admin L2D

L2D Page (204)

'ทรัมป์' รีดภาษีนำเข้า 25% ทุกประเทศทำการค้าอิหร่าน มีผลบังคับใช้ทันที

ทรัมป์ยกระดับกดดันอิหร่าน สั่งเก็บภาษี 25% กับทุกประเทศที่ทำการค้า มีผลทันที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% จากทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจหรือมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที และถือเป็นคำสั่งที่เด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล เมื่อวันที่ 12 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศใดก็ตามที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน จะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากร 25% สำหรับธุรกิจใด ๆ ที่ดำเนินการกับสหรัฐ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลวอชิงตันในการตัดช่องทางทางเศรษฐกิจของอิหร่านออกจากระบบการค้าโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า ประเทศที่เป็นผู้นำเข้าหลักจากอิหร่านในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ตุรกี และเยอรมนี ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านในบางภาคส่วน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการใหม่นี้โดยตรง

แถลงการณ์ล่าสุดของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการยกระดับแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐเคยขู่ซ้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณาทางเลือกที่รุนแรงหลายประการ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากสถานการณ์ในอิหร่านยังคงทวีความรุนแรง

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โดยรัฐบาลเตหะรานยังคงเดินหน้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐ ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 รายแล้ว

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้เพิ่มความวิตกกังวลต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงอิหร่าน หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่า หากรัฐบาลอิหร่านใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมอย่างไร้ขีดจำกัด สหรัฐจะไม่เพิกเฉยต่อชะตากรรมของประชาชนชาวอิหร่าน

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงเตือนกลับว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐ หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่แทรกแซงทางทหาร พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นความไม่สงบภายในประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น ท่ามกลางความกังวลของตลาดโลกต่อผลกระทบด้านพลังงาน การค้า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

L2D Page (203)

ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง หนี้เอกชนพุ่ง ผลิตภาพต่ำ การเมืองไม่นิ่ง ฉุดศักยภาพเติบโตระยะยาว

ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งในด้านผลิตภาพที่ต่ำ การขาดการลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งล้วนบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา KKP Year Ahead 2026 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหา Productivity และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยจากการขาดการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ระดับหนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือหนี้ครัวเรือนของไทยที่ติดอันดับสูงสุดกลุ่มหนึ่งของโลก ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเองก็เผชิญภาระหนี้สูงเช่นกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในบางกลุ่มธุรกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะถัดไป

ผู้ว่าการธปท.ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งด้านรายได้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้กำลังแรงงานหดตัว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงจากระดับประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ในอดีต เหลือเพียงราว 2.7 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

ปัจจัยทางการเมืองยังซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายขาดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชัน ทุนสีเทา และธรรมาภิบาลภาคธุรกิจยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจัง จะยิ่งทำให้การก้าวต่อไปของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบาก

ในภาพรวม เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยส่งสัญญาณอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของ GDP ลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 5 เปอร์เซ็นต์ในอดีต เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ 3 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผู้ว่าการธปท.คาดว่า GDP ในปีนี้จะขยายตัวราว 2.2 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าอาจชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น

ด้านการส่งออกเผชิญแรงกดดันจากฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวจากอัตราการเติบโตเดิมราว 5 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าของงบประมาณปีถัดไปอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แม้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในเชิงปริมาณ แต่หากเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นเกินระดับก่อนโควิดแล้ว ไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า

ผู้ว่าการธปท.เตือนว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิมมากกว่านวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์สินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องมาแล้วกว่า 36 เดือน สะท้อนปัญหาสภาพคล่องและความเปราะบางของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ในด้านนโยบายการเงิน ธปท.ยอมรับว่ามีข้อจำกัดสูงในการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับนานาประเทศ การลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาให้ผลต่อการกระตุ้น GDP ค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงปรับบทบาทจากการมุ่งรักษาเสถียรภาพมาเป็นการใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย การแก้ปัญหาหนี้เสีย และการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับ SME ที่ยังมีศักยภาพ เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้เปราะบางไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน ธปท.เตรียมยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังพบว่าปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศมีขนาดใหญ่มากและส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยอยู่ระหว่างการออกมาตรการจำกัดวงเงินการซื้อขายบางประเภท เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน

นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมเข้มงวดการกำกับดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อสกัดกั้นเงินสีเทาและธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ และเตรียมปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการติดตามเส้นทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ไทยต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งไทยยังเกินดุลการค้าในระดับสูง หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจติดอยู่ในภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระยะยาวมากขึ้น

L2D Page (202)

13 บิ๊กโปรเจกต์ลงทุนคมนาคม ค้างท่อ 3.4 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่

คมนาคมสะดุดช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง 13 เมกะโปรเจกต์มูลค่า 3.4 แสนล้าน รอไฟเขียวรัฐบาลใหม่

การประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่สถานะรัฐบาลรักษาการอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลชุดเดิมภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งได้เพียงราว 3 เดือน การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อทิศทางนโยบายในภาพรวม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งหลายโครงการต้องชะลอการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจ

ประเด็นดังกล่าวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงการลงทุนด้านคมนาคมเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “หัวรถจักร” ที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของประเทศ หากสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการจ้างงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง แต่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในระยะถัดไป

ในเชิงโครงสร้าง โครงการคมนาคมขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง การเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ และการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทั้งจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่รวมทั้งสิ้น 13 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 343,942 ล้านบาท โดยโครงการด้านทางพิเศษและมอเตอร์เวย์หลายสายยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมความเห็นและเตรียมเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ขณะที่บางโครงการได้เสนอเข้าสู่ระบบแล้วและอยู่ระหว่างรอบรรจุเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในหลายช่วงเส้นทางภาคใต้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการประมวลเรื่องและรอการพิจารณาเช่นกัน ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการเดินทางระหว่างภูมิภาค ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาท่าอากาศยานหลักของประเทศ ทั้งดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต ยังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและจัดเตรียมเอกสารเพื่อเสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยายอาคารผู้โดยสารสนามบินที่ผ่านการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานหลักแล้ว และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากกระทรวงการคลัง เพื่อส่งกลับมายังกระทรวงคมนาคมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณา

ทั้งนี้ การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในการเร่งรัดและผลักดันโครงการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โครงการค้างท่อเหล่านี้กลายเป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ในอนาคตอันใกล้

L2D Page (201)

"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดบวก รับคาดการณ์เศรษฐกิจฟื้น-การเมืองญี่ปุ่น

หุ้นเอเชียเปิดแดนบวก นักลงทุนรับมุมมองเศรษฐกิจฟื้น ญี่ปุ่นเด่นจากกระแสการเมืองหนุนตลาด

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายเช้าวันที่ 13 มกราคม 2569 ในแดนบวกเกือบทั่วทั้งภูมิภาค โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย แม้ยังมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา รวมถึงกระแสข่าวการเมืองในสหรัฐฯ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงเปิดตลาด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 52,808.29 จุด เพิ่มขึ้น 868.40 จุด หรือราว 1.67 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนเปิดที่ระดับ 4,169.70 จุด ปรับขึ้นเล็กน้อย 4.41 จุด ส่วนดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,958.52 จุด เพิ่มขึ้น 350.04 จุด สะท้อนแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินอย่างต่อเนื่อง

ในภูมิภาคเดียวกัน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น โดยดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.62 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียขยับขึ้นราว 0.68 เปอร์เซ็นต์ ตามทิศทางเชิงบวกของตลาดหุ้นโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่ปรับตัวโดดเด่นที่สุดในเช้าวันนี้ หลังนักลงทุนตอบรับกระแสคาดการณ์ด้านการเมือง โดยมีรายงานว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อาจพิจารณายุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนมกราคม เพื่อเปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป

กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานของสื่อญี่ปุ่นที่ระบุว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กำลังใช้จังหวะที่คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยผลสำรวจล่าสุดของสำนักข่าวนิกเกอิชี้ว่า คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 75 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่คะแนนนิยมอยู่เหนือระดับ 70 เปอร์เซ็นต์

นักลงทุนมองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้นำและทิศทางการบริหารประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน และช่วยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียในระยะสั้นถึงกลาง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us