admin L2D

L2D Page (287)

เตือนวิกฤติล้อมศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

คลื่นความเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ท่ามกลางค่าเงินผันผวน เอไอเร่งปฏิรูป และข้อจำกัดการคลัง

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ทิศทางดอกเบี้ยโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเร่งตัว ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศอย่างเงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายของภาคธุรกิจและระบบการเงิน

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ สะท้อนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในภาวะผันผวนสูงจากหลายปัจจัยซ้อนทับ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน และการเร่งใช้ AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดทุน แต่ยังสะเทือนโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบกว้างถึง 7–8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากยังป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพียงราวครึ่งหนึ่งของภาระที่มีอยู่ ธนาคารจึงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการทำ Hedging เป็น 70–80% เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็วและอ่อนไหวต่อข่าวสารระดับโลก

ด้านนักกลยุทธ์ตลาดการเงินประเมินว่า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันแข็งค่าจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ราคาทองคำที่ผันผวน และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบางส่วนจากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนสูง

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกสามารถกระทบค่าเงินบาทในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มใช้เงินบาทเป็นเครื่องมือสร้างสถานะการลงทุนแทนการถือทองคำโดยตรง ส่งผลให้ค่าเงินมีความผันผวนมากขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

แม้จะมีเงินทุนไหลเข้า แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ หลายสถาบันประเมินจีดีพีปีนี้ในกรอบ 1.8–2.1% ต่ำกว่าศักยภาพระยะยาวที่ควรอยู่ราว 2.5–2.7% สะท้อนข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ ภาวะสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนระดับสูง ซึ่งลดทอนภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกภายนอก

ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย การลดดอกเบี้ยถูกมองว่าเป็นการ “ต่อลมหายใจ” ให้ระบบเศรษฐกิจ โดยช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่มีความเปราะบางสูง อย่างไรก็ตาม พื้นที่เชิงนโยบายมีจำกัด ทำให้การปรับลดเพิ่มเติมในอนาคตอาจใช้เฉพาะกรณีจำเป็น

อีกด้านหนึ่ง การแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารกลางในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ใกล้ระดับ 2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐใช้พิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนต้องเข้าแทรกแซงมากขึ้น อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการค้าในเวทีระหว่างประเทศ

แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีมีแนวโน้มแตะกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกปีนี้มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยจากฐานสูงในปีก่อนและแรงกดดันจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ไม่เต็มที่ ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญ แม้ระดับน้ำในเขื่อนจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

L2D Page (286)

ด่านตงซิงได้เริ่มก่อสร้างด่านอัจฉริยะอย่างเป็นทางการ

ด่านตงซิง–ม๊องก๋าย เดินหน้าก่อสร้างด่านอัจฉริยะ ยกระดับการค้าชายแดนจีน–เวียดนาม

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีพิธีเริ่มต้นโครงการก่อสร้างด่านอัจฉริยะตงซิง–ม๊องก๋าย (จีน–เวียดนาม) ณ สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการพัฒนาด่านชายแดนสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวสะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างจีนและเวียดนาม ภายใต้แนวคิดการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญของเมืองตงซิงในการขับเคลื่อนการเปิดประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนอย่างมีคุณภาพ

การพัฒนาด่านอัจฉริยะตงซิง–ม๊องก๋ายมุ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Digital Twin เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การตรวจสอบ และการให้บริการข้ามพรมแดนให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ฝั่งจีนได้กำหนดโครงการหลักสองส่วน ได้แก่ การยกระดับช่องทางตรวจคนเข้าเมืองที่สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 และการพัฒนาช่องทางขนส่งสินค้าที่สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2

ในส่วนของสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับบุคคลเข้า–ออกประเทศ มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นต้นแบบด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบกอัจฉริยะระดับประเทศ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การบริหารจัดการแบบดิจิทัล และระบบตรวจสอบที่แม่นยำ โครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 263 ล้านหยวน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างราว 180 วัน ภายหลังแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้เดินทางเฉลี่ย 35,000 คนต่อวัน และสูงสุดถึง 50,000 คนต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาผ่านแดน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ของผู้เดินทางให้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรยิ่งขึ้น

สำหรับสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งสินค้า มีพื้นที่รวมประมาณ 551 หมู่ หรือราว 231 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 580 ล้านหยวน โครงการแบ่งพื้นที่นำเข้า–ส่งออกและเส้นทางจราจรอย่างชัดเจน พร้อมจัดตั้งพื้นที่ตรวจสอบนำเข้าและส่งออก พื้นที่ตรวจคนเข้าเมือง พื้นที่จอดรถรอตรวจ พื้นที่สำรองเพื่อการพัฒนา และศูนย์กระจายตู้คอนเทนเนอร์ การดำเนินงานแบ่งออกเป็นสองระยะ โดยระยะแรกมุ่งปรับปรุงและขยายพื้นที่เดิม พร้อมจัดตั้งระบบสารสนเทศและห้องปฏิบัติการศุลกากร ส่วนระยะที่สองจะพัฒนาโหมดการผ่านด่านอัจฉริยะไร้คนขับ เพิ่มระบบขนส่งตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติ (IGV) และสร้างต้นแบบการขนส่งสินค้าอัจฉริยะครบวงจร

