admin L2D

L2D Page (196)

Green Logistics Revolution: เจาะลึกท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาด หัวใจใหม่ของ EEC ปี 2569

พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ
ท่าเรืออัจฉริยะและพลังงานสะอาด จุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ในปี 2569
ในปี พ.ศ. 2569 เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด เพื่อตอบรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าท่าเรือขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม ท่าเรือแห่งนี้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายภายในท่าเรือ ด้วยเครนอัตโนมัติและยานพาหนะไร้คนขับที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแรงงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

ควบคู่กันนั้น การนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้านโลจิสติกส์จากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น” ไปสู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ระบบสามารถวิเคราะห์ปริมาณเรือและสินค้า วางแผนการใช้ทรัพยากร และจัดเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาการจอดเรือสั้นลง การสิ้นเปลืองพลังงานลดลง และห่วงโซ่อุปทานโดยรวมมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่าเรืออัจฉริยะจะไม่สามารถขับเคลื่อนแนวคิดโลจิสติกส์สีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดโครงข่ายพลังงานที่สอดคล้องกัน ในปี 2569 พื้นที่ EEC จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่สามารถรองรับการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านกลไกการซื้อขายพลังงานและใบรับรองพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโจทย์นโยบาย RE100 ของบริษัทข้ามชาติ

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังขยายไปสู่ภาคการขนส่ง โดยมีการส่งเสริมสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการทดลองใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยหลักของประเทศ

เมื่อท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาดทำงานร่วมกัน EEC จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ Green Supply Chain ระดับโลก นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการตรวจสอบรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า เริ่มมองเห็นประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การหลั่งไหลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบ

ในภาพรวม ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ได้ยกระดับบทบาทของตนเองจากผู้ตาม ไปสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาดไม่เพียงสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้วัดผลเพียงตัวเลขการเติบโต หากแต่วัดจากความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศทั้งระบบ

L2D Page (195)

ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรม

เศรษฐกิจดิจิทัลกับการยกระดับภาคเกษตร สู่ความยั่งยืนและมูลค่าเพิ่มในยุคการเปลี่ยนผ่านโลก

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพสินค้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรในระยะยาว เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การผลิต การแปรรูป การตลาด ไปจนถึงการบริโภค โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบหมุนเวียน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมได้เห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจนจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในภาคการผลิตพืชผล ระบบตรวจสอบแมลงอัจฉริยะ เซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้โดรนเพื่อฉีดพ่นสารและใส่ปุ๋ย ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ปรับกระบวนการทำฟาร์มได้อย่างทันท่วงที ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตจึงเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังสะท้อนชัดในด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้า OCOP จำนวนมากได้เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซภายในประเทศ แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ได้กลายเป็นช่องทางเชื่อมโยงเกษตรกร สหกรณ์ และผู้บริโภคโดยตรง ช่วยขยายตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้เศรษฐกิจเกษตรดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนชนบท

ตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการผสานดิจิทัลกับเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน คือกรณีของบริษัท ตรา วิญ ฟาร์ม จำกัด หรือ Sokfarm ซึ่งดำเนินการปลูกมะพร้าวตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล นายฟาม ดินห์ งาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพควบคู่กับการดูแลสุขภาพของดินและแหล่งน้ำ เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ โดย Sokfarm ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ผ่านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำน้ำกลั่นจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าเกษตร

ภาคปศุสัตว์เองก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคฟาร์มอัจฉริยะ ด้วยการนำเซ็นเซอร์และระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้ในการติดตามสุขภาพสัตว์ ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และอาหาร รวมถึงการเฝ้าระวังโรคผ่านระบบรายงานออนไลน์ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด และยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ การควบคุมอุปกรณ์เพาะเลี้ยง และการจัดการอาหารอย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคการประมงได้นำระบบติดตามเรือ ฐานข้อมูลการประมง และสมุดบันทึกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อยกระดับการจัดการทรัพยากรทางทะเล และแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ

นอกเหนือจากการผลิตโดยตรง เศรษฐกิจดิจิทัลยังถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านที่ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาระบบแผนที่ดิจิทัลและฐานข้อมูลแบบบูรณาการ การให้บริการสาธารณะออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับการสำรวจระยะไกล เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง ตรวจจับการละเมิด และวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใส

แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ชนบทยังไม่ทั่วถึง ทักษะดิจิทัลของเกษตรกรบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยียังคงกระจัดกระจาย ส่งผลให้การถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาเกษตรกรรมไฮเทคยังดำเนินไปอย่างล่าช้า

ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาจนถึงปี 2030 และมองไกลถึงปี 2050 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งเป้าให้พื้นที่การผลิตทางการเกษตรประมาณ 15–20% นำเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายลัม วัน ตัน ผู้อำนวยการกรมเกษตรและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า จำเป็นต้องปรับแนวคิดจาก “การผลิตทางการเกษตร” ไปสู่ “เศรษฐกิจการเกษตร” ที่เน้นประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่ม ตลาด และความยั่งยืนควบคู่กัน พร้อมส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การตรวจสอบย้อนกลับ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต

ในอนาคต ภาคเกษตรกรรมจะมุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม การขยายการใช้เกษตรกรรมไฮเทค เกษตรอินทรีย์ และเกษตรหมุนเวียน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับผลิตภาพ คุณภาพ และความยั่งยืนของภาคเกษตรในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างแท้จริง

L2D Page (194)

เปิด 5 เทรนด์เศรษฐกิจ–การค้า ปี 2569 ธุรกิจต้องอ่านให้ขาด

ปี 2569 ปีแห่งจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ธุรกิจไทยต้องอ่านเกมให้ขาดก่อนโอกาสหลุดมือ

หอการค้าไทยฉายภาพแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าไทยในปี 2569 ว่าเป็นปีแห่ง “จุดเปลี่ยนเกมโลก” ที่ภาคธุรกิจไม่สามารถใช้สูตรเดิมรับมือความผันผวนได้อีกต่อไป หากแต่ต้องเข้าใจทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์

นายอมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้อำนวยการบริหาร หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สรุปสาระสำคัญจากหนังสือ Future Trends Ahead 2026 ในฐานะ Book Partner โดยระบุว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่โครงสร้างการค้าโลก เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทาน เปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ผู้ประกอบการไทยจึงต้อง “อ่านเกมให้ขาด” ก่อนใคร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

แนวโน้มแรกที่ธุรกิจต้องจับตา คือแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด Trump 2.0 และมาตรการ Universal Tariffs ซึ่งอาจทำให้ระบบการค้าเสรีแบบเดิมสะดุด อย่างไรก็ตาม ความผันผวนนี้กลับเปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตและโลจิสติกส์สำรองของโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ China-Plus-One และ Friend-shoring ที่บริษัทข้ามชาติกำลังมองหาประเทศพันธมิตรที่มีเสถียรภาพ ไทยจึงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน หากสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและกติกาทางการค้าให้สอดรับกับทิศทางโลก

ขณะเดียวกัน จีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ จาก “มังกรแดง” ที่เน้นการผลิตเชิงปริมาณ สู่ “มังกรขาว” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสะอาด นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มสูง ภายใต้ยุทธศาสตร์ White Dragon Strategy การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้จีนมองหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับบทบาทจากฐานการผลิต ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นวัตกรรมระดับโลก

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการปฏิวัติด้านความโปร่งใส ในปี 2569 แนวคิด ESG จะไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก ธุรกิจที่สามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง Blockchain และ AI เพื่อสร้างความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ จะสามารถลดต้นทุนแฝงจากความไม่มีประสิทธิภาพและการคอร์รัปชัน พร้อมเพิ่มความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นกลไกหลักของการตัดสินใจ ความเร็วกลายเป็น “ทุนการค้าใหม่” ธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้แบบเรียลไทม์ จะลดระยะเวลานำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก ความได้เปรียบเชิงความเร็วนี้ มีคุณค่าไม่ต่างจากเงินทุนหรือแรงงาน และอาจเป็นตัวชี้ขาดความอยู่รอดของธุรกิจในศตวรรษที่ 21

ท้ายที่สุด กติกาการค้าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคการค้าสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป จะกลายเป็นเงื่อนไขบังคับที่ผู้ประกอบการไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การซ่อมแซม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่การสร้างภาพลักษณ์ “แบรนด์ไทยสาย ESG” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กับผลกำไร

