admin L2D

L2D Page (220)

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

AI–EV ดิสรัปแรงงานไทย 10 ล้านคน เร็วกว่าคาด 10 ปี เตือนรัฐเร่งสร้างเศรษฐกิจชุมชนเป็นกันชนสังคม

การเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แรงงานไทยราว 10 ล้านคน จากแรงงานในระบบกว่า 40 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า เดิมทีแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานรากประเมินว่าผลกระทบจากเทคโนโลยีจะเริ่มชัดเจนในช่วงปี 2580 แต่จากความก้าวหน้าของ AI และ EV ที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กรอบเวลาดังกล่าวขยับเข้ามาเร็วขึ้นถึง 10 ปี และเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ราวปี 2570

หนึ่งในแรงกระแทกสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโครงสร้างการผลิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่รถยนต์สันดาปใช้ชิ้นส่วนกว่า 300,000 ชิ้น เหลือเพียงราว 20,000 ชิ้นในรถยนต์ไฟฟ้า การลดลงของชิ้นส่วนส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือและวิศวกรในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีอยู่ตั้งแต่ประมาณ 200,000 คน ไปจนถึงอาจสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถปรับทักษะเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ทัน

ขณะเดียวกัน AI และระบบอัตโนมัติได้เริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคบริการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการ รวมถึงงานบางส่วนในสายดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะระดับปานกลางหรือต่ำกว่า ซึ่ง AI สามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลให้ความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานจำนวนมากเริ่มสั่นคลอน

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่มีการปลดแรงงานจำนวนมากจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคน จนนำไปสู่การประท้วงและปัญหาทางสังคมในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าหากรัฐเร่งส่งเสริมเทคโนโลยีโดยไม่มีมาตรการรองรับแรงงาน ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลการผลิตทันที และผลกระทบจะตกอยู่กับแรงงานและครัวเรือนโดยตรง

นายกิตติ ระบุว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐและพรรคการเมืองในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อดันตัวเลขจีดีพีในระดับมหภาค แต่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นมักสร้างการจ้างงานจำนวนน้อย ขณะที่ยังขาดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมเพื่อเปิดเวลาให้แรงงานสามารถปรับทักษะ ยกระดับทักษะ หรือพัฒนาอาชีพใหม่ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคธุรกิจบางส่วนอาจใช้จังหวะนี้ปิดกิจการเพื่อเลิกจ้างแรงงาน ก่อนกลับมาเปิดใหม่โดยใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนคน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นแล้วในโรงงานบางแห่ง และทำให้แรงงานจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีหลักประกัน

ในบริบทการเมืองปัจจุบัน นายกิตติ ชี้ว่า ยังไม่เห็นนโยบายของพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบและจริงจัง นโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงงานในยามวิกฤต กลับยังไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นวาระหลัก

เมื่อแรงงานหลุดออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองใหญ่ ปลายทางสำคัญมักคือการกลับสู่ภูมิลำเนา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชนได้ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญที่สุด การเสริมความเข้มแข็งให้ตลาดชุมชน การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว จึงเป็นแนวทางสำคัญในการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์สูงและไม่สามารถถูก AI ทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับบทบาทของ บพท. นายกิตติ ระบุว่า หน่วยงานมุ่งใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอาชีพจริงในระดับพื้นที่ ด้วยงบประมาณปีละประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองโมเดลแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับทักษะแรงงาน ก่อนขยายผลสู่การกำหนดนโยบายในระดับประเทศ

นายกิตติ ทิ้งท้ายว่า หากรัฐยังคงมองเศรษฐกิจผ่านตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาการว่างงานจำนวนมากตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และหนี้สินครัวเรือนที่รุนแรงและยืดเยื้อในระยะยาว

L2D Page (219)

“ดีพร้อม” เสิร์ฟด่วนฟื้นฟูเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจโต 840 ล้านบาท

“ดีพร้อม” เร่งเครื่องกู้เอสเอ็มอีจากวิกฤต ฟื้นธุรกิจเสียหายหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 840 ล้านบาท
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน มุ่งเสริมศักยภาพธุรกิจให้กลับมาแข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน คาดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 840 ล้านบาท

นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และสถานการณ์ความไม่สงบในบางจังหวัดชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร วัตถุดิบ และสต็อกสินค้า ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงานและโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการฟื้นฟูและประคับประคองธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการเติบโตในระยะถัดไป

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ จึงได้ขับเคลื่อน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งเอสเอ็มอี (Rebuild SMEs)” โดยใช้กลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขา ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละธุรกิจ พร้อมยกระดับกระบวนการทำงานให้มีความเป็นระบบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการวินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อประเมินระดับความเสียหายและจำแนกความเร่งด่วนของปัญหา ก่อนจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะราย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุน การจัดการสต็อกในภาวะวิกฤต ตลอดจนการวางแผนธุรกิจใหม่ เพื่อให้กิจการสามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงกว่าที่เคย

