admin L2D

L2D Page (269)

ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

ตัวเลขจีดีพีที่ “ดูดี” กับโจทย์ใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ขยายตัวระดับกว่า 2% อาจช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และผู้นำด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นจากหล่ม” และกำลังฟื้นตัวจากภาวะเปราะบางก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเพียงผิวเผิน แต่อยู่ที่คุณภาพของการเติบโตนั้นต่างหาก เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายในจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังพึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวแบบระมัดระวัง และกำลังซื้อของครัวเรือนถูกจำกัดจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่าจะสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนเชิงนโยบายสามารถประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ แต่ความยั่งยืนในระยะยาวขึ้นอยู่กับศักยภาพของทีมเศรษฐกิจมากกว่าจำนวนเสียงสนับสนุนในสภา โจทย์จึงตกอยู่กับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน ความสามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว

แม้จะได้ทีมงานที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ การปฏิรูปเชิงลึกก็ยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์และกลไกการเมืองแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การเติบโตเชิงปริมาณจึงไม่เพียงพอ หากไม่สามารถยกระดับคุณภาพของเศรษฐกิจให้กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด หากจีดีพีขยายตัวแต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก และคนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นอนาคตในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็อาจเป็นเพียงสถิติบนกระดาษ มากกว่าจะเป็นความหวังที่ประชาชนสัมผัสได้จริง การฟื้นตัวที่แท้จริงจึงต้องสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิต ความสามารถแข่งขัน และโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกกลุ่มในสังคม ไม่ใช่แค่กราฟการเติบโตที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น.

L2D Page (268)

ศักยภาพในการพัฒนาจากเส้นทางคมนาคมตะวันออก-ตะวันตก

กวางตรีเร่งยกระดับระเบียงตะวันออก–ตะวันตก สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดน
จังหวัดกวางตรี กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเวียดนามบนแนว ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ซึ่งเชื่อมโยงเวียดนามกับลาว ไทย และเมียนมาร์ ก่อนออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียผ่านระบบท่าเรือชายฝั่ง จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทำให้จังหวัดมีศักยภาพเปลี่ยน “ระเบียงขนส่ง” ให้เป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งด้านโลจิสติกส์ การค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

โครงข่ายคมนาคมของกวางตรีมีความหลากหลาย ครอบคลุมถนนสายหลัก รถไฟ ท่าเรือ ทางน้ำ และทางอากาศ โดยมีเส้นทางสำคัญอย่างทางหลวงหมายเลข 1 ทางหลวงโฮจิมินห์ ทางหลวงหมายเลข 9, 12A และ 15D รวมถึงทางด่วนสายเหนือ–ใต้และถนนเลียบชายฝั่ง เส้นทางเหล่านี้เชื่อมต่อพื้นที่ภาคกลางของเวียดนามกับประเทศในอาเซียน และเป็นฐานรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

โครงการยุทธศาสตร์ที่ถูกเร่งผลักดันคือทางหลวงหมายเลข 15D ซึ่งจะเชื่อมท่าเรือหมี่ถุยกับด่านชายแดนลาเลย์ และต่อเนื่องไปยังแขวงสาละวันของลาว รวมถึงจังหวัดอุบลราชธานีของไทย เมื่อแล้วเสร็จ เส้นทางดังกล่าวจะบูรณาการเข้ากับทางด่วนสายหลัก ทางรถไฟเหนือ–ใต้ และระบบถนนชายฝั่ง เกิดโครงข่ายคมนาคมครบวงจรที่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาขนส่งสินค้า

จังหวัดยังประสานความร่วมมือกับลาวเพื่อพัฒนาเส้นทางเชื่อมแขวงสาละวันและสะหวันนะเขต หวังลดระยะทางขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าถ่านหินที่เป็นหนึ่งในสินค้านำเข้าหลัก ด่านชายแดนนานาชาติ เช่น ลาวบาว ลาเลย์ และชะโล มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างเวียดนาม–ลาว ซึ่งสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะรายได้จากการนำเข้าถ่านหินมีส่วนช่วยงบประมาณราว 300 พันล้านดองต่อปี

ข้อมูลจากหน่วยงานศุลกากรท้องถิ่นระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ปริมาณสินค้าส่งออกผ่านด่านชายแดนของจังหวัดอยู่ที่กว่า 2.26 ล้านตัน และสินค้านำเข้ากว่า 5.73 ล้านตัน รวมมูลค่าการค้ากว่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของกวางตรีในฐานะประตูการค้าสำคัญของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