ภายหลังโครงการแล้วเสร็จ ด่านตงซิงจะสามารถรองรับรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากวันละประมาณ 1,000 คัน เป็น 3,300 คันต่อวัน ลดระยะเวลาการผ่านด่านอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ ส่งเสริมความสะดวกทางการค้า และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจีน–เวียดนามในระยะยาว

ด่านตงซิง หรือ Dongxing Border Gate ตั้งอยู่ในเมืองตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตรงข้ามกับด่านม๊องก๋าย จังหวัดกว่างนิงห์ ประเทศเวียดนาม โดยมีแม่น้ำเป่ยหลุนเป็นเส้นแบ่งพรมแดนธรรมชาติ ด่านแห่งนี้ประกอบด้วยสองช่องทางหลัก ได้แก่ สะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 1 สำหรับบุคคล และสะพานแม่น้ำเป่ยหลุนสายที่ 2 สำหรับการขนส่งสินค้า

ด่านตงซิงได้รับอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทยตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2563 และได้กลายเป็นหนึ่งในด่านทางบกสำคัญสำหรับผลไม้ไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิต ปัจจุบันด่านสามารถรองรับรถบรรทุกหมุนเวียนได้วันละประมาณ 2,000 คัน มีช่องตรวจรถบรรทุก 10 ช่อง และช่องสุ่มตรวจสินค้า 14 ช่อง พร้อมห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ ห้องรมยา และพื้นที่กำจัดสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานด้านกักกันพืชอย่างครบถ้วน

การก่อสร้างด่านอัจฉริยะครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีนในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลส่งออกสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

L2D Page (285)

สนข.เปิดเวทีดันแผนราง–น้ำ รับ EEC ลดต้นทุนโลจิสติกส์ไทย

สนข.เร่งแผนราง–ทางน้ำ หนุน EEC ยกระดับโลจิสติกส์ไทยปี 2569–2575

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) หรือ สนข. เดินหน้าผลักดันแผนพัฒนาการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทางรางและทางน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรม Novotel Rayong Star Convention Centre จังหวัดระยอง

การประชุมครั้งนี้มีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการ สนข. และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในระยะ 7 ปีข้างหน้า

สาระสำคัญของการนำเสนอครอบคลุมผลการศึกษาการเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมผ่านระบบรางและทางน้ำ ตลอดจนร่างแผนปฏิบัติการรองรับการพัฒนาในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ช่วงปี 2569–2575 โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้รอยต่อระหว่างถนน ราง น้ำ และอากาศ

กระทรวงคมนาคมได้กำหนดทิศทางการพัฒนาให้ปรับสัดส่วนการขนส่งสินค้าจากถนนไปสู่ระบบรางและทางน้ำมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าและเหมาะกับการขนส่งปริมาณมาก แนวทางดังกล่าวสอดรับกับการเร่งพัฒนา EEC ที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์สำคัญของประเทศ พร้อมรองรับการลงทุนใหม่ในอนาคต

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ก่อนปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ให้มีความรอบด้านและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมและอุตสาหกรรมของภูมิภาค ผ่านระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนแข่งขันได้ในเวทีโลก

L2D Page (284)

โครงการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าแคทบีได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการก่อสร้างหลักไปแล้วโดยพื้นฐาน

อาคารขนส่งสินค้าสนามบินแคทบีใกล้เสร็จ ดันศักยภาพโลจิสติกส์ทางอากาศเมืองไฮฟอง

โครงการอาคารขนส่งสินค้าที่ ท่าอากาศยานนานาชาติแคทบี มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังงานก่อสร้างหลักแล้วเสร็จเกือบทั้งหมด และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการตกแต่ง ติดตั้งอุปกรณ์ และทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค โดยผู้รับเหมาเร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อให้โครงการสามารถเปิดใช้งานได้ตามแผน

ตัวแทนผู้รับเหมาเปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โครงสร้างหลักของอาคารได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้ทีมงานมุ่งเน้นการติดตั้งระบบอุปกรณ์ภายใน ควบคู่กับการก่อสร้างฐานรากลานจอดรถ พื้นที่สำนักงาน และพื้นที่รอผู้โดยสาร ส่วนอาคารเทคนิคได้ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างเรียบร้อย และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ในด้านโครงสร้างพื้นฐานภายนอก ถนนเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับถนนบุยเวียนกำลังเร่งดำเนินการ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประสานงานแก้ไขปัญหาการจัดหาที่ดินและการย้ายระบบสาธารณูปโภคได้สำเร็จ ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับเขตปฏิบัติการสนามบิน ผู้ลงทุนและผู้รับเหมาให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยด้านการบินเป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินงานของสนามบิน

โครงการดังกล่าวลงทุนโดย Airports Corporation of Vietnam (ACV) บนพื้นที่ประมาณ 86,776 ตารางเมตร ใช้งบประมาณรวมราว 725 พันล้านดอง ตัวอาคารเป็นโครงสร้างเหล็กชั้นเดียว ออกแบบรองรับปริมาณสินค้าสูงสุด 100,000 ตันต่อปี และสามารถขยายกำลังการรองรับได้ในอนาคตถึง 250,000 ตันต่อปี

การเร่งรัดก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด จะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางอากาศของเมือง รองรับปริมาณนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างฐานรองรับการพัฒนาธุรกิจการบินและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เมืองไฮฟองกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าสำคัญทางตอนเหนือของเวียดนาม

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us