admin L2D

L2D-Page-291

SME ไทยกระอัก! วิกฤตน้ำมันทำโลจิสติกส์จ่ออัมพาต จี้รัฐเร่งเช็กสต็อกด่วนก่อนเศรษฐกิจฐานรากล่มสลาย

สถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ จนระบบโลจิสติกส์ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณใกล้ถึงจุดชะงักงัน

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลหลังการประชุมด่วนร่วมกับผู้ประกอบการ MSME จากทั้ง 76 จังหวัด พบว่าสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้มีความตึงตัวอย่างรุนแรงทั้งในแง่ของราคาที่พุ่งสูงและปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่เริ่มประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่องในเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ยอดขายทั้งในและต่างประเทศหดตัวลงอย่างน่าตกใจ

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องต้นทุน แต่ลามไปถึงการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีการจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันต่อคันในสถานีบริการ บางแห่งเกิดปรากฏการณ์น้ำมันหมดจนรถบรรทุกสินค้าต้องจอดรอคิวเป็นเวลานาน หรือต้องยอมขับรถออกไปหาที่เติมในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงเกินกว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กจะรับไหว จนผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปรับแผนด้วยการรวบรวมคำสั่งซื้อให้ได้ปริมาณมากพอก่อนถึงจะออกรถส่งของได้ ส่งผลให้การกระจายสินค้าเกิดความล่าช้าไปทั้งระบบ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า หากรัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปโดยไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน อาจเกิด "เอฟเฟกต์โดมิโน" ที่ทำให้ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการลง กระทบต่อการจ้างงาน และลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ยากจะควบคุม จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการเข้าตรวจสอบสต็อกน้ำมันของโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่างโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดสรรน้ำมันอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งดูแลเสถียรภาพราคาเพื่อประคับประคองให้ฟันเฟืองเล็กๆ ของเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ก่อนที่จะสายเกินไป

L2D-Page-290

เปิดเส้นทาง “Green Corridor” โอมาน-ดูไบ รับมือการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนเส้นทาง

ท่ามกลางความผันผวนของเส้นทางขนส่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้จับมือกันเปิดใช้กลไก “Green Corridor” หรือระเบียงขนส่งสินค้าสีเขียว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่สินค้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางจากเดิม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าและลดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

มาตรการดังกล่าวมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากรของทั้งสองประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าที่เดิมมีปลายทางอยู่ที่ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali Port) แต่ต้องเปลี่ยนไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือในโอมาน สามารถถูกลำเลียงต่อไปยังดูไบได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบขนส่งทางบก ภายใต้การควบคุมแบบทัณฑ์บน (Bonded Transport)

หัวใจสำคัญของ Green Corridor คือการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรให้เรียบง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยอนุญาตให้สินค้าดำเนินการผ่านโอมานก่อน แล้วค่อยไปชำระภาษีปลายทางที่ดูไบในภายหลัง ภายใต้ระบบควบคุมร่วมของทั้งสองประเทศ แนวทางนี้ช่วยลดความล่าช้า ลดภาระด้านเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางจากทั่วโลกมายังโอมาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางทะเลหรือบางส่วนของสินค้าทางอากาศที่มีปลายทางเดิมในดูไบ โดยหลังผ่านพิธีการศุลกากรในโอมานแล้ว สินค้าจะถูกขนส่งต่อไปยัง Jebel Ali Port โดยตรง ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทำให้การเดินทางของสินค้าเกิดความสะดุดน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบอย่างครบถ้วน

การเปิด Green Corridor ครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของท่าเรือในโอมาน ซึ่งกำลังกลายเป็น “ประตูทางเลือก” สำคัญของภูมิภาค ในช่วงเวลาที่เส้นทางหลักเผชิญความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความร่วมมือเชิงลึกด้านโลจิสติกส์ระหว่างโอมานและยูเออี ที่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในมุมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่ง Green Corridor ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเส้นทาง ลดความเสี่ยงจากการติดค้างของสินค้า และยังคงสามารถเข้าถึงศูนย์กลางกระจายสินค้าระดับภูมิภาคอย่างดูไบได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย มาตรการนี้ยังเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการรักษาความต่อเนื่องของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีปลายทางในตะวันออกกลางและแอฟริกา การมีเส้นทางสำรองที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และยังคงแข่งขันในตลาดโลกได้แม้ในช่วงเวลาที่โลจิสติกส์เผชิญความท้าทายสูง

