admin L2D

L2D Page (240)

ไปรษณีย์ไทยดัน EMS ยืนหนึ่งโลจิสติกส์ รายได้ทะลุหมื่นล้าน

EMS ตอกย้ำผู้นำโลจิสติกส์ไทย ไปรษณีย์ไทยโกยรายได้ทะลุหมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล–อีคอมเมิร์ซ
ไปรษณีย์ไทยยังคงรักษาบทบาทผู้นำด้านโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบริการส่งด่วนพิเศษในประเทศ หรือ EMS ยังคงเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับองค์กร ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดขนส่งที่ทวีความรุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการขนส่งของไปรษณีย์ไทยซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริการส่งด่วน EMS ตลอดปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นพอร์ตธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับองค์กร โดยสามารถสร้างรายได้รวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท ตอกย้ำสถานะของ EMS ในฐานะบริการขนส่งด่วนหลักของประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซไทยอย่างเป็นรูปธรรม

การเติบโตของ EMS ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายตัวของแพลตฟอร์มออนไลน์และภาคค้าปลีกสมัยใหม่ ควบคู่กับความต้องการด้านความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มผู้ใช้บริการ ตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม SME ไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง อาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าชุมชน ซึ่งเลือกใช้ EMS เป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ

จุดแข็งของบริการ EMS อยู่ที่เครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ความสามารถในการจัดการปริมาณพัสดุจำนวนมาก และมาตรฐานการจัดส่งที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการขายและการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญการตลาดและเทศกาลส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งระบบขนส่งที่มีเสถียรภาพมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไปรษณีย์ไทยเดินหน้ายกระดับบริการ EMS อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการขนส่งพัสดุ ผ่านการพัฒนาโซลูชันและสมาร์ทเซอร์วิสที่ตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัล ทั้งการขยายจุดรับฝากพัสดุ EMS Point ให้เข้าถึงชุมชนและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแพลตฟอร์มซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวบรวมบริการด้านพัสดุและบริการดิจิทัลไว้ในช่องทางเดียว รวมถึงการเรียกบุรุษไปรษณีย์เข้ารับฝากพัสดุถึงบ้าน และการติดตามสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังได้นำระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งเป็นระบบจ่าหน้าดิจิทัลด้วยรหัสเฉพาะมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล เพิ่มความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล และลดความผิดพลาดในกระบวนการจัดส่ง พร้อมกันนี้ยังได้จัดตั้งทีมดูแลลูกค้ารายสำคัญและผู้ประกอบการออนไลน์โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการรับเรื่องและแก้ไขปัญหา ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ

ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยย้ำว่า บริการส่งด่วน EMS จะยังคงเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ส่งและผู้รับพัสดุเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทุกขนาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

L2D Page (239)

คลังเผยส่งออกโต 18 เดือนติด หนุนเศรษฐกิจ ธ.ค. 68 จับตาค่าเงินบาท- นโยบายสหรัฐฯ-จีน

คลังชี้ส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน หนุนเศรษฐกิจไทยปลายปี 2568 ยังต้องจับตาเงินบาทและนโยบายสหรัฐ–จีน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคม 2568 ยังได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ควบคู่กับสัญญาณฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ทั่วถึง ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน

นายวินิจ วิเศษสุรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก การบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ด้านการบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้สำคัญสะท้อนการปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในรูปแบบรายปีและรายเดือนหลังปรับฤดูกาล อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง สะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งยังหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านการนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัวทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อนหน้า ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหมวดก่อสร้างยังคงชะลอตัว โดยรายได้จากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ลดลงทั้งในเชิงรายปีและรายเดือนหลังปรับฤดูกาล

ภาคการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าเกือบ 28,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตราสูงกว่า 16% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 หากไม่รวมสินค้าน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกยังคงขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกัน สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกที่ยังอยู่ในทิศทางที่ดี

ด้านอุปทานเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศลดลงจากปีก่อน แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยที่เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงรายปีและรายเดือน

ภาคเกษตรกรรมยังเผชิญแรงกดดัน โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงจากปีก่อน ตามการลดลงของผลผลิตข้าวและไม้ผลสำคัญ แม้ผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน ส่วนภาคอุตสาหกรรมสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับลดลง จากปัจจัยด้านสถานการณ์ชายแดน ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการผลิตที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บ่งชี้การขยายตัวต่อเนื่อง

เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในกรอบเหมาะสม สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการที่อยู่เหนือระดับ 50 จุด ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวโลกยังคงฟื้นตัวดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับตลาดการเงินไทยในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนหลักจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ยังคงมีเงินทุนไหลเข้า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

L2D Page (238)

การคมนาคมขนส่งเปิดโอกาสสำหรับการพัฒนา "สามเหลี่ยมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค" เชิงกลยุทธ์

คมนาคมขนส่งกับบทบาทการสร้าง “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค” ภาคเหนือเวียดนาม
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม ภายใต้บริบทของการปรับโครงสร้างพื้นที่พัฒนาหลังการรวมเขตการปกครอง การเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดไทเหงียน บั๊กนิญ และฟู้โถ ได้ก่อรูปเป็น “สามเหลี่ยมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค” ที่มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านทำเล เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน

ทั้งสามจังหวัดตั้งอยู่ติดกันบนแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของประเทศและเขตเมืองหลวงฮานอย หลังการขยายขอบเขตการพัฒนา พื้นที่ดังกล่าวได้รวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีทั้งจำนวนประชากร พื้นที่ และศักยภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไทเหงียนทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมภาคกลางตอนเหนือและพื้นที่ภูเขาเข้าสู่เขตเมืองหลวงและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ขณะที่บั๊กนิญเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ และเมืองที่มีพลวัตสูง ส่วนฟู้โถมีบทบาทสำคัญบนระเบียงเศรษฐกิจลาวกาย–ฮานอย–ไฮฟอง และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการของพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ

ความสอดประสานกันของทำเลที่ตั้ง หน้าที่ทางเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนา ทำให้ความต้องการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งระหว่างสามจังหวัดมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างภูมิภาคกำลังได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบการเชื่อมต่อที่เป็นแกนเดียวกันและครอบคลุมหลายทิศทาง ทางด่วนฮานอย–ไทเหงียนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดหลักที่เชื่อมต่อกับทางด่วนฮานอย–บักเกียง และทางด่วนนอยบาย–ลาวกาย ก่อให้เกิดเครือข่ายทางด่วนที่เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของทั้งสามจังหวัดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ทางหลวงหมายเลข 17 และ 37 ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมแนวนอนระหว่างไทเหงียนและบั๊กนิญ และเปิดการเข้าถึงไปยังจังหวัดฟู้โถผ่านระบบทางหลวงระดับภูมิภาค อีกทั้งถนนวงแหวนรอบที่ 5 ของเขตเมืองหลวงฮานอย ซึ่งพาดผ่านพื้นที่ทั้งสามจังหวัด ยังถูกวางบทบาทให้เป็นแกนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงด้านการเดินทาง แต่ยังเป็นแนวพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม เมือง และบริการข้ามภูมิภาค

โครงการถนนเชื่อมระหว่างไทเหงียน บั๊กนิญ และฟู้โถ ซึ่งมีความยาวกว่า 42 กิโลเมตร ออกแบบให้รองรับความเร็วสูงและการจราจรขนาดใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทาง ลดความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือและพื้นที่ภูเขา เมื่อเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เส้นทางดังกล่าวจะกลายเป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมโยงเขตเมืองหลวงกับจังหวัดตอนใน สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมและศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ตามแนวเส้นทาง

จากรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จังหวัดทั้งสามได้กำหนดทิศทางร่วมกันในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตสมัยใหม่ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมสีเขียว ไทเหงียนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินและกำลังคน บั๊กนิญต่อยอดจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนฟู้โถเสริมบทบาทด้วยทำเลด้านโลจิสติกส์บนระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกเฉียงเหนือ เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าข้ามภูมิภาคที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจ

ในภาพรวม สามเหลี่ยมไทเหงียน–บั๊กนิญ–ฟู้โถ กำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่ของภาคเหนือ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างพื้นที่ภูเขาและภาคกลางตอนเหนือกับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับชาติ โดยมีคมนาคมขนส่งเป็นโครงสร้างหลักที่หล่อหลอมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการลงทุนในระยะยาว

L2D Page (237)

เที่ยวบินสินค้า ‘อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ’ หนุนค้าขายสองทาง ผลไม้ไทยเจาะตลาดหูเป่ย์

เปิดเส้นทางบินขนส่ง ‘อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ’ เสริมโลจิสติกส์จีนตอนกลาง ดันทุเรียนไทยสู่ตลาดหูเป่ย์

สายการบินเจดี แอร์ไลน์ส ภายใต้เครือเจดี โลจิสติกส์ ของจีน เปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ กับกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทย โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ได้ขนส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากท่าอากาศยานนานาชาติอู่ฮั่น เทียนเหอ มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 บีซีเอฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า นายฮั่วจวิ้นซี รองผู้อำนวยการฝ่ายการบินของเจดี โลจิสติกส์ กล่าวว่า เส้นทางใหม่นี้สะท้อนบทบาทของอู่ฮั่นในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการผลิตของจีนตอนกลาง โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะขนส่งสินค้ามูลค่าสูงที่ผลิตในพื้นที่ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะขนส่งผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน รวมถึงสินค้าเกษตรสดอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในมณฑลหูเป่ย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจดี แอร์ไลน์ส วางแผนปรับความถี่ของเที่ยวบินตามฤดูกาล โดยจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม และเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 5 เที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลค้าขายสำคัญของทั้งสองประเทศ

ด้านนายหลิวรุ่ย รองหัวหน้าฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มการท่าอากาศยานหูเป่ย์ ระบุว่า เส้นทางนี้เป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ เพียงเส้นทางเดียวในปัจจุบัน โดยช่วยลดระยะเวลาการขนส่งลงได้ราวครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิมที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนถ่ายสินค้าผ่านศูนย์กลางการบินอื่น เช่น เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ชั่วโมง

การเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนและไทย แต่ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าสองทาง โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรสดของไทย ที่สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในจีนตอนกลางได้รวดเร็ว สดใหม่ และแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us