admin L2D

L2D Page (223)

“รองปลัดคมนาคม” หารือกรมการขนส่งยูนนาน แลกเปลี่ยนนโยบาย ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง "ไทย-จีน"

คมนาคมไทย–ยูนนาน กระชับความร่วมมือโลจิสติกส์ ดันการขนส่งข้ามพรมแดนสู่ประสิทธิภาพใหม่

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการขนส่งและโลจิสติกส์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นประตูสำคัญเชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย จีนตอนใต้ และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ล่าสุด นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ได้เป็นประธานเปิดงานสัมมนาว่าด้วยการส่งเสริมโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทย–ยูนนาน พร้อมกล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาการขนส่งข้ามพรมแดนของไทย

การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยมีนายหยาง เจ๋อหลง รองอธิบดีกรมการขนส่งยูนนาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและร่วมประชุมหารือกับฝ่ายไทย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านคมนาคมของไทย อาทิ กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและจีนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายปัญญากล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีความแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มณฑลยูนนานมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเชื่อมโยงการขนส่งจากไทยสู่จีนตอนใต้ ทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือสายแถบและเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในโอกาสเดียวกัน รองปลัดกระทรวงคมนาคมได้หารือทวิภาคีกับรองอธิบดีกรมการขนส่งยูนนาน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขอุปสรรคและยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่งทางถนนภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งฝ่ายไทยได้เสนอแนวทางการปรับปรุงกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากการขนส่งข้ามพรมแดนภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะแรก หรือ Early Harvest ได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาการขนส่งทางรางตามแนวเส้นทางไทย–ลาว–จีน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาว (หนองคาย–เวียงจันทน์) แห่งที่ 2 และการสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีการนำเสนอนโยบายและแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

L2D Page (222)

DITP แนะผู้ส่งออก ลุยส่งออกอาหาร K-Food เชื่อมวัฒนธรรม รับมือการแข่งขันสูง

DITP ชี้เกาหลีเร่งดัน K-Food สู่ตลาดโลก แนะผู้ส่งออกไทยปรับกลยุทธ์ เชื่อมวัฒนธรรมรับมือการแข่งขันอาหาร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เฝ้าติดตามนโยบายการส่งออกสินค้าอาหารของสาธารณรัฐเกาหลีอย่างใกล้ชิด หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศผลักดันอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นอุตสาหกรรมส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมใช้พลังวัฒนธรรมเกาหลีเป็นเครื่องมือขยายตลาดทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลให้การแข่งขันในตลาดอาหารโลกทวีความเข้มข้นขึ้น และกระทบต่อโอกาสของสินค้าอาหารไทยในบางตลาดสำคัญ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในประเทศต่าง ๆ สำรวจแนวโน้มการค้าและโอกาสส่งออกสินค้าไทย ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ถึงทิศทางนโยบายการส่งออกอาหาร K-Food ของเกาหลีใต้ ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลก และแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลี

รายงานระบุว่า นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ประกาศสนับสนุนการส่งออกสินค้าอาหารอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ สอดรับกับกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีหรือ K-Culture ที่ช่วยขยายการรับรู้และความต้องการบริโภคอาหารเกาหลีในหลายประเทศทั่วโลก

จากแรงหนุนดังกล่าว ทำให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และคาดว่ามูลค่าการส่งออกตลอดทั้งปีจะขยับขึ้นแตะระดับ 10,700 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดอาหารโลก

ในกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญ กิมจิยังคงเป็นสินค้าหลักที่ทำสถิติส่งออกสูงสุด โดยมียอดขายในต่างประเทศกว่า 137 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่สินค้าปศุสัตว์ของเกาหลีใต้เริ่มรุกตลาดพรีเมียมมากขึ้น โดยสามารถส่งออกเนื้อวัวฮันอูและเนื้อหมูจากเกาะเชจูไปยังสิงคโปร์ได้เป็นครั้งแรก หลังผ่านกระบวนการเจรจายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าอาหารเกาหลี และเปิดทางสู่การขยายตลาดในประเทศอื่น ๆ ต่อไป

