admin L2D

L2D Page (206)

เด็กไทยเกิดน้อยโดดเดี่ยวเขย่าอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย

เด็กเกิดน้อย–เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสองวิกฤติที่กำลังกัดกินอนาคตไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 559,000 คน ไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางประชากรศาสตร์ แต่คือสัญญาณเตือนถึง “ระเบิดเวลา” ที่กำลังสั่นคลอนฐานเศรษฐกิจและกำลังแรงงานของประเทศในอนาคตอันใกล้ หากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรองรับ ไทยอาจเผชิญภาวะถดถอยเชิงโครงสร้างที่ยากจะฟื้นกลับ

ความน่ากังวลยิ่งทวีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงโครงสร้างประชากรขาขึ้น มีแรงงานวัยทำงานจำนวนมาก และมีศักยภาพรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม ไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน กำลังการผลิตลดลง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีก็มีแนวโน้มลดลง กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและความสามารถในการดูแลสวัสดิการประชาชนในระยะยาว จนเกิดความเสี่ยงต่อภาวะ “การล่มสลายของประชากร” ที่จะฉุดรั้ง GDP และโครงสร้างครอบครัวไทยพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเกิดน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในมิติเชิงปริมาณของประชากรเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเติบโตทางสังคม เด็กจำนวนมากต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวในครอบครัวขนาดเล็ก ขาดพี่น้องและเครือข่ายครอบครัวขยายที่เคยเป็นฐานความอบอุ่นและการเรียนรู้ทางสังคมในอดีต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดในผลสำรวจเยาวชนไทยปี 2568 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งพบว่าเด็กและเยาวชนเกือบหนึ่งในสามรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญความเครียดอย่างต่อเนื่อง และที่น่าตกใจคือมีเยาวชนจำนวนมากไม่พึงพอใจในชีวิตของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางอารมณ์ที่กำลังก่อตัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย

สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกิดจากการขาดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงภายในครอบครัวและชุมชน เมื่อสังคมเล็กลง ความสัมพันธ์ก็แคบลง เด็กจำนวนมากจึงเติบโตท่ามกลางความคาดหวังสูง แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่กลายเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติเศรษฐกิจและประชากร

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการขาดแคลนแรงงานที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อีกด้านคือสังคมที่เปราะบางจากปัญหาสุขภาพกายและใจของเด็กและเยาวชน การแก้ปัญหาจึงไม่อาจเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมีบุตร และการดูแลให้เด็กทุกคนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีภูมิคุ้มกันทางใจ

เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ รัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมให้เอื้อต่อการมีบุตร การส่งเสริมสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว การสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตของการสร้างครอบครัว ไปจนถึงการลงทุนด้านสุขภาพจิตและพัฒนาการเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

หากการลงมือทำยังล่าช้า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปจะยิ่งขยายความรุนแรงของวิกฤติ และทำให้ต้นทุนในการแก้ไขสูงขึ้นอย่างทวีคูณ วิกฤติประชากรและวิกฤติเด็กไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด รวดเร็ว และยั่งยืน ก่อนที่โอกาสของประเทศจะเล็กลงไปมากกว่านี้

L2D Page (205)

'ETDA' เปิดเกมคุมโลจิสติกส์แพลตฟอร์ม ปมแข่งไม่แฟร์ ส่ง กขค. กำกับ

ETDA ส่งไม้ต่อ กขค. คุมแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ ชี้ปัญหาจำกัดขนส่งกระทบการแข่งขัน เร่งเดินกฎหมาย DPS คุ้มครองผู้บริโภค

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เดินหน้าจัดระเบียบแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นการให้บริการโลจิสติกส์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจำกัดผู้ให้บริการขนส่งและเงื่อนไขการจัดสรรงานที่อาจไม่เป็นธรรม ซึ่งเข้าข่ายปัญหาการแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดมีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นหน่วยงานหลักกำกับดูแล คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1–2 เดือน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากการหารือกับทุกฝ่ายพบว่าแก่นของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการแข่งขันมากกว่ามิติการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จึงเห็นควรให้ กขค. เข้ามาดูแลในฐานะกลไกหลัก ขณะที่ ETDA จะทำหน้าที่ติดตามผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด หากพบพฤติการณ์ที่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเสียหาย จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที

ที่ผ่านมา ETDA ได้รับข้อสะท้อนจากทั้งผู้ให้บริการขนส่งและผู้ขายบนแพลตฟอร์ม โดยบริษัทขนส่งบางรายระบุว่าถูกจำกัดการเข้าถึงงาน ขณะที่ผู้ขายไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี ส่งผลให้ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่พาร์ทเนอร์ของแพลตฟอร์มเสียเปรียบในการแข่งขัน และกระทบต่อคุณภาพบริการโดยรวม

เพื่อแก้ไขปัญหา ETDA ได้ศึกษาแนวทางภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือกฎหมาย DPS พร้อมจัดทำหลักการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น การไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง การไม่จำกัดทางเลือกของผู้ขาย การเปิดโอกาสให้เปลี่ยนผู้ให้บริการได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลค่าขนส่งที่แท้จริงอย่างชัดเจน แม้ล่าสุดจะส่งไม้ต่อให้ กขค. เป็นผู้กำกับหลัก แต่ ETDA ยืนยันยังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย DPS อย่างต่อเนื่อง

ณ วันที่ 13 มกราคม 2569 มีแพลตฟอร์มดิจิทัลแจ้งการประกอบธุรกิจผ่านระบบของ ETDA แล้วกว่า 2,000 แพลตฟอร์ม สะท้อนการเข้าสู่ระบบกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ETDA วางกรอบการกำกับไว้ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายสินค้า ความเป็นธรรมด้านการแข่งขันและค่าธรรมเนียม รวมถึงการป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์

