เวเนซุเอลาในวงจรอุบาทว์ เศรษฐกิจพัง การเมืองปิด สิทธิมนุษยชนถดถอย และการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา
ภาพชาวเวเนซุเอลาบางส่วนออกมาแสดงความยินดีต่อข่าวการจับกุมผู้นำประเทศของตนโดยสหรัฐอเมริกา เป็นภาพที่สร้างความพิศวงแก่สายตาคนนอกไม่น้อย ประเทศหนึ่งจะมีประชาชนรู้สึกในทางลบต่อผู้นำและรัฐของตนได้มากเพียงใด คำตอบของเวเนซุเอลาไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่คือผลสะสมของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ลากยาวมานานกว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สิทธิมนุษยชน จนถึงวิกฤตการอพยพ
หากย้อนหาต้นตอของปัญหาเวเนซุเอลา คงหลีกเลี่ยงคำว่า “เศรษฐกิจล่มสลาย” ไม่ได้ ข้อมูลจาก Economic Observatory ชี้ชัดว่า คุณภาพชีวิตของชาวเวเนซุเอลาในปี 2023 ต่ำกว่าปี 2013 ถึงร้อยละ 74 นับเป็นการถดถอยครั้งใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่ และเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามหรือรัฐล่มสลาย ปรากฏการณ์นี้ยิ่งน่าตกใจเมื่อเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดเดียวต่อเนื่อง
ในช่วงทศวรรษ 2000 เวเนซุเอลาเคยเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากซุปเปอร์ไซเคิลสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐมีรายได้มหาศาล แต่แทนที่จะเก็บออมและบริหารความเสี่ยงเหมือนหลายประเทศผู้ส่งออกพลังงาน รัฐบาลภายใต้ฮิวโก ชาเวซ และต่อเนื่องถึงนิโคลัส มาดูโร กลับเลือกใช้นโยบายใช้จ่ายหนัก อุดหนุนอย่างกว้างขวาง จนงบประมาณขาดดุลระดับสองหลัก รายได้จากภาษีไม่เพียงพอ และนำไปสู่การก่อหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เมื่อรายได้ลดลง รัฐบาลเลือกทางลัดด้วยการพิมพ์เงินจำนวนมาก ส่งผลให้เงินเฟ้อรุนแรง กลายเป็นการรีดภาษีทางอ้อมจากประชาชน โดยเฉพาะคนจน ขณะเดียวกัน เงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลกลับรั่วไหลอย่างไร้ประสิทธิภาพ น้ำมันเบนซินราคาถูกที่สุดในโลกเปิดช่องให้เกิดการลักลอบขนข้ามแดนวันละหลายแสนบาร์เรล ส่วนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็ทำให้ภาคพลังงานขาดการลงทุนจนระบบทรุดโทรม
เมื่อมองในระดับจุลภาค นโยบายควบคุมราคาสินค้า ค่าเงิน และการยึดทรัพย์เอกชนโดยไม่มีค่าชดเชย ทำลายความเชื่อมั่นทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันหยุดนิ่ง สินค้าขาดแคลน การลักลอบค้าและตลาดมืดแพร่หลาย และผู้ผลิตจำนวนมากล้มละลาย
วิกฤตยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อราคาน้ำมันร่วงในปี 2014 จากระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือราว 40 ดอลลาร์ แต่รัฐบาลมาดูโรกลับไม่ยอมปรับทิศทาง กลับเพิ่มการแทรกแซง อุดหนุนเงินตราต่างประเทศให้กลุ่มใกล้ชิด แม้ประเทศแทบไม่เหลือเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงต่อเนื่องหลายปี และเงินเฟ้อพุ่งจนควบคุมไม่ได้
การคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาในช่วงรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งแต่ปี 2019 ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ การอายัดทรัพย์สินและตัดการเข้าถึงตลาดน้ำมันโลก ทำให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ต้องพึ่งพาตลาดมืด เสียค่าธรรมเนียมสูง และรายได้รัฐยิ่งหดหาย แม้มาตรการคว่ำบาตรจะมีเป้าหมายทางการเมือง แต่ผลกระทบหลักกลับตกอยู่กับประชาชน
เศรษฐกิจที่พังทลายเชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตการเมือง มาดูโรยังคงครองอำนาจยาวนาน แม้การเลือกตั้งถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส การปราบปรามผู้เห็นต่าง การจำกัดบทบาทฝ่ายค้าน และการควบคุมสถาบันยุติธรรม ทำให้ระบบถ่วงดุลแทบไม่เหลืออยู่จริง
รายงานของ Human Rights Watch และ Amnesty International สะท้อนภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ การปราบปรามผู้ชุมนุม การจับกุมนักโทษการเมือง การคุกคามสื่อและนักปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกถูกจำกัดอย่างหนัก สื่อถูกปิด นักข่าวถูกจับกุม เว็บไซต์ข่าวและแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกบล็อก
ผลลัพธ์ของเศรษฐกิจที่ล้มเหลวและรัฐที่ปิดกั้นสิทธิ คือวิกฤตมนุษยธรรม ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญความยากจน ขาดแคลนอาหารและยา ระบบสาธารณสุขทรุดหนัก ความหิวโหยกลายเป็นเรื่องปกติ หลายครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้อ หรือใช้วิธีเอาตัวรอดที่สิ้นหวัง
ทั้งหมดนี้นำไปสู่วิกฤตการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทวีปอเมริกา ตั้งแต่ปี 2014 ชาวเวเนซุเอลากว่า 8 ล้านคนเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนใหญ่ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในละตินอเมริกาและแคริบเบียน แต่จำนวนไม่น้อยเลือกเส้นทางเสี่ยงอันตราย ผ่านป่าดาริเอน เพื่อมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา
แม้ไปถึงปลายทาง ผู้อพยพเวเนซุเอลาก็ยังเผชิญการเลือกปฏิบัติ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างจำกัด โดยเฉพาะผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง วิกฤตนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของเวเนซุเอลา แต่เป็นความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก
เวเนซุเอลาในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของประเทศที่ติดกับดักนโยบายผิดพลาด การเมืองอำนาจนิยม และการละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง จนประชาชนจำนวนมหาศาลเลือก “หนีรัฐของตนเอง” เพื่อแสวงหาความหวังในที่อื่น





