News

L2D Page (228)

"พิชัย" ชี้ส่งออกปี'68 โตถึง 12.93% ตามที่บอกไว้ แนะสาน ต่อ 11 เรื่อง

พิชัยย้ำส่งออกปี 2568 โตแรงเกือบ 13% ชี้ FTA–การลงทุนหนุนเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลใหม่สานงานพาณิชย์ต่อเนื่อง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่กลางปี แม้ในช่วงแรกจะถูกตั้งคำถามและถูกสบประมาทจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วน โดยยืนยันว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริง

นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกในเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีเติบโตในระดับเกือบ 13% ซึ่งสวนทางกับข้อวิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าการส่งออกขยายตัวเพราะการเร่งส่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ และจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หลังการเจรจาภาษีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม การส่งออกไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่เติบโตถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้เป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกชั่วคราว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ และถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปที่สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามได้ในช่วงต้นปี 2568

นายพิชัยระบุว่า ความสำเร็จของ FTA ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยไม่สามารถปิดการเจรจากับประเทศระดับเดียวกันได้มานานนับสิบปี ส่งผลให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ EFTA ในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% และทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่ายอดทั้งปี 2567 ที่อยู่ราว 1.14 ล้านล้านบาท

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกที่ขยายตัว 12.93% ในปี 2568 เป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัว 5.4% สะท้อนทิศทางบวกทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มแซงไทยด้านขนาดเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นผลจากการที่เวียดนามสามารถรักษาการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และมี FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ

นายพิชัยจึงฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ให้เดินหน้ารักษาโมเมนตัมการส่งออกและการลงทุน พร้อมสานต่องานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคใด โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรงของรัฐมนตรีเพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังควรเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการค้าภายในประเทศ ทั้งการลดการผูกขาดการส่งออกข้าว การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการไทย การจัดการปัญหานอมินี การขยายตลาดสินค้าเกษตรในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย รวมถึงการผลักดันนโยบายคลังอาหาร การสร้างแบรนด์สินค้าไทย การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน และการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านโครงการ Thai Select

นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง และหวังว่างานที่ได้วางรากฐานไว้แล้วจำนวนมากจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

L2D Page (227)

คมนาคมสั่งลุยซ่อมM82 ปิดฉพาะจุดเสี่ยง100% พระราม2 ขาเข้าออก บีบเหลือ 2 เลน

คมนาคมย้ำปิดเฉพาะจุดเสี่ยง M82 พระราม 2 ไม่ได้ปิดทั้งสาย สั่งบีบจราจรเหลือ 2 เลน คุมความปลอดภัยสูงสุด

กระทรวงคมนาคมยืนยันแนวทางซ่อมแซมโครงสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 โดยเน้น “ปิดพื้นที่เฉพาะจุดเสี่ยง 100%” เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่การปิดถนนทั้งเส้น พร้อมสั่งกรมทางหลวงจัดผังจราจรอย่างละเอียด รองรับผลกระทบระหว่างการซ่อมโครงสร้างที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกระแสความกังวลของประชาชนจากการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 บนถนนพระราม 2 โดยเฉพาะประเด็นการประกาศ “ปิดพื้นที่ก่อสร้าง 100%” ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า การปิดพื้นที่ 100% ไม่ได้หมายถึงการปิดถนนพระราม 2 ทั้งสาย แต่เป็นการปิดเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมโครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก แม้จะส่งผลกระทบต่อการจราจรในระยะสั้นก็ตาม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนที่กังวลว่าหน่วยงานรัฐอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีนโยบายอุ้มผู้รับเหมาที่ประมาทเลินเล่อ และการดำเนินคดีทางกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา ยังคงเดินหน้าอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้หยุดการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการก่อสร้างหรือยกวัสดุเหนือเส้นทางสัญจร รวมถึงจุดที่โครงสร้างเสียหายรุนแรง ซึ่งต้องปิดกั้นพื้นที่เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางที่จัดไว้ได้อย่างปลอดภัยสูงสุด

ด้าน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้จัดทำแผนบริหารจัดการจราจรอย่างรัดกุม สำหรับช่วงรื้อถอนพื้นสะพานที่เสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม และการเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นข้ามแม่น้ำท่าจีน บริเวณกิโลเมตรที่ 29+100 ถึง 32+100 ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

ในช่วงการซ่อมแซมดังกล่าว จะมีการปิดช่องทางหลักทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย ทำให้เหลือเพียงช่องทางขนานเปิดใช้งานฝั่งละ 2 เลน รวมทั้งขาเข้าและขาออก โดยมีการปรับกายภาพจุดเข้า-ออก และจัดการทางเชื่อม เพื่อลดปัญหาคอขวดและเพิ่มความคล่องตัวในการสัญจร

