admin L2D

L2D Page (238)

การคมนาคมขนส่งเปิดโอกาสสำหรับการพัฒนา "สามเหลี่ยมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค" เชิงกลยุทธ์

คมนาคมขนส่งกับบทบาทการสร้าง “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค” ภาคเหนือเวียดนาม
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม ภายใต้บริบทของการปรับโครงสร้างพื้นที่พัฒนาหลังการรวมเขตการปกครอง การเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดไทเหงียน บั๊กนิญ และฟู้โถ ได้ก่อรูปเป็น “สามเหลี่ยมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค” ที่มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านทำเล เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน

ทั้งสามจังหวัดตั้งอยู่ติดกันบนแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของประเทศและเขตเมืองหลวงฮานอย หลังการขยายขอบเขตการพัฒนา พื้นที่ดังกล่าวได้รวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีทั้งจำนวนประชากร พื้นที่ และศักยภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไทเหงียนทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมภาคกลางตอนเหนือและพื้นที่ภูเขาเข้าสู่เขตเมืองหลวงและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ขณะที่บั๊กนิญเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ และเมืองที่มีพลวัตสูง ส่วนฟู้โถมีบทบาทสำคัญบนระเบียงเศรษฐกิจลาวกาย–ฮานอย–ไฮฟอง และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการของพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ

ความสอดประสานกันของทำเลที่ตั้ง หน้าที่ทางเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนา ทำให้ความต้องการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งระหว่างสามจังหวัดมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างภูมิภาคกำลังได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบการเชื่อมต่อที่เป็นแกนเดียวกันและครอบคลุมหลายทิศทาง ทางด่วนฮานอย–ไทเหงียนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดหลักที่เชื่อมต่อกับทางด่วนฮานอย–บักเกียง และทางด่วนนอยบาย–ลาวกาย ก่อให้เกิดเครือข่ายทางด่วนที่เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของทั้งสามจังหวัดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ทางหลวงหมายเลข 17 และ 37 ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมแนวนอนระหว่างไทเหงียนและบั๊กนิญ และเปิดการเข้าถึงไปยังจังหวัดฟู้โถผ่านระบบทางหลวงระดับภูมิภาค อีกทั้งถนนวงแหวนรอบที่ 5 ของเขตเมืองหลวงฮานอย ซึ่งพาดผ่านพื้นที่ทั้งสามจังหวัด ยังถูกวางบทบาทให้เป็นแกนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงด้านการเดินทาง แต่ยังเป็นแนวพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม เมือง และบริการข้ามภูมิภาค

โครงการถนนเชื่อมระหว่างไทเหงียน บั๊กนิญ และฟู้โถ ซึ่งมีความยาวกว่า 42 กิโลเมตร ออกแบบให้รองรับความเร็วสูงและการจราจรขนาดใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทาง ลดความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือและพื้นที่ภูเขา เมื่อเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เส้นทางดังกล่าวจะกลายเป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมโยงเขตเมืองหลวงกับจังหวัดตอนใน สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมและศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ตามแนวเส้นทาง

จากรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จังหวัดทั้งสามได้กำหนดทิศทางร่วมกันในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตสมัยใหม่ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมสีเขียว ไทเหงียนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินและกำลังคน บั๊กนิญต่อยอดจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนฟู้โถเสริมบทบาทด้วยทำเลด้านโลจิสติกส์บนระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกเฉียงเหนือ เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าข้ามภูมิภาคที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจ

ในภาพรวม สามเหลี่ยมไทเหงียน–บั๊กนิญ–ฟู้โถ กำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่ของภาคเหนือ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างพื้นที่ภูเขาและภาคกลางตอนเหนือกับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับชาติ โดยมีคมนาคมขนส่งเป็นโครงสร้างหลักที่หล่อหลอมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการลงทุนในระยะยาว

L2D Page (237)

เที่ยวบินสินค้า ‘อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ’ หนุนค้าขายสองทาง ผลไม้ไทยเจาะตลาดหูเป่ย์

เปิดเส้นทางบินขนส่ง ‘อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ’ เสริมโลจิสติกส์จีนตอนกลาง ดันทุเรียนไทยสู่ตลาดหูเป่ย์

สายการบินเจดี แอร์ไลน์ส ภายใต้เครือเจดี โลจิสติกส์ ของจีน เปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ กับกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทย โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ได้ขนส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากท่าอากาศยานนานาชาติอู่ฮั่น เทียนเหอ มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 บีซีเอฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า นายฮั่วจวิ้นซี รองผู้อำนวยการฝ่ายการบินของเจดี โลจิสติกส์ กล่าวว่า เส้นทางใหม่นี้สะท้อนบทบาทของอู่ฮั่นในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการผลิตของจีนตอนกลาง โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะขนส่งสินค้ามูลค่าสูงที่ผลิตในพื้นที่ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะขนส่งผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน รวมถึงสินค้าเกษตรสดอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในมณฑลหูเป่ย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจดี แอร์ไลน์ส วางแผนปรับความถี่ของเที่ยวบินตามฤดูกาล โดยจะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม และเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 5 เที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลค้าขายสำคัญของทั้งสองประเทศ

ด้านนายหลิวรุ่ย รองหัวหน้าฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มการท่าอากาศยานหูเป่ย์ ระบุว่า เส้นทางนี้เป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้าโดยตรงระหว่างอู่ฮั่นและกรุงเทพฯ เพียงเส้นทางเดียวในปัจจุบัน โดยช่วยลดระยะเวลาการขนส่งลงได้ราวครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิมที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนถ่ายสินค้าผ่านศูนย์กลางการบินอื่น เช่น เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ชั่วโมง

การเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนและไทย แต่ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าสองทาง โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรสดของไทย ที่สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในจีนตอนกลางได้รวดเร็ว สดใหม่ และแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว

L2D Page (236)

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ อาจใช้ AI เขียนกฎระเบียบภายในไม่กี่นาที เสียงกังวลด้านความปลอดภัยดังขึ้นทันที

DOT สหรัฐเล็งใช้ AI ร่างกฎระเบียบในไม่กี่นาที จุดชนวนกังวลมาตรฐานความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ (Department of Transportation: DOT) กำลังพิจารณาการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการร่างกฎระเบียบของหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาการทำงานจากหลายเดือนหรือหลายปี ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที แนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านรายงานของ ProPublica ซึ่งระบุว่า DOT มอง AI เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามา “ปฏิวัติวิธีการเขียนกฎ” ของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับจุดกระแสความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเดินทางและยานพาหนะ

รายงานระบุว่า Gregory Zerzan ที่ปรึกษากฎหมายของ DOT เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและปริมาณของกฎระเบียบมากกว่าความสมบูรณ์ของเนื้อหา เขาระบุว่า กฎระเบียบไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ หรือแม้แต่ดีมาก แค่ “ดีพอ” ก็เพียงพอ พร้อมอธิบายแนวทางดังกล่าวด้วยถ้อยคำว่าเป็นการ “ถมพื้นที่ด้วยกฎระเบียบ” ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจาก DOT เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของสาธารณะโดยตรง

แรงผลักดันสำคัญของแนวคิดนี้คือเรื่องของเวลา กระบวนการร่างและปรับปรุงกฎระเบียบของรัฐบาลกลางสหรัฐในปัจจุบันมักใช้เวลานานตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี ขณะที่ AI อย่าง Google Gemini สามารถสร้างร่างกฎได้ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที Zerzan ระบุว่า การร่างกฎหนึ่งฉบับไม่ควรใช้เวลามากกว่า 20 นาที และตั้งเป้าหมายให้กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แนวคิดจนถึงร่างกฎที่พร้อมส่งให้สำนักงานกำกับดูแลด้านข้อมูลและกฎระเบียบพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ProPublica ยังรายงานว่า มีการเสนอแนวคิดให้ AI เขียนเนื้อหากฎระเบียบในสัดส่วนสูงถึง 80–90% ส่วนบทบาทของมนุษย์จะเหลือเพียงการตรวจสอบ แก้ไข และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดหรือปัญหา hallucination ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของ AI

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ อดีตเจ้าหน้าที่และพนักงานบางส่วนของหน่วยงานออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน โดย Mike Horton เปรียบเปรยว่า การใช้ Gemini เขียนกฎระเบียบก็ไม่ต่างจากการให้เด็กฝึกงานระดับมัธยมปลายมาดูแลงานด้านกฎ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของ AI สำหรับภารกิจที่มีผลกระทบต่อสาธารณะในวงกว้าง

ท้ายที่สุดแล้ว การนำ AI มาใช้ในกระบวนการออกกฎระเบียบอาจให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับระดับการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และรับรองคุณภาพของเนื้อหา แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพ แต่แนวคิดที่ตั้งเป้าเพียงแค่ “ดีพอ” สำหรับกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวล และอาจกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลสหรัฐต้องเผชิญในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น

L2D Page (235)

เฟดคงดอกเบี้ยตามตลาดคาด กรอบ 3.50-3.75% ส่งสัญญาณอัตราว่างงานทรงตัว.

เฟดคงดอกเบี้ย 3.50–3.75% ตามคาด ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 เวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือช่วงเช้าวันที่ 29 มกราคมตามเวลาไทย สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานเริ่มแสดงความเสถียร ส่งผลให้เฟดมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นต่อการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไป

ผลการประชุมครั้งนี้ เฟดมีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ย โดยผู้ที่ลงมติไม่เห็นด้วยคือ สตีเฟน ไอ. มิแรน และคริสโตเฟอร์ เจ. วอลเลอร์ ซึ่งเห็นว่าควรปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง ตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานเริ่มมีสัญญาณของการทรงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ เฟดไม่ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานเพิ่มเติม และไม่มีถ้อยคำที่สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการยังคงยืนยันเป้าหมายระยะยาวในการรักษาการจ้างงานให้อยู่ในระดับสูงสุด และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% พร้อมย้ำว่าความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง และจะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทั้งสองด้านอย่างรอบคอบ

ในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุว่า แนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณของการทรงตัว แม้จะยังมีแรงชะลอตัวปรากฏอยู่เป็นระยะ เขากล่าวว่า การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มส่งผลเชิงบวกต่อความต้องการแรงงานและการจ้างงานในระยะยาว แต่ก็ยังไม่ต้องการสรุปภาพในเชิงบวกมากเกินไป

พาวเวลล์หลีกเลี่ยงการระบุเงื่อนไขหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยย้ำว่า เฟดไม่ได้กำหนดเกณฑ์ล่วงหน้าว่าจะปรับลดดอกเบี้ยเมื่อใด หรือจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งถัดไปหรือไม่ แต่จะพิจารณาการตัดสินใจในแต่ละครั้งจากข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป และปัจจัยแวดล้อมโดยรวม

การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ หลังจากเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งในช่วงปลายปี 2025 โดยจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย หรือดอตพลอต ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ใน FOMC ยังคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกครั้งภายในปีนี้ หากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟื้อเอื้ออำนวย

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us