เพื่อยกระดับการค้าชายแดนให้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ จังหวัดกำลังเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจและการค้าข้ามพรมแดนลาวบาว–เดนสะวันให้เป็นพื้นที่นโยบายเปิด รองรับการลงทุนใหม่และอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร ควบคู่กับการดึงดูดภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการทางด่วนกัมโล–ลาวบาว และระบบสายพานลำเลียงถ่านหินจากลาวเข้าสู่เวียดนาม

นอกจากโครงข่ายถนน กวางตรียังมีท่าเรือฮอนลาและหมี่ถุย รวมถึงสนามบินดงฮอยและสนามบินกวางตรี ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ครบวงจรในภูมิภาค การเชื่อมต่อทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้จังหวัดสามารถรองรับทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางการพัฒนาในช่วงปี 2025–2030 จึงมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้สอดรับกันทั้งระบบ เพื่อผลักดันกวางตรีสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่บนแนวระเบียงตะวันออก–ตะวันตก และเป็นประตูเชื่อมเวียดนามกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว.

L2D Page (267)

คมนาคม สั่งทำแผนพัฒนาที่ดิน รฟท. ย่านบางซื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สาธารณสุข

คมนาคมดันแผนใช้ที่ดิน รฟท. บางซื่อ ผุดศูนย์การแพทย์ เชื่อมระบบราง-พัฒนาแนวดิ่งตามผังเมือง
กระทรวงคมนาคมเดินหน้าทบทวนแผนใช้ประโยชน์ที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในย่านบางซื่อ เพื่อรองรับโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยย้ำหลักเกณฑ์สำคัญต้องเชื่อมต่อโครงข่ายระบบราง พัฒนาอาคารในแนวดิ่ง และสอดคล้องแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่

นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดแนวทางคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดภายใต้การดูแลของ รฟท. สำหรับจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์

การพิจารณาพื้นที่ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้าถึงโดยต้องอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนทางราง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดผ่านการพัฒนาอาคารแนวดิ่ง รองรับแนวคิดการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่ง หรือ TOD และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะขั้นตอนภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

เบื้องต้น กรมการแพทย์มีความประสงค์ขอเช่าพื้นที่ รฟท. บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (แปลง D) ใกล้ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่แปลง D ถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2557 ให้เป็นพื้นที่พัฒนาแปลงใหญ่และเน้นอาคารแนวดิ่งเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด จึงต้องพิจารณารูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับแผนเดิม

ในส่วนรูปแบบการร่วมลงทุน กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ รฟท. และ SRTA ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโครงสร้างการดำเนินงานที่เหมาะสม ทั้งด้านผลตอบแทน การบริหารทรัพย์สิน และความคุ้มค่า ก่อนเสนอรายละเอียดต่อ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาตามกระบวนการ PPP

กระทรวงคมนาคมยืนยันพร้อมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขเต็มที่ โดยตั้งเป้าให้โครงการศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการเดินทางสมัยใหม่ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่งอย่างเป็นระบบ โดยไม่กระทบต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่บางซื่อในภาพรวม.

L2D Page (266)

ส.อ.ท.ชูเศรษฐกิจใยแมงมุม หวัง ‘รถปิกอัพ’ ตัวเร่งอุตฯยานยนต์ฟื้น

ส.อ.ท.ดัน “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ปลุกตลาดปิกอัพ หนุนผลิตรถแตะ 1.5 ล้านคัน เร่งรัฐใหม่ขับเคลื่อนทั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เป็นกลไกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยชูตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นตัวเร่งสำคัญ หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนขยายวงกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศ โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยอดขายช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวต่อเนื่อง จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อดึงตลาดกลับมา

ตามแนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” เมื่อยอดขายรถเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิต ชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่ง ไปจนถึงแรงงานในระบบ หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถปิกอัพเพิ่มอีกปีละ 50,000–60,000 คัน ที่ราคาเฉลี่ยคันละ 600,000 บาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดราว 30,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท จากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ยังไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กลุ่มยานยนต์ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าค้างอยู่ราว 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสภาพคล่องในระบบ

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก และคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับภาพรวมปีนี้ กลุ่มยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 3% จากปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10% โดยตลาดในประเทศยังต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ การลดภาระค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยซึ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งชายแดนและความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนชีวิตประชาชน และเร่งรัดการลงทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบขยายวงกว้างตามแนวคิด “ใยแมงมุม” ที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมหลัก แล้วส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ.

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us