ในส่วนของแพลตฟอร์มตลาดสินค้าออนไลน์ ETDA ได้ประกาศรายชื่อแพลตฟอร์ม 21 รายที่เข้าข่ายแพลตฟอร์มลักษณะเฉพาะ และต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับการขายและโฆษณาสินค้าที่ต้องมีมาตรฐานตามกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 โดยแพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบตรวจสอบสินค้า แสดงเอกสารมาตรฐานอย่างครบถ้วน และสามารถระงับหรือนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ETDA ยังเร่งกำกับบริการ Ride Sharing ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบยืนยันตัวตนแล้วเกือบ 28,000 ราย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระด้านเอกสาร ค่าใช้จ่าย และพัฒนารูปแบบประกันภัยที่เหมาะสมกับการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกัน ETDA ยังผลักดันการกำกับดูแลผ่านกลไกการกำกับตนเองในกลุ่มสินค้ามีความเสี่ยง เช่น บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธ และซิมบ็อกซ์ เพื่อลดการแพร่กระจายสินค้าผิดกฎหมายในโลกออนไลน์ ควบคู่กับการเดินหน้ามาตรการป้องกันการฉ้อโกง โดยอยู่ระหว่างผลักดันประกาศภายใต้กฎหมายบัญชีม้า และขยายโครงการ DPS Trust Every Click เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

L2D Page (204)

'ทรัมป์' รีดภาษีนำเข้า 25% ทุกประเทศทำการค้าอิหร่าน มีผลบังคับใช้ทันที

ทรัมป์ยกระดับกดดันอิหร่าน สั่งเก็บภาษี 25% กับทุกประเทศที่ทำการค้า มีผลทันที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% จากทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจหรือมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที และถือเป็นคำสั่งที่เด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล เมื่อวันที่ 12 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศใดก็ตามที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน จะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากร 25% สำหรับธุรกิจใด ๆ ที่ดำเนินการกับสหรัฐ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลวอชิงตันในการตัดช่องทางทางเศรษฐกิจของอิหร่านออกจากระบบการค้าโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า ประเทศที่เป็นผู้นำเข้าหลักจากอิหร่านในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ตุรกี และเยอรมนี ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านในบางภาคส่วน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการใหม่นี้โดยตรง

แถลงการณ์ล่าสุดของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการยกระดับแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐเคยขู่ซ้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณาทางเลือกที่รุนแรงหลายประการ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากสถานการณ์ในอิหร่านยังคงทวีความรุนแรง

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โดยรัฐบาลเตหะรานยังคงเดินหน้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐ ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 รายแล้ว

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้เพิ่มความวิตกกังวลต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงอิหร่าน หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่า หากรัฐบาลอิหร่านใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมอย่างไร้ขีดจำกัด สหรัฐจะไม่เพิกเฉยต่อชะตากรรมของประชาชนชาวอิหร่าน

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงเตือนกลับว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐ หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่แทรกแซงทางทหาร พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นความไม่สงบภายในประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น ท่ามกลางความกังวลของตลาดโลกต่อผลกระทบด้านพลังงาน การค้า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

L2D Page (203)

ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง หนี้เอกชนพุ่ง ผลิตภาพต่ำ การเมืองไม่นิ่ง ฉุดศักยภาพเติบโตระยะยาว

ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งในด้านผลิตภาพที่ต่ำ การขาดการลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งล้วนบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา KKP Year Ahead 2026 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหา Productivity และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยจากการขาดการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ระดับหนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือหนี้ครัวเรือนของไทยที่ติดอันดับสูงสุดกลุ่มหนึ่งของโลก ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเองก็เผชิญภาระหนี้สูงเช่นกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในบางกลุ่มธุรกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะถัดไป

ผู้ว่าการธปท.ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งด้านรายได้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้กำลังแรงงานหดตัว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงจากระดับประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ในอดีต เหลือเพียงราว 2.7 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

ปัจจัยทางการเมืองยังซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายขาดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชัน ทุนสีเทา และธรรมาภิบาลภาคธุรกิจยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจัง จะยิ่งทำให้การก้าวต่อไปของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบาก

ในภาพรวม เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยส่งสัญญาณอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของ GDP ลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 5 เปอร์เซ็นต์ในอดีต เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ 3 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผู้ว่าการธปท.คาดว่า GDP ในปีนี้จะขยายตัวราว 2.2 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าอาจชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น

ด้านการส่งออกเผชิญแรงกดดันจากฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวจากอัตราการเติบโตเดิมราว 5 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าของงบประมาณปีถัดไปอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แม้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในเชิงปริมาณ แต่หากเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นเกินระดับก่อนโควิดแล้ว ไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า

ผู้ว่าการธปท.เตือนว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิมมากกว่านวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์สินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องมาแล้วกว่า 36 เดือน สะท้อนปัญหาสภาพคล่องและความเปราะบางของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ในด้านนโยบายการเงิน ธปท.ยอมรับว่ามีข้อจำกัดสูงในการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับนานาประเทศ การลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาให้ผลต่อการกระตุ้น GDP ค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงปรับบทบาทจากการมุ่งรักษาเสถียรภาพมาเป็นการใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย การแก้ปัญหาหนี้เสีย และการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับ SME ที่ยังมีศักยภาพ เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้เปราะบางไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน ธปท.เตรียมยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังพบว่าปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศมีขนาดใหญ่มากและส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยอยู่ระหว่างการออกมาตรการจำกัดวงเงินการซื้อขายบางประเภท เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน

นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมเข้มงวดการกำกับดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อสกัดกั้นเงินสีเทาและธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ และเตรียมปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการติดตามเส้นทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ไทยต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งไทยยังเกินดุลการค้าในระดับสูง หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจติดอยู่ในภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระยะยาวมากขึ้น

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us