admin L2D

L2D-Page-311

K-Food โตไม่หยุด! เกาหลีใต้ดันส่งออกอาหาร-เกษตร พุ่ง 4.7% ลุยตลาดโลกตามกระแสวัฒนธรรม

เกาหลีใต้ ยังคงตอกย้ำศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตร หลังกระทรวงเกษตรเปิดเผยว่า การส่งออกในกลุ่ม “K-Food Plus” ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 4.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการสินค้าจากเกาหลีที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดโลก

“K-Food Plus” เป็นแนวคิดที่รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ผลักดันการส่งออก โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสินค้าเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ทำให้สามารถขยายโอกาสทางการค้าไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ในเชิงตลาด การเติบโตของ K-Food Plus กระจายตัวอย่างน่าสนใจ โดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ตลาดจีนขยายตัวถึง 16% ส่วนตะวันออกกลางถือเป็นดาวรุ่งที่เติบโตสูงถึง 38% และสหภาพยุโรปก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 9% สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของสินค้าเกาหลีในหลายภูมิภาคทั่วโลก

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกระแสวัฒนธรรมเกาหลี หรือ “K-Culture” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารเกาหลี ซีรีส์ เพลง หรือไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และความต้องการสินค้าเกาหลีในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากแนวโน้มที่แข็งแกร่งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงตั้งเป้าหมายการส่งออก K-Food Plus ในปี 2569 ไว้ที่ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมในปี 2568 ที่ 13,630 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งใช้จุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและ Soft Power เพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เกาหลีใต้กำลังใช้ “อาหารและเกษตร” เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมบันเทิงและเทคโนโลยี เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

L2D Page (66)

EEC เดินเกมรุก! ไฟเขียว “Smart Logistics ฉะเชิงเทรา” ศึกษาขยายสู่ปราจีนบุรี รับอุตสาหกรรมอนาคต

ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เดินหน้าขับเคลื่อนพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีมติเห็นชอบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ “สมาร์ท โลจิสติกส์” ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

โครงการสมาร์ท โลจิสติกส์ในฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท อำเภอบางปะกง บนพื้นที่ประมาณ 29 ไร่ ถูกวางให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับนานาชาติ (IDC) ที่เน้นความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง รองรับกลุ่มผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า โดยจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น 5G ระบบติดตาม GPS หุ่นยนต์ AGV ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) และการประมวลผลด้วย AI คาดว่าจะดึงดูดเงินลงทุนราว 1,350 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานประมาณ 350 คน

ในอีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมยังรับทราบผลการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ทำเลที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เดิมของ EEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีฐานอุตสาหกรรมเป้าหมายอยู่แล้วถึงประมาณ 25% รวมถึงศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรจากการเป็นเมืองสมุนไพร

อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะชุมชน การพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะ การจัดการน้ำเสีย และการวางผังการใช้ที่ดินให้สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

กพอ. ได้เห็นชอบในหลักการของการขยายพื้นที่ดังกล่าว และมอบหมายให้ สกพอ. นำข้อเสนอแนะไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนนำกลับมาเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้งในขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกัน ยังมีการรายงานความคืบหน้าการพัฒนา EEC ซึ่งปัจจุบันมีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษรวมแล้ว 46 แห่ง และมีระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (EEC OSS) ที่รองรับคำขอได้มากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งการอนุญาต ก่อสร้าง และสิทธิประโยชน์การลงทุน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า EEC กำลังเร่งเครื่องอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี และการขยายพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในอนาคต

L2D-Page-88

วิกฤติฮอร์มุซพลิกเกมโลกอาหรับ! “รถบรรทุกพันคัน” วิ่งไม่หยุด 24 ชม. สร้างเส้นเลือดใหม่โลจิสติกส์โลก

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดกั้นของ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ภูมิภาคอ่าวอาหรับกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ แต่ในวิกฤตนี้เอง กลับเกิดภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อ “ขบวนรถบรรทุกนับพันคัน” วิ่งข้ามคาบสมุทรอาหรับตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่แทนเรือสินค้า กลายเป็นเส้นเลือดฉุกเฉินที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไม่ให้หยุดชะงัก

เส้นทางขนส่งทางบกใน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ โอมาน กำลังถูกใช้อย่างเข้มข้น เสมือน “คาราวานยุคใหม่” ที่ขนส่งสินค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานโลก จากเดิมที่เคยพึ่งพาการขนส่งทางทะเลเป็นหลัก

ตัวอย่างชัดเจนคือ Maaden บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ของซาอุฯ ที่ต้องเร่งเพิ่มจำนวนรถบรรทุกจาก 600 คัน เป็นกว่า 3,500 คัน เพื่อขนปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียไปยังฝั่งทะเลแดง โดยใช้คนขับสองคนต่อคันเพื่อให้รถวิ่งได้แทบไม่หยุด แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ช่วยลดผลกระทบต่อวิกฤติปุ๋ยโลกที่กำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นระดับโลกอย่าง Maersk และ MSC Mediterranean Shipping Company ก็เริ่มปรับตัว หันมาใช้การขนส่งทางบกข้ามภูมิภาคมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคค้าปลีกใน UAE อย่าง Spinneys ที่นำเข้าสินค้าจากยุโรปผ่านเส้นทางบก ใช้เวลาถึง 16 วัน กว่าจะถึงดูไบ สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

