admin L2D

L2D-Page-290

เปิดเส้นทาง “Green Corridor” โอมาน-ดูไบ รับมือการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนเส้นทาง

ท่ามกลางความผันผวนของเส้นทางขนส่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้จับมือกันเปิดใช้กลไก “Green Corridor” หรือระเบียงขนส่งสินค้าสีเขียว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่สินค้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางจากเดิม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าและลดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

มาตรการดังกล่าวมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากรของทั้งสองประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าที่เดิมมีปลายทางอยู่ที่ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali Port) แต่ต้องเปลี่ยนไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือในโอมาน สามารถถูกลำเลียงต่อไปยังดูไบได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบขนส่งทางบก ภายใต้การควบคุมแบบทัณฑ์บน (Bonded Transport)

หัวใจสำคัญของ Green Corridor คือการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรให้เรียบง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยอนุญาตให้สินค้าดำเนินการผ่านโอมานก่อน แล้วค่อยไปชำระภาษีปลายทางที่ดูไบในภายหลัง ภายใต้ระบบควบคุมร่วมของทั้งสองประเทศ แนวทางนี้ช่วยลดความล่าช้า ลดภาระด้านเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางจากทั่วโลกมายังโอมาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางทะเลหรือบางส่วนของสินค้าทางอากาศที่มีปลายทางเดิมในดูไบ โดยหลังผ่านพิธีการศุลกากรในโอมานแล้ว สินค้าจะถูกขนส่งต่อไปยัง Jebel Ali Port โดยตรง ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทำให้การเดินทางของสินค้าเกิดความสะดุดน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบอย่างครบถ้วน

การเปิด Green Corridor ครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของท่าเรือในโอมาน ซึ่งกำลังกลายเป็น “ประตูทางเลือก” สำคัญของภูมิภาค ในช่วงเวลาที่เส้นทางหลักเผชิญความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความร่วมมือเชิงลึกด้านโลจิสติกส์ระหว่างโอมานและยูเออี ที่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในมุมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่ง Green Corridor ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเส้นทาง ลดความเสี่ยงจากการติดค้างของสินค้า และยังคงสามารถเข้าถึงศูนย์กลางกระจายสินค้าระดับภูมิภาคอย่างดูไบได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย มาตรการนี้ยังเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการรักษาความต่อเนื่องของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีปลายทางในตะวันออกกลางและแอฟริกา การมีเส้นทางสำรองที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และยังคงแข่งขันในตลาดโลกได้แม้ในช่วงเวลาที่โลจิสติกส์เผชิญความท้าทายสูง

ที่มา: ditp.go.th

L2D-Page-289

'LEO' ผนึกพันธมิตร 'NTF - AMARC - LSSC' ปั้นซัพพลายเชนทุเรียนไทยครบวงจร ดันขนส่งทางรางสู่จีน หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ล่าสุดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC และบริษัท ลีโอ ซอร์สซิ่ง แอนด์ ซัพพลายเชน จำกัด (LSSC) บริษัทย่อยของ LEO เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยแบบครบวงจร รองรับการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาทุเรียนจากแหล่งผลิต การคัดแยกและบรรจุ การตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ภายใต้โครงการดังกล่าว LEO จะรับหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยดูแลการขนส่งทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปยังประเทศจีน ผ่านระบบขนส่งทางรถไฟข้ามพรมแดนจากไทย ผ่านลาว สู่จีน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ทำให้สินค้าไปถึงปลายทางได้รวดเร็วและคงคุณภาพสินค้าได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ LSSC จะทำหน้าที่ขยายตลาดและสร้างเครือข่ายลูกค้าในประเทศจีน รวมถึงบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ NTF จะดูแลการจัดหาทุเรียน การคัดแยกเกรดคุณภาพ และการบรรจุสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดจีน ส่วน AMARC จะรับผิดชอบด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้า เช่น การตรวจสารตกค้างอย่าง Basic Yellow 2 และ Cadmium เพื่อให้สินค้าผ่านมาตรฐานนำเข้าของจีนและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผู้บริหาร LEO ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างทั้งสี่ฝ่ายถือเป็นการสร้าง Ecosystem การส่งออกทุเรียนไทยแบบครบวงจร ที่ผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการขนส่งและการหาตลาดปลายทางในจีน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไทย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจีน และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยประเภทอื่น ๆ สามารถขยายตลาดในอนาคตได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าการพัฒนาระบบซัพพลายเชนรูปแบบใหม่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของ LEO ทั้งในกลุ่ม Freight และ Non-Freight สร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่เชื่อมโยงการค้าไทยสู่ตลาดโลก

L2D Page (288)