ที่มา: ditp.go.th

L2D-Page-289

'LEO' ผนึกพันธมิตร 'NTF - AMARC - LSSC' ปั้นซัพพลายเชนทุเรียนไทยครบวงจร ดันขนส่งทางรางสู่จีน หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ล่าสุดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC และบริษัท ลีโอ ซอร์สซิ่ง แอนด์ ซัพพลายเชน จำกัด (LSSC) บริษัทย่อยของ LEO เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยแบบครบวงจร รองรับการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาทุเรียนจากแหล่งผลิต การคัดแยกและบรรจุ การตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ภายใต้โครงการดังกล่าว LEO จะรับหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยดูแลการขนส่งทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปยังประเทศจีน ผ่านระบบขนส่งทางรถไฟข้ามพรมแดนจากไทย ผ่านลาว สู่จีน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ทำให้สินค้าไปถึงปลายทางได้รวดเร็วและคงคุณภาพสินค้าได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ LSSC จะทำหน้าที่ขยายตลาดและสร้างเครือข่ายลูกค้าในประเทศจีน รวมถึงบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ NTF จะดูแลการจัดหาทุเรียน การคัดแยกเกรดคุณภาพ และการบรรจุสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดจีน ส่วน AMARC จะรับผิดชอบด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้า เช่น การตรวจสารตกค้างอย่าง Basic Yellow 2 และ Cadmium เพื่อให้สินค้าผ่านมาตรฐานนำเข้าของจีนและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผู้บริหาร LEO ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างทั้งสี่ฝ่ายถือเป็นการสร้าง Ecosystem การส่งออกทุเรียนไทยแบบครบวงจร ที่ผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการขนส่งและการหาตลาดปลายทางในจีน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไทย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีน และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยประเภทอื่น ๆ สามารถขยายตลาดในอนาคตได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าการพัฒนาระบบซัพพลายเชนรูปแบบใหม่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของ LEO ทั้งในกลุ่ม Freight และ Non-Freight สร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่เชื่อมโยงการค้าไทยสู่ตลาดโลก

L2D Page (288)

“คมนาคม”เร่งเครื่องแผนฟื้นฟูรถไฟ เข้ม TOR”ไทย-จีน”เฟส2 ปลอดภัยสูงสุด

คมนาคมเร่งแผนฟื้นฟู รฟท. ดันรถไฟไทย–จีนเฟส 2 พร้อมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยเน้นเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญในปีงบประมาณ 2569 ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ซึ่งถูกกำชับให้กำหนดเงื่อนไขด้านความปลอดภัยในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างรัดกุมและได้มาตรฐานสูงสุด

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าแผนฟื้นฟูของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อบูรณาการการทำงานให้เป็นรูปธรรมตามกรอบเวลาที่กำหนด

ที่ประชุมได้เร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับโครงการยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นลำดับแรก หนึ่งในโครงการหลักคือ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา–หนองคาย ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคอาเซียนและจีน นอกจากนี้ ยังผลักดันโครงการรถไฟสายใหม่ช่วงชุมพร–ระนอง เพื่อสนับสนุนแนวคิด โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มุ่งสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคใต้

กระทรวงคมนาคมได้กำชับให้ รฟท. บรรจุมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดไว้ใน TOR ของทุกโครงการ โดยเฉพาะงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านวิศวกรรมและการปฏิบัติการในระยะยาว พร้อมทั้งเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรางในเส้นทางเชื่อม ICD ลาดกระบัง กับ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อจูงใจผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ในส่วนของการยกระดับคุณภาพบริการ รฟท. รายงานความคืบหน้าโครงการปรับปรุงรถโดยสารเพื่อรองรับหัวรถจักรไฟฟ้ากำลัง ระยะที่ 1 จำนวน 96 คัน โดยรถชุดแรกจะทยอยแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2569 และส่วนถัดไปคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ขณะเดียวกัน โครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้รับการเร่งรัดให้ซ่อมแซมและติดตั้งแผงใหม่ทดแทนส่วนที่เสียหายจากเหตุพายุ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปีนี้ รวมถึงการจัดหาและซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสาร

กระทรวงคมนาคมย้ำว่าการฟื้นฟู รฟท. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านงบประมาณ แผนงาน และการกำกับติดตาม เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านรางเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ และสามารถยกระดับระบบรางไทยให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยมีกำหนดติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในเดือนเมษายน 2569 เพื่อประเมินผลและเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามแผนต่อไป

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us