admin L2D

L2D Page (275)

รฟท.กางแผนซ่อมรถจักร 3 รุ่นกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งหารือกรมรางฯดันซื้อรถโดยสารใหม่รองรับทางคู่

รฟท.เร่งซ่อมรถจักร 3 รุ่น วงเงิน 2.9 พันล้านบาท พร้อมดันจัดซื้อรถใหม่กว่า 5.8 หมื่นล้าน รองรับทางคู่–สายใหม่
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ภายใต้การเปิดเผยของนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. อยู่ระหว่างเร่งทบทวนแผนจัดหารถโดยสารใหม่ควบคู่กับแผนซ่อมบำรุงหัวรถจักร เพื่อรองรับการเปิดใช้เส้นทางรถไฟทางคู่และสายใหม่ในช่วงปี 2570–2572 เนื่องจากกระบวนการจัดหาและซ่อมบำรุงต้องใช้เวลาดำเนินการล่วงหน้าประมาณ 2–3 ปี โดยการทบทวนดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงคมนาคมและ กรมการขนส่งทางราง ที่ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และเน้นการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศ หรือ Local Content เพื่อลดการนำเข้าและสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ

โครงการที่เตรียมเดินหน้าก่อนคือการจัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 946 คัน วงเงินลงทุน 2,459.97 ล้านบาท ซึ่งกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 70% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40% ของโครงการ และคาดว่าจะเปิดประกวดราคาในเดือนเมษายน 2569 ขณะเดียวกัน แผนจัดหารถโดยสารใหม่มีเป้าหมายเพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรม โดยปัจจุบันรถโดยสารที่ใหม่ที่สุดเป็นขบวนเชิงพาณิชย์ 115 คัน ที่ใช้งานมากว่า 5 ปีแล้ว รฟท.อยู่ระหว่างสรุปแนวทางเส้นทางบริการและประเมินภาระทางการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2569 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมได้ส่งโครงการจัดหารถจักรและล้อเลื่อนรวม 3 โครงการกลับมาให้รฟท.ทบทวนรูปแบบการลงทุน ประกอบด้วยโครงการจัดหารถโดยสารทดแทนขบวนรถด่วนพิเศษและรถด่วน 182 คัน วงเงิน 10,502.10 ล้านบาท โครงการจัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงิน 24,150 ล้านบาท และโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงิน 23,730 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นกว่า 58,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนลงทุนสำคัญเพื่อยกระดับกองรถให้สอดรับกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ในส่วนแผนซ่อมบำรุงหัวรถจักร รฟท.ได้วางงบประมาณรวม 2,965.2 ล้านบาท ครอบคลุมรถจักรดีเซลไฟฟ้า 3 รุ่นหลัก ได้แก่ รถจักรดีเซลไฟฟ้าอัลสตอม จำนวน 10 คัน วงเงิน 496.20 ล้านบาท คาดว่าจะลงนามสัญญาเดือนมีนาคม 2569 และทยอยรับมอบครบในเดือนมกราคม 2571 รถจักร HID รุ่น HITACHI 8FA-36C จำนวน 21 คัน วงเงิน 777 ล้านบาท คาดลงนามสัญญาเดือนกรกฎาคม 2569 และสิ้นสุดโครงการกันยายน 2571 และรถจักรดีเซลไฟฟ้า GEA จำนวน 36 คัน วงเงิน 1,692 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นและคาดว่าจะลงนามสัญญาภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนทยอยส่งมอบครบในเดือนมกราคม 2572

ข้อมูลด้านสมรรถนะสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมบำรุง รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom แบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย โดยรุ่น ALS./PLS มีค่าความน่าเชื่อถือเฉลี่ยต่ำสุดในกลุ่มที่ประมาณ 7,702 กิโลเมตรต่อการชำรุดหนึ่งครั้ง ขณะที่รุ่น ALS./MTU มีค่าความน่าเชื่อถือสูงสุดเฉลี่ย 18,939 กิโลเมตร ส่วนรถจักร HID ของ Hitachi มีค่า MDBF เฉลี่ย 11,500 กิโลเมตร และมีความพร้อมใช้งานเฉลี่ย 63.54% ด้านรถจักร GEA แม้มีความพร้อมใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 74.17% แต่มีจำนวนครั้งการชำรุดระหว่างปฏิบัติงานสูงที่สุด และมีค่า MDBF เฉลี่ยเพียง 8,087 กิโลเมตร

