admin L2D

L2D Page (281)

คมนาคม ชงครม.ใหม่ สร้าง ‘มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ’ 5.4 หมื่นล้าน

คมนาคมดันมอเตอร์เวย์นครปฐม–ชะอำ 5.4 หมื่นล้าน เตรียมชง ครม.ใหม่ เปิดประมูลภายในปี 2570

กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม–ชะอำ วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท หลังจากก่อนหน้านี้ได้เห็นชอบในส่วนงานก่อสร้างโยธาไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการเสนอ ครม. เห็นชอบอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดขั้นตอนประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้าง

โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 61 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างงานโยธา 40,162 ล้านบาท และค่าเวนคืนที่ดิน 14,400 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมเชื่อมภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน ลดความแออัดของเส้นทางหลัก และสนับสนุนการเดินทางสู่พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

แผนก่อสร้างช่วงนครปฐม–ปากท่อถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกช่วงนครปฐม–ตลาดจินดา ระยะทาง 11 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 10,509 ล้านบาท จากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง หรือกองทุนมอเตอร์เวย์ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ส่วนระยะที่สองช่วงตลาดจินดา–ปากท่อ ระยะทาง 50 กิโลเมตร วงเงิน 29,653 ล้านบาท จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2571 และเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีเดียวกัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดสายภายในปี 2575

ในส่วนของการเวนคืนที่ดิน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,340 ไร่ หากได้รับอนุมัติจาก ครม. จะเริ่มดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน พร้อมจัดกรรมสิทธิ์และจ่ายค่าทดแทนภายในระยะเวลา 6–8 เดือน คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ในช่วงปลายปี 2569

แนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้น 2 จุด เชื่อมต่อกับ มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณด่านศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม รวมถึงทางหลวงหมายเลข 338 ถนนบรมราชชนนี ขณะที่จุดสิ้นสุดโครงการจะเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 บริเวณอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อรองรับการเดินทางต่อเนื่องไปยังจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ โครงการมอเตอร์เวย์นครปฐม–ชะอำ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

L2D Page (280)

LEO เร่งเครื่อง Jump+ เปิดโหมดโลจิสติกส์โต

LEO เร่งเครื่องแผน Jump+ ดัน EBITDA โต 45% ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงรอบใหม่ในปี 2571

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าแผนรุกธุรกิจเต็มกำลัง หลังรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 1,328.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 8.8 ล้านบาท ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะงบเดี่ยว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 40.3 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการควบคุมต้นทุนและรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดีขึ้น

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์หลักยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งทางรถในประเทศที่มีจำนวนเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงงานบริการตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรที่ขยายตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้จากบริการดังกล่าวเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากธุรกิจ Freight บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายพอร์ต Non-Freight และ Non-Logistics เพื่อลดความผันผวนของรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางรางในกลุ่มบริษัทอย่าง LaneXang Express และ Sritrang Leo Multimodal Logistics ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวมจากการขนส่งทางรางประมาณ 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการขนส่งรูปแบบรางที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

ด้านธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ ก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน YJC Depot Services ซึ่งดำเนินธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ มีรายได้ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 82% จากปีก่อน และยังสามารถปิดดีลลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเติมในไตรมาสแรกปี 2569 ขณะที่ธุรกิจ LEO Coldbotic ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าอัจฉริยะสำหรับไวน์ มีลูกค้าใหม่ทยอยเซ็นสัญญาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569

สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทประกาศใช้ยุทธศาสตร์ “3×6 Growth Matrix” ควบคู่กับแผน Jump+ เพื่อยกระดับการเติบโตในวาระครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 45% แตะระดับ 50–55 ล้านบาท ภายในปี 2571 การเติบโตครั้งนี้จะมุ่งเน้นทั้งความสามารถทำกำไร ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเสถียรภาพทางธุรกิจ ควบคู่หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากงบเดี่ยวปี 2568 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 18.9 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่การขยายธุรกิจในระยะยาว

L2D Page (279)

