admin L2D

L2D Page (198)

วางศิลาฤกษ์โครงการโลจิสติกส์มูลค่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐในนครไฮฟอง

ไฮฟองเร่งบทบาทศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค เปิดตัวโครงการนิคมอุตสาหกรรม EHA มูลค่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นครไฮฟองของเวียดนามเดินหน้าเสริมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง เมื่อเช้าวันที่ 11 มกราคม ณ นิคมอุตสาหกรรมนามดิ่นห์วู ในเขตเศรษฐกิจดิ่นห์วู-ก๊าตหาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือของประเทศ

โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 900 พันล้านด่ง หรือเกือบ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ราว 9 เฮกเตอร์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ การออกแบบโครงการเน้นความยืดหยุ่นในการใช้งาน รองรับโรงงานขนาดเริ่มต้นประมาณ 2,500 ตารางเมตร ไปจนถึงโรงงานอเนกประสงค์ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 3,300 ตารางเมตรขึ้นไป เพื่อให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท

ในระยะเริ่มต้น โครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง มุ่งพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปในระดับที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลาสองปีข้างหน้า จะสามารถขยายพื้นที่พัฒนาโครงการให้ได้ไม่น้อยกว่า 100 เฮกเตอร์ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตและกระจายศูนย์โลจิสติกส์มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำเลที่ตั้งของโครงการในเขตเศรษฐกิจดิ่นห์วู-ก๊าตหาย ซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือน้ำลึกและโครงข่ายคมนาคมหลักของนครไฮฟอง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ ทั้งในมิติการขนส่งทางทะเล ทางบก และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ โครงการ EHA ไฮฟองจึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการยกระดับไฮฟองให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเวียดนามตอนเหนือ

ในภาพรวม การลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ EHA ไฮฟอง ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่ยังสะท้อนแนวโน้มการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้เวียดนามในฐานะจุดหมายใหม่ของการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในอนาคต

L2D Page (197)

ดาวเทียม THEOS-2A โอกาสด้านเศรษฐกิจอวกาศครั้งสำคัญของประเทศไทย

THEOS-2A จุดเริ่มต้นเศรษฐกิจอวกาศไทย บนเวทีการแข่งขันระดับโลก
การพัฒนาดาวเทียม THEOS-2A นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยกำลังก้าวข้ามกรอบเดิม จากบทบาทด้านการสำรวจและการใช้งานเชิงนโยบาย สู่การเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ดาวเทียมดวงนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศโลกในระยะยาว

THEOS-2A เป็นดาวเทียมสำรวจโลกขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม มีขีดความสามารถในการถ่ายภาพได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำข้อมูลไปใช้งานในเชิงเศรษฐกิจและการบริหารจัดการประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พื้นที่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ หรือการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการข้อมูลรวดเร็วและแม่นยำ ความสามารถดังกล่าวทำให้ดาวเทียมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคนิค แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง

หัวใจของโครงการ THEOS-2A อยู่ที่แนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านกระบวนการผลิตแบบจูงใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วในอุตสาหกรรมอากาศยานและยานยนต์ ได้ยกระดับตนเองเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมจริง ภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการทำงานร่วมกับวิศวกรไทยและบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเทียมระดับโลกอย่าง Surrey Satellite Technology กระบวนการนี้ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมไทยสามารถก้าวสู่มาตรฐานอวกาศได้อย่างแท้จริง

ชิ้นส่วนของดาวเทียม THEOS-2A ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง เช่น วัสดุอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องออกแบบเฉพาะเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมอวกาศ ทุกขั้นตอนการผลิตต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด และได้รับการรับรองว่าสามารถใช้งานในอวกาศได้จริงในระดับ Space Certified ซึ่งสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตไทยในการก้าวสู่เทคโนโลยีขั้นสูง และสามารถต่อยอดไปยังโครงการอวกาศระดับนานาชาติในอนาคต

การก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเดิมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งหากเป็นการใช้งานทั่วไปในภาคครัวเรือน จะมีมูลค่าทางการตลาดค่อนข้างจำกัด แต่เมื่อถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานบนดาวเทียม มูลค่าของผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจอวกาศไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากแต่เป็นการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมที่ประเทศมีอยู่แล้ว

ในบริบทโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศมหาอำนาจ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว องค์ความรู้เริ่มถูกถ่ายทอดและเปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดอวกาศโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีของไทยจึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกผ่านเวทีสำคัญ เช่น งานแสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติด้านอวกาศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยนำเสนอศักยภาพ ตั้งแต่ชิ้นส่วนขนาดเล็ก ไปจนถึงระบบเซ็นเซอร์และกล้องดาวเทียมที่มีความซับซ้อนสูง

นอกเหนือจากภาคการผลิตแล้ว ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม THEOS-2A ยังเป็นทรัพยากรสำคัญในภาคการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจภายในประเทศ ข้อมูลจากอวกาศสามารถสนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรผ่านการประเมินพื้นที่เพาะปลูกและสุขภาพพืช ช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและไฟป่าในลักษณะใกล้เคียงเวลาจริง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำให้กับภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยและการเงินที่ต้องอาศัยข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่อย่างละเอียด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม ดาวเทียม THEOS-2A เปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศโลก ทั้งในมิติการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูล โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านวิศวกรรม แต่เป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจอวกาศที่อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในอนาคต

THEOS-2A จึงไม่ใช่แค่ดาวเทียมอีกหนึ่งดวงของไทย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปิดประตูให้ประเทศไทยมีบทบาทบนเวทีอวกาศโลกอย่างยั่งยืน