หอการค้าไทยสรุปว่า ปี 2569 จะไม่ใช่เพียงปีแห่งความผันผวน แต่เป็นปีแห่งโอกาสสำหรับธุรกิจที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนใคร ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว เข้าใจทิศทางโลก และกล้าลงทุนในเทคโนโลยี ความโปร่งใส และความยั่งยืน จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

L2D Page (193)

อียิปต์ประกาศลดค่าธรรมเนียมระบบ ACI สำหรับการขนส่งทางอากาศ เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว

อียิปต์ลดค่าธรรมเนียมระบบ ACI ทางอากาศ หนุนการค้า เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2569

รัฐบาลอียิปต์ประกาศมาตรการสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคู่กับการบังคับใช้ระบบการลงทะเบียนข้อมูลสินค้าล่วงหน้า (Advance Cargo Information: ACI) สำหรับการขนส่งทางอากาศอย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Ahmed Kouchouk เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจปรับลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจสอบข้อมูลเอกสารทางการค้าเป็นการชั่วคราว เพื่อลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ระบบดังกล่าว

ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ผู้นำเข้าจะชำระค่าธรรมเนียมรวมสำหรับการขนส่งทางอากาศเหลือเพียง 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งเที่ยวบิน จากเดิมที่มีต้นทุนสูงกว่านี้ โดยการลดค่าธรรมเนียมคิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อ shipment มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

รัฐบาลอียิปต์ระบุว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของภาครัฐในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงเป็นการยกระดับระบบธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพในการกำกับดูแลตลาดของอียิปต์ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีความเสี่ยงเข้าสู่ประเทศ

ระบบ ACI หรือ Advance Cargo Information เป็นระบบที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแจ้งข้อมูลสินค้าล่วงหน้าก่อนการจัดส่ง เพื่อขอรับหมายเลข ACID (Advanced Cargo Information Declaration) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการผ่านพิธีการศุลกากร ระบบดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับการขนส่งทางเรืออย่างแพร่หลายแล้ว โดยมีการออกหมายเลข ACID ไปแล้วกว่า 2.5 ล้านฉบับ จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านการรับรองเอกสารในต่างประเทศ และลดปัญหาการถูกปฏิเสธสินค้าที่ปลายทางได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับการขนส่งทางอากาศ การบังคับใช้ระบบ ACI อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ส่งออกต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสินค้าทางอากาศทุก shipment ที่ส่งไปยังอียิปต์ จะต้องมีหมายเลข ACID หากไม่มีหมายเลขดังกล่าว สินค้าจะไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรและมีความเสี่ยงถูกตีกลับทันที

ในส่วนของการเตรียมความพร้อม ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์ม CargoX เรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้ในการส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้นำเข้าอียิปต์ ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Nafeza ของรัฐบาลอียิปต์ เนื่องจากระบบ ACI ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า ความถูกต้องของพิกัดศุลกากร (HS Code) รายละเอียดสินค้า และเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจก่อให้เกิดความล่าช้า ค่าปรับ หรือการระงับการนำเข้าได้

นอกจากนี้ ระบบ ACI ยังถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ผู้ส่งออกไทยจึงต้องมั่นใจว่าสินค้าของตนเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของอียิปต์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธหรือระงับการนำเข้าในภายหลัง

หากผู้ส่งออกมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานระบบ ACI สามารถสอบถามข้อมูลได้จากหลายช่องทาง โดยแหล่งข้อมูลหลักคือระบบหน้าต่างเดียว “Nafeza” ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศุลกากรอียิปต์สำหรับการลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้าและการออกหมายเลข ACID นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อกรมศุลกากรอียิปต์โดยตรง หรือประสานงานผ่านผู้นำเข้า ตัวแทนพิธีการศุลกากร ตัวแทนขนส่ง หรือผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ACI เช่น CargoX รวมถึงบริษัทโลจิสติกส์และสายการขนส่งที่ให้บริการเส้นทางอียิปต์

โดยหลักปฏิบัติที่แนะนำ ผู้ส่งออกควรเริ่มจากการประสานงานกับผู้นำเข้าอียิปต์ให้ดำเนินการขอหมายเลข ACID ผ่านระบบ Nafeza ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นให้กับผู้ให้บริการขนส่งหรือระบบ ACI เพื่อให้การส่งออกเป็นไปอย่างถูกต้อง ราบรื่น และสอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของทางการอียิปต์

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us