News

L2D-Page-314

รถไฟด่วน "ซูโจว-ฮานอย" เปิดหวีดเที่ยวปฐมฤกษ์! หั่นต้นทุนโลจิสติกส์ 10% ติดสปีดขนส่งชิ้นส่วนไฮเทคจีนป้อนเวียดนาม

วงการโลจิสติกส์อาเซียนคึกคักขึ้นอีกขั้น หลังรถไฟขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศเที่ยวปฐมฤกษ์บนเส้นทางสายตรง ซูโจว (มณฑลเจียงซู จีน) - เยนเวียน (ฮานอย เวียดนาม) ได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟขบวนนี้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต รวมน้ำหนักกว่า 1,200 ตัน วิ่งตระเวนผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ระยะทางกว่า 2,800 กิโลเมตร ก่อนจะส่งมอบสินค้าเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเวียดนามได้อย่างราบรื่น ถือเป็นการเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟเชิงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของเส้นทางสายใหม่นี้คือการฉีกกฎเกณฑ์การขนส่งแบบเดิมๆ จากเดิมที่สินค้าจากซูโจวจะต้องถูกส่งไปรวมกันที่เมืองหนานหนิงก่อนจะกระจายต่อเข้าเวียดนาม แต่โมเดลใหม่นี้ถูกปรับให้เป็นการรวบรวมสินค้าโดยตรงจากต้นทางซูโจว ยิงตรงสู่ด่านชายแดนผิงเซียงของจีน และข้ามแดนเข้าสู่สถานีตงตังของเวียดนามได้ทันที ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาร่วมสัปดาห์ เหลือเพียง 5-6 วันเท่านั้น ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้ทันทีถึง 10%

สินค้าล็อตแรกที่เดินทางมากับรถไฟขบวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงจอแสดงผลอัจฉริยะเพื่อป้อนให้กับฐานการผลิตใหญ่ในฮานอย ไฮฟอง และนิงบิงห์ โดยผู้บริหารจาก บริษัท อัมทราน เวียดนาม เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนใจหันมาพึ่งพาเส้นทางรถไฟแทนการขนส่งทางเรือถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังสามารถหั่นเวลาการขนส่งทางทะเลที่เคยยาวนานถึง 10 วัน ให้เหลือเพียง 6 วัน ช่วยให้โรงงานสามารถวางแผนบริหารจัดการวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นกว่าเดิม

ในมิติทางการค้า ซูโจวถือเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจของจีนที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้ามายังเวียดนามสูงถึง 10% และเพียงแค่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นี้ ปริมาณสินค้าจากซูโจวทะยานเติบโตขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ความสำเร็จของการเปิดเส้นทางเดินรถไฟเที่ยวนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การขนส่งชิ้นส่วนอุตสาหกรรมขาเข้าเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์และการรถไฟเวียดนามกำลังเล็งแผนขั้นต่อไปในการเดินรถอย่างสม่ำเสมอ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ขบวนรถไฟตีกลับ ขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สดจากภาคใต้ของเวียดนามยิงตรงกลับไปขายที่ประเทศจีน เพื่อขยายตลาดส่งออกให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

นายเหงียน ชินห์ นาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การรถไฟเวียดนาม ทิ้งท้ายว่า เส้นทางรถไฟ ซูโจว-เยนเวียน รวมถึงเส้นทางชิงไห่-ด่งนาย ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อ "ระเบียงเศรษฐกิจจีน-อาเซียน" ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลกและปัญหาความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การหันมาพึ่งพาการคมนาคมทางรางที่ประหยัดพลังงานและทำเวลาได้แม่นยำ จะกลายเป็นทางรอดหลักและเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง

L2D-Page-313

'ไทย-จีน' เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์! ดันไฮสปีด - แหลมฉบังเฟส 3 ปูทางไทยสู่ฮับคมนาคมภูมิภาค

ความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทยและจีนเดินหน้าอีกขั้น เมื่อ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หารือทวิภาคีกับ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่ศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค

บรรยากาศการหารือเป็นไปในทิศทางบวก ทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนร่วมกันในการเร่งแก้ไขอุปสรรคของโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเชื่อมโยงการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ควบคู่กับการเตรียมต่อยอดสู่ระยะที่ 2 ไปยังหนองคาย

นอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟต่อเนื่องไปยัง สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ

ในฝั่งจีนได้แสดงความพร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมความร่วมมือด้านรถไฟไทย–จีน พร้อมเน้นย้ำว่า โครงการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงมิติด้านการคมนาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

อีกหนึ่งโครงการที่ถูกจับตาคือ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งมีบริษัทจีนเข้าร่วมดำเนินงาน โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพท่าเรือไทยให้รองรับปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และเชื่อมโยงกับโครงข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้ทุกโครงการเดินหน้าได้ตามแผน ฝ่ายจีนยังเสนอให้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมยืนยันบทบาทของสถานเอกอัครราชทูตจีนในการเป็นตัวกลางประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น สะท้อนความตั้งใจร่วมกันของทั้งสองประเทศในการผลักดันไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของภูมิภาคในอนาคต
 
 

L2D-Page-312

คมนาคมลุยกระตุ้นท่องเที่ยว! เปิดแพ็กเกจ “บิน พัก กิน” ดัน 7 สนามบินเมืองรอง กระจายรายได้ทั่วประเทศ

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าใช้ “สนามบิน” เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว ล่าสุด กรมท่าอากาศยาน จับมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสายการบิน เตรียมเปิดตัวแคมเปญแพ็กเกจท่องเที่ยวเมืองรองแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหาร เพื่อกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

แนวคิดหลักของโครงการนี้ คือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อสร้าง “เส้นทางท่องเที่ยวใหม่” ที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายให้สนามบินกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตามแนวคิด Airport for Regional Development

ในระยะแรก แคมเปญดังกล่าวจะนำร่องใน 7 ท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานลำปาง ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ท่าอากาศยานหัวหิน ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ท่าอากาศยานน่านนคร และ ท่าอากาศยานแพร่ โดยจะออกแบบแพ็กเกจที่รวมบริการครบในครั้งเดียว เพื่อลดความยุ่งยากในการวางแผนเดินทาง และเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเลือกเมืองรองมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา “ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค” เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปยังเมืองรองให้สะดวกยิ่งขึ้น ได้แก่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ สำหรับภาคเหนือ ท่าอากาศยานอุดรธานี สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี สำหรับภาคใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการผลักดัน ท่าอากาศยานหัวหิน ให้กลับมารองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้ง โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ต้องการพักระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงกับจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม

การขับเคลื่อนครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของภาครัฐที่ต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่เพียงแค่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังมุ่งสร้างรายได้ให้กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

L2D-Page-82

ส่งออกไทยโตแรง 22 เดือนติด แต่ “ขาดดุลพุ่งทุบสถิติ” สะท้อนต้นทุนนำเข้าพุ่งตามเศรษฐกิจโลก

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์ เติบโต 23.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนำเข้าที่พุ่งสูงกว่าคาด ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

แรงหนุนหลักของการส่งออกมาจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ภาคเกษตรเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากความต้องการผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีขยายตัวถึง 18.9% สะท้อนถึงอุปสงค์จากตลาดโลกที่ยังคงแข็งแรง

ในทางกลับกัน การนำเข้ากลับเร่งตัวแรงถึง 45% ในเดือนเดียว โดยมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41,604 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า รวมถึงสินค้าทุนอย่างเครื่องจักรกล เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ทำให้มูลค่านำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นถึง 128.6%

เมื่อพิจารณารายตลาด พบว่าการส่งออกไทยเติบโตได้ดีเกือบทุกภูมิภาค สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก โดยตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ต่างขยายตัวในระดับสูง ขณะที่ตลาดอาเซียนเติบโตโดดเด่นกว่า 30% อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูง ขณะที่ยังคงเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ในมุมของสินค้า ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยขยายตัวต่อเนื่องถึง 27.5% ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมีภาพผสม ทั้งการเติบโตของผลไม้และอาหารแปรรูปบางประเภท และการหดตัวของสินค้าอย่างยางพารา น้ำตาล และน้ำมันพืช ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่แน่นอน แต่แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับตัวของผู้ประกอบการและการสนับสนุนจากภาครัฐในการเปิดตลาดใหม่และลดอุปสรรคทางการค้า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การบริหารสมดุลระหว่างการเติบโตของการส่งออกและการควบคุมต้นทุนนำเข้าในระยะยาว

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us