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การบริหารการเงิน และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมเจรจาการค้าและการจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและสร้างระบบตลาดที่มั่นคงในระยะยาว

ควบคู่กันนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวินิจฉัยธุรกิจจำนวนกว่า 360 คน ทั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และกลุ่มที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดยเน้นการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการในทุกมิติ ให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งเป้าพัฒนาและฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจรายย่อยกว่า 800 ราย ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถก้าวข้ามวิกฤต ปรับตัวได้อย่างเข้มแข็ง และกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

L2D Page (218)

เร่งดำเนินการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมขนส่ง

เดินหน้าโครงข่ายคมนาคมยุทธศาสตร์ เร่งเปิดทางเชื่อมอุตสาหกรรมหลางเซิน–บั๊กนิญ
การก่อสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อจังหวัดหลางเซินกับศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัดบั๊กนิญ กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังผู้รับเหมาได้ระดมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ที่ผ่านการเคลียร์แล้ว เพื่อเปิดเส้นทางรองรับงานก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โครงการถนนสายนี้มีระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร ความกว้าง 9 เมตร ใช้งบประมาณลงทุนรวมกว่า 147,000 ล้านดอง และกำหนดระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2025–2027

โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปิดโอกาสทางการค้าและการขนส่งระหว่างจังหวัดหลางเซินกับพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของบั๊กนิญ อีกทั้งยังเป็นการสานต่อข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภูมิภาคที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2024 ระหว่างคณะกรรมการประจำพรรคประจำจังหวัดบั๊กนิญ ซึ่งเดิมคือจังหวัดบั๊กเกียง กับจังหวัดหลางเซิน

โครงการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยแนวเส้นทางทั้งหมดพาดผ่านตำบลตันถั่น ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการเวนคืนที่ดินรวมกว่า 17.1 เฮกตาร์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวน 109 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเขาและที่ดินเพื่อการเกษตร

นาย Tran Van Tung ประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น เปิดเผยว่า เส้นทางโครงการครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านดงคายเป็นหลัก เพื่อเร่งรัดกระบวนการเวนคืนที่ดิน ทางตำบลได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนักลงทุนและสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตหูหลง ทั้งการตรวจสอบแนวเขต การจัดประชุมชี้แจง การรับคำร้อง และการตอบข้อสงสัยของประชาชนเป็นรายกรณี เพื่อให้การเวนคืนเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และลดผลกระทบต่อชุมชนมากที่สุด

ด้วยแนวทางการทำงานที่เปิดเผยและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2025 ทางเทศบาลสามารถส่งมอบที่ดินให้แก่นักลงทุนแล้ว 12 เฮกตาร์ จากทั้งหมด 17.1 เฮกตาร์ ผู้ได้รับผลกระทบ 83 ครัวเรือนได้รับค่าชดเชยและส่งมอบพื้นที่คืนเรียบร้อย รวมถึงการย้ายหลุมฝังศพจำนวน 4 แห่งออกจากพื้นที่โครงการแล้วเสร็จ

นายบุย คอง ถัง หัวหน้าสาขาการพัฒนาที่ดินในพื้นที่หูหลง ระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดจากการประสานงานที่ใกล้ชิดและการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องกับประชาชน โดยยึดแนวทางการทำงานเชิงรุก เข้าถึงทุกครัวเรือน รับฟังข้อกังวล และอธิบายนโยบายอย่างตรงไปตรงมา จนเกิดความไว้วางใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

ด้านนายโง วัน ธาน ชาวบ้านในหมู่บ้านดงคาย กล่าวว่า ถนนสายใหม่นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับการเชื่อมโยงด้านการพัฒนาของชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาซึ่งมีสวนเพาะต้นกล้าอะคาเซียสองแห่ง รวมพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ได้รับค่าชดเชยเบื้องต้นกว่า 500 ล้านดอง และตัดสินใจส่งมอบที่ดินให้กับนักลงทุนเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้

ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการประชาชนตำบลตันถั่น ระบุว่ายังมีผู้ได้รับผลกระทบอีก 26 ราย ที่ยังไม่ได้ส่งมอบที่ดิน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 5.1 เฮกตาร์ สำหรับกรณีที่ต้องย้ายถิ่นฐานและมีความประสงค์จะตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดิม ทางตำบลได้สนับสนุนทางเลือกการย้ายเข้าอยู่ในเขตจัดสรรที่อยู่อาศัยโฮซอนและฮวาถัง หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดหาที่ดินใหม่ด้วยตนเอง พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ทางตำบลตั้งเป้าแก้ไขปัญหาพื้นที่คงค้างทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันการเคลียร์พื้นที่สำหรับโครงการถนนเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมหูหลง ถนนจังหวัดหมายเลข 245 ทางหลวงหมายเลข 31 และท่าเรือหมี่อัน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