จากการประเมินทางวิศวกรรมจราจร คาดว่าความสามารถในการรองรับปริมาณรถจะลดลงราว 60% และในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจเกิดแถวรถสะสมยาวประมาณ 4 กิโลเมตร กรมทางหลวงจึงจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาจราจรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำหนดลำดับการทำงานให้กระชับ โดยบางช่วงจะปิดช่องทางหลักเพียงทิศทางเดียว เพื่อคืนผิวจราจรและช่วยระบายรถ รวมถึงอาจเปิดใช้ช่องทางพิเศษแบบสลับทิศทางตามสถานการณ์

นายปิยพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้รื้อย้ายซากเครนและชิ้นส่วนที่เสียหายออกจากพื้นที่แล้วอย่างปลอดภัย และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินงานหลัก 2 ส่วน คือการรื้อถอนพื้นสะพานที่ได้รับความเสียหาย และการเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่น เพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง ก่อนรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราว โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม ถึง 27 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และยืนยันว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรื้อถอน การจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระ และมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หรือใช้เส้นทางเลี่ยงตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้

L2D Page (226)

"ทองคำโลก" ทะลุ 5,000 เหรียญ "ออลไทมไฮ" กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

ทองคำโลกพุ่งทุบสถิติใหม่ ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ นักลงทุนแห่หลบความเสี่ยงเศรษฐกิจ–ภูมิรัฐศาสตร์

ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค โดยสำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 19.24 น. ตามเวลานิวยอร์ก หรือราว 07.24 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับเพิ่มขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ระดับ 5,042 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 5,036 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนถึงแรงซื้อที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย

ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ประเด็นกรีนแลนด์ เวเนซุเอลา ไปจนถึงตะวันออกกลาง ซึ่งยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ด้าน HSBC ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำและโลหะมีค่าในรอบนี้ มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ซึ่งได้กระตุ้นแรงซื้อในตลาดโลหะมีค่าอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ราคาเงินหรือซิลเวอร์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยราคาตลาดสปอตพุ่งขึ้นถึง 3% สู่ระดับ 106.1 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงหนุนของอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแกร่ง

นักวิเคราะห์จาก Union Bancaire Privée มองว่า ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง และคาดว่าทองคำมีแนวโน้มเผชิญปีที่แข็งแกร่งอีกปีหนึ่ง โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปีไว้ที่ราว 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในขณะที่ Goldman Sachs ระบุว่า ความต้องการทองคำในรอบนี้ขยายตัวออกไปนอกเหนือจากการลงทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยกองทุน ETF ในโลกตะวันตกเพิ่มการถือครองทองคำมากกว่า 500 ตัน นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ตามรายงานของ CNBC อีกทั้งยังมีแรงซื้อทองคำจริงจากกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

ล่าสุด Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มประมาณการราคาทองคำสิ้นปี 2569 เป็น 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดไว้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยประเมินว่า ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า ปัจจุบันธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำเฉลี่ยประมาณ 60 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่อยู่ราว 17 ตันต่อเดือน สะท้อนการปรับโครงสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่หันมาเพิ่มสัดส่วนทองคำมากขึ้นอย่างชัดเจน

L2D Page (225)

คมนาคม เร่งรัดใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยโครงการก่อสร้าง

คมนาคมเดินหน้าบังคับใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” คุมคุณภาพงานก่อสร้าง ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันการบังคับใช้กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือที่เรียกว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยมุ่งให้หน่วยงานในสังกัดนำไปใช้เป็นกลไกกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินการตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เปิดเผยภายหลังการประชุมครั้งที่ 1/2569 ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมจากกฎกระทรวงปี 2560 เพื่อพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง โดยมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างอย่างชัดเจน และนำไปผูกเป็นเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา รวมถึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง เพื่อให้การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ

นอกจากนี้ ยังให้บันทึกผลการประเมินการทำงานของผู้รับเหมา และเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เปิดเผย และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานดังกล่าว โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธาน พร้อมด้วยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก และผู้บริหารหรือผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมท่าอากาศยาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้อำนวยการกองบริหารการคลังทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผล และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวง ระเบียบ และแนวทางที่กำหนดไว้ หากพบประเด็นที่สามารถยกระดับมาตรฐานหรือเพิ่มความปลอดภัยในการกำกับดูแลผู้ประกอบการ จะนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาและผลักดันสู่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้โครงการก่อสร้างด้านคมนาคมของประเทศมีคุณภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us