admin L2D

L2D Page (283)

เศรษฐกิจซึม ‘บ้านมือสอง’ ทะลัก 10 ล้านอัพแห่ระบายสต๊อก

เศรษฐกิจซบ บ้านมือสองพุ่งทะลุ 2.4 แสนหน่วย บ้านราคา 10 ล้านขึ้นไปแห่ขายเพิ่ม

ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศขยายตัวแรงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Information Center) รายงานว่า ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 มีบ้านมือสองประกาศขายรวม 243,218 หน่วย เพิ่มขึ้น 53.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 102.6% โดยทรัพย์ส่วนใหญ่ประกาศขายผ่านบุคคลธรรมดาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะห้องชุดที่ขยายตัวมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ซัพพลายที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากกระจุกตัวในกลุ่มราคาสูง โดยเฉพาะบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 124.4% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 144.7% สะท้อนว่าทรัพย์ระดับบนดูดซับได้ช้ากว่าตลาดล่าง ทำให้มีการสะสมสต๊อกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดหลักยังเป็นบ้านราคา 1-2 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงสุด 25.5%

จังหวัดที่มีมูลค่าบ้านมือสองประกาศขายสูงสุดยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร ตามด้วยชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต เชียงใหม่ ปทุมธานี สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง สะท้อนการกระจุกตัวในหัวเมืองเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

ผู้ประกอบการชี้เศรษฐกิจไม่ฟื้น คนผ่อนไม่ไหว ปล่อยทรัพย์เข้าตลาดเพิ่ม

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่าแนวโน้มปี 2569 บ้านมือสองจะไหลเข้าตลาดเพิ่มอีก จากปัจจัยเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง หลายครัวเรือนผ่อนต่อไม่ไหว บางส่วนเลือกปล่อยให้ธนาคารยึด หรือประกาศขายเอง ขณะที่การแข่งขันสูง ทำให้มีการปรับลดราคาลงมาก โดยเฉพาะทรัพย์ในทำเลดีเริ่มหายากขึ้น

ด้านนายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ เห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อบ้านมือสองมารีโนเวตแล้วขายต่อทำกำไร ส่งผลให้ตลาดมือสองเติบโตแซงบ้านใหม่ อย่างไรก็ดี กำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้บ้านมือสองจะได้เปรียบด้านทำเลและราคาที่ต่ำกว่า

ธนาคารชี้ช่องธุรกิจ รายใหญ่ยังไม่ครองตลาด

นายวิศรุต ปัญญาภิญโญผล ผู้บริหารสายงานสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มองว่าตลาดบ้านมือสองยังไม่มีผู้นำที่ชัดเจน ปัจจุบันมีผู้เล่นอย่าง Homerun และ Bangkok Asset ที่โฟกัสตลาดนี้ แต่ลักษณะทรัพย์กระจายตัวเป็นรายยูนิต ทำให้รวมวอลุ่มได้ยาก จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กมากกว่า

ธนาคารยังแนะนำผู้พัฒนาโครงการให้พิจารณาธุรกิจบ้านมือสอง ควบคู่ธุรกิจปล่อยเช่า โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ เนื่องจากใช้ทักษะและทีมงานใกล้เคียงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิม

บ้านมือสองโตแซงบ้านใหม่ในเชียงใหม่

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อรสิริน โฮลดิ้ง และนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สัดส่วนการโอนในเชียงใหม่ช่วงครึ่งปีแรก 2568 บ้านใหม่อยู่ที่ 25.2% ขณะที่บ้านมือสองพุ่งขึ้นเป็น 74.8% จากเดิมที่เคยใกล้เคียงกันที่ 50 ต่อ 50 ในช่วงสิบปีก่อน

บริษัทได้ร่วมมือกับ บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เข้าซื้อทรัพย์มือสองเพื่อรีโนเวตและขายต่อ เริ่มต้น 10 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นบ้านแนวราบ ตั้งเป้ารับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประมาณ 100 ล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์รุกตลาดมือสองเต็มตัว

ผู้ประกอบการประเมินว่า บ้านมือสองตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคกำลังซื้อหดตัว เพราะได้ทำเลใกล้เมือง ราคาถูกกว่าบ้านใหม่ราว 20-30% แม้ต้องปรับปรุงสภาพบ้าง แต่เมื่อเทียบกับบ้านใหม่ที่ต้องขยับออกไปนอกเมืองและมีภาระค่าเดินทางเพิ่ม ผู้ซื้อจำนวนมากจึงเลือกบ้านมือสองแทน

ท่ามกลางตลาดบ้านใหม่ที่ชะลอตัว การขออนุญาตโครงการลดลง และความเข้มงวดสินเชื่อที่ยังสูง ตลาดบ้านมือสองจึงกลายเป็นทั้งทางรอดของผู้ขาย และโอกาสของนักลงทุนรายย่อยในจังหวะเศรษฐกิจซบเซา

L2D Page (282)

'เอกนิติ' ชู 4 ปี ใช้ยุทธศาสตร์ Big Wins พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

‘เอกนิติ’ เดินหน้า Big Wins 4 ปี ปักหมุดลงทุนดึง FDI 9.7 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจไทยรอบใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศยุทธศาสตร์ “Big Wins” ระยะ 4 ปี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยระบุว่าแม้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวและพ้นภาวะวิกฤติรุนแรงแล้ว แต่ปี 2569 ยังต้องรับมือมรสุมใหญ่ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความเปราะบางเชิงโครงสร้างในประเทศ

ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เร่งมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปรับเพิ่มจากระดับคาดการณ์ 0.3% ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% สะท้อนทิศทางที่เริ่มกลับมามีแรงส่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ ทั้งความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่เชื่อมโยงการเมืองกับเศรษฐกิจ ภาระงบประมาณจากภัยพิบัติ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง สังคมผู้สูงอายุ และการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซามายาวนาน

ยุทธศาสตร์ Big Wins จึงกำหนด “การลงทุน” เป็นหัวใจหลักของการฟื้นเศรษฐกิจ โดยเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนด้านกฎหมายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการพลังงานสะอาด เปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรงแบบ Direct PPA และใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือระดมทุน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ พร้อมใช้จุดยืนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่พลังงานสะอาดเป็นแรงดึงดูดนักลงทุน ปัจจุบันมีเม็ดเงินรออนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กว่า 1.8 ล้านล้านบาท และหากเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าปีนี้ FDI จะพุ่งแตะ 9.7 แสนล้านบาท เติบโตเกือบ 20%

ในมิติการพัฒนาคน รัฐบาลตั้งเป้าปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ควบคู่โครงการ “Skill Bridge” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ภาคเอกชนที่ร่วมพัฒนาหลักสูตรและรับนักศึกษาเข้าทำงาน เพื่อสร้างกำลังแรงงานที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจจริง

ขณะที่ด้านกฎหมาย เตรียมผลักดันกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน หรือ Omnibus Law เพื่อเร่งขั้นตอนอนุมัติโครงการ ลดอุปสรรคเรื่องวีซ่า แรงงานทักษะสูง และข้อจำกัดด้านที่ดิน พร้อมนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้เต็มรูปแบบ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

นายเอกนิติย้ำชัดว่า แนวทางขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไปคือ “การลงทุน การลงทุน และการลงทุน” เพราะการดึงเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง และก้าวข้ามภาพลักษณ์ประเทศเปราะบางไปสู่การเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มั่นคงของเอเชียอีกครั้ง

L2D Page (281)

คมนาคม ชงครม.ใหม่ สร้าง ‘มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ’ 5.4 หมื่นล้าน

คมนาคมดันมอเตอร์เวย์นครปฐม–ชะอำ 5.4 หมื่นล้าน เตรียมชง ครม.ใหม่ เปิดประมูลภายในปี 2570

กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม–ชะอำ วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท หลังจากก่อนหน้านี้ได้เห็นชอบในส่วนงานก่อสร้างโยธาไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการเสนอ ครม. เห็นชอบอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดขั้นตอนประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้าง

โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 61 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างงานโยธา 40,162 ล้านบาท และค่าเวนคืนที่ดิน 14,400 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมเชื่อมภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน ลดความแออัดของเส้นทางหลัก และสนับสนุนการเดินทางสู่พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

แผนก่อสร้างช่วงนครปฐม–ปากท่อถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกช่วงนครปฐม–ตลาดจินดา ระยะทาง 11 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 10,509 ล้านบาท จากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง หรือกองทุนมอเตอร์เวย์ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ส่วนระยะที่สองช่วงตลาดจินดา–ปากท่อ ระยะทาง 50 กิโลเมตร วงเงิน 29,653 ล้านบาท จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2571 และเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีเดียวกัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดสายภายในปี 2575

ในส่วนของการเวนคืนที่ดิน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,340 ไร่ หากได้รับอนุมัติจาก ครม. จะเริ่มดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน พร้อมจัดกรรมสิทธิ์และจ่ายค่าทดแทนภายในระยะเวลา 6–8 เดือน คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ในช่วงปลายปี 2569

แนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้น 2 จุด เชื่อมต่อกับ มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณด่านศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม รวมถึงทางหลวงหมายเลข 338 ถนนบรมราชชนนี ขณะที่จุดสิ้นสุดโครงการจะเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 บริเวณอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อรองรับการเดินทางต่อเนื่องไปยังจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ โครงการมอเตอร์เวย์นครปฐม–ชะอำ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

L2D Page (280)

LEO เร่งเครื่อง Jump+ เปิดโหมดโลจิสติกส์โต

LEO เร่งเครื่องแผน Jump+ ดัน EBITDA โต 45% ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงรอบใหม่ในปี 2571

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าแผนรุกธุรกิจเต็มกำลัง หลังรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 1,328.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 8.8 ล้านบาท ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะงบเดี่ยว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 40.3 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการควบคุมต้นทุนและรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดีขึ้น

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์หลักยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งทางรถในประเทศที่มีจำนวนเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงงานบริการตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรที่ขยายตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้จากบริการดังกล่าวเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากธุรกิจ Freight บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายพอร์ต Non-Freight และ Non-Logistics เพื่อลดความผันผวนของรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางรางในกลุ่มบริษัทอย่าง LaneXang Express และ Sritrang Leo Multimodal Logistics ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวมจากการขนส่งทางรางประมาณ 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการขนส่งรูปแบบรางที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

ด้านธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ ก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน YJC Depot Services ซึ่งดำเนินธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ มีรายได้ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 82% จากปีก่อน และยังสามารถปิดดีลลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเติมในไตรมาสแรกปี 2569 ขณะที่ธุรกิจ LEO Coldbotic ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าอัจฉริยะสำหรับไวน์ มีลูกค้าใหม่ทยอยเซ็นสัญญาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569

สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทประกาศใช้ยุทธศาสตร์ “3×6 Growth Matrix” ควบคู่กับแผน Jump+ เพื่อยกระดับการเติบโตในวาระครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 45% แตะระดับ 50–55 ล้านบาท ภายในปี 2571 การเติบโตครั้งนี้จะมุ่งเน้นทั้งความสามารถทำกำไร ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเสถียรภาพทางธุรกิจ ควบคู่หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากงบเดี่ยวปี 2568 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 18.9 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่การขยายธุรกิจในระยะยาว

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us