ภาครัฐเชื่อมั่นว่า ด้วยการบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับความร่วมมือจากประชาชน อุปสรรคที่เหลือจะถูกขจัดออกไปในเร็ววัน และจะช่วยเร่งรัดความคืบหน้าของโครงการคมนาคมสายสำคัญนี้ให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

L2D Page (217)

‘ใบยาสูบ’ พืชเศรษฐกิจริมโขง สร้างรายได้มั่นคงหลังฤดูทำนา

“ใบยาสูบเตอร์กิช” ทางเลือกหลังนา พลิกผืนดินอีสานสู่รายได้มั่นคงกว่า 20 ปี
ท่ามกลางข้อจำกัดของสภาพอากาศและความแห้งแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ใบยาสูบเตอร์กิช” ได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับเกษตรกรริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ว่างหลังฤดูทำนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรกว่า 31 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประเทศ และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของ GDP ในปี 2567 แรงงานกว่า 9 ล้านคนในภูมิภาคนี้กว่าครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำให้อีสานเป็นฐานการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และสมุนไพร รวมถึงพืชเฉพาะทางอย่างใบยาสูบ

ใบยาสูบเตอร์กิชเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ดินทรายจัดและสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งแตกต่างจากพืชเศรษฐกิจทั่วไป ใบยาชนิดนี้เป็นใบยาบ่มแดด มีลักษณะเด่นคือกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากแว็กซ์หรือเรซิ่นที่สะสมอยู่ในใบ ยิ่งปลูกในสภาพแห้งแล้งมากเท่าใด ใบยาจะยิ่งสร้างแว็กซ์มากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพและกลิ่นหอมเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พื้นที่เพาะปลูกสำคัญกระจายอยู่ในจังหวัดนครพนม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด โดยหนึ่งไร่สามารถปลูกได้มากถึง 30,000–40,000 ต้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวไร่ยาสูบมากกว่า 22,500 ครัวเรือน กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยแต่ละพื้นที่มีการปลูกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ภาคเหนือเน้นสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ภาคกลางตอนบนปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกสายพันธุ์เตอร์กิชเป็นหลัก เนื่องจากมีน้ำมันและกลิ่นหอมสูง ใบยาที่เก็บเกี่ยวจะถูกนำไปตากแดดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำมันอโรม่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของใบยาไทยในตลาดส่งออก

ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์ของไทยมีมูลค่ากว่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้เฉลี่ยจากการปลูกใบยาสูบอยู่ที่ประมาณ 65,000–100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อรอบการผลิต และเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึงร้อยละ 32 สำหรับภาคอีสานเพียงแห่งเดียว มีชาวไร่ยาสูบเกือบ 10,000 ราย ผลิตใบยาดิบได้ราว 4 ล้านกิโลกรัม และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 750 ล้านบาท

แนวโน้มการส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ยาสูบไทยสร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 11 ล้านกิโลกรัม สะท้อนศักยภาพการแข่งขันของใบยาสูบไทยในตลาดโลก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตตามหลักการเกษตรที่ดีหรือ GAP ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ แรงงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถติดตามผลผลิตจากแปลงปลูกถึงโรงงานได้อย่างโปร่งใส

นางไสคำ สิทธิชำนาญ เกษตรกรวัย 54 ปี จากตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่ยึดอาชีพปลูกใบยาสูบเตอร์กิชมายาวนานกว่า 20 ปี ควบคู่กับการทำนา เธอเลือกปลูกใบยาสูบหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจากมีการประกันราคาและมีตลาดรองรับแน่นอนทุกปี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่การเพาะกล้า การดูแลแปลง ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิต

ปัจจุบันนางไสคำมีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 100,000 บาทต่อรอบการผลิต หรือเฉลี่ยไร่ละประมาณ 20,000 บาท รอบการปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเหมาะสมที่สุดต่อคุณภาพใบยา ล่าสุดยังมีการทดลองใช้ระบบน้ำหยด เพื่อลดการใช้น้ำและแรงงาน พร้อมควบคุมการเจริญเติบโตของต้นใบยาให้สม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อคุณภาพผลผลิตในระยะยาว

นางไสคำกล่าวว่า การปลูกใบยาสูบช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งบุตรหลานเรียนหนังสือและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับพืชผักทั่วไปที่มีความผันผวนด้านราคา ใบยาสูบจึงยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรอีสานได้อย่างยั่งยืน

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us