“คมนาคม”เร่งเครื่องแผนฟื้นฟูรถไฟ เข้ม TOR”ไทย-จีน”เฟส2 ปลอดภัยสูงสุด

คมนาคมเร่งแผนฟื้นฟู รฟท. ดันรถไฟไทย–จีนเฟส 2 พร้อมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยเน้นเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญในปีงบประมาณ 2569 ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ซึ่งถูกกำชับให้กำหนดเงื่อนไขด้านความปลอดภัยในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างรัดกุมและได้มาตรฐานสูงสุด

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าแผนฟื้นฟูของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อบูรณาการการทำงานให้เป็นรูปธรรมตามกรอบเวลาที่กำหนด

ที่ประชุมได้เร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับโครงการยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นลำดับแรก หนึ่งในโครงการหลักคือ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา–หนองคาย ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคอาเซียนและจีน นอกจากนี้ ยังผลักดันโครงการรถไฟสายใหม่ช่วงชุมพร–ระนอง เพื่อสนับสนุนแนวคิด โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มุ่งสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคใต้

กระทรวงคมนาคมได้กำชับให้ รฟท. บรรจุมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดไว้ใน TOR ของทุกโครงการ โดยเฉพาะงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านวิศวกรรมและการปฏิบัติการในระยะยาว พร้อมทั้งเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรางในเส้นทางเชื่อม ICD ลาดกระบัง กับ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อจูงใจผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ในส่วนของการยกระดับคุณภาพบริการ รฟท. รายงานความคืบหน้าโครงการปรับปรุงรถโดยสารเพื่อรองรับหัวรถจักรไฟฟ้ากำลัง ระยะที่ 1 จำนวน 96 คัน โดยรถชุดแรกจะทยอยแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2569 และส่วนถัดไปคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ขณะเดียวกัน โครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้รับการเร่งรัดให้ซ่อมแซมและติดตั้งแผงใหม่ทดแทนส่วนที่เสียหายจากเหตุพายุ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปีนี้ รวมถึงการจัดหาและซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสาร

กระทรวงคมนาคมย้ำว่าการฟื้นฟู รฟท. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านงบประมาณ แผนงาน และการกำกับติดตาม เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านรางเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ และสามารถยกระดับระบบรางไทยให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยมีกำหนดติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในเดือนเมษายน 2569 เพื่อประเมินผลและเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามแผนต่อไป

L2D Page (287)

เตือนวิกฤติล้อมศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

คลื่นความเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ท่ามกลางค่าเงินผันผวน เอไอเร่งปฏิรูป และข้อจำกัดการคลัง

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ทิศทางดอกเบี้ยโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเร่งตัว ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศอย่างเงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายของภาคธุรกิจและระบบการเงิน

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ สะท้อนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในภาวะผันผวนสูงจากหลายปัจจัยซ้อนทับ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน และการเร่งใช้ AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดทุน แต่ยังสะเทือนโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบกว้างถึง 7–8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากยังป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพียงราวครึ่งหนึ่งของภาระที่มีอยู่ ธนาคารจึงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการทำ Hedging เป็น 70–80% เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็วและอ่อนไหวต่อข่าวสารระดับโลก

ด้านนักกลยุทธ์ตลาดการเงินประเมินว่า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันแข็งค่าจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ราคาทองคำที่ผันผวน และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบางส่วนจากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนสูง

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกสามารถกระทบค่าเงินบาทในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มใช้เงินบาทเป็นเครื่องมือสร้างสถานะการลงทุนแทนการถือทองคำโดยตรง ส่งผลให้ค่าเงินมีความผันผวนมากขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

แม้จะมีเงินทุนไหลเข้า แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ หลายสถาบันประเมินจีดีพีปีนี้ในกรอบ 1.8–2.1% ต่ำกว่าศักยภาพระยะยาวที่ควรอยู่ราว 2.5–2.7% สะท้อนข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ ภาวะสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนระดับสูง ซึ่งลดทอนภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกภายนอก

ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย การลดดอกเบี้ยถูกมองว่าเป็นการ “ต่อลมหายใจ” ให้ระบบเศรษฐกิจ โดยช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่มีความเปราะบางสูง อย่างไรก็ตาม พื้นที่เชิงนโยบายมีจำกัด ทำให้การปรับลดเพิ่มเติมในอนาคตอาจใช้เฉพาะกรณีจำเป็น

อีกด้านหนึ่ง การแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารกลางในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ใกล้ระดับ 2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐใช้พิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนต้องเข้าแทรกแซงมากขึ้น อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการค้าในเวทีระหว่างประเทศ

แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีมีแนวโน้มแตะกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกปีนี้มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยจากฐานสูงในปีก่อนและแรงกดดันจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ไม่เต็มที่ ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญ แม้ระดับน้ำในเขื่อนจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us