admin L2D

L2D Page (262)

“แรร์เอิร์ธ” สมบัติล้ำค่าใต้พิภพที่โลกจับตา แหล่งพลังงานยุคใหม่ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย

แรร์เอิร์ธ: ขุมทรัพย์ใต้ดินไทย กับโจทย์ใหญ่สู่เศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดของโลก “แรร์เอิร์ธ” หรือธาตุหายาก กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเร่งช่วงชิงและสะสม เพราะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แม้ชื่อจะสื่อว่าหายาก แต่ในความเป็นจริงธาตุกลุ่มนี้ไม่ได้มีปริมาณน้อยในเปลือกโลก เพียงแต่การสกัดและแยกออกมาใช้ประโยชน์ทำได้ยากและต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง

ธาตุหายาก หรือ Rare Earth Elements ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม จุดเด่นของธาตุเหล่านี้คือคุณสมบัติทางแม่เหล็กและไฟฟ้าที่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กถาวรกำลังสูง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมถึงอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ จึงกล่าวได้ว่า หากขาดแรร์เอิร์ธ การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลย่อมสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเวทีโลก จีน คือผู้ผลิตธาตุหายากรายใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะจากแหล่งแบบไอออนดูดซับในดินซึ่งสกัดได้ง่าย ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินเดีย แคนาดา และ รัสเซีย ต่างก็มีนโยบายกำหนดให้ธาตุหายากเป็นแร่ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยทางธรณีวิทยาชี้ว่า ไทยมีศักยภาพด้านแรร์เอิร์ธครอบคลุมถึงสามรูปแบบสำคัญ รูปแบบแรกคือแหล่งปฐมภูมิในหินแกรนิต ซึ่งกระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ หินประเภทนี้สัมพันธ์กับการเกิดแร่ดีบุก ทังสเตน และลิเทียม โดยบางพื้นที่พบค่าธาตุหายากสูงกว่าองค์ประกอบเฉลี่ยของเปลือกโลกหลายเท่า

รูปแบบที่สองคือแหล่งลานแร่และแร่หนัก ซึ่งพบร่วมกับแหล่งดีบุก เช่น แร่โมนาไซต์ ซีโนไทม์ และแอลลาไนต์ แหล่งลักษณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีการสำรวจและรายงานปริมาณอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในไทยยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นระบบ แม้จะมีศักยภาพใกล้เคียงกันก็ตาม

รูปแบบที่สามคือแหล่งแบบไอออนดูดซับในดิน ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินต้นกำเนิดแล้วธาตุหายากถูกดูดซับไว้ในชั้นดิน ข้อได้เปรียบของแหล่งชนิดนี้คือกระบวนการทางธรรมชาติช่วยแยกธาตุไว้ระดับหนึ่ง ทำให้การสกัดง่ายกว่าการบดและแยกจากหินโดยตรง แหล่งประเภทนี้เองที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตแรร์เอิร์ธของโลก

แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทั้งสามรูปแบบ แต่โจทย์สำคัญคือ เรายังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด การขาดข้อมูลเชิงลึกทำให้ไม่สามารถวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการสำรอง การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรือการเจรจาทางเศรษฐกิจในอนาคต การเร่งสำรวจอย่างเป็นระบบจึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ใช่การคาดการณ์

อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพราะแรร์เอิร์ธเป็นทรัพยากรใช้แล้วหมดไป หากเร่งผลิตโดยขาดมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในระยะยาว ดังนั้น นโยบายที่ดีต้องสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน และโอกาสของคนรุ่นต่อไป

ในภาพใหญ่ แรร์เอิร์ธไม่ใช่เพียงแร่ธาตุธรรมดา แต่เป็นกุญแจของเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หากไทยสามารถสำรวจข้อมูลได้ชัดเจน พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีรองรับ และกำหนดทิศทางนโยบายที่โปร่งใสและยั่งยืน ขุมทรัพย์ใต้ผืนแผ่นดินนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกในอนาคต

L2D Page (261)

วงจรคอร์รัปชัน ‘ซื้อเสียง-ถอนทุนคืน’ ในช่วงเลือกตั้ง กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องคนไทยอย่างไร?

วงจรคอร์รัปชัน “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องคนไทย

ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องจริยธรรมหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมลึกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า กลไกการทุจริตสามารถบั่นทอนการเติบโตของประเทศได้หลายช่องทาง ตั้งแต่การลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ไปจนถึงการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่อาจเกิดวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่

นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมากกับระดับความโปร่งใสของประเทศปลายทาง หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป มีกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการต่อต้านการติดสินบน หากประเทศใดมีภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ไม่ดี ย่อมทำให้นักลงทุนลังเลหรือเลือกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีธรรมาภิบาลชัดเจนกว่า ผลที่ตามมาคือไทยอาจพลาดโอกาสในการดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานใหม่ๆ