ภาพรวมสะท้อนว่ากองรถจักรของรฟท.มีอายุการใช้งานยาวนานและเผชิญข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ การเร่งซ่อมบำรุงและวางแผนจัดหารถใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการ ลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นตามโครงข่ายทางคู่และเส้นทางใหม่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

L2D Page (274)

‘โลจิสติกส์ไทย’ โตสดใสรองรับอีคอมเมิร์ซ แนะคว้าโอกาสตอนตลาดยังเปิดกว้าง

โลจิสติกส์ไทยโตสดใส รับแรงหนุนอีคอมเมิร์ซ เร่งยกระดับสู่การแข่งขันสากล
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญ จากกระแสการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2571 มูลค่าตลาดโลจิสติกส์โลกจะสูงกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ในโครงสร้างธุรกิจปัจจุบัน โลจิสติกส์ไทยมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทางรถไฟ ธุรกิจคลังสินค้า ตัวแทนออกของ และบริการครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพัสดุและคลังสินค้าอัจฉริยะที่เติบโตโดดเด่นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและค้าปลีกสมัยใหม่ ปัจจุบันมีนิติบุคคลในธุรกิจขนส่งสินค้ารวม 29,209 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางถนน รองลงมาคือบริการรับส่งเอกสารและพัสดุ ขณะที่การขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถไฟยังมีสัดส่วนไม่สูงมาก ด้านการลงทุนจากต่างชาติ พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือจีนและสิงคโปร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติในศักยภาพตลาดไทย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยเกือบ 3,000 รายต่อปี แม้ในช่วงสถานการณ์โควิดก็ยังมีการจัดตั้งกิจการจำนวนมาก ล่าสุดปี 2568 มีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นรายขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนไม่สูงมาก สะท้อนการแข่งขันที่เปิดกว้างแต่ก็มีแรงกดดันสูง

ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงกว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี แม้จะมีการชะลอตัวบางช่วงก่อนกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กำไรมีความผันผวนและไม่ได้เติบโตตามรายได้อย่างชัดเจน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่ผันผวน การแข่งขันด้านราคา และอำนาจต่อรองของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาบริการมูลค่าเพิ่มควบคู่กันไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยธุรกิจโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของแผนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม เพื่อสกัดกั้นธุรกิจนอมินีที่อาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและบิดเบือนกลไกตลาด การยกระดับมาตรการเชิงรุกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โลจิสติกส์ไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนและยกระดับมาตรฐานบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถคว้าโอกาสในช่วงที่ตลาดยังเปิดกว้าง และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

L2D Page (273)

อินเดียเร่งเครื่องเศรษฐกิจสุขภาพ บูรณาการการแพทย์–ท่องเที่ยว–วิจัย สร้างระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร

อินเดียปั้น “เศรษฐกิจสุขภาพครบวงจร” ผสานแพทย์–ท่องเที่ยว–ชีวเภสัช ดันประเทศสู่ฮับการแพทย์โลก

ภายใต้งบประมาณสหภาพ (Union Budget) ปี 2569 รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศยุทธศาสตร์เร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเป็นระบบ โดยเสนอจัดตั้งศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism Hubs) จำนวน 5 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับอินเดียสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลระดับโลก

แนวคิดหลักของนโยบายคือการพัฒนา “ศูนย์บูรณาการ” ที่รวมโรงพยาบาลมาตรฐานสากล บริการโรงแรม ศูนย์สุขภาวะ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยทางการแพทย์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงกิจกรรมพักผ่อนเชิงสันทนาการ รองรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

การประกาศดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว โรงพยาบาลเอกชน และบริการสุขภาพ สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับคุณภาพบุคลากรและมาตรฐานบริการ เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในตลาดการแพทย์นานาชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากมิติการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ อินเดียยังเร่งสร้างฐานอุตสาหกรรมชีวเภสัชกรรมผ่านโครงการ “Biopharma Shakti” วงเงิน 10,000 ล้านรูปี ระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตยาชีววัตถุและยาชีววัตถุคล้ายคลึง ซึ่งถือเป็นกลุ่มยาเชิงยุทธศาสตร์ของการแพทย์สมัยใหม่ มาตรการดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางยา และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอินเดียในตลาดโลก

ภายใต้กรอบนี้ รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายสถาบันการศึกษาและวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ผ่านการจัดตั้งสถาบันใหม่ของ National Institutes of Pharmaceutical Education and Research (NIPERs) เพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมยกระดับสถาบันเดิมอีก 7 แห่ง เพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทางและผลักดันงานวิจัยเชิงลึกในสาขาชีวเภสัชกรรม ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ทดลองทางคลินิกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลมอบหมายให้ NITI Aayog ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยว วางกรอบยุทธศาสตร์การบริหารศูนย์การแพทย์ พร้อมผลักดันแนวคิด “Health Economic Corridors” เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมหลัก และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายเป็นเขตเศรษฐกิจสุขภาพพิเศษที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและระบบอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window Clearance) เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับไฮเอนด์

ในมิติภาษีและการเข้าถึงยา รัฐบาลประกาศยกเว้นภาษีศุลกากรพื้นฐานสำหรับยารักษามะเร็งสำคัญหลายรายการ เช่น Ribociclib และ Abemaciclib รวมถึงขยายสิทธิประโยชน์ไปยังยาสำหรับโรคหายาก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมความท้าทาย การพัฒนาศูนย์บูรณาการอาจกระจุกตัวในเมืองที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ขยายตัว หากไม่มีมาตรการกระจายประโยชน์สู่ภูมิภาคอื่นอย่างสมดุล ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์การแพทย์และเภสัชภัณฑ์ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอินเดียนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์บางประเภทเพิ่มขึ้น แต่การนำเข้าจากไทยกลับหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐาน

ในภาพรวม ยุทธศาสตร์ใหม่นี้สะท้อนความพยายามของอินเดียในการสร้าง “ระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การวิจัย การผลิตยา และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย อินเดียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของโลกเกิดใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

L2D Page (272)

รัฐบาล รับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต "อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV" สั่งคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักยกระดับตรวจสภาพ - ทำ Safety Rating List

ครม.รับข้อเสนอ ป.ป.ช. ปิดช่องทุจริตรถโดยสาร CNG/NGV ดัน “Safety Rating” เปิดข้อมูลความปลอดภัยสู่สาธารณะ

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตในกระบวนการขออนุญาตและตรวจสภาพรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) พร้อมมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งระบบ และรายงานผลภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดความเสี่ยงการทุจริต ยกระดับความโปร่งใส และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันทั่วประเทศ หลัง ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีอุบัติเหตุรถโดยสาร NGV เกิดเพลิงไหม้ในปี 2567 และพบข้อบกพร่องในขั้นตอนอนุญาตและตรวจสภาพรถ

รายงานของ ป.ป.ช. ระบุว่า การกำกับดูแลที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับการตรวจเอกสารมากกว่าการตรวจเชิงเทคนิคในทางปฏิบัติ อีกทั้งพบความผิดปกติในกระบวนการออกหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบ โดยมีบางกรณีที่รถไม่ได้เข้ารับการตรวจจริง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและประชาชนในวงกว้าง

ข้อเสนอเชิงระบบที่เสนอให้ดำเนินการครอบคลุมการประกาศเจตนารมณ์ยกระดับความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ พร้อมทบทวนมาตรฐานความแข็งแรงของโครงสร้างรถโดยสารและหลักเกณฑ์การใช้งานเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติให้รัดกุมยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในขั้นตอนการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง การอนุญาตแก้ไขหรือดัดแปลงตัวรถ และการกำกับดูแลสถานประกอบการเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด โดยต้องบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อีกประเด็นสำคัญคือการปรับรูปแบบการตรวจสภาพรถให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การออกใบรับรอง การติดตามประวัติการดัดแปลง และการเก็บข้อมูลผลการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดดุลพินิจที่อาจนำไปสู่การทุจริต

ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวคิดการจัดทำ “Safety Rating List” สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อจัดระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อรถที่มีข้อบกพร่องหรือไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ก่อนตัดสินใจใช้บริการ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการใช้พลังของผู้บริโภคช่วยกำกับมาตรฐานความปลอดภัยอีกทางหนึ่ง

ในด้านการป้องกันเชิงพฤติกรรม รัฐบาลจะผลักดันการอบรมผู้ประกอบการและพนักงานขับรถอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องกฎหมายจราจร การป้องกันความเสี่ยง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ติดตามและประเมินพฤติกรรมการขับขี่ เช่น ระบบติดตามภายในรถ ระบบ GPS และกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบและยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก

สำหรับการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และหน่วยงานกำกับมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำข้อสรุปแนวทางดำเนินงานในภาพรวม เสนอผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในกรอบเวลาที่กำหนด

รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบอนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV อย่างจริงจัง โดยยกระดับมาตรฐานการตรวจสภาพให้เข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชนบนท้องถนนทั่วประเทศ

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us