admin L2D

L2D Page (221)

ส่งออกข้าวไทย ปี 68 ทะลุเป้า ขายได้ 7.9 ล้านตัน ปี 69 ตั้งเป้า 7 ล้าน

ส่งออกข้าวไทยปี 68 เกินเป้าแตะ 7.9 ล้านตัน ปี 69 ลุยรักษาตลาดเดิม–ขยายตลาดใหม่ ตั้งเป้า 7 ล้านตัน ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

การส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปริมาณส่งออกสูงถึง 7.9 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน จากแรงหนุนคำสั่งซื้อช่วงปลายปีของผู้นำเข้าสำคัญที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกข้าวไทยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 148,204 ล้านบาท หรือประมาณ 4,515 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุดในปี 2568 คือข้าวขาว ปริมาณ 3.62 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนราว 45.82% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด แม้จะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งสำคัญ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยส่งออกได้ 1.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ข้าวนึ่งมีปริมาณ 1.51 ล้านตัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง มีปริมาณส่งออกในระดับที่แตกต่างกันไป โดยภาพรวมข้าวเกือบทุกชนิดขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ยกเว้นข้าวขาวและข้าวหอมไทยที่ได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ อิรักยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งของข้าวไทย ด้วยปริมาณราว 1 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน รองลงมาคือแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา จีน และเซเนกัล โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดในระยะต่อไป แม้บางตลาดจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้นก็ตาม

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปี 2569 ยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดข้าวไทย โดยสถานการณ์โดยรวมคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2568 ขณะที่ตลาดข้าวโลกยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จากปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น และความต้องการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญบางแห่ง เช่น อินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มลดลงจากนโยบายพึ่งพาตนเองด้านอาหาร นอกจากนี้ การส่งออกข้าวไทยยังอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าขนส่ง

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคอาจทำให้บางประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อสะสมเป็นสต็อกสำรองด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งถือเป็นโอกาสของข้าวไทยในการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลก โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน

กรมการค้าต่างประเทศจึงได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออกข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยจะผนึกกำลังกับภาคเอกชน มุ่งรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการรุกขยายตลาดที่มีศักยภาพ ผ่านการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำเข้ารายสำคัญในประเทศต่าง ๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา แคนาดา และแอฟริกาใต้ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าในระยะยาว

นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีนและสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายตลาดข้าวประณีตในประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และคุณภาพข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับผู้นำเข้าโดยตรง รวมถึงการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคข้าวไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

L2D Page (220)

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

AI–EV ดิสรัปแรงงานไทย 10 ล้านคน เร็วกว่าคาด 10 ปี เตือนรัฐเร่งสร้างเศรษฐกิจชุมชนเป็นกันชนสังคม

การเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แรงงานไทยราว 10 ล้านคน จากแรงงานในระบบกว่า 40 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า เดิมทีแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานรากประเมินว่าผลกระทบจากเทคโนโลยีจะเริ่มชัดเจนในช่วงปี 2580 แต่จากความก้าวหน้าของ AI และ EV ที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กรอบเวลาดังกล่าวขยับเข้ามาเร็วขึ้นถึง 10 ปี และเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ราวปี 2570

หนึ่งในแรงกระแทกสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโครงสร้างการผลิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่รถยนต์สันดาปใช้ชิ้นส่วนกว่า 300,000 ชิ้น เหลือเพียงราว 20,000 ชิ้นในรถยนต์ไฟฟ้า การลดลงของชิ้นส่วนส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือและวิศวกรในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีอยู่ตั้งแต่ประมาณ 200,000 คน ไปจนถึงอาจสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถปรับทักษะเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ทัน

ขณะเดียวกัน AI และระบบอัตโนมัติได้เริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคบริการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการ รวมถึงงานบางส่วนในสายดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะระดับปานกลางหรือต่ำกว่า ซึ่ง AI สามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลให้ความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานจำนวนมากเริ่มสั่นคลอน

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่มีการปลดแรงงานจำนวนมากจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคน จนนำไปสู่การประท้วงและปัญหาทางสังคมในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าหากรัฐเร่งส่งเสริมเทคโนโลยีโดยไม่มีมาตรการรองรับแรงงาน ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลการผลิตทันที และผลกระทบจะตกอยู่กับแรงงานและครัวเรือนโดยตรง