ในระดับภาคธุรกิจภายในประเทศ ผลกระทบก็เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการหรือขอใบอนุญาตต่างๆ อาจเผชิญต้นทุนแฝงจากกระบวนการที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าและกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรง การผลักภาระต้นทุนเพิ่มไปยังผู้บริโภคทำได้ยาก ธุรกิจจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง ส่งผลให้กำไรลดลง การลงทุนใหม่ชะลอตัว และการจ้างงานไม่ขยายตัวตามที่ควร

วงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ในช่วงเลือกตั้งยิ่งทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น หากมีการใช้เงินเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอาจมุ่งเน้นการดึงผลประโยชน์กลับคืนในระยะสั้นผ่านโครงการรัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการลดคุณภาพงานเพื่อให้เกิดเงินทอน แทนที่จะมุ่งเน้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว วงจรเช่นนี้ทำให้ทรัพยากรของรัฐไม่ถูกใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือยกระดับศักยภาพประเทศอย่างแท้จริง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม

ผลลัพธ์ระยะยาวคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อผลประโยชน์กระจายไม่ทั่วถึง โอกาสทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ถูกจำกัด ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างจีนีมีแนวโน้มสะท้อนปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคะแนนภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของไทยที่ลดลงยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อสายตานานาชาติ ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าการลงคะแนนเสียง แต่รวมถึงการติดตามตรวจสอบนโยบายและการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการยืนหยัดไม่สนับสนุนการจ่ายสินบน เพราะแรงกดดันจากภาคธุรกิจสามารถเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบได้

ท้ายที่สุด คอร์รัปชันไม่ใช่เพียงต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่เป็นภาระที่สะท้อนออกมาในรูปของเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ โอกาสการทำมาหากินที่จำกัด และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไม่ก้าวหน้า หากวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ไม่ถูกตัดขาด เศรษฐกิจไทยก็อาจติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำและความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกต่อไปในระยะยาว

L2D Page (260)

"สงครามสหรัฐ-จีน" เหนือไต้หวัน อาจเขย่าเศรษฐกิจโลกกว่า 10 ล้านล้าน ดอลลาร์

“สงครามสหรัฐ–จีนเหนือไต้หวัน” ความเสี่ยงที่อาจสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนเกี่ยวกับไต้หวันกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หากสถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ผลกระทบอาจรุนแรงในระดับ “แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ” โดยการประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกอาจสูญเสียมูลค่ามากกว่า 10.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 9.6% ของ GDP โลกภายในปีแรก ซึ่งสูงกว่าผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไต้หวันมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของโลก ปัจจุบันไต้หวันผลิตชิปตรรกะขั้นสูงประมาณ 62% ของกำลังการผลิตโลก และยังเป็นฐานสำคัญของชิปรุ่น mature หรือ legacy ที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรอุตสาหกรรม บริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งรายได้ตลาดโรงงานรับจ้างผลิตชิปประมาณ 70% และเป็นซัพพลายเออร์หลักให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Apple, Nvidia, AMD, Qualcomm และ Broadcom นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรายอื่นอย่าง UMC และ PSMC ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานชิปในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

บทบาทของไต้หวันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการค้าระหว่างประเทศ ช่องแคบไต้หวันเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางทะเลจำนวนมากผ่านพื้นที่นี้ หากเกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือการปิดล้อม เส้นทางการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก

Bloomberg Economics ได้จำลองสถานการณ์ความเป็นไปได้ของความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่กรณีรุนแรงที่สุดคือสงครามระหว่างสหรัฐกับจีน ไปจนถึงสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ผ่อนคลายลง ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากสหรัฐเข้าร่วมความขัดแย้งทางทหารกับจีน เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกระแทกพร้อมกันจากการหยุดชะงักของการผลิตชิป การค้าระหว่างประเทศที่สะดุด และการเทขายสินทรัพย์ในตลาดการเงินทั่วโลก

อีกสถานการณ์หนึ่งคือการปิดล้อมทางทะเลและทางอากาศ ซึ่งแม้จะไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็สามารถตัดการเข้าถึงการส่งออกชิปของไต้หวันได้ทันที ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นผ่านเหตุปะทะระดับต่ำหรือการกดดันทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดสงครามโดยตรง แต่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและชะลอการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในกรณีที่สถานะเดิมยังคงอยู่โดยไม่เกิดวิกฤตใหญ่ ความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ภาคธุรกิจและตลาดการเงินต้องดำเนินงานภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ความเสี่ยงของความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์อาจเพิ่มขึ้นตามเวลา ขณะที่ฉากทัศน์เชิงบวกที่สุดคือการผ่อนคลายความขัดแย้งผ่านการเจรจา แม้จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการค้า แต่โอกาสเกิดขึ้นยังถูกมองว่าค่อนข้างจำกัด

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Bloomberg Economics อธิบายผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ ช็อกด้านห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ช็อกด้านการค้าและการขนส่ง และช็อกด้านตลาดการเงิน หากโลกสูญเสียกำลังการผลิตชิปของไต้หวัน ซัพพลายชิปขั้นสูงจะหายไปมากกว่าครึ่งทันที ส่งผลให้การผลิตสินค้าเทคโนโลยี รถยนต์ และเครื่องจักรหยุดชะงัก แนวคิด “golden screw” ถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์นี้ หมายถึงชิ้นส่วนสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่หากขาดไป สามารถทำให้ทั้งสายการผลิตหยุดลงได้