นอกจากถนน “ระบบราง” ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดย Etihad Rail ได้ขนส่งรถยนต์ Nissan หลายร้อยคันจากชายฝั่งตะวันออกไปยังอาบูดาบีเป็นครั้งแรก ขณะที่ท่าเรือสำคัญอย่าง Khor Fakkan กลายเป็นประตูฉุกเฉินของภูมิภาค จากเดิมที่มีรถบรรทุกวันละราว 100 คัน เพิ่มเป็นกว่า 7,000 คัน และปริมาณตู้คอนเทนเนอร์พุ่งขึ้นหลายสิบเท่าในเวลาอันสั้น

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า วิกฤติครั้งนี้กำลังบีบให้โลกอาหรับ “เขียนแผนที่โลจิสติกส์ใหม่” อย่างเร่งด่วน จากการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเพียงจุดเดียว สู่การสร้างเครือข่ายถนน รถไฟ และท่อส่งพลังงาน เช่น East-West Pipeline ของ Saudi Aramco เพื่อกระจายความเสี่ยง และทำให้การค้าโลกยังคงเดินหน้าต่อได้ แม้เส้นทางหลักจะถูกปิดกั้นก็ตาม

L2D Page (280)

LEO โชว์ “อีบีด้า” Q1 แตะ 34 ล้านบาท ลุยแผน 3×6 Growth Matrix ดันโตยั่งยืน

บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) เปิดงบ Q1/69 มีรายได้ 313.9 ล้านบาท EBITDA เติบโตขึ้น 153%  จากไตรมาส 4/2568  ฟากชีอีโอ “เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์” ระบุปี 69 เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์   3 ด้าน 6 มิติ (3x6 Growth Matrix) และ Jump+ เพื่อหนุน EBITDA ให้เติบโตตามเป้า 50-55 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 45% ภายในปี 2571 ผลักดันผลงานอนาคตเติบโตแข็งแกร่ง 

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 313.9 ล้านบาท  โดยบริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตของ EBITDA ตามแผนงาน Jump+ ที่บริษัทฯ ได้ประกาศไว้  บริษัทฯ มี EBITDA ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 33.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 7.5 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2568 บริษัทมีการเติบโตของ EBITDA ในอัตราที่สูงขึ้นร้อยละ 153 และกำไรสุทธิ มีการเติบโตสูงขึ้นร้อยละ 199

ปัจจัยหลักที่ทำให้ EBITDA ของบริษัทฯ มีการเติบโตขึ้นมากเนื่องจากความสามารถในการผลักดันให้ธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามแผนธุรกิจ 3×6 Growth Matrix และตามแผนงานที่ได้ระบุไว้ในโครงการ Jump+  ธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บของขนาดเล็ก (Self-Storage) และธุรกิจรับฝากตู้สินค้า (Container Depot) มีรายได้ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26  เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2568 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรางของบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท LaneXang Express และบริษัท Sritrang-Leo Multimodal Logistics ก็มีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 1/2569 กับไตรมาส 4/2568

ทั้งนี้ รายได้หลักมาจากค่าบริการอื่นๆ ที่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ได้แก่ ค่าขนส่งทางอากาศ และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เนื่องจากภาวะสงครามและทำให้เกิดการชะงักงันในการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

จึงให้มีความต้องการในการส่งสินค้าทางอากาศไปในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น และอัตราค่าระวางก็มีการปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงบริษัทฯ มีรายได้จากงานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Heavy Lift & Project Cargoes) ในช่วงไตรมาส 1/2569 จึงทำให้รายได้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรมีการเติบโต โดยรายได้จากธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ และการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2568 ร้อยละ 12.5 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1/2569 เท่ากับร้อยละ 32 ซึ่งเท่ากับไตรมาส 4/2568 แต่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 30

“เนื่องจากสภาวะการส่งออกนำเข้าในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปี 2569 มีการชะลอตัวลงจากสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทฯ เริ่มได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าระวางเนื่องจากสภาวะสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนมีนาคม จึงทำให้รายได้รวมลดลงจากไตรมาส 1/2568 เพียงเล็กน้อย และคาดว่าผลกระทบเชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนภายในปี 2569 ทำให้อัตราค่าระวางยังอยู่ในสภาวะสูง และทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นตามอัตราค่าระวางที่สูงขึ้น” นายเกตติวิทย์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 LEO เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ ( 3×6 Growth Matrix) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจของ LEO ในปี 2569 นี้ รวมถึงการผลักดันแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตของธุรกิจตามแผนงาน Jump+ เพื่อสร้างการเติบโต EBITDA ของบริษัทขึ้น 45% หรือ 50-55 ล้านบาทภายในปี 2571 และเป็นการเติบโตที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Profitability, Efficiency, Stability ควบคู่กับความมีธรรมาภิบาล การดูสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ก็ยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้รายได้ ผลการดำเนินงาน และ EBITDA ของบริษัทฯ ในปี 2569 ให้มีการเติบโตตามแผนงาน “3×6 Growth Matrix” เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปี รวมถึงบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ในแผนไว้ตามโครงการ Jump+ ได้อย่างแน่นอน” นายเกตติวิทย์ กล่าวในที่สุด

ขอบคุณข่าวจาก mitihoon

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us