LEO กวาดรายได้ปี 68 แตะ 1.3 พันล้าน รับรู้ธุรกิจคลังสินค้า-โลจิสติกส์หนุน

LEO รายได้ปี 2568 แตะ 1.3 พันล้านบาท เร่งขยายธุรกิจใหม่ลดความผันผวน แม้กำไรหดตัวแรง
บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวมแตะระดับประมาณ 1,300 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มที่ไม่ใช่การขนส่งหลัก โดยเฉพาะธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics ที่บริษัทวางกลยุทธ์ให้เป็นฐานรายได้ใหม่ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 8.78 ล้านบาท ลดลง 81.53% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 47.56 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ ค่าระวางที่ปรับตัวลง และการแข่งขันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตรากำไรโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ภาพรวมกำไรจะอ่อนตัว แต่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้จากการขนส่งทางรถภายในประเทศและบริการพิธีการศุลกากรเพิ่มขึ้นราว 21% ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางรางของกลุ่มยังมีส่วนช่วยเสริมโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนความพยายามของบริษัทในการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจ Freight เป็นหลัก

บริษัทระบุว่า รายได้จากกลุ่ม Non-Freight และ Non-Logistics ยังเติบโตตามแผน โดยเฉพาะธุรกิจคลังสินค้าและโซลูชันด้านโลจิสติกส์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการลดความผันผวนของรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ การขยายธุรกิจใหม่และการเพิ่มฐานลูกค้าของ Leo Coldbotic คาดว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการในปี 2569 ให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของ LEO จากผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่มีรายได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากวัฏจักรค่าระวางและภาวะการค้าโลกที่ผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

L2D Page (278)

หุ้นสหรัฐดิ่งแรง วิตก AI เขย่าเศรษฐกิจ-ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดหนัก กังวล AI กระทบแรงงาน ผสานแรงกดดันภาษีนำเข้าของทรัมป์
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันจันทร์ ท่ามกลางความวิตกว่าการเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดี Donald Trump ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 821.91 จุด หรือ 1.66% ปิดที่ 48,804.06 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ลดลง 1.13% ปิดที่ 22,627.27 จุด และ S&P 500 ปรับตัวลง 1.04% ปิดที่ 6,837.75 จุด ส่งผลให้ S&P 500 กลับเข้าสู่แดนลบอีกครั้งในปี 2569 สะท้อนแรงขายที่กระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

แรงกดดันหลักมาจากหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะ IBM ที่ร่วงลงกว่า 13% หลัง Anthropic เปิดเผยศักยภาพใหม่ของผลิตภัณฑ์ Claude Code ซึ่งสร้างความกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนงานด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นอย่าง Microsoft และ CrowdStrike ต่างเผชิญแรงขายตามกัน ความกังวลไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลุกลามไปยังกลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และบริการทางการเงิน ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจได้รับผลกระทบหากการจ้างงานชะลอตัว

บรรยากาศในตลาดยิ่งตึงเครียดหลังรายงานของ Citrini Research ระบุว่า การเร่งตัวของ AI อาจผลักดันอัตราว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นได้ถึง 10% รายงานดังกล่าวถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนบนวอลล์สตรีท และกดดันหุ้นกลุ่มการเงินอย่าง American Express ที่ร่วงลง 7% และ Mastercard ที่ลดลงเกือบ 6%

ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มตั้งรับซึ่งมักได้อานิสงส์ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนกลับปรับตัวขึ้น โดย Walmart และ Procter & Gamble ต่างบวกมากกว่า 2% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

อีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือท่าทีด้านการค้าของทรัมป์ หลังเขายืนยันเดินหน้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% และอาจมีการขึ้นเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ก่อนหน้านี้ Supreme Court of the United States จะมีคำตัดสินที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีตอบโต้ของเขา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลในยุโรป โดยรัฐสภายุโรปประกาศระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐชั่วคราว

ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 2% ในตลาดสปอต และสัญญาทองคำล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่บิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 65,000 ดอลลาร์ และปรับตัวลดลงต่อเนื่องมากกว่า 4% สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่า AI และนโยบายการค้าจะกลายเป็นปัจจัยเร่งความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

Loading...

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us