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการรับมืออุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเฉพาะทางสำหรับผู้ส่งออกอาหาร เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อกฎระเบียบและมาตรการของตลาดคู่ค้า รวมถึงการจัดทำรายงานติดตามอุปสรรคทางการค้าอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับแนวคิดบูรณาการอุตสาหกรรม K-Food เข้ากับ K-Culture และ K-Beauty ผ่านการพัฒนาบุคลากร สถาบันอบรมเชฟ และหลักสูตรด้านอาหารในระดับอาชีวะและมหาวิทยาลัย

DITP ประเมินว่า นโยบายดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดอาหารทั้งในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก โดยเฉพาะในตลาดที่เกาหลีใต้มีบทบาทด้านการส่งออกสูง ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แนะนำว่า ผู้ส่งออกอาหารไทยควรใช้จุดแข็งของไทย ทั้งด้านวัฒนธรรมอาหาร ความหลากหลาย คุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัย มาเชื่อมโยงกับการทำตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลก โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวอาหารไทยควบคู่กับอัตลักษณ์และวิถีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีหรือการผลิตเชิงอุตสาหกรรมไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับตลาดเกาหลีใต้ ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ผลไม้สด เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส แป้งและเส้นจากข้าว รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูปที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลี ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารไทยสำเร็จรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมปรุง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยังมีศักยภาพในการขยายตลาด หากสามารถพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับรสนิยม มาตรฐาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของตลาดเกาหลี

DITP ย้ำว่า ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านคุณภาพสินค้า กลยุทธ์การตลาด และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศคู่ค้า เพื่อให้อาหารไทยยังคงสามารถแข่งขันและรักษาความนิยมในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

L2D Page (221)

ส่งออกข้าวไทย ปี 68 ทะลุเป้า ขายได้ 7.9 ล้านตัน ปี 69 ตั้งเป้า 7 ล้าน

ส่งออกข้าวไทยปี 68 เกินเป้าแตะ 7.9 ล้านตัน ปี 69 ลุยรักษาตลาดเดิม–ขยายตลาดใหม่ ตั้งเป้า 7 ล้านตัน ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

การส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปริมาณส่งออกสูงถึง 7.9 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน จากแรงหนุนคำสั่งซื้อช่วงปลายปีของผู้นำเข้าสำคัญที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกข้าวไทยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 148,204 ล้านบาท หรือประมาณ 4,515 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุดในปี 2568 คือข้าวขาว ปริมาณ 3.62 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนราว 45.82% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด แม้จะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งสำคัญ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยส่งออกได้ 1.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ข้าวนึ่งมีปริมาณ 1.51 ล้านตัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง มีปริมาณส่งออกในระดับที่แตกต่างกันไป โดยภาพรวมข้าวเกือบทุกชนิดขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ยกเว้นข้าวขาวและข้าวหอมไทยที่ได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ อิรักยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งของข้าวไทย ด้วยปริมาณราว 1 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน รองลงมาคือแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา จีน และเซเนกัล โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดในระยะต่อไป แม้บางตลาดจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้นก็ตาม

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปี 2569 ยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดข้าวไทย โดยสถานการณ์โดยรวมคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2568 ขณะที่ตลาดข้าวโลกยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จากปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น และความต้องการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญบางแห่ง เช่น อินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มลดลงจากนโยบายพึ่งพาตนเองด้านอาหาร นอกจากนี้ การส่งออกข้าวไทยยังอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าขนส่ง

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคอาจทำให้บางประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อสะสมเป็นสต็อกสำรองด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งถือเป็นโอกาสของข้าวไทยในการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลก โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน

กรมการค้าต่างประเทศจึงได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออกข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยจะผนึกกำลังกับภาคเอกชน มุ่งรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการรุกขยายตลาดที่มีศักยภาพ ผ่านการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำเข้ารายสำคัญในประเทศต่าง ๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา แคนาดา และแอฟริกาใต้ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าในระยะยาว

นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีนและสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายตลาดข้าวประณีตในประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และคุณภาพข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับผู้นำเข้าโดยตรง รวมถึงการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคข้าวไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

L2D Page (220)

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

AI–EV ดิสรัปแรงงานไทย 10 ล้านคน เร็วกว่าคาด 10 ปี เตือนรัฐเร่งสร้างเศรษฐกิจชุมชนเป็นกันชนสังคม

การเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แรงงานไทยราว 10 ล้านคน จากแรงงานในระบบกว่า 40 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า เดิมทีแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานรากประเมินว่าผลกระทบจากเทคโนโลยีจะเริ่มชัดเจนในช่วงปี 2580 แต่จากความก้าวหน้าของ AI และ EV ที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กรอบเวลาดังกล่าวขยับเข้ามาเร็วขึ้นถึง 10 ปี และเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ราวปี 2570

หนึ่งในแรงกระแทกสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโครงสร้างการผลิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่รถยนต์สันดาปใช้ชิ้นส่วนกว่า 300,000 ชิ้น เหลือเพียงราว 20,000 ชิ้นในรถยนต์ไฟฟ้า การลดลงของชิ้นส่วนส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือและวิศวกรในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีอยู่ตั้งแต่ประมาณ 200,000 คน ไปจนถึงอาจสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถปรับทักษะเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ทัน

ขณะเดียวกัน AI และระบบอัตโนมัติได้เริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคบริการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการ รวมถึงงานบางส่วนในสายดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะระดับปานกลางหรือต่ำกว่า ซึ่ง AI สามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลให้ความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานจำนวนมากเริ่มสั่นคลอน

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่มีการปลดแรงงานจำนวนมากจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคน จนนำไปสู่การประท้วงและปัญหาทางสังคมในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าหากรัฐเร่งส่งเสริมเทคโนโลยีโดยไม่มีมาตรการรองรับแรงงาน ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลการผลิตทันที และผลกระทบจะตกอยู่กับแรงงานและครัวเรือนโดยตรง

นายกิตติ ระบุว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐและพรรคการเมืองในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อดันตัวเลขจีดีพีในระดับมหภาค แต่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นมักสร้างการจ้างงานจำนวนน้อย ขณะที่ยังขาดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมเพื่อเปิดเวลาให้แรงงานสามารถปรับทักษะ ยกระดับทักษะ หรือพัฒนาอาชีพใหม่ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคธุรกิจบางส่วนอาจใช้จังหวะนี้ปิดกิจการเพื่อเลิกจ้างแรงงาน ก่อนกลับมาเปิดใหม่โดยใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนคน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นแล้วในโรงงานบางแห่ง และทำให้แรงงานจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีหลักประกัน

ในบริบทการเมืองปัจจุบัน นายกิตติ ชี้ว่า ยังไม่เห็นนโยบายของพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบและจริงจัง นโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงงานในยามวิกฤต กลับยังไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นวาระหลัก

เมื่อแรงงานหลุดออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองใหญ่ ปลายทางสำคัญมักคือการกลับสู่ภูมิลำเนา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชนได้ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญที่สุด การเสริมความเข้มแข็งให้ตลาดชุมชน การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว จึงเป็นแนวทางสำคัญในการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์สูงและไม่สามารถถูก AI ทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับบทบาทของ บพท. นายกิตติ ระบุว่า หน่วยงานมุ่งใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอาชีพจริงในระดับพื้นที่ ด้วยงบประมาณปีละประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองโมเดลแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับทักษะแรงงาน ก่อนขยายผลสู่การกำหนดนโยบายในระดับประเทศ

นายกิตติ ทิ้งท้ายว่า หากรัฐยังคงมองเศรษฐกิจผ่านตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาการว่างงานจำนวนมากตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และหนี้สินครัวเรือนที่รุนแรงและยืดเยื้อในระยะยาว

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us