นายกิตติ ระบุว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐและพรรคการเมืองในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อดันตัวเลขจีดีพีในระดับมหภาค แต่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นมักสร้างการจ้างงานจำนวนน้อย ขณะที่ยังขาดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมเพื่อเปิดเวลาให้แรงงานสามารถปรับทักษะ ยกระดับทักษะ หรือพัฒนาอาชีพใหม่ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคธุรกิจบางส่วนอาจใช้จังหวะนี้ปิดกิจการเพื่อเลิกจ้างแรงงาน ก่อนกลับมาเปิดใหม่โดยใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนคน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นแล้วในโรงงานบางแห่ง และทำให้แรงงานจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีหลักประกัน

ในบริบทการเมืองปัจจุบัน นายกิตติ ชี้ว่า ยังไม่เห็นนโยบายของพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบและจริงจัง นโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงงานในยามวิกฤต กลับยังไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นวาระหลัก

เมื่อแรงงานหลุดออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองใหญ่ ปลายทางสำคัญมักคือการกลับสู่ภูมิลำเนา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชนได้ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญที่สุด การเสริมความเข้มแข็งให้ตลาดชุมชน การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว จึงเป็นแนวทางสำคัญในการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์สูงและไม่สามารถถูก AI ทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับบทบาทของ บพท. นายกิตติ ระบุว่า หน่วยงานมุ่งใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอาชีพจริงในระดับพื้นที่ ด้วยงบประมาณปีละประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองโมเดลแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับทักษะแรงงาน ก่อนขยายผลสู่การกำหนดนโยบายในระดับประเทศ

นายกิตติ ทิ้งท้ายว่า หากรัฐยังคงมองเศรษฐกิจผ่านตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาการว่างงานจำนวนมากตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และหนี้สินครัวเรือนที่รุนแรงและยืดเยื้อในระยะยาว

L2D Page (219)

“ดีพร้อม” เสิร์ฟด่วนฟื้นฟูเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจโต 840 ล้านบาท

“ดีพร้อม” เร่งเครื่องกู้เอสเอ็มอีจากวิกฤต ฟื้นธุรกิจเสียหายหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 840 ล้านบาท
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน มุ่งเสริมศักยภาพธุรกิจให้กลับมาแข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน คาดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 840 ล้านบาท

นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และสถานการณ์ความไม่สงบในบางจังหวัดชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร วัตถุดิบ และสต็อกสินค้า ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงานและโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการฟื้นฟูและประคับประคองธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการเติบโตในระยะถัดไป

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ จึงได้ขับเคลื่อน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งเอสเอ็มอี (Rebuild SMEs)” โดยใช้กลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขา ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละธุรกิจ พร้อมยกระดับกระบวนการทำงานให้มีความเป็นระบบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการวินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับความเสียหายและจำแนกความเร่งด่วนของปัญหา ก่อนจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะราย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุน การจัดการสต็อกในภาวะวิกฤต ตลอดจนการวางแผนธุรกิจใหม่ เพื่อให้กิจการสามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงกว่าที่เคย

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การบริหารการเงิน และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมเจรจาการค้าและการจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและสร้างระบบตลาดที่มั่นคงในระยะยาว

ควบคู่กันนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวินิจฉัยธุรกิจจำนวนกว่า 360 คน ทั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และกลุ่มที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดยเน้นการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการในทุกมิติ ให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งเป้าพัฒนาและฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยกว่า 800 ราย ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถก้าวข้ามวิกฤต ปรับตัวได้อย่างเข้มแข็ง และกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

L2D Page (218)

เร่งดำเนินการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมขนส่ง

เดินหน้าโครงข่ายคมนาคมยุทธศาสตร์ เร่งเปิดทางเชื่อมอุตสาหกรรมหลางเซิน–บั๊กนิญ
การก่อสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อจังหวัดหลางเซินกับศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัดบั๊กนิญ กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังผู้รับเหมาได้ระดมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ที่ผ่านการเคลียร์แล้ว เพื่อเปิดเส้นทางรองรับงานก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โครงการถนนสายนี้มีระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร ความกว้าง 9 เมตร ใช้งบประมาณลงทุนรวมกว่า 147,000 ล้านดอง และกำหนดระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2025–2027

โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปิดโอกาสทางการค้าและการขนส่งระหว่างจังหวัดหลางเซินกับพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของบั๊กนิญ อีกทั้งยังเป็นการสานต่อข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภูมิภาคที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2024 ระหว่างคณะกรรมการประจำพรรคประจำจังหวัดบั๊กนิญ ซึ่งเดิมคือจังหวัดบั๊กเกียง กับจังหวัดหลางเซิน

โครงการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยแนวเส้นทางทั้งหมดพาดผ่านตำบลตันถั่น ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการเวนคืนที่ดินรวมกว่า 17.1 เฮกตาร์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวน 109 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเขาและที่ดินเพื่อการเกษตร

นาย Tran Van Tung ประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น เปิดเผยว่า เส้นทางโครงการครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านดงคายเป็นหลัก เพื่อเร่งรัดกระบวนการเวนคืนที่ดิน ทางตำบลได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนักลงทุนและสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตหูหลง ทั้งการตรวจสอบแนวเขต การจัดประชุมชี้แจง การรับคำร้อง และการตอบข้อสงสัยของประชาชนเป็นรายกรณี เพื่อให้การเวนคืนเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และลดผลกระทบต่อชุมชนมากที่สุด

ด้วยแนวทางการทำงานที่เปิดเผยและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2025 ทางเทศบาลสามารถส่งมอบที่ดินให้แก่นักลงทุนแล้ว 12 เฮกตาร์ จากทั้งหมด 17.1 เฮกตาร์ ผู้ได้รับผลกระทบ 83 ครัวเรือนได้รับค่าชดเชยและส่งมอบพื้นที่คืนเรียบร้อย รวมถึงการย้ายหลุมฝังศพจำนวน 4 แห่งออกจากพื้นที่โครงการแล้วเสร็จ

นายบุย คอง ถัง หัวหน้าสาขาการพัฒนาที่ดินในพื้นที่หูหลง ระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดจากการประสานงานที่ใกล้ชิดและการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องกับประชาชน โดยยึดแนวทางการทำงานเชิงรุก เข้าถึงทุกครัวเรือน รับฟังข้อกังวล และอธิบายนโยบายอย่างตรงไปตรงมา จนเกิดความไว้วางใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

ด้านนายโง วัน ธาน ชาวบ้านในหมู่บ้านดงคาย กล่าวว่า ถนนสายใหม่นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับการเชื่อมโยงด้านการพัฒนาของชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาซึ่งมีสวนเพาะต้นกล้าอะคาเซียสองแห่ง รวมพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ได้รับค่าชดเชยเบื้องต้นกว่า 500 ล้านดอง และตัดสินใจส่งมอบที่ดินให้กับนักลงทุนเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้

ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น ระบุว่ายังมีผู้ได้รับผลกระทบอีก 26 ราย ที่ยังไม่ได้ส่งมอบที่ดิน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 5.1 เฮกตาร์ สำหรับกรณีที่ต้องย้ายถิ่นฐานและมีความประสงค์จะตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดิม ทางตำบลได้สนับสนุนทางเลือกการย้ายเข้าอยู่ในเขตจัดสรรที่อยู่อาศัยโฮซอนและฮวาถัง หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดหาที่ดินใหม่ด้วยตนเอง พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ทางตำบลตั้งเป้าแก้ไขปัญหาพื้นที่คงค้างทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันการเคลียร์พื้นที่สำหรับโครงการถนนเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมหูหลง ถนนจังหวัดหมายเลข 245 ทางหลวงหมายเลข 31 และท่าเรือหมี่อัน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

ภาครัฐเชื่อมั่นว่า ด้วยการบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับความร่วมมือจากประชาชน อุปสรรคที่เหลือจะถูกขจัดออกไปในเร็ววัน และจะช่วยเร่งรัดความคืบหน้าของโครงการคมนาคมสายสำคัญนี้ให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us