admin L2D

L2D Page (244)

บาทเปิดแข็งค่าแตะ 31.49 ต่อดอลลาร์ ทองคำหนุน ตลาดรอปัจจัยเฟด- ลุ้นเลือกตั้งไทย

เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ 31.49 ต่อดอลลาร์ รับแรงหนุนทองคำ ตลาดจับตาเฟด-ปัจจัยการเมืองไทย

ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down และสามารถทะลุแนวรับสำคัญที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ ก่อนเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.46–31.68 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แม้ค่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง และข้อมูลดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตเดือนมกราคมออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกปรับลดลงบ้าง แต่เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งกลับมายืนเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ขยับขึ้นกว่า 0.5% จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 4.8% สะท้อนมุมมองของตลาดที่ลดการคาดการณ์ต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด

นายพูนมองว่า ในระยะสั้นราคาทองคำอาจปรับขึ้นได้จำกัดและเริ่มเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในลักษณะ Sideways หลังปัจจัยหนุนเริ่มลดลง ขณะที่เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบหรือแข็งค่าเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าที่คาด

สำหรับค่าเงินบาท ยังคงมีแนวโน้มผันผวนสูงและขาดทิศทางที่ชัดเจนในกรอบกว้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจชะลอการปรับสถานะเพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยในเชิงเทคนิค แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 31.50 และ 31.75–31.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ระดับ 31.30 และ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ คาดว่าในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.35–31.65 บาทต่อดอลลาร์

L2D Page (243)

ปีนี้ GDP ไทยจ่อโตแค่ 1.5% ส่งออกแผ่ว คาดได้รัฐบาลผสม ทำ-เบิกงบล่าช้า

SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเพียง 1.5% การเมืองยืดเยื้อ ฉุดส่งออก–ลงทุน งบประมาณเสี่ยงล่าช้า

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 1% ปัจจัยกดดันหลักยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นภาคเอกชน และการใช้จ่ายของครัวเรือน

แม้ในช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยยังพอได้รับแรงประคองจากการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและงบผูกพันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มอ่อนแรงลงในระยะถัดไปจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนซึ่งปรับดีขึ้นในช่วงปลายปีก่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีลักษณะเป็นเพียงชั่วคราว เมื่อเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

SCB EIC มองว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยในปีนี้จะอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ภาคท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญ แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักท่องเที่ยวจากตลาดศักยภาพสูง เช่น ยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีสัญญาณกลับมาจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ อย่างไรก็ดี ระดับการฟื้นตัวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นได้ทั้งหมด

ด้านการส่งออก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอหรือหดตัว หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปีก่อน ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดันทั้งด้านคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขัน

ในมิติการเมือง SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอาจใช้เวลาราว 5 เดือน และรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ไทม์ไลน์ดังกล่าวยังมีความเสี่ยงล่าช้า จากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน หรือการตัดสินคดีการเมืองสำคัญ อีกทั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ

ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลต่อกระบวนการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงประกาศใช้ล่าช้าอย่างน้อย 1–2 เดือน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือมีการปรับแก้ร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐสะดุด และลดบทบาทของภาครัฐในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนยังอ่อนแรง

ขณะเดียวกัน นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นการอัดฉีดเงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงโครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน และสวัสดิการสังคม ซึ่งล้วนต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น หลังระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะในช่วงที่สินเชื่อภาคเอกชนยังหดตัว และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก SCB EIC ประเมินว่าจะขยายตัวราว 2.5% ในปี 2569 ชะลอลงจากปีก่อน จากผลกระทบของความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงตามตลาดแรงงานที่อ่อนแรง ขณะที่ยุโรปและจีนยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ แม้การส่งออกจะชะลอตัว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

L2D Page (63)

ภาษีอี-เซอร์วิส 4 ปี 3 หมื่นล้าน

สรรพากรเผยจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส 4 ปี ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ยกระดับภาษีดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานสากล

นายภาณุวัฒน์ เหลืองวีใล รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมการประชุม OECD Global on VAT ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยประเทศไทยได้นำเสนอประสบการณ์และแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือภาษีอี-เซอร์วิส ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564

การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสจากบริษัทข้ามชาติในช่วงเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐมากกว่า 30,000 ล้านบาท โดยในปี 2564 จัดเก็บได้ 1,745 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 จัดเก็บได้ 6,346 ล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 6,609 ล้านบาท ปี 2567 เพิ่มเป็น 7,859 ล้านบาท และในปี 2568 จัดเก็บได้ 8,292 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีบริษัทต่างชาติที่เข้าสู่ระบบการชำระภาษีอี-เซอร์วิสมากกว่า 258 รายแล้ว

ผลจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้หลายประเทศให้ความสนใจและสอบถามถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย เนื่องจากถือเป็นการพัฒนามาตรการภาษีเพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีข้ามพรมแดน และเป็นการปรับตัวให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยยังคงให้ความร่วมมือกับ OECD อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันความร่วมมือและมาตรการด้านภาษีระหว่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ารับการประเมินตามมาตรฐานสากลในปี 2569

นายภาณุวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างประเทศ จากเดิมผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการในประเทศต้องเสียภาษี ขณะที่บริษัทต่างชาติสามารถให้บริการแก่คนไทยโดยไม่อยู่ภายใต้ภาระภาษี เมื่อรูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไป รัฐจึงต้องปรับกฎหมายให้บริษัทต่างชาติที่ให้บริการในประเทศไทย แม้จะตั้งอยู่ในต่างประเทศ ต้องยื่นแบบและชำระภาษีในไทยด้วย มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการยกระดับระบบการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

L2D Page (241)

มาเลเซีย-สิงคโปร์มุ่งปั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ ดึงดูดเงินทุนคนเก่ง

มาเลเซีย–สิงคโปร์เดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ เสริมแกร่งเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนและบุคลากรคุณภาพ

กระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มาเลเซียและสิงคโปร์กำลังเร่งผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ (Johor–Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้โครงการได้ก้าวจากขั้นตอนการวางแผนไปสู่การดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม

เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการผสานศักยภาพของรัฐยะโฮร์ ซึ่งมีพื้นที่และทรัพยากรขนาดใหญ่ เข้ากับจุดแข็งของสิงคโปร์ด้านเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายการเชื่อมต่อระดับโลก เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชนทั้งสองฝั่งของสะพานคอสเวย์

ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมการลงทุนขั้นสูง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของมาเลเซีย อยู่ระหว่างการสรุปพิมพ์เขียวและแผนแม่บทการลงทุนของเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ ซึ่งจะกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว ภาคธุรกิจเป้าหมาย พื้นที่ยุทธศาสตร์ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานด้านการกำกับดูแล สิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร โดยตั้งเป้าเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2026

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us