L2D Page (196)

Green Logistics Revolution: เจาะลึกท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาด หัวใจใหม่ของ EEC ปี 2569

พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ
ท่าเรืออัจฉริยะและพลังงานสะอาด จุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ในปี 2569
ในปี พ.ศ. 2569 เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด เพื่อตอบรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าท่าเรือขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม ท่าเรือแห่งนี้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายภายในท่าเรือ ด้วยเครนอัตโนมัติและยานพาหนะไร้คนขับที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแรงงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

ควบคู่กันนั้น การนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้านโลจิสติกส์จากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น” ไปสู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ระบบสามารถวิเคราะห์ปริมาณเรือและสินค้า วางแผนการใช้ทรัพยากร และจัดเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาการจอดเรือสั้นลง การสิ้นเปลืองพลังงานลดลง และห่วงโซ่อุปทานโดยรวมมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่าเรืออัจฉริยะจะไม่สามารถขับเคลื่อนแนวคิดโลจิสติกส์สีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดโครงข่ายพลังงานที่สอดคล้องกัน ในปี 2569 พื้นที่ EEC จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่สามารถรองรับการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านกลไกการซื้อขายพลังงานและใบรับรองพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโจทย์นโยบาย RE100 ของบริษัทข้ามชาติ

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังขยายไปสู่ภาคการขนส่ง โดยมีการส่งเสริมสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการทดลองใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยหลักของประเทศ

เมื่อท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาดทำงานร่วมกัน EEC จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ Green Supply Chain ระดับโลก นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการตรวจสอบรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า เริ่มมองเห็นประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การหลั่งไหลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบ

ในภาพรวม ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ได้ยกระดับบทบาทของตนเองจากผู้ตาม ไปสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาดไม่เพียงสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้วัดผลเพียงตัวเลขการเติบโต หากแต่วัดจากความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศทั้งระบบ

L2D Page (195)

ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรม

เศรษฐกิจดิจิทัลกับการยกระดับภาคเกษตร สู่ความยั่งยืนและมูลค่าเพิ่มในยุคการเปลี่ยนผ่านโลก

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพสินค้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรในระยะยาว เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การผลิต การแปรรูป การตลาด ไปจนถึงการบริโภค โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบหมุนเวียน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมได้เห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจนจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในภาคการผลิตพืชผล ระบบตรวจสอบแมลงอัจฉริยะ เซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้โดรนเพื่อฉีดพ่นสารและใส่ปุ๋ย ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ปรับกระบวนการทำฟาร์มได้อย่างทันท่วงที ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตจึงเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังสะท้อนชัดในด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้า OCOP จำนวนมากได้เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซภายในประเทศ แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ได้กลายเป็นช่องทางเชื่อมโยงเกษตรกร สหกรณ์ และผู้บริโภคโดยตรง ช่วยขยายตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้เศรษฐกิจเกษตรดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนชนบท

ตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการผสานดิจิทัลกับเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน คือกรณีของบริษัท ตรา วิญ ฟาร์ม จำกัด หรือ Sokfarm ซึ่งดำเนินการปลูกมะพร้าวตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล นายฟาม ดินห์ งาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพควบคู่กับการดูแลสุขภาพของดินและแหล่งน้ำ เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ โดย Sokfarm ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ผ่านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำน้ำกลั่นจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าเกษตร

ภาคปศุสัตว์เองก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคฟาร์มอัจฉริยะ ด้วยการนำเซ็นเซอร์และระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้ในการติดตามสุขภาพสัตว์ ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และอาหาร รวมถึงการเฝ้าระวังโรคผ่านระบบรายงานออนไลน์ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด และยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ การควบคุมอุปกรณ์เพาะเลี้ยง และการจัดการอาหารอย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคการประมงได้นำระบบติดตามเรือ ฐานข้อมูลการประมง และสมุดบันทึกอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อยกระดับการจัดการทรัพยากรทางทะเล และแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ

นอกเหนือจากการผลิตโดยตรง เศรษฐกิจดิจิทัลยังถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านที่ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาระบบแผนที่ดิจิทัลและฐานข้อมูลแบบบูรณาการ การให้บริการสาธารณะออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับการสำรวจระยะไกล เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง ตรวจจับการละเมิด และวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใส

แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ชนบทยังไม่ทั่วถึง ทักษะดิจิทัลของเกษตรกรบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยียังคงกระจัดกระจาย ส่งผลให้การถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาเกษตรกรรมไฮเทคยังดำเนินไปอย่างล่าช้า

ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาจนถึงปี 2030 และมองไกลถึงปี 2050 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งเป้าให้พื้นที่การผลิตทางการเกษตรประมาณ 15–20% นำเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายลัม วัน ตัน ผู้อำนวยการกรมเกษตรและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า จำเป็นต้องปรับแนวคิดจาก “การผลิตทางการเกษตร” ไปสู่ “เศรษฐกิจการเกษตร” ที่เน้นประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่ม ตลาด และความยั่งยืนควบคู่กัน พร้อมส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การตรวจสอบย้อนกลับ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต

ในอนาคต ภาคเกษตรกรรมจะมุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม การขยายการใช้เกษตรกรรมไฮเทค เกษตรอินทรีย์ และเกษตรหมุนเวียน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับผลิตภาพ คุณภาพ และความยั่งยืนของภาคเกษตรในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างแท้จริง

Facebook Pagelike Widget

The most efficient online logistics media in Thailand.

Contact Info

Follow Us