,000 บาท หากเปิดตลาด 0% อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวอย่างสินค้าที่ราคาจะปรับลดลงชัดเจน ได้แก่ รถกระบะนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ราคาจะลดลงมากถึงกว่า 1 แสนบาทต่อคัน เครื่องซักผ้าลดลงราว 2,800 บาท โน้ตบุ๊กลดลง 1,200 บาท สมาร์ตโฟนลดลง 2,000 บาท รวมถึงสินค้าอุปโภคอื่น ๆ อย่างลู่วิ่งไฟฟ้า เครื่องสำอาง และชิ้นส่วนจักรยานที่ราคาถูกลงในระดับจับต้องได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจะได้โอกาสใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานสากล ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ภายใต้แบรนด์ “Made in USA”

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงสินค้าที่มีมาตรฐาน แต่ยังอาจเป็นแรงผลักดันให้ตลาดผู้บริโภคในประเทศปรับตัวไปสู่สินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาสินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ประเด็นที่น่าจับตาคือ การเปิดตลาดสินค้าสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทย เนื่องจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ใช่คู่แข่งในตลาดเดียวกัน แต่กลับเป็นโอกาสที่ภาคการผลิตของไทยจะได้ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และอาจต่อยอดไปสู่การร่วมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมกับสหรัฐฯ ได้ในอนาคต

แม้ไทยจะยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในการส่งออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดตลาดนำเข้าอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่สร้างทั้งความท้าทายและโอกาส หากไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับโลก ก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

L2D Page (52)

เกษตรกรเดือดร้อนหนัก! ส.ส.วอนรัฐบาลประกันราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 7 บาท พร้อมชะลอนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภารายงานว่า นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด หลังราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงกิโลกรัมละ 4-5 บาท ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี และไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและสารเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนและประสบปัญหาความเป็นอยู่รุนแรง

นายบัญชาเปิดเผยว่า ตลอดเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรได้ออกมาเคลื่อนไหวและประท้วงหลายครั้งเพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไข แต่ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ยกเว้นเพียงการดูแลเรื่องข้าวซึ่งได้รับการช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์และเพชรบูรณ์ได้รวมตัวกันปิดถนน เพื่อกดดันรัฐบาลให้เร่งหาทางออกต่อวิกฤตราคาข้าวโพดที่กำลังถาโถม

สิ่งที่เกษตรกรเรียกร้องหลัก ๆ คือ ให้รัฐบาลประกาศประกันราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7 บาท เพื่อเป็นหลักประกันรายได้ขั้นต่ำและช่วยให้เกษตรกรพอมีแรงในการทำเกษตรต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทบทวนตัวเลขการผลิตข้าวโพดที่ประกาศว่ามีเพียงปีละ 5 ล้านตัน เพราะเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง อันอาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนในการกำหนดนโยบาย

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยเปิดให้นำเข้าในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ซึ่งเกษตรกรเห็นว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อราคาผลผลิตในประเทศอย่างมาก ทำให้ราคาข้าวโพดตกต่ำลงไปอีก จึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนและตรวจสอบตัวเลขการนำเข้าให้รอบคอบ พร้อมทั้งเสนอให้ชะลอหรือระงับการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศชั่วคราว

นายบัญชายังได้ฝากข้อเรียกร้องถึงนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เร่งดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดกำลังทยอยออกสู่ตลาด หากยังปล่อยให้ราคาตกต่ำต่อไป จะทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถรับมือได้ และอาจกระทบต่อเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในวงกว้าง

L2D Page (51)

เวียดนามเร่งดันข้าวคุณภาพสูง สร้างแบรนด์ระดับชาติ หลังแซงไทยขึ้นแท่นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก

รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมข้าวเต็มกำลัง หลังจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 เวียดนามสามารถแซงหน้าไทยขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จ ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเผยว่า ปริมาณการส่งออกของเวียดนามเติบโตต่อเนื่องจนสามารถครองตำแหน่งรองแชมป์ผู้ส่งออกข้าวโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จึงห์ ของเวียดนาม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนายุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้นการส่งออกข้าวคุณภาพสูงและข้าวออร์แกนิก พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ข้าวระดับชาติ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่เน้นปริมาณการผลิต ไปสู่การยกระดับมูลค่าและสร้างจุดขายด้านคุณภาพ

แม้เวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลก แต่อุตสาหกรรมข้าวของประเทศยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิต ตลอดจนข้อกำหนดและกฎระเบียบเข้มงวดจากตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพและความยั่งยืน

เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งด่วน โดยมีแผนริเริ่มสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวคุณภาพสูงในพื้นที่กว่า 6.25 ล้านไร่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง การนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ข้าวในระดับชาติให้มีภาพลักษณ์ชัดเจนในตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามเปิดเผยว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2568 เวียดนามส่งออกข้าวได้ 5.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,810 ล้านดอลลาร์ แม้ปริมาณส่งออกจะเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในด้านมูลค่ากลับลดลงเกือบ 16% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาในตลาดโลก

ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นตลาดหลักของเวียดนาม โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 43% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด ตามมาด้วยกานา 11.1% และไอวอรีโคสต์ 10.6% ที่น่าสนใจคือ บังกลาเทศมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าข้าวจากเวียดนามสูงสุดถึง 188 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกไปมาเลเซียกลับเผชิญแรงกดดันด้านราคา ลดลงกว่า 58.5%

สำหรับปี 2568 กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามตั้งเป้าหมายรายได้จากการส่งออกข้าวไว้ที่ 5,700 ล้านดอลลาร์ โดยมีแผนที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดที่ครองอยู่ พร้อมทั้งขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดข้าวหอมในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นสนามแข่งขันสำคัญที่ไทยและอินเดียครองความได้เปรียบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า เวียดนามกำลังเดินหน้าสร้างยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งเน้นมูลค่าและคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้เล่นหลักในตลาดข้าวโลก และรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับสองให้มั่นคงต่อไป

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us