ในด้านการค้า หากสหรัฐและจีนตัดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง ผลกระทบจะลุกลามไปยังประเทศพันธมิตรและคู่ค้าทั่วโลก ท่าเรือสำคัญในเอเชียตะวันออกอาจหยุดชะงัก ขณะที่ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนในตลาดการเงิน ความผันผวนอาจพุ่งขึ้นในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตใหญ่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคาดหวังต่อการเติบโตของเทคโนโลยี AI ซึ่งพึ่งพาชิปขั้นสูงเป็นหลัก ถูกสั่นคลอน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ไต้หวันไม่ใช่เพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลกยุคดิจิทัล หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในเอเชียตะวันออก หากแต่จะแผ่กระจายไปทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของตลาด และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่

L2D Page (259)

"สร้างความก้าวหน้าในด้านโลจิสติกส์"

เกียลายเร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน ปลดล็อกศักยภาพโลจิสติกส์สู่ศูนย์กลางภูมิภาค

ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของประเทศและพื้นที่ราบสูงตอนกลาง จังหวัดเกียลายกำลังก้าวสู่บทใหม่ของการเติบโต โดยวาง “โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์” เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนขนส่งเท่านั้น แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้นำจังหวัดย้ำชัดว่า การเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างภูมิภาคคือรากฐานของการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมั่นคง แนวคิดนี้ถูกแปลงเป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่หลายรายการ โดยเฉพาะโครงการทางด่วนกวีญอน–เปลกู ซึ่งถูกมองว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของระเบียงโลจิสติกส์ตะวันออก–ตะวันตก เชื่อมชายฝั่งภาคกลางตอนใต้เข้ากับที่ราบสูงตอนกลาง และขยายต่อไปยังสามเหลี่ยมพัฒนาเวียดนาม–ลาว–กัมพูชา

ปัจจุบัน การเดินทางระหว่างกวีญอนและเปลกูผ่านทางหลวงหมายเลข 19 ต้องใช้เวลา 3.5–4 ชั่วโมงจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและโค้งคดเคี้ยว ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงและเป็นข้อจำกัดของภาคธุรกิจ แต่เมื่อทางด่วนระยะทาง 125 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เวลาการเดินทางจะลดลงเหลือเพียง 1.5–2 ชั่วโมง และคาดว่าค่าใช้จ่ายด้านขนส่งจะลดลงราว 40–50% โครงการมูลค่ากว่า 43,700 ล้านดองนี้จึงมีนัยสำคัญต่อการขนส่งสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และแร่ธาตุจากพื้นที่ตอนบนสู่ท่าเรือหลัก

ในมิติทางทะเล ท่าเรือกวีญอนยังคงเป็นประตูการค้าสำคัญของภูมิภาค แม้เผชิญความท้าทายของตลาด แต่ในปี 2025 ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือคาดว่าจะอยู่ที่ 10.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 82 ของแผนประจำปี ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์แตะประมาณ 185,000 TEU เพิ่มขึ้นจากปีก่อน การเปิดใช้ท่าเทียบเรือหมายเลข 1 และเส้นทางเดินเรือคอนเทนเนอร์สู่ยุโรป อเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เสริมศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ

ควบคู่กันนั้น จังหวัดยังเร่งพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อจากทางด่วนสายเหนือ–ใต้และทางหลวงหมายเลข 1 สู่เขตอุตสาหกรรมและท่าเรือสำคัญ รวมถึงการก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งระยะทาง 121 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยกระจายภาระจากท่าเรือหลัก สร้างเครือข่ายท่าเรือบริวาร และหล่อหลอมระบบโลจิสติกส์ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้านการขนส่งทางอากาศ สนามบินเปลกูและสนามบินฟู้แคทมีแผนเพิ่มขีดความสามารถรองรับสินค้ารวมหลายหมื่นตันต่อปีภายในปี 2050 รองรับทั้งสินค้าเกษตร สมุนไพร และสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อสามารถรองรับอากาศยานลำตัวกว้างได้

ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเกียลายที่เชื่อมต่อโดยตรงกับลาวตอนใต้และกัมพูชาตะวันออกเฉียงเหนือผ่านด่านชายแดนนานาชาติเลถั่น ทำให้จังหวัดมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน ระบบคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนกำลังได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ

ภาคเอกชนมองตรงกันว่าการลงทุนล่วงหน้าของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว เมื่อถนน ท่าเรือ และสนามบินมีความพร้อม นักลงทุนก็กล้าขยายกำลังการผลิต ดึงดูดเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในแผนพัฒนาระยะปี 2026–2030 จังหวัดได้กำหนดบริการท่าเรือและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของการเติบโต ควบคู่กับอุตสาหกรรมแปรรูป เกษตรไฮเทค การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การเดินหน้าเปิดใช้โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในช่วงต้นปี สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะยกระดับจังหวัดสู่การเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างที่ราบสูงตอนกลาง ชายฝั่งทะเล และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us